ตำนานแห่งเช็กโบราณครั้งสุดท้าย ซึ่งเกี่ยวกับอิศวินแห่งเทือกเขาแบลนิก ได้เล่าขานเป็นครั้งแรกถวายกษัตริย์เช็กและจักรพรรดิแห่งอาณาจักรโรมันในภาคกลางและตะวันตกของยุโรป คือ พระเจ้าชาร์ลสที่ 4 ด้วยคำบอกเล่าของชายหนุ่มตาบอดคนหนึ่งซึ่งเดินทางไปทั่วดินแดน
ไม่ว่าตัวเขาหรือใครๆ ล้วนไม่อาจอธิบายได้ว่า อัศวินแห่งแบลนิกนั้นแรกเริ่มเดิมทีมากจากที่ใดกันแน่ อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของเหล่าอัศวินผู้รักหลับใหลทำนองเดียวกันนี้จากหลายๆ ที่ไกลห่างออกไป เช่น ฝรั่งเศส สาธารณรัฐเช็ก และโลกอาหรับ ก็ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายต่างพากันเชื่อว่า บรรดานักรบผู้หลับใหลเหล่านี้ทุกคนนั้น เดิมเป็นทหารในกองทัพแห่งสงครามศาสนา ซึ่งเดินทางไปยังปาเลสไตน์ในช่วงต้นสองพันปีก่อน แต่แล้วก็กลับมาถูกสะกดไว้ จนกลายเป็นเช่นโชคชะตาในตอนนี้
อย่างไรก็ตาม ชายตาบอดไม่ได้เป็นผู้พูดหรือกล่าวถึงประเด็นเหล่านี้ เขาเพียงแต่อธิบายถึงสภาพปัจจุบัน กล่าวคือ
เบื้องล่างขุนเขาแบลนิก ณ สถานที่ที่น้ำพุใต้ดินตามธรรมชาติเดือดปุดๆ เป็นฟองขึ้นมาจากพื้นผิวโลก ยังมีรอยร้าวของพื้นผิวหินซึ่งมีลักษณะเหมือนประตูแบบโกธิก นี่คือทางเข้าสู่ถ้ำขนาดใหญ่ในชั้นใต้ดิน ซึ่งประกอบไปด้วยห้องกว้างขวางและยังคงเป็นสไตล์โกธิก คล้ายห้องโถงขนาดใหญ่ในปราสาทซึ่งมีเพดานโค้งหนักและเสาค้ำต้นหนาใหญ่ ตามเสาต่างๆ มีอาวุธยุโทปกรณ์สมัยกลางทุกรูปแบบแขวนห้อยไว้ ม้าหลายร้อยตัวยืนเลียบไปตามแนวกำแพงด้านหนึ่งของห้องโถง ที่วังเวง น่ากลัวก็คือ ไม่มีหางม้าแม้สักหางเดียวที่สะบัดเพื่อขับไล่เหล่าแมลงวันที่ไม่มีเลยเช่นกัน ไม่มีทางเลยที่จะได้ยินเสียงร้องดีใจจากปากของม้าจำนวนมากมาย และไม่มีเสียงกีบม้ากระทืบตีนหนักๆ ลงบนพื้นหิน เพราะไม่อาจทนรอถูกปล่อยให้ออกวิ่งได้ ม้าทุกตัวต่างยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนในอาการหลับเพราะถูกมนต์สะกด
พื้นที่ส่วนใหญ่ของห้องเต็มไปด้วยโต๊ะหิน ล้อมรอบด้วยเก้าอี้หินที่ถูกจัดเรียงไว้ ในเก้าหินที่เรียงรายอยู่รอบโต๊ะหินเหล่านี้คือบรรดาเจ้าของม้าที่กำลังหลับใหล ซึ่งก็คืออัศวินแห่งแบลนิกที่ค่อยๆ หลับใหลไปนานนับร้อยๆ ปี และรอคอยวันที่พวกเขาจะได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ นี่คือกองทัพที่หลับใหลของเซนต์เวนเชสลาส วันเวลาช่วงกลางวันของพวกเขาจะกลับคืนมา เมื่อสิ่งต่างๆ ในดินแดนเช็กเลวร้ายที่สุดในสายตาของพวกเขา นั่นคือ เมื่อชาติถูกห้อมล้อมด้วยศัตรูจำนวนมากมายเกินจะนับ
