




ขอบพระคุณ นิตยสารคู่สร้างคู่สม เป็นอย่างสูง ที่ให้เกียรติลงบทความท่องเที่ยวให้นะคะ
ไม่ใช่ “กลลวง” ของนักบุญ แต่เป็น “ รักแท้ ” ในกรุงปราก
ดิฉันมาอยู่ กรุงปราก (Praue) เมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐเชก (Czech Republic) ประมาณ 5 ปีแล้ว ด้วยความเป็นคนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ และเป็นคนชอบอ่านชอบค้นคว้า วัน ๆ ก็เลยเอาแต่อ่านเรื่องประวัติศาสตร์ ข้อมูลท่องเที่ยวของประเทศเชก แล้วก็เที่ยว ๆ ๆ ไปเกือบทุกพิพิธภัณฑ์ ทุกเมืองสำคัญ ไปปราสาทมาแล้วกว่า 30 แห่ง เรียกกว่าไปมาแล้วเกือบหหมดแถมไปที่ละหลายๆ รอบด้วย เวลาไปเที่ยวปราสาทเก่า ดิฉันจะชอบเปิดหนังสือดูรูปเก่าๆ ไปด้วย และจำได้หมดว่าตั้งอยู่ตรงไหน มันเป็นการท่องเที่ยวเชิงศึกษาที่สนุกมาก เราจะได้เห็นอยู่ภาพในอดีตและปัจจุบัน ได้รู้ว่ามันแตกต่างกันแค่ไหนอย่างไร
นักท่องเที่ยวเชื่อว่าถ้าได้ลูบรูปปั้น “นักบุญเนโปมุก” ที่อยู่บนสะพานชาร์ลล์แล้วจะได้กลับมาเที่ยวกรุงปรากอีกครั้ง
เรียกว่าดิฉันหมกมุ่นหรือเช้าข่ายบ้าก็ไม่ผิดเหรอค่ะ
นอกจากนั้นดิฉันยังสะสมหนังสือเกี่ยวกับประเทศเชกและกรุงปรากทุกอย่างที่ขวางหน้า แน่นอน ... ดิฉันมีโปสต์การ์ดเก็บเป็นพันๆ ส่วนแผนที่ก็ไม่ต้องพูดถึง ไม่รู้จะซื้อมาทำอะไรนักหนา ภาพถ่ายก็มีเก็บไว้เป็นหมื่นอรูป ซึ่งภาพบางภาพดิฉันเห็นก็รู้เลยว่าสถานที่นั้นมันอยู่ตรงมุมไหนของปราก
และประกอบกับดิฉันเป็นคนมีเพื่อนเยอะ ซึ่งเพื่อนก็จะมาเที่ยวกรุงปรากไม่ได้ขาดดิฉันพาเพื่อนเที่ยวปรากอยู่ 3 ปีเต็ม ๆ เรียกว่าแทบไม่เคยได้อยู่บ้านเฉย ๆ ตอนหลังดิฉันจึงหันมาเปิดบริษัททัวร์ซะเลย (เกี่ยวกันไหมนี่) เพื่อรองรับคนไทยที่มาเที่ยวเซก จนถึงวันนี้ก็พาคณะเที่ยวนับเป็นสิบรอบแล้ว
ล่าสุดเมื่อละครเรื่อง “กลรักลวงใจ” ที่ออกอากาศทางช่อง 3 มาถ่ายทำที่กรุงปรากดิฉันเลยทอสอบตัวเองว่าดูละครแล้วรู้ไหมว่ามุมที่เขาถ่ายทำอย่างตรงไหน ก็ปรากฏว่าเกือบ 100 % ดิฉันรู้เลยว่าถ่ายจากมุมไหน หน้าบ้านหลังไหน อยู่ซอกซอยไหน รู้หมด
กรุงปรากไม่ได้ดูหรู ยิ่งใหญ่ แต่อบอุ่นน่าค้นหา เป็นธรรมชาติและโรแมนติกมองไปทางไหนก็ไม่น่าเบื่อ เพราะสวยทุก 360 องศา
“กลรักลวงใจ” ละครดังทางช่อง 3 ก็มาถ่ายทำที่นี่ ทำเอาผู้ชมอยากมากเที่ยวตามรอยละครกันเป็นแถว
