www.netnapa.net

เที่ยวยุโรป กับทัวร์คนไทยในยุโรป แบบกลุ่มเล็ก ส่วนตัว รถตู้ ราคาคุ้มค่า

Font Size

Screen

Profile

Layout

Cpanel

เที่ยวปราก สไตล์โบฮี่เมี่ยน

E-mail Print PDF
User Rating: / 0
PoorBest 
 
 
 

 

หากคุณคือคนหนึ่งที่ชอบเรื่องราวปรัมปรา คุณจะหลงรักเมืองปราก (Prgaue) หากช่างหลงใหลในความหรูหราอลังการและประวัติศาสตร์อันยาวนาน  ก็จะชอบที่นี่เช่นกัน 

 

กรุงปรากเป็นเมืองที่ไม่ใหญ่  แต่เป็นศูนย์กลางแห่งความโรแมนติกของยุโรป  คนยุโรป แม้แต่คนฝรั่งเศส ก็ยอมรับว่าปรากเป็นเมืองโรแมนติกไม่แพ้ปารีส  และคนปารีสก็ฝันอยากมาเยือนปราก  เรียกว่าปรากเมืองหลวงแห่ความโรแมนติกในยุโรปตะวันออก แล้วยังเปรียบเหมือนเป็นโรมแห่งยุโรปตะวันออกในด้านความร่ำรวยศิลปะด้วยเช่นเดียวกัน

 

คนปรากบอกว่า บูดาเปสต์ที่ว่าสวย  ก็ยังได้ไม่ถึง 10 เปอร์เซนต์ของปราก  และโรมาเนียที่คนไทยชอบไป เพราะคิดว่าถูกนั้น เป็นเมืองที่น่าเบื่อเสียยิ่งนัก จนคนปรากไม่รู้จะเปรียบกับอะไร

 

ปรากมีความเป็นมาอย่างยาวนานแล้ว   และผสมผสานอย่างหลงตัวระหว่างประวัติศาสตร์กับนิทานปรัมปรา ทำให้เหมือนเป็นเมืองแห่งเทพนิยาย  เมื่อเข้าร้านหนังสือจะเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับนิทานกรุงปรากมากมาย  แม้แต่การก่อตั้งปราสาทกรุงปรากและเมืองปราก ก็เป็นเรื่องราวของเทพนิยาย  

 

บางคนบอกว่าเป็นเรื่องราวที่ถูกนำมาปัดฝุ่นเขียนใหม่ภายใต้ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์โดยโซเวียตเท่านั้น  แต่มันก็สร้างขึ้นอย่างสมจริงและทำให้เคลิ้มได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยว 

 

เมื่อวันที่โซเวียตจากไป จากการครอบงำประเทศสาธารณรัฐเช็ก  ผู้คนมากหน้าหลายตาจากทั่วทุกมุมโลกกำลังเดินทางมาท่องเที่ยวในยุโรปโดยมีจุดหมายปลายทางหลักอยู่ที่กรุงปรากแห่งนี้   ปรากเปิดเมืองให้นักท่องเที่ยวได้ไม่นานนัก เพียงแค่ 15 ปีที่ผ่านมา  จึงยังถือว่าเป็นเมืองที่บริสุทธิ์อยู่  ราคายังไม่แพงมาก 

 

โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวอเมริกัน ผู้คนมากมายเดินทางมาบรรจุท้องถนนที่ว่างเปล่าของกรุงปรากจนคลาคล่ำเพื่อชื่นชนกับสถาปัตยกรรมอันงดงามวิจิตรอลังการ บ้างก็เดินทางมารับฟังบทเพลงจากฝีมือการประพันธ์ของนักดนตรีผู้ปราดเปรื่องชื่อก้องโลก ยังมีบางส่วนที่เดินทางนับร้อยพันนับหมื่นไมล์มาเพื่อดื่มด่ำอยู่ในคาเฟ่ที่เต็มไปด้วยผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียงแกล้มไปพร้อมๆ กับเครื่องดื่มเช็กชื่อดัง Beckerovka