จากรายงานที่ชายตาบอดถวายแก่จักรพรรดิ ชาวเช็กจะมีจำนวนน้อยกว่า และเผชิญกับความเป็นต่อทั่วๆ ไปพอประมาณ โดยสรุปแล้ว ประเทศจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เดือดร้อนเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา (หรือจะเป็นไป) เว้นเสียแต่ว่าเซนต์เวนเชสลาสจะฟื้นขึ้นจากความตายแล้วหยิบดาบบรุนช์วิกส์ขึ้นมา ท่านจะเดินทางมาที่ภูเขาแบลนิกเพื่อปลุกเหล่านักรบให้ตื่นและสั่งการออกไป
มีสัญญาณสองสามประการที่จะทำให้พวกเรารับรู้ได้เมื่อเวลานั้นใกล้เข้ามา ตามคำบอกเล่าของชายตาบอดผู้มีความสามารถในการมองเห็นการณ์ไกลนั้น ประการแรก ยอดไม้ในป่าแบลนิกจะแห้งแล้งขึ้น ต่อมา ต้นบีชแก่ๆ แห้งตายในบ่อปลาพุสตี้จะฟื้นตัวขึ้นมาเจริญเติบโตอีกครั้ง ท้ายที่สุด พื้นหน้าหินตรงประตูทางเข้ามายังห้องใต้ดิน ณ ภูเขาแบลนิกจะแยกออกเป็นสองเสี่ยง
การต่อสู้รอบแบลนิกจะลุกลามอย่างรุนแรง กระทั่งบ่อพุสตี้กลายเป็นสีแดงฉานด้วยเลือดของเหล่าทหารที่ล้มตายในสงคราม หลังจากน้ำตามากมายหลั่งไหลออกมาและหลอมรวมเข้ากับการกระทำอันกล้าหาญจากทหารจากทั้งสองกองทัพ เซนต์เวนเชสลาสจะมาถึงเพื่อหาทางแก้ปัญหา ท่านจะนั่งอยู่บนหลังม้าอาชาไนยสีขาว มือถือดาบบรุนช์วิก และเป็นผู้นำของเหล่าอัศวินแห่งแบลนิก พวกศัตรูจะหันหลังกลับด้วยความกลัว ต่างพยายามหาทางหลบหนีไปยังกรุงปรากซึ่งเป็นสถานที่แห่งใหม่ บรรดานักรบที่ถูกปลุกให้ตื่นจะตามไล่ล่าศัตรู จากนั้นก็เข้าต่อสู้กันและตีฝ่ายตรงข้ามจนพ่ายแพ้แหลกลาญในการต่อสู้อันมีเกียรติ เข่นฆ่าศัตรูของดินแดนเช็กด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือ กระทั่งเลือดของกองทหารที่ถูกทิ่มแทงจะหลั่งไหลเป็นจำนวนมากจากเนินเขาสตราโฮฟไปถึงยังเนินหินของสะพานชาร์ลส
ชายตาบอดกล่าวว่า เมื่อทุกอย่างจบสิ้นลง ประชาชนชาวเช็กจะประสบกับยุครุ่งเรืองครั้งสุดท้ายในชีวิตของพวกเขา สุดท้ายก็ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุขและกลมเกลียวสามัคคีอย่างแท้จริง ไม่เคยต้องทะเลาะเบาะแว้งหรือขัดแย้งกันแม้แต่เรื่องเดียวอีกเลย ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้พระอาทิตย์ อย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เพื่อประชาชนชาวเช็กจะได้รวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในทุกๆ ด้าน