แต่ข้อเสียของดิฉันก็มีค่ะ คือจะรู้แต่เรื่องในตำรา ประวัติศาสตร์ ส่วนอะไรที่เป็นการใช้ชีวิตจริงๆ ไม่ค่อยรู้กับชาวบ้านเขาหรอกค่ะ เพราะดิฉันไม่ค่อยได้นั่งรถเมล์ รถใต้ดินหรือรถราง เวลาจะไปไหนสามีก็ขับรถพาไป ซื้อของก็ไม่รู้ราคาเพราะสามีซื้อให้หมดไม่รู้เรื่องการใช้โทรศัพท์สาธารณะ ฯลฯ เรียกได้ว่ารู้ทุกสิ่งในเรื่องที่ชอบ แต่บางเรื่องที่จำเป็นเกี่ยวกับการใช้ชีวิตจะไม่รู้เลย

ผลงานเขียนเกี่ยวกับเช็ค เล่มที่สอง
เอาล่ะค่ะ ที่เล่าๆ มาก็เพื่อให้เห็นภาพพอเป็นไอเดียว่า เรื่องเล่าเกี่ยวกับกรุงปราก ที่ดิฉันจะเล่านี้จะแตกต่างจากเวอร์ชั่นอื่นอย่างไร ยี่ห้อ คู่สร้างคู่สม แล้ว ต้องแปลกแหวกแนวและเริดกว่าชาวบ้านเขาอยู่แล้วย้อนหลังไปเมื่อ 5 ปีก่อน ครั้งแรกที่ดิฉันได้มาเที่ยวกรุงปรากฟรีๆ แบบไม่ได้ทันตั้งตัว มันเป็นเรื่องฟลุกจริงๆ เพราะการเป็นนักเขียนผี (Ghost Writer) มีหน้าที่เขียนหนังสือแทนคนดัง วันหนึ่งดิฉันได้ไปสัมภาษณ์โปรโมเตอร์มวยทานหนึ่ง ก็เลยได้เจอกับสามีในปัจจุบัน เซอร์มาเร็ก อติลา ยาเนเซค บารอน วอน ดูด๊าซ ซึ่งเป็น โปรโมเตอร์มวยของเซก เขาเห็นว่าดิฉันเป็นนักเขียน เขาก็เลยชวนดิฉันให้ไปเที่ยวเชกแล้วเขียนเรื่องท่องเที่ยวโปรโมทประเทศเซกให้คนไทยได้รู้จักหน่อย
ดิฉันเลยตอบตกลงแต่ขอชวนเพื่อนช่างภาพไปด้วยอีกคนเพื่อจะเก็บภาพสวยๆ แบบมืออาชีพ ซึ่งก็กลายมาเป็นหนังสือชื่อ ปรากในรอยหนาว หนังสือเกี่ยวกับเซกเล่มแรกในเมืองไทย
ตอนไปครั้งแรก 10 วัน ดิฉันได้ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ในกรุงปราก รู้สึกประทับใจกับความสวยอลังการของบ้านเขามากๆ ก่อนหน้านี้เคยไปปารีสมาก็สวยแล้ว แต่กรุงปรากเป็นอะไรที่สวยโรแมนติแม้จะไม่ได้ดูหรูหรา ยิ่งใหญ่เหมือนปารีสแต่กลับอบอุ่น น่าค้นหาและเป็นธรรมชาติ
ว่าแล้วก็หลงรักกรุงปรากเข้าเต็มเปาและก็ไม่รู้ว่าที่ดิฉันได้กลับมาปรากอีกครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นเพราะดิฉันได้ไปลูบรูปปั้นนักบุญเนโปมุกที่สะพานซาร์ลส์แล้วจะได้กลับมาเยือนกรุงปรากอีก
ไม่รู้ดิฉันไปลูบอีกท่าไหน หรือท่านเกิดติดอกติดใจอะไรดิฉันมากมายนักก็ไม่รู้ เพราะนับจากครั้งแรกแล้ว ดิฉันคิดว่าตัวเองไปเหยียบสะพานซาร์ลส์น่าจะราว 200 รอบแล้วเป็นอย่างต่ำ
เรียกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ไปทุกเดือน เดือนละอย่างน้อย 2 ครั้งแน่ๆ และสงสัยว่าท่านเนโปมุกก็หลงกับดิฉันเข้าเต็มเปา ... เลยให้ดิฉันได้แต่งงานกับหนุ่มเชกและได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงปรากจนถึงทุกวันนี้
นักท่องเที่ยวบางคนเล่าให้คนเล่าดิฉันฟังว่าเขาเคยมาอธิฐานขอที่ใต้รูปนักบุญเพื่อให้เจอรักจริงๆ ในทริปนั้นและแต่งงานด้วย