 

โดยธรรมชาติแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่มักจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเพื่อค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญตามที่ได้อ่านมา อาทิ ปราสาทของกษัตริย์โบฮีเมียน (Palace of Bohemian Kings) หรือ มหาวิหารแบบโกธิคของนักบุญวิตัส (St. Vitus Gothic cathedral) บนภูเขาเปตริน (Petrin Hill) ที่สามารถมองลงมาเห็นกรุงปรากทั้งเมือง ยังมี  จัตุรัสยุคกลางย่านเมืองเก่าอีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของงานพระราชพิธีต่างๆ รวมทั้งเป็นลานประหารที่เรียกกันว่า the Loretto อีกด้วย ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ยังมี the Basilica of St. George, “โรงระบำ” (“Dancing House) ของสถาปนิกอเมริกันนามแฟรงค์ เกห์รี่, ตรอกทองคำ (the Golden Lane), จัตุรัสเวนเซสลาส, สุสานชาวยิวในกรุงปรากที่โด่งดัง และ สะพานชาร์ลส์ บริดจ์ อย่างไรก็ดี ขอให้ฉันได้บอกกล่าวถึงสถานที่บางแห่งที่นักท่องเที่ยวหลายคนพลาดที่จะได้ไปยลสักครา

 

หากเดินตามถนนที่ปูลาดด้วยหินของกรุงปรากไปเรื่อยๆ อาจจะไม่มีใครช่วยบอกเล่าถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานต่างๆ ให้คุณได้ แต่เรื่องเล่าของเมืองแห่งนี้ถูกเล่าต่อๆ กันมาผ่านทางนิทานปรัมปรามากมาย จากปู่สู่พ่อ จากพ่อสู่ลูก มาโดยตลอด เรื่องราวที่ว่านี้เกิดขึ้น ณ ปราสาทไม้แห่งนี้ที่ชื่อ Vysehrad High ที่ตั้งอยู่เหนือขึ้นไปจากแม่น้ำวัลตาว่าซึ่งเป็นที่ประทับของเจ้าชายพรีมิสและเจ้าหญิงลิบูซีผู้ปกครองแว่นแคว้นอย่างทรงคุณธรรม วันหนึ่ง นกร้องเพลงฝูงหนึ่งได้มาเกาะยอดไม้ส่งเสียงกันอย่างไพเราะเสนาะหู เจ้าหญิงลิบูซีเมื่อเห็นดังนั้นก็เกิดลางสังหรณ์ พระองค์ทรงชี้นิ้วไปยังราวป่าเบื้องหน้าใต้หน้าผาที่พระองค์ทรงประทับยืนอยู่แล้วตรัสว่า “จงไป ณ ตรงจุดนั้นที่เราชี้ แล้วจงสร้างปราสาทขึ้นมาหนึ่งหลัง พร้อมกับตั้งชื่อว่า Praha” จากนั้นพระองค์ก็ทรงทำนายว่า ในอนาคตพื้นที่ตรงนั้นจะขยับขยายจนเติบใหญ่ และกลายเป็นศูนย์กลางของการค้ากันยิ่งใหญ่ ผู้คนเชื่อในพระดำรัสของเจ้าหญิง จนกระทั่งชื่อเมืองปราฮาขยายออกไปในวงกว้างจนกลายเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย พ่อค้าวานิชจากดินแดนอันไกลโพ้นมากมายมุ่งหน้ามายังเมืองใหม่แห่งนี้  ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ได้ว่า คำทำนายดังกล่าวได้กลายเป็นความจริง

 

