เนตรนภา แก้วแสงธรรม ผู้หญิงที่มีชีวิตราวกับเจ้าหญิงในเทพนิยาย ในเมืองไทยเธอคือนักข่าว นักเขียน นักเรียน และนักเล่า แต่จู่ๆ เธอก็ผันตัวเองเข้าไปเป็นนักเดินทาง และสาวสังคมที่เดินเฉิดฉายอยู่ในหมู่มวลคนชั้นสูง ของสาธารณรัฐเช็กได้อย่างไม่อายใคร
สาวเมืองอุบลราชธานีคนนี้ มีดีกรีเป็นนักเขียนสารคดีท่องเที่ยว ที่ได้รับเลือกเป็นสารคดีแนะนำ ปี 2549 รางวัลเซเว่นบุ๊คส์อวอร์ด จากพอคเก็ตบุ๊คเรื่อง "ลมหนาวในปารีส" ด้วยลีลาการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน ใส่ประสบการณ์และความรู้สึกส่วนตัวลงไป ทำให้ตัวหนังสือของเธอค่อนข้างโดดเด่นและน่าอ่าน
ติดใจกับการเดินทางและการเขียนหนังสือ จึงลงมือเขียนต่ออีกเล่ม "ปรากในรอยหนาว" เรื่องเล่าการเดินทางที่เป็นต้นเหตุแห่งความรัก และปรากก็กลายเป็นบ้านหลังที่สองของเธอไปโดยปริยาย หลังจากที่มีชายหนุ่มเชื้อสายขุนนางตำแหน่งบารอนแห่งเช็กมาหลงรัก
เพราะใช้ชีวิตอยู่ในสองเมืองที่แตกต่าง(กรุงเทพฯและปราก) เนตรนภาจึงได้รับประสบการณ์และแนวคิดดีๆ มากมาย วันนี้เธอกลายเป็นนักเขียนอิสระ นักเดินทาง และเจ้าของสำนักพิมพ์ Sun Moon Tree ที่พิมพ์พอคเก็ตบุ๊คสารพัดแนว
แม้จะดูเป็นสาวสมัยใหม่ แต่เนตรนภาก็มีความสนใจในหลักธรรม ของพุทธศาสนาเป็นพิเศษ ถึงขนาดสมัครเข้าไปเรียนพุทธศาสนา ภาคมหาบัณฑิต ในรั้วมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย (ท่าพระจันทร์) มหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใครๆ ก็เข้าง่าย แต่ออกยาก
"เราสนใจด้านสังคมวิทยา แล้วศาสนาเป็นสังคมที่น่าสนใจ พูดถึงจิตวิญญาณอะไรพวกนี้ พอเราไปเรียนได้สักปีหนึ่ง คนก็สนใจมาก นักคิดนักปรัชญาก็ออกมาเรียนปริญญาโทที่มหาจุฬาลงกรณ์กัน แต่คนทั่วไปที่มาเรียนส่วนใหญ่จะเป็นคนที่...ไม่จบมหาเปรียญ 9 ก็เป็นคนบ้ามาเลย เห็นเทวดาได้ ไม่ก็เป็นครูสอนศาสนา ไม่ก็เป็นคนจิตตก จิตแตก ในความคิดเรา เราก็ไม่ได้ดีนะ แต่คิดว่าเราธรรมดาที่สุดในกลุ่มแล้ว"
แรกๆ เธอพบกับคำถามซ้ำๆ ที่ใครต่อใครกระหน่ำมา "เรียนไปทำไม" เธอตอบไม่ได้อย่างเต็มปากว่า เรียนเพื่อให้เข้ากับกระแสอนาคต เพราะเธอคิดว่าปัญหาสังคมที่วุ่นวายจะแก้ไขได้ด้วยศาสตร์แห่งจิต พุทธศาสนาจะกลับมาอยู่ในความสนใจของผู้คนอีกครั้ง
ในทางกลับกัน การที่เนตรนภาสมัครเข้าเรียนพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัยสงฆ์ ก็เพื่อค้นหาคำตอบให้กับตัวเองว่า พุทธศาสนาให้สันติสุข และเป็นคำตอบของชีวิตจริงหรือไม่
