“พระราชวังโบราณสตราฮอฟ (Strahov Monastery) เป็นพระราชวังสไตล์บาร็อคที่เก่าแก่มาตั้งแต่ยุคกลาง ตั้งอยู่บนเนินเขาของกรุงปราก ไม่ไกลจากปราสาทกรุงปราก
ประกอบด้วยโบสถ์ซึ่งสำคัญต้นๆ เรียกว่าท็อปสามของเมือง ถ้าจะเป็นรองก็แต่โลรอตโต้ และโบถส์เซนต์นิโคลัส สองโบสถ์ดังของปรากเท่านั้น แต่ผมขอบอกว่าที่นี่เป็นโบสถ์ที่สวยที่สุดในปราก” มาเร็กบอกคร่าวๆ
Strahov Monastery เป็นเหมือนศูนย์กลางด้านศาสนานิกาย Premonstratesians ที่ว่าร่ำรวยที่สุดนิกายหนึ่งในแผ่นดิน ถ้าดูด้านนอกเป็นสถาปัตยกรรมธรรมดาๆ แต่ภายในยิ่งใหญ่ เพราะเป็นโบสถ์หนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดในปราก เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ซับซ้อนที่สุดในทวีปยุโรป และสมัยที่สร้าง นับเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ไม่เคยเห็นมาก่อนในโบฮีเมีย มีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องความซับซ้อนในด้านศิลปะที่อลงการสุดขีด สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1182
ในปี 1627 ศพของ St. Norbert ผู้ก่อตั้งนิกาย Premonstratensian ได้ถูกนำมาที่นี่อย่างเป็นความลับ ซึ่งในปัจจุบันศพของนักบุญสามารถพบได้ใน Chapel of St. Vorsilas และถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของโบสถ์
โบสถ์นี้เป็นเหมือนวัดที่สมเด็จพระสังฆราชของเราประทับอยู่ คือ เป็นที่ประทับของพระสังฆราช มีเอกลักษณ์ของตัวเอง เคร่งครัด ขณะที่พระโบสถ์อื่นจะแต่งกายสีดำ แต่ที่นี่ชุดจะเป็นสีขาว
เพราะเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์ในยุคหนึ่ง จึงมีเส้นทางเชื่อมต่อไปยังปราสาทกรุงปราก ตลอดทางจะมีทหารองครักษ์สวมเกราะคอยถวายการอารักขาตลอดเส้นทาง และยังเป็นที่รู้จักกันดีในนามสถานที่รับรองอาคันตุกะต่างชาติ
ในอดีตเคยมีความพยายามที่จะยกปราสาทกรุงปรากให้กลายเป็นพระที่นั่งที่สำคัญแทน แต่ไม่สำเร็จ
ความสวยงามของโบสถ์นั้น ไม่ต้องพูดถึง แต่จะเข้าไปดูนั้นไม่ได้ง่ายๆ เลย
ถ้าแสดงอาการออกว่าเป็นนักท่องเที่ยว จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป มีสิทธิแค่เกาะประตูเหล็กดัด (ที่สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1630) ดูด้านหน้า และก็จะเห็นความอลังการ์ใหญ่โตที่ท้าทายสายตาเป็นอย่างยิ่ง
ภาพที่เห็นคือโบสถ์มีสามส่วน ห้องโถงเป็นหลังคาโค้งถึงสิบตอน ตกแต่งด้วยภาพเขียนแต่ละตอนอย่างอลังการทั้งสิ้น จริงๆ แล้วเป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมันเนสก์ แต่ต่อมามีการตกแต่งเพิ่มเติมแบบบาร็อค ทำให้เห็นความเป็นบารอค
สังเกตุสไตล์บารอคง่ายๆ จากการตกแต่งด้วยหินอ่อน ลายปูนปั้น ภาพเขียนอลังการ และการตกแต่งแบบทอง ดูโอ่อ่าหรูหราใหญ่โต
......