สถานที่ที่คุณจะออกเดินทางไปตามรอยตำนานโบราณเรื่องนี้เริ่มต้นที่ Vysehrad ซึ่งเป็นปราสาทที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาบนผืนดินในตำนาน ปัจจุบัน ชาวปรากทุกคนยังคงเชื่อว่ามันเคยมีอยู่จริงๆ ถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะไม่มีให้เห็นอีกแล้ว ทุกวันนี้มันได้กลายเป็นพื่นที่ของสวนสาธารณะไปแล้ว ซึ่งจากจุดนั้นห่างออกไปอีกเพียงหนึ่งไมล์ คุณจะเห็นแม่น้ำวัลตาว่าที่งดงาม สวนดังกล่าวคือสถานที่ปิกนิกอย่างดีสำหรับครอบครัวในวันหยุดพักผ่อน ทางเข้าสวนจะมองเห็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง ซึ่งเป็นโบสถ์เล็กๆ สไตล์โรมันของนักบุญมาร์ติน ในสวนมีอนุสาวรีย์เจ้าหญิงลิบูซีในท่วงท่าบ่งบอกถึงคำทำนาย นอกจากนี้ยังมีโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ และ เซนต์ปอล และโบสถ์ภายในสุสานของชนชาติสลาฟ

 

ถึงแม้ว่าสุสานดังกล่าวจะได้รับการยกให้เป็นสุสานแห่งชาติสำหรับฝังศพบุคคลสำคัญของชาติไปแล้วก็ตาม มันก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังอันตราตรึงใจอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย เอกลักษณ์สำคัญของสุสานแห่งนี้คือ มันหาใช่ที่ฝังศพของนายพลหรือวีรบุรุษสงครามของชาติไม่ หากมีเอาสำหรับคีตกวี, ศิลปิน, นักเขียน, นักดนตรี, นักวิทยาศาสตร์ และ นักปราชญ์ ผู้มีคุณูปการกับชาติเท่านั้น แน่นอนว่าคุณจะได้เคารพหลุมฝังศพของ Dvorak, Janachek, Smetana และปรมาจารย์ทางด้านศิลปะสมัยใหม่อย่าง Alphonse Mucha เหนือหลุมฝังศพจะมีรูปปั้นหินอ่อนที่งดงามฝีมือของ Fin de Siecle ตั้งอยู่ให้เห็นในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันไป ซึ่งดูไปคล้ายกับเป็นหอศิลป์กลางแจ้งที่งดงามยิ่งนัก แต่ละสุสานก็จะมีเอกลักษณ์ของตัวเอง คุณจะได้เห็นงานปั้นรูปเหมือน, ภาพถ่ายที่ติดฝังเอาไว้ หรือ รูปปั้นนางฟ้าคร่ำครวญที่งดงาม อย่างสุสานของนักประพันธ์บทละครเวทีชื่อดังชาวเชกนาม Karel Capek ซึ่งเหนือหลุมศพจะเป็นชามหินอ่อนตั้งเอาไว้ให้นกแวะเวียนกันมาจิบน้ำดื่มจากถ้วย เป็นภาพที่ประทับใจยิ่งนัก ในบทละครเรื่อง RUR ของเขา เขาได้คิดค้นคำศัพท์คำหนึ่งขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกๆ ภาษา นั่นก็คือคำว่า Robot ถัดกันไปไม่ไกลนัก เป็นสุสานของนักเต้นคนหนึ่งก็มีการประดับรูปปั้นทองแดงของหญิงสาวที่กำลังล่องลอยอยู่อย่างอิสรเสรีด้วยสรีระที่เพรียวลม บ่งบอกถึงความพลิ้วไหว นอกจากนั้นยังมีดอกไม้นานาพันธุ์ประดับเอาไว้พร้อมกับทางเดินไปสุสานที่ปูลาดด้วยพรมหญ้าที่ให้ความรู้สึกราวกับเดินท่องอยู่ในวิมาน หามีความรู้สึกอันน่าโศกเศร้าแต่ประการใดไม่ เหนือประตูทางเข้าสุสาน มีป้ายโลหะสลักเอาไว้อย่างชัดเจนว่า “แม้ชีวาวาย วาจายังกึกก้องอยู่” (“Although dead, they still speak)  