"ห้องเรียนธรรมะ เป็นห้องเรียนชีวิต เพราะมีคนหลากหลายมาอยู่รวมกัน นั่งๆ เรียนไป เอ้อ...อาจารย์ครับ เมื่อคืนผมนิมิต ผมฝันเห็นเลขลอตเตอรี่เจ็ดตัวเลย นิมิตนี้เรียกว่าอะไรครับ ทางศาสนาจะเรียกว่าอะไร อยากจะหันไปบอกว่า บ้าน่ะสิ บ้าไปแล้ว"
การเรียนพุทธศาสนาภาคที่เธอเลือก เมื่อเรียนจบจะต้องมีการสอบด้วยการไปนั่งสมาธิ 1 เดือน แบ่งเป็น 2 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน แต่เนตรนภายอมรับว่าเธอเป็นคนไม่นิ่งพอ เลยไม่สามารถรับประกาศนียบัตรจากหลักสูตรนั้นได้
"ก็หยุดไป เพราะเดินทางด้วย กลับมาจะเรียนต่อ แต่หลักสูตรเก่า เขาปิดไปแล้ว เราก็ต้องเรียนหลักสูตรใหม่ ไปกราบกรานขอเรียนอีก บอกว่า ที่หนูมาไม่ใช่หนูไม่อายนะ หนูอาย พระท่านบอกว่า ดีนะที่อาย แล้วดีที่อายแล้วยังกล้าด้วย ขณะมีความอายก็ยังมีความกล้า จะบอกว่าหนูด้านว่างั้นเถอะ(หัวเราะ)"
เนตรนภาบอกว่า บรรยากาศการเรียนในมหาวิทยาลัยสงฆ์คล้ายกับการเรียนยุคก่อนๆ ที่หายไป มีครูเป็นพระ และมีนักเรียนเป็นพระ เรียกว่ามีเธอคนเดียวที่เป็นฆราวาส
"เจ้าคุณทั้งนั้น มาเรียนเพื่อไปตั้งศูนย์ปฏิบัติ ศูนย์สอนนู่นนี่ เราไม่รู้อะไรเลย รู้แค่ศีล 5 อย่างเดียว ทำได้บ้างไม่ได้บ้างก็ยังมา พระก็ฮือฮา ตอนแรกไปถึงพระก็งงกันเลย มีผู้หญิงมานั่งเรียนด้วย นั่งหลังสุด เพราะไม่อยากนั่งหน้า กลัวแต่งตัวไม่เรียบร้อย ก็นั่งๆ ไป โห...ส้นเท้าพระแต่ละองค์ ท่านไม่ได้ใส่รองเท้าไง สงสารพระมากเลย นั่งเป็นเด็กหลังห้องนะ ตาย...นี่เราเห็นส้นเท้าพระเลยหรือนี่ แตกระแหง พลาสเตอร์ 4-5 อันยังเอาไม่อยู่แล้วแตกเยอะมาก ก็เลยถามว่า เปลี่ยนมาให้พระใส่รองเท้าได้ไหม สมัยใหม่แล้ว กฎระเบียบมันเปลี่ยนได้ไหม ในอดีตพระเดินตามป่าเขาลำเนาไพร เศษแก้วก็ไม่มี แต่วันนี้ไม่เหมือนกัน เท้าพระแตก แข็ง ดำ เราไม่มีสมาธิในการเรียนเลย"

อีกหลายเรื่องราวที่เธอได้รับจากการเรียนในห้องเรียนธรรมะ ห้องเรียนที่เธอว่ามีชีวิตชีวาที่สุด และก็นำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวัน
"ไม่ใช่ว่าพุทธศาสนาคือ ปล่อยวาง แล้วเราจะไม่ทำอะไร ปล่อยให้ขาวบริสุทธิ์ก็ไม่ใช่ การทำทุกอย่างคือ การปฏิบัติธรรมให้เกิดการบรรลุ เราได้แก้ปัญหา แล้วหลายๆ อย่าง มันก็แสดงให้เราเห็นว่า ควรเดินทางสายกลาง ทางสายกลางไม่ได้หมายความว่า ระหว่างซ้ายกับขวา ตรงกลางนั้นสุขจริงๆ แต่ความแตกต่างคือ ความพอเหมาะพอดี"
นี่คือเรื่องราวของสาวอินเตอร์ที่พยายามหาคำตอบให้ชีวิตด้วยการศึกษาพุทธศาสนา ไม่รู้ว่าวันนี้เธอพบกับคำตอบที่ต้องการหรือยัง

คอลัมน์ รหัสชีวิต
หนังสือพิมพ์กรุงเทพฯธุรกิจ เซคชั่นกายใจ
เรื่อง : นิภาพร ทับหุ่น
ภาพ : ทวีศักดิ์ ภักดีหุ่น