เอาล่ะ พวกเราคงต้องรอกระทั่งวันสำคัญนั้นมาถึงเพื่อดูสิ่งนั้น ในระหว่างนั้น ยังคงมีเรื่องอื่นๆ อีกเล็กน้อย ที่จะบอกเล่าเกี่ยวกับเหล่าอัศวินที่ชอบอะไรแผลงๆ เหล่านั้น
ท่ามกลางแสงจันทร์ กองกำลังทหารและม้าของพวกเขาออกจากภูเขาเพื่อมาออกกำลังกายเดือนละครั้ง พวกเขาทำเสียงดังอึกทึกครึกโครมจนได้ยินไปทั่วหลายสิบไมล์ แล้วเมื่อแสงแห่งเช้าวันใหม่มาถึง คุณก็จะเห็นรอยกีบสัตว์ในสนามและทุ่งหญ้ารอบๆ ภูเขา แต่แม้ว่าจะมีสิ่งเหล่านั้น ก็ยังต้องมีจุดสนใจอันน่ามหัศจรรย์ นั่นคือ ไม่มีคนท้องถิ่นรายใดเคยออกไปดูการซ้อมรบในช่วงเวลากลางคืนเหล่านี้ เพราะพวกเขาต่างก็รู้ว่าการติดต่อกับเหล่าอัศวินจะก่อให้เกิดอันตรายเพียงใด
ทุกวันนี้ ภูเขาถูกปิดกั้นไว้อย่างแน่นหนา แต่ในวันเก่าๆ เช่นในช่วงเวลาที่ชายตาบอดเล่าคำทำนายของเขาให้กษัตริย์ฟังนั้น ภูเขาแบลนิกถูกปกคลุมด้วยปราสาทไม้ซึ่งเป็นทรัพย์สินในพพระบรมราชวงศ์ของเช็ก ปราสาทไม้นั้นล้อมรอบไปด้วยป้อมปราการหิน แต่ทั้งป้อมปราการหินและสิ่งปลูกสร้างก็ถูกทำลายลงตั้งแต่ช่วงนั้น ขณะที่พวกเขายังคงยืนนิ่งอยู่ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนธรรมดาสามัญจะเข้ามาใกล้ประตูทางเข้าสู่ห้องที่เหล่าอัศวินต่างนอนสงบนิ่งกันอยู่
ครั้งหนึ่ง ช่างทำเหล็กคนหนึ่งแห่งเลาโนวิกซึ่งกำลังเดินอยู่บนภูเขาถูกอัศวินลึกลับคนหนึ่งร้องเรียก และขอให้เขาลงไปยังห้องใต้ดินและใส่เกือกม้าให้กับม้าทุกตัว ช่างทำเหล็กคนดังกล่าวยอมทำตามคำขอ (เป็นคุณจะไม่ยอมหรือ) และขณะที่เขากำลังเตรียมตัวกลับนั้น เหล่าอัศวินก็บอกว่า เขาจะเอาขี้ม้ากลับไปด้วยเป็นค่าจ้างก็ได้
ในฐานะชาวเช็ก ช่างเหล็กผู้มีความสามารถพิเศษคนนี้ไม่ได้กล่าวตอบว่า “โอ้โห ขอบคุณมากจริงๆ แต่กระผมอยากได้เป็นเงินสดแทนขอรับ” อย่างที่คุณหรือผมอาจจะทำ