 

 

 

  

 

ต่อไป ณ บริเวณหัวมุมของถนน Nadroni จะมองเห็นอาคารโบราณยุคเรอเนส์ซองส์ตั้งตระหง่านอยู่อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งก็คือ โรงละครแห่งชาติ ย้อนกลับไปเมื่อครั้งโบราณกาล อาคารแห่งนี้คือมหาวิหารในยุคเรอเนส์ซองส์ ในช่วงเวลาภายใต้การปกครองของกษัตริย์ Hapsburg ชาวเชกกลับไม่ค่อยรู้สึกซาบซึ้งในประเทศของตนเอง ในปี 1851 ตึกรามอาคารผุดขึ้นมากมาย ชาวเชกจึงเริ่มมองเห็นช่องทางและเป้าหมายของตนเองมากขึ้น พวกเขาเริ่มตระหนักถึงประวัติศาสตร์, ภาษา และ ตัวตนของตัวเองมากขึ้นอย่างภาคภูมิใจ มีการเรี่ยไรเงินบริจาคทั่วประเทศสำหรับการสร้างตึกรามกันอย่างกว้างขวางมากกว่ายี่สิบหลัง รวมทั้งวัสดุต่างๆ ก็ได้รับมาจากชาวเชกที่อาศัยอยู่ทั่วโลก อย่างก้อนหินจากชิคาโก้เป็นต้น โรงละครแห่งนี้มิเพียงแต่เป็นสถานที่สำหรับการแสดงบนเวทีอันเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายแล้ว ยังนับเป็นสถาปัตยกรรมสัญลักษณ์ของเมืองอีกด้วย ภาพวาดและงานปั้น รวมทั้งการตกแต่งภายในล้วนแล้วแต่มาจากฝีมือของศิลปินผู้ยิ่งยงทั้งสิ้น ซึ่งนับตั้งแต่ตัวอาคารเป็นรูปเป็นร่างเป็นต้นมา ก็เกิดศิลปินที่เข้ามารับงานกันเป็นช่วงๆ จนเรียกได้ว่าเป็น ลำดับรุ่นของศิลปินประจำโรงละครแห่งชาติ

 

ความสะดวกสบายมากมายตั้งอยู่เป็นทิวแถวตรงกันข้ามฝั่งกับโรงละครแห่งชาติแห่งนี้ ที่ Slavin Café ก็ถือว่าเป็นสถานที่นัดพบปะที่เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศแห่งความอบอุ่นสบายและเป็นกันเอง โดยเฉพาะสำหรับกับพวกผู้ทรงความรู้ทั้งหลาย และ พวกโบฮีเมียนดั้งเดิมในกรุงปรากมานับตั้งแต่มีการสถาปนาประเทศเป็นสาธารณรัฐ 

 

 

ความจริงก็คือ คำว่า โบฮีเมียน เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการกำเนิดของกรุงปรากซึ่งเป็นชื่อของชนเผ่าเซลติกโบราณ รวมทั้งพวกโบอีที่อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ 

 

 

คาเฟ่าสลาเวียแห่งนี้มีห้องที่ปูด้วยหนังสีเขียวลาดยาวไป ผนังบุด้วยไม้สีทึบ หน้าต่างบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นทิวทัศน์งดงามได้กว้างไกล กวีชาวเชกระดับโลกผู้ได้รับรางวัลโนเบลนาม Jaroslav Seifert ก็เคยแต่งกวีอันแสนไพเราะบอกเล่าถึงบรรยากาศอันประทับในให้กับ “สลาเวีย” คาเฟ่แห่งนี้มาแล้ว 

 

ในช่วงที่คอมมิวนิสต์เข้ามาปกครอง ผู้ปราดเปรื่องทั้งหลายในประเทศถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้ามาในคาเฟ่แห่งนี้ เนื่องจากทางการเกรงว่าจะเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดอันนำมาซึ่งผลกระทบต่อการปกครอง หรืออาจกลายเป็นสถานที่ก่อหวอดขึ้นมาได้ 