บริเวณ Strahov Monastery ยังมีห้องสมุดโบราณที่มีชื่อเสียงระดับโลก คือ OLOGICAL HALLและ PHILOSOPHICAL HALL
พาเมล่าเล่าให้ฟังว่าในอดีตเป็นศูนย์กลางศึกษาปรัชญาและเทววิทยา บุคคลสำคัญในสมัยนั้นต่างจบการศึกษาจากที่นี้ ปัจจุบันนี้เก็บของมีค่ายุคโบราณไว้เกือบสิบล้านชิ้น หนังสือโบราณรวม 900,000 เล่ม คัมภีร์โบราณ สารานุกรมโบราณ ผลงานศิลปะว่า 3 แสนชิ้น
“คัมภีร์ที่เก่าที่สุดคือบทสรุปของคำสอน ลงวันที่ย้อนไปถึงศตวรรษที่สิบ”
เราเดินขึ้นบันไดเข้าไปยังห้องสมุดบริเวณชั้นสอง พบกับโถงทางเดิน และตู้หนังสือสองข้างที่เก็บหนังสือเก่าแก่ มีพวกของเก่าแก่อย่างสตาฟสัตว์ทะเล, แมลง, และข้าวของต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องของ “มานุษยวิทยา” เช่น เซรามิค, กุญแจมือ, อาวุธ เสื้อผ้า ฯลฯ
ห้องสมุดแห่งนี้ประกอบด้วยหนังสือชุดมากมายเหลือคณานับ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการแพทย์, กฎหมาย, เคมีวิทยา หลักการเล่นแร่แปรธาตุ วิชาพฤกษศาสตร์ รวมถึงหนังสือเอกสารที่พิมพ์ลงบนแผ่นไม้ แต่บริเวณเก็บหนังสือเหล่านี้ไม่ได้เปิดให้ชม นักท่องเที่ยวสามารถยืนยลความงามของห้องสมุดได้ที่หน้าประตูด้านนอกเท่านั้นเอง
เป็นห้องสมุดขนาดใหญ่สองห้องที่อยู่ติดกัน ห้องแรกเป็น ห้อง Philosophical Hall รวบรวมตำรับตำราวิชาความรู้ต่าง ๆ ที่สอนกันในระดับอุดมศึกษาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นปรัชญา, ดาราศาสตร์, คณิตศาสตร์, ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ตกแต่งแบบคลาสสิค ขนาดของโถงกว้างขวาง พาเมล่าบอกว่าชั้นหนังสือชั้นสูงที่สุดจะมีบันไดวนซ่อนอยู่ เพื่อนำไปสู่ห้องเก็บหนังสือด้านหลัง
เพดานของห้องนี้เป็นภาพเขียนเรื่องราวของพัฒนาการมนุษยชาติที่ก้าวหน้าตลอดเวลาภายใต้คุณประโยชน์แห่งวิทยาศาสตร์และศรัทธาในศาสนา ผนังด้านซ้ายเป็นภาพเขียนเรื่องราวตำนานของอดัมและอีฟ โนอาห์ กษัตริย์โซโลมอน และกษัตริย์ดาวิด
ยังมีภาพอารยธรรมกรีกโบราณ เรื่องราวกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราช ตลอดแนวผนังด้านขวาก็คือนักปราชญ์แห่งโลกนาม โซคราตีส อีกด้านหนึ่งของโถงมีตำนานเรื่องราวของนักเล่นแร่แปรธาตุ
ในช่วงสิ้นสุดศตวรรษที่ 18 จนถึงยุคแรกเริ่มของศตวรรษที่ 19 ห้องสมุดแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังมาก บุคคลสำคัญของโลกมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยือน ซึ่งในตอนนั้น ผู้หญิงบางคนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าชม ผู้หญิงคนแรกที่ได้เข้ามาไปก็คือเลดี้ เอ็มม่า แฮมิลตัน ส่วนสตรีสูงศักดิ์อีกคนหนึ่งก็คือ เจ้าหญิงแห่งออสเตรีย และพระชายาของนโปเลียน โบนาปาร์ต นามมารี หลุยซ์
มาถึงยุคนี้เป็นเรื่องที่น่าดีใจที่สตรีพื้นๆ อย่างเราก็มาเยือนห้องสมุดแห่งนี้ได้แล้ว
ส่วนห้องที่สองเป็นห้อง The ological Hall ห้องสมุดแบบบาร็อค หนังสือจะถูกเก็บเอาไว้ทางด้านบนขวา เหนือชั้นขึ้นไป จะมีไม้แกะสลักปิดทองตกแต่งเอาไว้อย่างวิจิตรงดงาม นอกจากนี้ลวดลายยังช่วยระบบการจัดหนังสืออีกด้วย เพราะจะมีการแกะสลักหมวดหมู่ของหนังสือเอาไว้ด้วย
เหนือขึ้นไปตรงประตูเหล็กมีข้อความสลักว่า “จุดเริ่มต้นแห่งการบรรลุแสงสว่างคือการยำเกรงต่อพระเจ้า”
ภาพวาดของตัวหลวงพ่อเอียห์เฮมแขวนอยู่ตรงเหนือหน้าต่างบานแรก ส่วนบานถัดมาแขวนรูปของตัวศิลปินเอง (ซิอาร์ด นอเซ็คกี้) ทางด้านซ้ายของห้องโถงอุทิศให้กับรูปปั้นไม้สไตล์โกธิคตอนปลายของนักบุญยอห์น ซึ่งรูปปั้นดังกล่าวนี้จะถือสิ่งของเล็กๆ ชิ้นหนึ่งในมือซ้าย นับว่าเป็นสัญลักษณ์ในการเชื่อมกันระหว่างรูปปั้นกับห้องสมุด นั่นก็คือ หนังสือปิดทอง
ลูกโลกหลายใบวางเรียงรายไปตามด้านข้างของห้องโถงแห่งนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากตระกูลที่มีชื่อเสียงในเรื่องการประดิษฐ์แผนที่, แผนที่เดินทาง และลูกโลก มาหลายชั่วคน
ผลงานหนังสือมากกว่า 18,000 ชุดถูกเก็บรวบรวมเอาไว้ ส่วนกำแพงทิศเหนือจะเป็นที่รวบรวมพระคัมภีร์ไบเบิ้ลหลากหลายฉบับพิมพ์ รวมทั้งพระคัมภีร์ไบเบิ้ลในภาษาอื่นๆ อีกด้วย
ปัจจุบันห้องสมุดถูกแยกออกจากโบสถ์ให้เป็นสาธารณสมบัติ เพื่อใช้ศึกษาวิจัย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ก็เคยเสด็จเยือนที่นี่มาแล้ว....
ตัดตอนจากหนังสือ "ปรากในรอยหนาว"
text: เนตรนภา แก้วแสงธรรม
Foto: ปิยนันท์ เกียรตินฤยุทธ