อันนี้เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคลนะคะ

ภาพตอนไปเยือนกรุงปรากครั้งแรก ในสภาพนักเขียน
แบกขาตั้งกล้องไปทุกที่
เล่าเรื่องว่าปรากสวยอย่างโน้นอย่างนี้มาตั้งนาน หลายคนก็อาจจะสงสัยว่าไอ้ที่ว่าปรากสวยนั้น สวยอย่างไร
ขอบอกก่อนเลยว่าจริงๆ แล้วดิฉันเป็นคนที่รักเมืองไทยมาก ไม่เคยอยากมาอยู่เมืองนอกเลย แต่พอต้องมารู้ปรากก็ถือว่าโชคดีที่ได้มาอยู่เมืองที่สวยงามอย่างนี้ แม้จะเดินเที่ยวเป็นร้อย ๆ รอบดิฉันก็ไม่เคยเบื่อเป็นความงามที่ไม่น่าเบื่อ ทำทัวร์ง่าย เพราะลูกทัวร์ถูกใจ ทำทัวร์แล้วไม่โดนว่า เพราะลูกทัวร์ประทับใจแน่ๆ และทำทัวร์แล้วไม่มีวันเจ๊งแน่นอน เพราะมีแต่คนบอกกันต่อปาก นับวันจะยิ่งมีคนมีเที่ยวมากขึ้น
ปรากสวยอย่างไร เคยมีพี่นักเขียนท่านหนึ่ง คือ พี่บัญชา อ่อนดี เจ้าของผลงาน ร่ำเมรัยในยุโรป เปรียบเปรยไว้ตอนมาเที่ยวกรุงรากว่าลองนึกถึงภาพกรุงเทพ ฯ ว่ามีวัดพระแก้วเรียงรายต่อเนื่องไปกับหมู่บ้านเรือนไทยที่อยุธยา ตลาดน้ำราชบุรี โฮมสเตย์ที่อัมพวา เมืองโบราณวัดเก่าอยุธยาและสุโขทัย ทุกอย่างนี้มารวมอยู่ด้วยกันหมด แถมเชียงใหม่และเชียงรายด้วย มันจะสวยแค่ไหน....นั่นแหละเปรียบเหมือนกับกรุงปรากคือสถานที่สวยๆ งามๆ มารวมอยู่ที่เดียวกันหมด มองไปทางไหนก็สวยทั้ง 360 องศา
กรุงปรากเป็นเมืองหนึ่งที่สวยที่สุดในโลกมาตั้งแต่ยุคกลาง บ้านเมืองแบบที่เก็บในปัจจุบันนี้เป็นแบบไหน ยุคกลางเมื่อหลายร้อยปีก่อนก็เป็นอย่างนั้น จึงเป็นเมืองที่มีคุณค่ามากสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ของกรุงปราก มี 3 แห่ง คือ
ปราสาทกรุงปรากกรุงปรากเป็นปราสาทที่สร้างต่อเนื่องกันเป็น 1,000 ปี กว่าจะเสร็จ ก็เลยรวมศิลปะยุโรทุกแขนงไว้ด้วยกันแบบน่าศึกษา กินเนสส์บุ๊กบันทึกว่าเป็นปราสาทโบราณที่มีพื้นที่ใช้สอยมากที่สุดในโลก ภายในปราสาท ท่านจะได้ดูมหาวิหารนักบุญวิตุสในแบบโกธิก พระราชวังเก่า โบสถ์และแกลเลอรีหลายส่วน รวมทั้งตรอกทองคำ คือ บ้านหลักเล็ก ๆ หลากสีสันตั้งเรียกรายอย่างมีเสน่ห์ เป็นถนนที่นักท่องเที่ยวชอบมากอันดับต่อมา
สะพานชาร์ลส์ เป็นสะพานสร้างจากหิน สิ่งที่เด่นกว่าสะพานอื่นๆ ในยุโรป คือ มีรูปปั้นนักบุญ 30 องค์ ไม่ซ้ำกันเรียกรายอยู่ ทำให้ดูมีคุณค่ามาก

ภาพสะพานชาร์ลที่มีชื่อเสียง
มีเรื่องเล่าน่าพิศวงเกี่ยวกับรูปปั้นที่สะพายนี้ ซึ่งเป็นรูปปั้นหิน เมื่อทิ้งไว้กลางแจ้งนานๆ ก็มักจะดำคล้ำ ไม่สวย ชาวปรากเชื่อว่าถ้าเอารูปปั้นไปเก็บไว้ในถ้ำที่วิเชรอะหรัค Vysehrad ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทกษัตริย์แห่งกรุงปราก ก่อนมีปรากสารทกรุงปรากในปัจจุบัน ไม่ช้าไม่นานรูปปั้นก็จะขาวเหมือนใหม่อีกครั้ง ถือว่าเป็นถ้ำโบราณที่ศักดิ์สิทธ์