 

ในช่วงเวลาดังกล่าว ว่ากันว่า อาหารการกินก็ย่ำแย่ การปกครองยิ่งแย่กว่า แต่คนพวกนั้นก็จากไปในที่สุด หลังจากนั้น สถานที่แห่งนี้ก็กลับมาเป็นจุดนัดพบกันอีกครั้งหนึ่ง วันนี้ ทางร้านมีเมนูอาหารสไตล์เวียนนาให้เลือกรับประทานมากมาย พร้อมกับชาร้อน หรือไวน์เย็นฉ่ำ มันเป็นจุดนัดพบในฝันของใครหลายคนที่สามารถปลดปล่อยจินตนาการให้โลดแล่นออกมาได้อย่างไม่หมดสิ้น จนใครบางคนฝันถึงการเป็น Dvorak หรือ Kafka คนที่สองไปขนาดนั้น

 

เมื่อคุณเดินเข้าไปสู่ the Kampa ซึ่งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า Mala Strana ของกรุงปราก คุณจะรู้สึกเหมือนเป็น “อลิซในดินแดนมหัสจรรย์” กรุงปรากเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจ ไม่ว่าจะเป็นความเก่าแก่โบราณหรือสิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ๆ ก็แล้วแต่ หากคุณชื่นชอบฝูงชนที่คลาคล่ำในบางคราว จุดท่องเที่ยวแห่งนี้นับว่าตอบสนองความต้องการนั้นได้เป็นอย่างดี สถานที่แห่งนี้เรียกว่า the Kampa ซึ่งหากคุณต้องการที่จะไป คุณก็เพียงแค่ข้ามแม่น้ำวัลตาว่าโดยใช้สะพานชาร์ลส์ ซึ่งเป็นสะพานประวัติศาสตร์ของกรุงปราก หรือสะพานบาร็อคที่มีหอสูงตระหง่าน รวมทั้งรูปปั้นนักบุญที่ตั้งอยู่บนสะพานตลอดแนวก็ได้ สะพานโบราณแห่งนี้ไม่เพียงแต่ดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวเท่านั้น หากแต่สะพานแห่งนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องโจรมือเบาอีกด้วย เรียกได้ว่า มันเป็นจุดหมายของนักเดินทางที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ก็น่าหนักใจสำหรับคนที่ไม่ค่อยระวังตัวเช่นกัน

  

 

หากคุณกำลังยืนอยู่ใกล้ๆ กับปราสาทตรงสุดปลายสะพาน เลี้ยวซ้ายและเดินไปตามบันไดที่แยกตัวออกจากถนนสายนั้น ให้รู้ไว้ว่า คุณกำลังเข้าไปสู่ the Kampa ใน Mala Strana หรือ Lesser Town ซึ่งถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่สวยงามและเงียบสงบมากที่สุดในเมือง ถัดไปอีกนิด คุณจะได้ยินเสียงแผ่วเบาลอยเข้าหู ซึ่งที่มาของเสียงดังกล่าวก็คือพื้นที่จัตุรัสที่มีเก้าอี้ยาววางไว้ เสาโคมไฟตั้งเรียงรายตามข้างทางเดิน และต้นอเคเซีย ตามข้างทางประกอบไปด้วยบ้านพักข้างคืนเล็กๆ และห้องอาหารมากมาย แต่ก่อนที่คุณจะเข้าสู่เขตพื้นที่ของสวนสีเขียว ขอให้คุณรู้เอาไว้เลยว่า คุณกำลังยืนอยู่บนเกาะเล็กๆ บนแม่น้ำวัลตาว่า คนละฝั่งของลำธารเซอร์ตอฟก้าซึ่งจะมองเห็นกังหันลมโบราณ สถานที่แห่งนี้ก็คือที่ๆ คุณจะสามารถสูดหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปให้เต็มปอด นั่งอ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม นั่งทานแซนด์วิชอัล-เฟรสโก้ ในขณะที่อยู่ตรงชายฝั่งของแม่น้ำวัลตาว่า แม่น้ำสายใหญ่ที่ชาวเยอรมันเรียกกันว่า the Moldau ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้กับการกำเนิดของเพลง Ma Vlad (My Country) ของนักประพันธ์ซิมโฟนี่ชื่อก้องโลกอย่าง Bedrich Smetana