ไม่ใช่เลย ช่างทำเหล็กเป็นชาวเช็กที่แท้จริง ดังนั้น เขาจึงรวบรวมมูลสัตว์ที่ถูกยกให้ขึ้นมาจำนวนหนึ่งโดยไม่พูดอะไร แล้วเอาใส่ลงในกระสอบของตัวเอง เหล่านักรบ แล้วกล่าวคำลาเหล่านักรบ แต่โชคร้าย ช่างทำเหล็กคนนี้ไม่รู้เกี่ยวกับสมบัติวิเศษจากขี้ม้าของอัศวินแห่งแบลนิก ทันทีที่ออกไปถึงด้านนอก ชายผู้โล่เขลาก็เอาค่าจ้างที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นทิ้งไป แล้วเดินทางกลับบ้านของตน คนในครอบครัวต่างก็รู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่ได้เจอเขาและพากันถามไถ่ว่าเขาไปอยู่ที่ไหนมาเสียนาน
“นานงั้นรึ” เขาพูด “ทำไมเป็นเช่นนั้นเล่า ข้าก็แค่ไปใส่เกือกม้าของพวกอัศวินแปลกๆ ใต้ดินมาตลอดช่วงบ่ายนี้ก็เท่านั้นเอง”
“ตลอดช่วงบ่ายงั้นหรือ” พวกเขาพูด “ตายจริง ท่านไม่ได้จากไปนานแค่บ่ายวันหนึ่งเท่านั้นนะ แต่จากไปปีหนึ่งเต็มๆ ต่างหากเล่า
ช่างทำเหล็กจึงเล่าเรื่องราวการผจญภัยทั้งหมดของเขาให้ครอบครัวฟัง ขณะที่เขากำลังแสดงท่าทางว่าได้กำจัดขี้ม้าออกจากชีวิตของตนตรงประตูทางเข้าแบบโกธิกที่นำไปสู่ห้องใต้ดินในภูเขาอย่างไรอยู่นั้น three gold ducats ก็ร่วงออกมาจากกระสอบ แท้จริงแล้ว ช่างทำเหล็กไม่รู้เกี่ยวกับขี้ม้าของอัศวินแห่งแบลนิก ว่ามันจะกลายเป็นทองคำเมื่อถูกนำออกพ้นจากห้องโถงใต้ดิน ช่างทำเหล็กรีบเร่งกลับไปยังจุดที่เขาทิ้งทองคำที่เหลือไว้ แต่กลับไม่มีร่องรอยของสิ่งที่แสวงหาหรืออะไรเหลืออยู่เลย
เรื่องที่โด่งดังอื่นๆ เกี่ยวกับการประจันหน้าระหว่างปุถุชนคนธรรมดากับอัศวินที่ต้องมนต์สะกดมีอยู่ว่า เด็กสาวในย่านนั้นคนหนึ่งได้รับเชื้อเชิญจากอัศวินยามค่ำผู้ลึกลับ (อาจจะเป็นคนเดียวกัน) ให้เข้าไปทำความสะอาดห้อง อย่างไรก็ตาม หล่อนประสบความสำเร็จมากกว่า ได้รับเหรียญเป็นค่าจ้าง เป็นไปได้ว่า หล่อนเคยได้ยินเรื่องเล่าของช่างทำเหล็กก่อนที่จะเริ่มลงมือทำเรื่องผจญภัยใต้พื้นดินของตัวเอง หล่อนเองก็คิดว่าจากไปแค่เพียงวันเดียวเท่านั้น และได้รับการบอกเล่าจากญาติๆ ว่าแท้จริงแล้ว หล่อนจากไปถึงหนึ่งปีเต็ม
ในกรณีของเด็กสาวคนนี้ หล่อนตายภายในสามวันหลังจากที่กลับมาถึงบ้าน ความจริงก็เป็นเพียงแค่หนึ่งในเหตุผลดีๆ ของท้องถิ่นนั้น เพื่ออธิบายว่า ทำไมพวกเขาจึงระแวงสงสัยในตัวเพื่อนบ้านผู้ง่วงเหงาหาวนอนไปบ้าง และทำไมพวกเขาจึงชอบหลีกเลี่ยง ไม่เพียงแค่การซ้อมรบในเวลาค่ำคืน หากแต่ยังรวมถึงการพูดคุยติดต่อกับเหล่าอัศวินที่หลับไม่ยอมตื่นแห่งแบลนิกด้วย
ลิขสิทธิ์บทแปล
สำนักพิมพ์ SUN MOON TREE
(ผู้แปล : ณ พิน)