ต่อจากสะพายซาร์ลส์ นักท่องเที่ยวมักจะเดินชมบ้านเมืองเก่าและโบสถ์มากมายในย่านโอลด์ทาวน์ หรือ เมืองเก่า ที่มีทั้งตึกและบ้านหลังเล็กๆ สีหวานเหมือนลูกกวาด ตอนนี้มีทำเป็นโรงแรมบ้าง เป็นร้านค้าร้านอาหารบ้าง ซึ่งตกแต่งได้น่ารักน่านั่งเกือบทุกร้าน
บางคนบอกว่ากรุงปรากมีที่เที่ยวไม่มาก ... ก็จริงอยู่ ลูกค้าทัวร์ของดิฉันก็บอกว่ามาปรากแค่ 1 วันก็พอแล้ว
แต่พอได้เที่ยวจริง ๆ จะรู้ว่าแค่วันเดียวไม่พอ เพราะเดินดูอะไรได้เพลินไปหมด ไม่เบื่อ เหมือนย้อนยุคกลับไปยุคโบราณอีกครั้ง
มร. คาซัด ตอนสาธิตเรื่องทำคริสตอล ให้คณะพระธรรมทูตจากไทยชม
ส่วนเรื่องซ็อปปิ้งของฝากจากปรากมันก็มีหลายอย่างค่ะ แต่ที่รู้จักกันดีก็คือคริสตัล ถ้าพูดถึงคริสตัลจากเซกแล้วทุกคนต้องร้องหูย เพราะนอกจากจะราคาแพงระยับแล้ว คริสตัลเชกก็ยังได้เชื่อว่ามีคุณภาพดีที่สุดในโลก เป็นสินค้าเก่าแก่ประจำชาติ ราชวงศ์ต่างๆ และผู้นำประเทศราชวงศ์ต่างๆ รวมทั้งเจ้าของปราสาทต้องสั่งแก้ว โถ แจกัน โคมไฟคริสตัสจากเซกเพื่อนำไปตกแต่งให้คู่ควรกับสถานที่ และทุกปีก็มีการเปลี่ยนคอลเลกชั่นใหม่ๆ อยู่ตลอด
คริสตัลชิ้นหนึ่งๆ มีราคาตั้งแต่หลักพัน หลักหมื่น ไปจนถึงเรือนแสนเลยทีเดียวค่ะ ด้วยความที่สามีดิฉันมีเพื่อนเป็นเจ้าของโรงงาน คือแค่ 30 % ของราคาขายในร้าน ดิฉันจึงมักพาลูทัวร์และบรรดาแขกกิตติศักดิ์ไปซื้อคริลตัลบ่อยๆ ตัวเองก็ซื้อบ่อย แขกก็ซื้อบ่อย
จนล่าสุดเพื่อนที่เป็นเจ้าของโรงงาน มร.คาซัค (Mr.Alfons Kasak) ถึงกับเอ่ยปากบอกว่าให้ดิฉันเปิดร้านเป็นตัวแทนจำหน่ายอยู่ที่กรุงเทพฯ นำคริสตัลเซกมาขายให้คนไทยถึงที่ดีกว่าเพราะคนไทยชอบคริสตัลมาก แต่มาซื้อทีหนึ่งก็เอากลับไปได้ไม่เยอะ
นักท่องเที่ยวไทยบางคนถึงกับน้ำตาไหลคาโรงงานคริสตัลเพราะอยากได้มาก เงินก็มีพอที่จะซื้อ แต่ซื้อแล้วเอากลับบ้านไม่ได้
ล่าสุด มร. คาซัค ยังให้ดิฉันช่วยออกแบบลายคริสตัลในคอลเลกชั่นใหม่ให้ด้วย ดิฉันเลยให้เขาทำคริสตัลลายมังกรและลายไทย ปีหน้าก็คงจะได้เห็นกันละค่ะ ถือว่าเป็นสินค้าชิ้นแรกและชิ้นเดียวของโลกที่เดียว
แน่นอนว่าเมื่อละครเรื่องกลรักลวงใจลาจอไปแล้ว นางเอกบัวระวงได้ลงเอยกับพระเอกคุณรัญ และรักกันตลอดไปกระแสฟีเวอร์ของกรุงปรากก็ย่อมจางหายไปตามวันเวลา แต่ดิฉันเชื่อว่าหากคนไทยมีโอกาสได้รู้จัก ได้มาเยือนปรากแล้วจะหลงมนต์เสน่ห์ปรากไปอีกนานแสนนานแน่นอน