 

สะพานเล็กๆ ที่พาดข้ามลำธารเซอร์ตอฟก้า (Certovka) จะนำทางคุณไปยังใจกลางของ Mala Strana ถนนสายโรแมนติกที่มีลมเบาๆ พัดโชย และจัตุรัสที่มีอายุยาวนานนับร้อยปีรวมทั้งพื้นลาดเป็นบริเวณของ Hradcany หรือ เขตปราสาท ซึ่งจะมีปราสาทบาร็อคที่สร้างเอาไว้หลายหลังตามแนวคิดของปรัชญาลัทธิอริสโตเติล จนกระทั่งปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นอาคารสำนักงานให้กับสถานกงสุลหลายประเทศ แต่ก็ยังคงให้บรรยากาศโรแมนติกของปราสาทโบราณอยู่ไม่วาย หากคุณสงสัยในประวัติศาสตร์ของ Mala Strana ความกระจ่างจะปรากฎต่อหน้าคุณหากเดินต่อไปจนถึงจัตุรัสแกรนด์ พริเออร์ ตรงกันข้ามกับสถานกงสุลฝรั่งเศส ซึ่งคุณจะได้เห็นรูปของจอห์น เลนน่อน หราอยู่บนกำแพงด้วยศิลปะแบบพ่นสีกราฟิตติ ซึ่งเลนน่อนนับว่าเป็นวีรบุรุษในยุคคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริงสำหรับชาวยุโรปกลาง ถ้อยคำจากบทเพลงที่แต่งโดยเลนน่อนก็ปรากฎให้เห็นบนกำแพงดังกล่าวเพื่อสร้างบรรยากาศให้เกิดความรู้สึกและความฝันอันสวยงาม ครั้งหนึ่งรูปภาพต่างๆ บนกำแพงเคยถูกลบออกไปแล้ว แต่ก็กลับมาอีกครั้งและอีกครั้งในยุคที่มีการประท้วงกันในวงกว้าง จะเห็นได้ว่า ถัดจากรูปใบหน้าของเลนน่อนมีประโยคเขียนเอาไว้ว่า “นักสู้ไม่เคยตาย พวกเขาคือดอกไม้กลางใจประชา” (“People don’t die, they turn into flowers”)

 

ตรงสุดตรอกนอสติโคว่า คุณจะได้พบกับบ้านของสองสุดยอดสถาปนิกชาวปรากผู้โด่งดัง คริสโตเฟอร์ และ ลูกชายของเขาคิลเลี่ยน อิกนาส ไดท์เซนโฮเฟอร์ (Christopher and son Killian Ignaz Dientzenhofer) พวกเขาคือผู้สร้างสรรค์ผลงานการออกแบบสไตล์บาร็อคที่ได้รับการยอมรับสูงสุด นอกจากนั้นพวกเขายังได้รับการจารึกประทับรูปลงบนแสตมป์ด้วยกันทั้งสองคน ผลงานของพวกเขาก็มีอาทิ มหาวิหาร, คอนแวนต์, ท้องพระโรง และ ปราสาทราชวังอีกหลายแห่ง นอกจากนั้นยังมีตึกรามอาคารเล็กๆ น้อยๆ อีกหลายหลังทั่วกรุงปรากและในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ มหาวิหารนักบัญนิโกล่าและโบสถ์เซนต์โธมัสครั้งหนึ่งก็เคยเป็นที่พักอาศัยอันน่าอภิรมย์ของพวกเขา ปัจจุบันเรียกกันว่าเป็น Pension Dientzenhofer ภายในมีสวนเล็กๆ ที่มีทางเดินนำไปยัง Certovka และยังมีห้องหับอีกหลายห้องที่มีทิวทัศน์ของแม่น้ำและสวนหย่อมที่สวยงาม การได้มาพักผ่อนหรือเยี่ยมชม ณ สถานที่เหล่านี้จะไม่ทำให้คุณรู้สึกเหมือนเป็นนักท่องเที่ยว หากเป็นเหมือนผู้อาศัยอยู่ในเมืองนี้มานานอย่างกลมกลืน

