คาฟก้าเกิดในย่านชุมชนที่มีการแบ่งชนชาติและสีผิวกันอย่างชัดเจนและตึงเครียด กรุงปรากในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นั้นมีปัญหาความขัดแย้งอันน่าขมขื่นระหว่างชาวเยอรมันกับชาวเชกอยู่ตลอดเวลา ด้วยความที่เติบโตขึ้นมาจากบรรยากาศการเหยีดชาวยิว และด้วยความที่เป็นชาวยิวพูดภาษาเยอรมันจึงทำให้กลายเป็นที่รังเกียจของผู้คนชาวท้องถิ่นเป็นอย่างมาก และบ่อยครั้งที่เขาต้องตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้ง
พ่อของคาฟก้าเป็นคนที่มีความทะเยอทยานสูง เปิดร้านขายอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยอยู่ในย่านเมืองเก่า เขาต้องการที่จะเป็นที่ยอมรับในสังคมมาโดยตลอด ซึ่งเป็นเหตุให้ครอบครัวต้องย้ายบ้านห้าครั้งภายในหกปี คาฟก้าในวัยหกขวบถูกส่งไปเรียนโรงเรียนเยอรมัน ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบโรงเรียนที่เข้มงวดที่สุดในกรุงปราก บรรดาคุณครูพากันเป็นกังวลในความเป็นยิวของเขา แต่พ่อและแม่ของเขาไม่เคยเข้าข้างเขาเลยเวลาที่ถูกกลั่นแกล้งกลับมา
คาฟก้าวัย 18 ปีเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงปราก ขณะที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย คาฟก้ามีผลงานรวมเรื่องสั้นตีพิมพ์ออกมาจำนวนหนึ่ง หลังจากสำเร็จการศึกษา เขาได้เข้าทำงานเป็นเสมียน ในเดือนมีนาคม ปี 1908 เขาก็มีผลงานรวมเรื่องสั้นอีกเล่มหนึ่งออกมาซึ่งตีพิมพ์ภายใต้ชื่อ Hyperion เขาพัฒนาสไตล์การเขียนขึ้นมาก อีกทั้งความรู้ที่พอกพูนขึ้นมากเช่นกัน แต่แล้วเขาก็ต้องเปลี่ยนงาน เป็นการบอกให้กรอกแบบฟอร์มที่ถูกต้องทั้งภาษาเยอรมันและเชก คาฟก้าทำงานที่นั่นอยู่นานจนถูกบีบให้ลาออกเนื่องจากสุขภาพไม่ดีในปี 1922 (สองปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงด้วยวัยเพียงสี่สิบปีจากโรคฝีในท้อง)
ในช่วงชีวิตของคาฟก้า เขาใฝ่ฝันมาตลอดเวลาเพื่อที่จะมองหาสถานที่ที่เขาสามารถย้ายไปอยู่ได้อย่างถาวร เพื่อหนีออกไปจากความแปลกแยกของกรุงปรากกับตัวเขา แต่คาฟก้าก็พบว่าเป็นเรื่องยากที่เขาจะทิ้งพ่อและแม่เอาไว้อย่างนั้น เช่นเดียวกันกับที่เขาคิดว่าเมืองปรากไม่ยอมปล่อยให้เขาไปอยู่ที่อื่นได้เลย
ฤดูใบไม้ผลิปี 1910 คาฟก้าเริ่มจับปากกาบันทึกเรื่องราวประจำวัน เขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์ทางด้านการเขียนอยู่แล้ว เขาพยายามที่จะมองหาตัวตนและสไตล์ของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไดอารี่ของเขาไม่ได้เป็นแค่เพียงการบันทึกเหตุการณ์ประจำวันทั่วไปเท่านั้น แต่เขายังเขียนบรรยายในลักษณะของนวนิยายได้อย่างน่าอ่าน
อย่างไรก็ตาม คาฟก้ามีโรคประจำตัวหลายโรค ไม่ว่าจะเป็น ท้องผูก นอนไม่หลับ โรคประสาท (ที่เกิดจากความเครียด) ปอดที่ไม่ค่อยแข็งแรง และท้ายที่สุดเขาก็ตายลงด้วยโรคฝีในท้อง เขาอยู่อย่างโดดเดี่ยวตามลำพังเสียส่วนใหญ่ เขาผูกสัมพันธ์กับผู้หญิงไม่ค่อยเก่งเท่าใด
กล่าวในส่วนของผลงาน 1912 เป็นปีที่คาฟก้ามีผลงานเรื่องสั้นตีพิมพ์สองเรื่อง ได้แก่ The Judgment และ Metamorphosis ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่านี่คือผลงานที่บรรลุทางด้านงานเขียนที่สุดแล้วของเขา มันเป็นงานเขียนที่มีจินตนาการแห่งความหวาดระแวงแฝงอยู่อย่างเต็มเปี่ยม นี่คือตัวอย่างบางวรรคตอนจากเรื่อง Metamorphosis
“Gregor Samsa ตื่นเช้าขึ้นมาในวันหนึ่งเนื่องจากฝันร้าย เขาฝันไปว่า เขานอนอยู่บนเตียง จากนั้นร่างกายก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นแมลงขนาดยักษ์”
“Gregor Samsa ตื่นเช้าขึ้นมาในวันหนึ่งเนื่องจากฝันร้าย เขาฝันไปว่า เขานอนอยู่บนเตียง จากนั้นร่างกายก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นแมลงขนาดยักษ์”
จากวรรคดังกล่าว จะเห็นได้ว่าแมลงคือสัญลักษณ์แทนการเปลี่ยนร่าง ซึ่งเจ้าตัวต้องการที่จะสื่อถึงความแปลกแยกของตัวเองที่พ่อและสังคมมักจะเลือกปฏิบัติกับเขา แต่หลายคนก็ชอบที่จะให้คาฟก้าอาศัยอยู่ในกรุงปรากต่อไป เขาคิดว่าผู้คนมักจะรังเกียจชาติพันธุ์และรูปร่างหน้าตาของเขาเช่นเดียวกับที่ใครๆ ก็รังเกียจแมลง สิ่งเหล่านี้ทำให้เขากลายเป็นคนหวาดระแวงไปได้จริงๆ
คาฟก้าเริ่มต้นทำงานเขียนนวนิยายที่โด่งดังที่สุดของเขาเรื่อง The Trial ในปีที่สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงพอดี เขาใช้นามแฝงว่า Josef K. และก็ถูกจับกุมอย่างไม่มีเหตุผลในทันที เขารู้สึกเจ็บปวดกับเรื่องดังกล่าวนี้มาก เพราะเขาเองก็เรียนกฎหมายมา แต่กลับถูกกระทำเช่นนี้ นวนิยายเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงชีวิตที่อยู่ภายใต้การบังคับกดขี่และละเมิดสิทธิของพวกคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจนในช่วงศตวรรษที่ 21
คาฟก้าเริ่มต้นทำงานเขียนนวนิยายที่โด่งดังที่สุดของเขาเรื่อง The Trial ในปีที่สงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงพอดี เขาใช้นามแฝงว่า Josef K. และก็ถูกจับกุมอย่างไม่มีเหตุผลในทันที เขารู้สึกเจ็บปวดกับเรื่องดังกล่าวนี้มาก เพราะเขาเองก็เรียนกฎหมายมา แต่กลับถูกกระทำเช่นนี้ นวนิยายเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงชีวิตที่อยู่ภายใต้การบังคับกดขี่และละเมิดสิทธิของพวกคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจนในช่วงศตวรรษที่ 21
กระบวนการคิดที่ถ่ายทอดออกมาเช่นนี้ปรากฏอีกครั้งในหนังสือ The Castle เช่นกัน วีรบุรุษนาม K. เดินทางเข้าไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งเพื่อเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างให้กลายเป็นความเรียบง่ายและสะดวกสบายอย่างไม่มีพิธีรีตองใดๆ และการไม่ปรากฏว่ามีปราสาทในงานเขียนก็เปรียบเสมือสถานะของตัวเขาที่ไม่เคยมีความสูงศักดิ์ใดๆ เขาไปทำอะไรที่นั่น (ดินแดนที่หลงสำรวจไม่เป็นที่ต้องการ) หรือทำไมเขาจึงถูกส่งไปที่นั่น เขาพบว่าโลกนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายยิ่งนัก แต่เขาก็ไม่ยอมตอบคำถามใดๆ ทั้งสิ้น
The Castle เป็นผลงานของ คาฟก้า ที่มีหลักจิตวิทยาปรากฏอยู่มากที่สุด หมู่บ้านในเรื่องสื่อถึงระบบการปกครองที่เปรียบดั่งฝันร้ายเช่นเดียวกับระบบกฎหมายในเรื่อง The Trial แต่เรื่องแรกนั้นจะมีความเป็นเอกเทศเสียมากกว่า การติดอยู่กับระบบ ทำให้เขาไม่เข้าใจในตัวของผู้สร้าง (Creator) ว่าต้องการจะทำสิ่งที่ดีหรือสิ่งชั่วร้ายกันแน่ที่นำพาผู้คนมาจมปลักอยู่รวมกันเช่นนี้
ผลงานของคาฟก้าที่เข้าใจได้ง่ายที่สุดก็คือ America มันเป็นงานเขียนเชิงบรรยายถึงการผจญภัยของ Karl Rossmann ที่ถูกพ่อแม่ส่งให้นั่งเรือไปยังดินแดนอเมริกาเพื่อหลบเลี่ยงปัญหาที่ลูกชายไปทำหญิงรับใช้ในบ้านท้อง ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีการบรรยายที่ทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าจะไม่มีการกล่าวถึงระบบการปกครองใดๆ ก็ตาม แต่ระบบการบริหารโรงแรมที่ปรากฏในเรื่องก็สามารถบ่งบอกถึงอะไรบางอย่างได้
ผลงานของคาฟก้าที่เข้าใจได้ง่ายที่สุดก็คือ America มันเป็นงานเขียนเชิงบรรยายถึงการผจญภัยของ Karl Rossmann ที่ถูกพ่อแม่ส่งให้นั่งเรือไปยังดินแดนอเมริกาเพื่อหลบเลี่ยงปัญหาที่ลูกชายไปทำหญิงรับใช้ในบ้านท้อง ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีการบรรยายที่ทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าจะไม่มีการกล่าวถึงระบบการปกครองใดๆ ก็ตาม แต่ระบบการบริหารโรงแรมที่ปรากฏในเรื่องก็สามารถบ่งบอกถึงอะไรบางอย่างได้
มันเป็นนิยายอีกเรื่องหนึ่งของเขาที่ตราตรึงใจผู้อ่านได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าเป็นอารมณ์ขันแบบสากลเลยทีเดียว ถึงแม้จะมีการดิ้นรนเพื่ออาหารและน้ำดื่มอยู่ในนิยายเรื่องนี้บ่อยครั้ง รวมทั้งการมองความเคลื่อนไหวผ่านทางระเบียงห้องก็ตาม แต่ America ก็สามารถสะท้อนถึ
งบ้านเมืองที่ตัวคาฟก้าเองยังไม่เคยได้ไปเหยียบเยี่ยมแม้แต่ครั้งเดียวได้อย่างแนบเนียน! มันเป็นมุมมองที่มีต่อสังคมอเมริกาก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงมาถึงทุกวันนี้ ณ วันที่กรุงปรากได้รับเอา “วัฒนธรรมอเมริกัน” บางอย่างเข้ามาตามที่ผู้คนต้องการ ส่วนใหญ่แล้วก็มาจากแนวคิดของคาฟก้าทั้งสิ้น
จนหลังจากที่เขาเสียชีวิตลงแล้ว เพื่อนของเขาที่ชื่อ Max Brod ที่ทำหน้าที่บรรณาธิการงานเขียนสามเล่มให้กับเขาก็จัดการตีพิมพ์ผลงานทั้งหมดของเขา ยกเว้นบางเรื่องที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ก่อนตาย คาฟก้าเคยบอกกับเพื่อนเอาไว้แล้วว่าให้ทำลายงานเขียนที่ยังไม่เสร็จเสียให้หมด และยังต้องการให้เพื่อนเลิกใส่ใจงานที่ค้างคาเหล่านั้น
ถึงแม้ว่าในบางครั้งคาฟก้าเองก็ไม่ชอบงานของตัวเองสักเท่าใด มันเหมือนกับเป็นการติดอยู่กับแนวคิดเดิมของช่วงศตวรรษแห่งความสงสัยในตัวเองและองค์กรมวลชนทั้งหลาย วีรบุรุษของคาฟก้ามีเอกลักษณ์ในตัวเอง แต่บ่อยครั้งที่ตัวเขาเองก็ต้องเป็นเหยื่อ ซึ่งบางครั้งตัวเขาก็ยังรู้สึกสับสนอยู่ไม่น้อย
สองปีนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ the Velvet Revolution ทั่วทั้งกรุงปรากเต็มไปด้วยงานนิทรรศการ ใบปิด ใบปลิว หนังสือ โปสการ์ด และ เสื้อยืดพิมพ์ลาย ส่วนตัวคาฟก้าเองก็เริ่มที่จะปรับงานเขียนของตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์มากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นงานที่แสดงออกถึงความเป็นเมืองปรากได้เป็นอย่างดีในขณะนั้น อีกทั้งตัวของคาฟก้าเองก็ได้รับการยอมรับในวงกว้างมากขึ้น มีเสื้อยืดพิมพ์ข้อความว่า “คาฟก้าก็ไม่สนุกด้วยเหมือนกัน” วางขายเกลื่อนไป
ถึงแม้ว่าบุคลิกภาพของคาฟก้าจะดูไม่ค่อยจะมีความสุขมากนัก แต่เขาเองก็รักเมืองปรากอยู่มากเหมือนกัน ความคิดอ่านของเขาที่มีต่อระบบการปกครองและวิถีแห่งอำนาจนั้นมีความทันสมัย โดยเฉพาะกับคนอย่างเขาที่เคยทำงานหนักกับระบบนี้มาก่อนหน้าแล้ว เขาจึงต้องออกมาพูดแสดงความคิดเห็นในเรื่องส่วนตัวที่ตัวเขาเองเชื่อว่า ครั้งหนึ่งเคยถูกระบบหลอกใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมาแล้ว
คาฟก้ายังเป็นตัวแทนในการแสดงให้เห็นถึงข้อดีและข้อเสียของกรุงปรากด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ด้านหนึ่งเขารู้สึกเหมือนถูกขังเอาไว้ในที่แคบ ซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิ์ที่แสนจะอึดอัดที่แพร่กระจายไปทั่วทุกแห่งหนในศตวรรษที่ 19
“ความคับแคบที่แสนอึดอัดเช่นนี้ทำให้ชีวิตผมลำบากมาโดยตลอด” เขาเล่าให้เพื่อนฟังพลางชี้ไปยังบริเวณหนึ่งตารางไมล์ย่านเมืองเก่า ในขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้น ปรากก็เป็นเมืองที่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ และความลึกลับที่น่าค้นหา ที่สามารถนำให้ตัวเขากลับมายังบ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้งหนึ่งได้ เขาบอกกับเพื่อนของเขาคนเดียวกันด้วยบทสนทนาหัวข้อเดิมอันเกี่ยวกับกรุงปรากว่า
“ความคับแคบที่แสนอึดอัดเช่นนี้ทำให้ชีวิตผมลำบากมาโดยตลอด” เขาเล่าให้เพื่อนฟังพลางชี้ไปยังบริเวณหนึ่งตารางไมล์ย่านเมืองเก่า ในขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้น ปรากก็เป็นเมืองที่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ และความลึกลับที่น่าค้นหา ที่สามารถนำให้ตัวเขากลับมายังบ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้งหนึ่งได้ เขาบอกกับเพื่อนของเขาคนเดียวกันด้วยบทสนทนาหัวข้อเดิมอันเกี่ยวกับกรุงปรากว่า
“แต่ปรากก็เป็นเมืองที่สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยได้พบเห็นมาเช่นกัน” สำหรับคาฟก้าแล้วนั้น เมืองนี้ยังคงเป็น “อ้อมกอดแห่งมารดา” อยู่อย่างไม่เสื่อมคลายในวันสุดท้ายก่อนที่จะลาโลกไป
วงการวรรณกรรม
วงการวรรณกรรม
ในช่วงยุคทศวรรษปี 1920s วงการวรรณกรรมเชกนั้นมีพื้นฐานไม่ต่างจากวงการวรรณกรรมทั่วโลก โดยมีเครดิตส่วนใหญ่อยู่ที่นักเขียนและนักประพันธ์บทละครนาม Karel Čapek (นักเขียนผู้คิดค้นและใช้คำศัพท์ว่า “robot” เป็นคนแรก)
และ Jaroslav Hašek ผู้สร้าง the Good Soldier Schweik และนักเขียนที่แสดงความคิดเห็นอย่างรุนแรงในเรื่องของ “สติแห่งชาติ” (“conscience of the nation”) ซึ่งประเด็นสำคัญก็คือการปกป้องสิทธิมนุษยชนและคุณค่าประชาธิปไตย แนวคิดต่างๆ
ทั้งหมดหาได้มาจากแต่เพียง Karel Čapek ไม่ เพราะยังมีนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนนาม Ferdinand Peroutka และนักวิจารณ์นาม F. X. Šalda ที่สำคัญนักเขียนทุกคนต่างก็ไม่มีการปิดบังความรู้สึกทางสังคมใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ก็รวมทั้งรายชื่อของนักกวีอย่าง Jiří Wolker
และ Jaroslav Hašek ผู้สร้าง the Good Soldier Schweik และนักเขียนที่แสดงความคิดเห็นอย่างรุนแรงในเรื่องของ “สติแห่งชาติ” (“conscience of the nation”) ซึ่งประเด็นสำคัญก็คือการปกป้องสิทธิมนุษยชนและคุณค่าประชาธิปไตย แนวคิดต่างๆ
ทั้งหมดหาได้มาจากแต่เพียง Karel Čapek ไม่ เพราะยังมีนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนนาม Ferdinand Peroutka และนักวิจารณ์นาม F. X. Šalda ที่สำคัญนักเขียนทุกคนต่างก็ไม่มีการปิดบังความรู้สึกทางสังคมใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ก็รวมทั้งรายชื่อของนักกวีอย่าง Jiří Wolker
สรุปได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงและความเคลื่อนไหวต่างๆ เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในส่วนของกวีที่แสดงออกทางความคิดกันอย่างเต็มที่ นอกจากนั้นก็ยังมีการเขียนถึงความศรัทธาในศาสนากันทั่วไป อาทินักเขียนอย่าง Jaroslav Durych และ Jan Zahradniček เป็นต้น วงการวรรกรรมของเชกและศิลปกรรมถูกรวบรวมเอาไว้อย่างมากมายที่ the Liberated Theatre ของ Jiří Voskovec และ Jan Werich
วรรณกรรมเยอรมัน-ยิวในกรุงปราก
วัฒนธรรมเยอรมันในกรุงปราก (เรียกอีกอย่างว่า เยอรมัน-ยิว) ตกต่ำลงอย่างมากหลังจากการตายของ ฟรานเซ คาฟก้า ในปี 1924 และ Rainer Maria Rilke ในปี 1926 รวมทั้งอพยพจากไปของ Franz Werfel ต่อเนื่องด้วยการพัฒนาวงการโดย Max Brod และนักหนังสือพิมพ์นาม Egon Erwin Kisch
ซึ่งทั้งสองคนนี้ได้รวมตัวกับนักเขียนคนอื่นๆ อีกหลายคนในการพัฒนาวงการนี้ โดยอาศัยเครือข่ายนักเรียนนักศึกษาตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ ส่วนผลงานก็ตีพิมพ์ผ่านทางหนังสือจากสำนักพิมพ์ส่วนตัวและตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ
text by Netnapa Janeckova © 2010 copyright by SUN MOON TREE
2010-08-07 รออัพเดทภาพและข้อมูลเพิ่มเติม