 

เมื่อคุณอยู่ในกรุงปราก จงหาเวลาให้กับตัวเองให้มาก จงปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ ปราศจากพันธนาการทางเวลาใดๆ หากคุณลองสังเกตตามทางเดิน หมู่อาคารบ้านเรือน แห่งหนใดก็ตามที่คุณสนใจที่จะไปเยี่ยมเยือน 

 

อย่ารีรอ ให้เวลากับการรับประทานมื้อค่ำในร้านอาหารท้องถิ่น เชฟ (พ่อครัว) ชาวเชกยังคงทำงานปรุงอาหารอยู่ตลอดเวลาด้วยความเต็มใจ หรือคุณอาจจะหาที่นั่งภายในสวนสงบพูดคุยถึงเรื่องราวทั่วไปอย่างผ่อนคลาย สอบถามผู้คนท้องถิ่นถึงรายละเอียดของกรุงปราก รับรองว่าคุณจะได้อะไรมากกว่าที่คุณอ่านมาอย่างแน่นอน 

ถ้านึกได้ ก็ลองแวะดมกลิ่นหอมของดอกไม้ตามริมทางเพื่อตราตรึงเอาไว้ในความทรงจำ ที่เหลือคุณก็เพียงแต่พิจารณาดูเองว่านิทานปรัมปราที่ได้ฟังมาเป็นจริงมากน้อยเพียงใด

 

 

Text by Acelya Yonac.

Source: Fashionista.com 
  Francesca Woodman's Milanese RetrospectiveA reprint of the Japanese book of photography, Take Ivy by T. Hayashida, first edition 1965, is going on print in the US. A switch of action for the book portraying Ivy-league students, precisely from New England. 
 
 

Picture of Prague

 
 
From the 16th of July to the 24th of October, Palazzo della Ragione in Milan will be the scene of a great retrospective – 116 photographs and 5 videos – on Francesca Woodman.
 
 
 
 

Name of Story


From the 16th of July to the 24th of October, Palazzo della Ragione in Milan will be the scene of a great retrospective – 116 photographs and 5 videos – on Francesca Woodman.

The body outside the body, inside objects, blurry, personal and impersonal. No lines, no frames, long exposures for the camera, and her: both the subject, object, transmitter, and photographer. Mainly a choice of practical reasons: she is always with herself ready to be photographed. Nonetheless the self-portraits are not for the “self”, you can never capture the entire physiognomy: she is there to serve a transcendent purpose. 


Francesca Woodman, the daughter of artists, whose coming of age and young death at 22 gave us in retrospective 9 years of her work, incredibly mature and in which not one picture seems to not be part of a grander meaning. Conceptual and ever-current: the erotic, the place of women in their surroundings, revealing, not revealing, searching the soul, showing it. 
At Palazzo della Ragione, Milan, a retrospective of her work, a privilege not to miss.

 

Readmore >> 

 

Name of Story


From the 16th of July to the 24th of October, Palazzo della Ragione in Milan will be the scene of a great retrospective – 116 photographs and 5 videos – on Francesca Woodman.

The body outside the body, inside objects, blurry, personal and impersonal. No lines, no frames, long exposures for the camera, and her: both the subject, object, transmitter, and photographer. Mainly a choice of practical reasons: she is always with herself ready to be photographed. Nonetheless the self-portraits are not for the “self”, you can never capture the entire physiognomy: she is there to serve a transcendent purpose. 


Francesca Woodman, the daughter of artists, whose coming of age and young death at 22 gave us in retrospective 9 years of her work, incredibly mature and in which not one picture seems to not be part of a grander meaning. Conceptual and ever-current: the erotic, the place of women in their surroundings, revealing, not revealing, searching the soul, showing it. 
At Palazzo della Ragione, Milan, a retrospective of her work, a privilege not to miss.

 

Readmore >>   

 

Name of Story


From the 16th of July to the 24th of October, Palazzo della Ragione in Milan will be the scene of a great retrospective – 116 photographs and 5 videos – on Francesca Woodman.

The body outside the body, inside objects, blurry, personal and impersonal. No lines, no frames, long exposures for the camera, and her: both the subject, object, transmitter, and photographer. Mainly a choice of practical reasons: she is always with herself ready to be photographed. Nonetheless the self-portraits are not for the “self”, you can never capture the entire physiognomy: she is there to serve a transcendent purpose. 


Francesca Woodman, the daughter of artists, whose coming of age and young death at 22 gave us in retrospective 9 years of her work, incredibly mature and in which not one picture seems to not be part of a grander meaning. Conceptual and ever-current: the erotic, the place of women in their surroundings, revealing, not revealing, searching the soul, showing it. 
At Palazzo della Ragione, Milan, a retrospective of her work, a privilege not to miss.

 

Readmore >> 

 

Name of Story


From the 16th of July to the 24th of October, Palazzo della Ragione in Milan will be the scene of a great retrospective – 116 photographs and 5 videos – on Francesca Woodman.

The body outside the body, inside objects, blurry, personal and impersonal. No lines, no frames, long exposures for the camera, and her: both the subject, object, transmitter, and photographer. Mainly a choice of practical reasons: she is always with herself ready to be photographed. Nonetheless the self-portraits are not for the “self”, you can never capture the entire physiognomy: she is there to serve a transcendent purpose. 


Francesca Woodman, the daughter of artists, whose coming of age and young death at 22 gave us in retrospective 9 years of her work, incredibly mature and in which not one picture seems to not be part of a grander meaning. Conceptual and ever-current: the erotic, the place of women in their surroundings, revealing, not revealing, searching the soul, showing it. 
At Palazzo della Ragione, Milan, a retrospective of her work, a privilege not to miss.

 

Readmore >> 

 

Name of Story

  
From the 16th of July to the 24th of October, Palazzo della Ragione in Milan will be the scene of a great retrospective – 116 photographs and 5 videos – on Francesca Woodman.

The body outside the body, inside objects, blurry, personal and impersonal. No lines, no frames, long exposures for the camera, and her: both the subject, object, transmitter, and photographer. Mainly a choice of practical reasons: she is always with herself ready to be photographed. Nonetheless the self-portraits are not for the “self”, you can never capture the entire physiognomy: she is there to serve a transcendent purpose. 


Francesca Woodman, the daughter of artists, whose coming of age and young death at 22 gave us in retrospective 9 years of her work, incredibly mature and in which not one picture seems to not be part of a grander meaning. Conceptual and ever-current: the erotic, the place of women in their surroundings, revealing, not revealing, searching the soul, showing it. 
At Palazzo della Ragione, Milan, a retrospective of her work, a privilege not to miss.

 

Readmore >> 

 
 
Joomla Templates and Joomla Extensions by ZooTemplate.Com

Add comment

ขอบคุณที่ comment ค่ะ
โปรดแสดงความเห็นอย่างสุภาพนะคะ เพื่อสร้างบรรยากาศในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ห้ามโพสต์เรื่องผิดกฏหมายทุกประการ การแสดงความคิดเห็นเป็นไปโดยอิสระ โดยเจ้าของเวบไซต์ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และเจ้าของเวบไซต์ไม่เกี่ยวข้อง และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้

Security code
Refresh

You are here: