Skip to content
Site Tools
Increase font size Decrease font size Default font size
You are here:

เจ้าของบ้าน : เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา (หริ่น)

ผู้เขียน "ปรากในรอยหนาว", "๑๓ ปราสาทเล็กโรแมนติกในสาธารณรัฐเช็ก" เจ้าของสำนักพิมพ์ SUN MOON TREE และผู้จัดการ OCT TRAVEL LTD.  บริษัททัวร์ของคนไทยในเช็ก พาเที่ยวเช็ก กับคนไทยในเช็ก 

Blogs


จดหมายจากแฟนขับ ถึงแฟนคลับ PDF Print E-mail
Rin's Blog
Written by Netnapa   
Wednesday, 10 March 2010 21:15
พอมีสมาธิ สติตามมา ปัญญาเกิด‏
From: Khim Khim ( This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it )
Sent: Wednesday, March 10, 2010 11:07:09 PM
To: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

สวัสดีคะคุณหริ่น
 
ขอกรี๊ดดดดดค่ะ ได้รับเกียรติจากคุณหริ่นอีกแล้ว ปลื้มคะปลื้มยิ้มหน้าบานอีกแล้วขิม ตอนแล้วที่เข้าไปอ่านบล็อกคุณหริ่น พอเห็นภาพครั้งแรก ใครง่ะถ่ายภาพได้เหมือนเราเลยง่ะ (อารมณ์ประมาณศิลปินโดนก๊อปปี้ผลงาน ประมาณนั้นเลย) ก็รีบมองใหม่ว่าเข้าบล็อกผิดหรือเปล่า เอ! ก็บล็อกของคุณหริ่นนี้ ใจเย็นซิขิมขาดสติอีกแล้ว(เตือนตัวเอง) ก็เลื่อนมา โอ้! นั้นมันเมล์เรานี่ อิๆๆๆ นั่งหน้าบานเป็นพระจันทร์ยิ้มได้อีกแล้วขิม  ขอบคุณน่ะคะ
 
จะบอกว่าเรื่องดีต่อมาที่ได้จากบล็อกคุณหริ่นก็คือ "การหัดนั่งสมาธิ" อย่างที่เคยเขียนมาเล่าให้คุณหริ่นฟังว่าโดนคลื่นร้าย ครั้งนั้นร้องไห้และเครียด แต่เราจะทำอย่างไรต้องหาทางออกให้ได้ ก็ยังหาไม่เจอแต่คิดได้ว่าก็จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ดังที่คุณหริ่นบอกว่า "ถ้าเราคิดดี ความดีก็จะเป็นเกราะป้องกันเราจากสิ่งร้ายๆ" อีกไม่กี่วันขิมก็โดนเรียกไปคุยว่า สิ้นปีจะพิจารณาอีกครั้ง ๕๐ ๕๐ 
เดินออกมาจากห้องนั้นน่ะคุณหริ่น มันชั่งหนักจังเลย ก็มาที่ร้านหนังสือประจำกะว่ามานั่งทำแผลที่ใจที่ร้านหนังสือ ก็เห็นเค้ามีจัดงานเสวนาธรรมะ ก็ไม่ได้สนใจ จนได้ยินพิธีกรบนเวทีคุยกับคุณกิ๊ก มยุริญ ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมาย เพราะใจเราวิ่งวุ่นในการหาทางออกอยู่ อยู่ๆ ได้ยินประโยคเดียวที่คุณกิ๊กพูด ที่ยังก้องในหูว่า "ลองนั่งสมาธิดูซิคะ ไม่อยากอย่างที่คิดหรอกคะแล้วจะได้พบสิ่งดีๆๆ" ได้ยินแค่นี้เองคุณหริ่น ที่เค้านั่งเสวนากันตั้งนาน ขิมได้ยินแค่ประโยคนั้นแหละ "ลองนั่งสมาธิดูซิคะ"
ประกอบกับว่าช่วงหลังๆ คุณหริ่นก็เขียนบ่อยเรื่องการนั่งสมาธิ เอาละว่ะขิมต้องลองดูแล้วแหละ ก่อนที่ธาตุต่างๆ ในร่างกายจะแตกเพราะความเครียด คืนนั้นทดลองนั่งเลย ระหว่างที่นั่ง เอ๊ะ! คุณครูเคยสอนว่า "พยายามรวมสมาธิมาที่จุดเดียวให้สมมุตินึกถึงแสงเทียนเป็นจุดรวมสมาธิ" พยายามเท่าไรก็ไม่เห็นแสงเทียนสักที กำลังจะเลิกนั่งสมาธิแล้ว เพราะไม่เห็นแสงเทียนสักที อิๆๆ ทันใดนั้นน่ะ ดวงคงต้องนั่งน่ะ ก็คิดได้ว่า "อย่าไปฟืนมองหาแสงเทียน มันอาจจะอยากไปสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น" (นี่คือสิ่งที่ขิมคิดได้ในขณะนั้น) ก็เอาง่ายๆ ก่อนดีกว่าขิม เอา ยุบหนอ พองหนอก่อน"
สรุปนั่งสมาธิได้คะ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี ไม่หลุกหลิก ไม่มีอาการที่จะอาเจียน(เพราะเคยฝึกนั่งสมาธิเมื่อนานมาแล้ว เหมือนเราฝืนตัวเองฝืนจนเกือบจะอาเจียน ก็เลยเลิกฝึกนั่งสมาธิไปเลย คือปฎิเสธการนั่งสมาธิไปเลย) แต่คืนนั้นทำได้ นั่งสมาธิได้แม้อาจจะไม่นาน แต่รับรู้ รู้สึกได้ว่า "ใจนิ่งและเบาที่ใจ" ทำให้ได้อะไรทราบมั้ยคะคุณหริ่น "พอมีสมาธิ สติตามมา ปัญญาเกิด" หาทางออกจากความเครียดที่โดนเรียกไปคุย วันจันทร์พอไปทำงานมีเพื่อนร่วมงานที่น่ารัก ถามว่าจะให้ช่วยอะไรได้บ้าง ก็เหมือนกับว่าเราต้องเทไพ่ให้หมดหน้าตัก อย่างแรกต้องเชื่อใจในตัวเพื่อนร่วมงานคนนี้ ก็เล่าให้เค้าฟัง
คุณหริ่นคะ ขิมยังโชคดีที่มีคนดีอยู่ข้างกาย เค้าช่วยขิมทุกอย่าง ทำให้ขิมได้อะไรจะปัญหาครั้งนี้ "เรียนรู้จักคนจากปัญหา และขอบคุณปัญหาที่ทำให้รู้จักคน" แต่คลื่นร้ายยังไม่หมด เมื่อพฤหัสที่แล้วโดนจรเข้ฟาดหางไป ๒ รอบ รอบเช้า รอบบ่ายอย่างละเรื่อง คุณหริ่นคะคงเป็นผลจากการที่ขิมฝึกนั่งสมาธิตั้งแต่คืนนั้น ขิมนั่งสมาธิทุกคืนเลยน่ะ พอโดนจรเข้ฟาดหางไป ๒ ครั้ง ขิมนิ่งมาก ขิมไม่วิตก ขิมไม่ตกใจ ขิมไม่เครียด ขิมนิ่งจนขิมยังงงในตัวเองเลย เพราะขิมเริ่มเปลี่ยนไป ขิมก็อธิบายให้เค้าฟัง ที่เค้าฟาดๆๆ มาน่ะเป็นเพราะอะไร
ในที่สุดเค้าคงรับทราบ ขิมก็ผ่านเหตุการณ์มาได้ และตอนนี้ขิมมีความรู้สึกที่รับได้และสัมผัสได้ทุกครั้งหลังจากการนั่งสมาธิ "เหมือนขิมอิ่ม อิ่มใจ หรือ เรียกว่า อิ่มทิพย์ มันจะเกินไปหรือเปล่าไม่ทราบ แต่มันมีความรู้สึกว่า พอขิมลืมตาขึ้นมาหลังจากนั่งสมาธิ ขิมอิ่ม (ไม่ได้แอบงีบกลับน่ะคะ) แต่ความรู้สึกเหมือนคนได้นอนเต็มอิ่มง่ะ เหมือนใจเราอิ่ม ก็เลยติดใจการนั่งสมาธิ นั่งทุกคืน และช่วงหลังๆๆ ก็เห็นได้ว่าตัวขิมเองเริ่มนิ่งขึ้นเวลาเจอปัญหา ใจเย็นและมีสติในการแก้ปัญหา แถมวันนี้อ่านในบล็อกคุณหริ่นได้ของดีมาอีกว่า ให้แผ่เมตตาจิตว่า "จงเป็นสุขๆเถิด" แก่คนรอบข้าง เราไม่รู้หรอกน่ะคะว่าเค้ารับรู้ได้หรือไม่ แต่ตัวขิมเองมีความสุขคะ เพราะว่าใจขิมจะได้ไม่ต้องย้อนไปนึกถึงเรื่องแย่ๆ ที่เจอมา 
 
และจะบอกว่าโรคของขิมทำให้ขิมต้องดัดแปลงการนั่งสมาธิในท่าที่ขิมไม่เจ็บ คือต้องขอนั่งเก้าอี้ และต่อมาตอนนี้การทานอาหารของขิมน่ะน้องๆมังสวิรัต หรือน้องๆเจ เลยแหละคะ เพราะร่างกายขิมปฎิเสธการทานเนื้อสัตว์ใหญ่ ทานได้แต่อาหารทะเล  เพราะโรคของขิมเกี่ยวกับเลือดด้วยขิมเลือดน้อยต้องทานยาบำรุงเลือดช่วย เลยต้องทานปลากับไข่ช่วยในการบำรุงและสร้างเลือด ถั่วเหลืองร่างกายขิมก็ปฎิเสธ ผักผลไม้ที่มีกลิ่นฉุนร่างกายขิมก็ปฎิเสธ อิๆๆ ขิมถึงบอกว่าตอนนี้น่ะขิมน่ะน้องมังสวิรัตกับน้องเจกลายๆ แล้ว แต่ยังงงน่ะน่าจะผอมแต่ไม่ผอม เพราะฉะนั้นชิงช้าสวรรค์นะนั่งไม่ได้หรอกคุณหริ่น กลัวชิงช้าเค้าหัก หรือ ยกไม่ขึ้นถ้าขิมไปนั่ง อิๆๆ ต้องเหล็กหนา ต้องไปนั่งที่อังกฤษ นั่ง Big eye น่ะถึงจะยกน้ำหนักขิมไหว
 
 
ขอบคุณน่ะคะสำหรับข้อมูลความรู้ที่ดีๆ ที่แนะ ที่บอกกล่าว และขอบคุณที่เขียนบล็อกให้เข้าไปเสพความรู้ เสพความสุขในบล็อกของคุณหริ่น เพราะฉะนั้นเขียนบล็อกต่อไปน่ะคะ
 
 
รักษาสุขภาพน่ะคะ
 
ขิม
แฟนคลับบล็อกคุณหริ่น  (^_^)
....
 
ฉันกับคุณชาย ในแบบขาวกับดำ
แต่ฉันว่าจริงๆ ฉันน่ะภาคดำ คุณชายน่ะภาคขาว 
สวัสดีค่ะ คุณขิม และท่านผู้อ่านทุกท่าน
ทุกครั้งที่หยิบจดหมายของคุณขิมมาเล่าให้ฟัง นี่ก็ไม่หมายถึงอะไร นอกจากว่า จดหมายนั้นมีประโยชน์กับผู้อ่านด้วย เกินกว่าจะเก็บไว้อ่านคนเดียว และคำตอบของหริ่นก็อาจจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ด้วย
บางที หริ่นอาจจะเป็นเพื่อนยามค่ำคืน หรือยามกลางวันที่เบื่อๆ จากงานหน้าคอมพิวเตอร์ก็ได้ใช่ไหม แว่บมาเจอ มาอ่านกัน แล้วก็ได้อะไรดีๆ คิดความคิดไปบ้าง
คุณขิมเป็นเพียงเพื่อนจากไซเบอร์ ไม่เคยเจอหน้า แต่ก็เขียนถึงกันเป็นวรรคเป็นเวรค่ะ เพราะว่ามิตรภาพทุกวันนี้มันไม่จำกัดพรมแดน จำได้ไหมคะ คราวก่อนที่เล่าเรื่องเด็กอกหักให้ฟัง พอตอบไป เด็กก็เขียนมาถามอีก แต่ไม่ได้สนใจคำตอบที่เราเล่่าหรอก แต่อยากมาระบายเรื่อง ก ข ค ง ต่างๆ แล้วภาษาก็สุดยอด เราอ่านแล้วไม่เข้าใจจริงๆ ก็เลยตอบไปว่า ให้ไปหัดเขียนมาให้เข้าใจก่อน เพราะว่าจะสื่อสารกับใคร เขาก็ต้องเข้าใจเรา ไม่งั้นเขาจะให้คำตอบเราได้ไง
ปรากฏเล่าให้สามีฟัง สามีด่าค่ะ สามีมองอย่างผิดหวังมาก

 

"คุณโชคดีนะ ที่มีคนมอง look up  มาที่คุณ"

 

look up แปลว่าไรวะ คิดในใจ

  

"คนดี คุณเป็นคนโชคดีมาก ที่มีคนอ่านมองมาที่คุณ"​เธอเปิดประเด็นแบบคุณชาย จากนั้นก็บอกว่าต่อว่า  "คุณต้องดีกับคนอ่าน" ตามต่อด้วย "ภาษาของเด็ก มันก็เป็นวัยของเขา  เธออายุแค่นั้นเอง จะให้มาคิดเหมือนเราได้ไง"

 

อ๋อ เหรออ  คุณชายเขาแก่กว่าเรา เขายังทนได้ แต่ทำไมเราทนไม่ได้ คุณชายห้ามไม่ให้ฉันนั่งเล่น ให้ลุกไปตอบอีเมล์ทันที  แถมยังบอกว่า

"ให้เธอเขียนภาษาอังกฤษ มาให้ผมก็ได้ แล้วผมจะตอบเธอเอง"

 

ป๊าดดด  คุณชายมอบกุศโลบายว่า ให้ฉันบอกให้เด็กขียนเรื่องของเธอ ที่เจอ อันยุ่งเหยิง ด้วยภาษาของเขา  ให้วัยของเธออ่าน แล้วให้กำลังใจเธอไปว่า "ถ้าเธอเขียนดี คุณจะตีพิมพ์เรื่องของเธอ"

 

อืมมม

 

"ทำให้เธอยุ่งเข้าไว้ จะได้ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่ไม่ดีไง" คุณชายว่า

 

"อ๋อ นอกจากจะด่าเด็กแล้ว ฉันยังด่าคนที่มาปรึกษาฉันด้วยนะ เรื่องมาเที่ยวปราก เช่น เขาถามว่าเที่ยวอย่างประหยัดยังไง ฉันก็ดันไปบอกเขาว่า ก็มาเที่ยวเองสิคะ ไม่ต้องไปกับทัวร์" 

 

"คนดี๊ ทำไมไปทำอย่างนั้น ไม่ดีเลย  คุณต้องเป็นคนดี ทำไมไม่บอกเขาว่า คุณจะแนะนำที่เที่ยวให้เขา ถ้าไม่มีเวลาบอกหมด ก็ไกด์ให้บางส่วนให้เขาไปค้นเองก็ได้ เป็นคนดีนะอย่าลืม คนดี"

 

อืมมมม คนดีที่แสนเลว อิอิ หวัดดีจ้า วันนี้เอาแง่คิดจากคุณชายมาฝากนั่นเอง :) 

 

สิ่งที่คุณชายเน้นเสมอ เป็นอันดับหนึ่ง สอนสั่งทุกวันคือ  ต้องพูดจากสุภาพ นิ่มนวล และ ให้เกียรติคนอื่น โดยเฉพาะตามอาวุโส  และในเรื่องของการพูดสุภาพนั้น ไม่ใช่การพูดสุภาพแบบน้ำเน่า แต่ต้องพูดสุภาพจากความจริงใจที่เรามีจริงๆ ความสุภาพในการพูดกับคนอื่น มันจะมาจากการที่เราให้เกียรติคนอื่นในใจจริงๆ มันก็จะออกมา ดังนั้นต้องเริ่มจากรู้จักให้เกียรติคนอื่นเป็น

 

แล้วเพื่อให้น่ารัก ต้องใส่ความนิ่มนวลไป คุณชายว่า (นอกจากคำพูดแล้ว ผู้หญิงก็ต้องนิ่มนวล ฉันเคยไปยืนตัดเล็บ โดยเอามือผิงข้างฝาแล้ว แล้วตัด เพราะมันเป็นกรรไกร ตัดไม่ถนัด คุณชายด่าค่ะ บอกว่าเป็นผู้หญิง ไปนั่งตัดให้เรียบร้อย อืิมมม นั่งตัดเล็บก็ต้องเรียบร้อยนะ) 

 

ส่วนการพูดอย่างไรให้ตรง แต่สุภาพด้วย

 

คุณชายก็บอกว่า ต้องพูดตรงๆ แต่นำ้เสียงสุภาพ บอกอะไรตรงๆ ไปเลย แต่ไม่ใช่ตรงแบบโผงผาง แล้วแข็งกร้าว ถ้าเราตรงอย่างสุภาพ คนจะเชื่อถือเรา ทำหน้านิ่ง ถ้าเราโกรธ แค่นั้นก็พอแล้ว

 

ก็ไม่รู้นะ ที่ผ่านมา ฉันก็กลายเป็นคนอย่างนี้ จะพูดกับคนค่อนข้างตรง ความหมายเลย แต่สุภาพ ก็ได้ผลดีนะ อย่าล่าสุดวันนี้ยืนรอแทกซี่อยู่ที่กรุงเทพ สามเจ๊เลย มาแซงดิฉันเฉยเลย แล้วทำเป็นมองไม่เห็นเรา

 

ดิฉันเข้าไปเลย แต่ทำหน้าธรรมดา "โทษนะคะ มายืนรอก่อนค่ะ"

 

พี่พีอาร์ที่ยืนอยู่กับฉัน แอบกระซิบเลยว่า นี่แรงไปนะ สำหรับสังคมไทย ฉันก็ไม่รู้นะ ฉันพูดตรงๆ แต่ไม่ได้ทำหน้ายักษ์เลย พวกเธอก็หันมาบอกว่า

 

"โอ้ ขอโทษค่ะ มัวแต่คุยกันเลย ไม่เห็น"

 

ถ้าเป็นคนไทย แบบพี่พีอาร์ สิ่งที่แกทำไปแล้ว ไม่ได้ผลคือ แกไม่พูด แต่ไปยืนประกบ ทำท่าแย่งชิง ซึ่งแก๊งค์นั่น ก็ทำท่าไม่เห็นอยู่ดี กลายเป็นการแข่งขันกันไป

 

ฉันว่าการพูดตรงนั้นมีประสิทธิภาพมาก แต่ต้องใส่ความสุภาพ (ตรงด้วยความกรุณา) และนิ่มนวล (ในทางสังคม) เข้าไปค่ะ

 

แบบคุณชายสอนนั่นเอง  (สอนทู๊กวัน มีแฟนเหมือนมีพ่อ!!!)

 

 

"การพูดตรง คือ ความสุภาพในตัวของมันเอง"

 

 

 

 

(353484) 

 

 

 
Last Updated ( Wednesday, 10 March 2010 21:35 )
 
ธรรมมะแก้โรค PDF Print E-mail
Rin's Blog
Written by Netnapa   
Tuesday, 09 March 2010 18:36

 

 

สวัสดีคะคุณหริ่น
 

อิๆๆ จากที่อ่านบล็อก ขิมคิดว่าคุณหริ่นสบายดีน่ะคะ และจะบอกว่าหลังจากที่อ่านบล็อกของคุณหริ่นวันนี้เมื่อตอนเช้า ขิมตัดสินใจทันทีว่าทำงานเสร็จขิมจะไปไหว้พระที่วัดอินทรวิหาร ตามที่คุณหริ่นเป็นไกด์แนะนำ อิๆๆ ขอบอกตามตรงนั่งรถเมล์ผ่านทุกวันไม่เคยคิดว่าจะไปเที่ยวหรือเข้าไปไหว้พระที่วัดอินทรเลย เพราะมีความรู้สึกว่าทางเข้าวัดทำไมหน้ากลัวจังเลย เพราะขิมนั่งรถเมล์ผ่านด้านหน้าแบงค์ชาติเลยน่ะ ทางเข้าด้านนี้เลยดูน่ากลัว 

แต่วันนี้พออ่านบล็อกคุณหริ่นจบปุ๊ป ขิมต้องไป ขิมต้องไป เพราะปรารถนาจะไปไหว้พระปางอุ้มบาตร พระประจำคนเกิดวันพุธกลางวัน ถูกต้องแล้วครับ ขิมเกิดวันพุธกลางวัน ขอบคุณมากๆๆ น่ะคะที่แนะนำสิ่งดีๆ เป็นศิริมงคลให้รับทราบ ทำให้ได้เปิดหูเปิดตาไปด้วย และที่สำคัญได้ความอิ่มใจ อิ่มบุญด้วยอย่างมาก และได้ความสนุกกับบรรยากาศงานวัดได้ เพราะไม่ค่อยได้สัมผัส พอไปเออแปลกดี ชีวิตนี้ก็มันส์ดีน่ะ ขอบคุณน่ะคะคุณหริ่นที่ทำให้วันนี้ได้เดินออกนอกกรอบ และพอเข้าไปในงานเหมือนมีคุณหริ่นเดินเป็นไกด์เลยง่ะ เหมือนมีคุณหริ่นเดินบรรยายให้ฟังไปตามจุดต่างๆๆ ที่ขิมเดิน อ๋อ! ตรงนี้นี่เองที่คุณหริ่นเขียนไว้ อ๋อ! เหมือนที่คุณหริ่นเขียนไว้ เอ๊ะ! ยังหาไม่เจอจุดที่คุณหริ่นเขียนบอกเลย อ๋อ! ก็บอกตัวเองว่า ก็ต้องค่อยๆๆ เดินไป ค่อยๆ เดินไป อย่าไปรีบ อย่าไปเร่ง เดี๋ยวก็เจอเอง อ๋อ! เราต้องใจเย็น

และแล้วเราก็ได้เห็นเหมือนที่คุณหริ่นบรรยายไว้เลย ก็ได้เข้าไปไหว้สักการะในแต่ละจุด ถูกต้องบ้าง ไม่ถูกต้องบ้าง พระท่านคงไม่ว่าหรอกน่ะคะ อิๆๆ แอบปลอบตัวเอง และขอเม้าท์ตัวขิมเองหน่อยเฮอะ ช่วงแรกก็ยังพอนั่งพับเพียบไหวหรอกน่ะคะคุณหริ่น พอไหว้ไปไหว้มาจากสาวขิม ก็ไปเป็นน้าสาว จากน้าสาวก็เปลี่ยนไปเป็นคุณป้าขิม ท้ายที่สุดก็เป็นคุณยายขิมเลยคะ อิๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เพราะคุณยายขิมเจ็บหัวเข่าครับบบบบบบบบบ ฮ่าๆๆๆ ขิมเจ็บหัวเข่าจริง แต่ใจขิมไม่เจ็บน่ะ ขิมขำน่ะ ขิมว่าใครที่เห็นขิมยืนไหว้พระ เค้าคงว่ายัยผู้หญิงคนนี้เธอจะยืนค้ำหัวคนอื่นหรือยังไง เธอนั่งไม่เป็นหรืออย่างไร อิๆๆ ขอโทษด้วยเจ้าคะอย่าว่ายายขิมเลย ยายขิมแก่ไม่ไหวจริงๆๆ ไหว้ไปก็อธิษฐานบอกพระด้วยน่ะคะ ว่าขอกราบประทานโทษที่ต้องยืนไหว้ คุกเข่าไม่ไหว  อิๆๆ แต่สนุกคะคุณหริ่น อิ่มใจด้วย 
 
จริงๆ มีเรื่องที่ดีมากที่คุณหริ่นเขียนแนะนำไว้แล้วขิมไปปฏิบัติตามแล้ว "อิ่ม" ที่ได้ทำตาม เดี๊ยวจะเขียนมาใหม่ เพราะตอนนี้ท่านในร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนแล้ว ขอนอนก่อนน่ะคะ แล้วสรุปคุณหริ่นสามารถนอนตามเวลาในเมืองไทยหรือยังคะ อย่าลืมรักษาสุขภาพน่ะคะ เดี๋ยวมาหาใหม่น่ะจ๊ะ
 
ขิม

 

มาลัยของคุณยายขิม :)

 

ถ่ายรูปมา เพราะอยากขึ้นล่ะดิ๊ อิอิ 

 

คำแนะนำสำหรับคุณขิม ในการไหว้พระ

คุณขิมมีเรื่องสุขภาพ

1: แนะนำให้กินเจนะคะ (นั่นแน่ ตั้งตนเป็นแม่หมอ แต่อย่าลืมนะคะ นี่เป็นแค่คำแนะนำ) ไม่ต้องไปเน้นว่ากินกี่วัน กินวันไหน กินเมื่อไหร่ กินอย่างไร ฯลฯ กินเจก็คือกินเจ กินเมื่อจิตเราพร้อม จิตเราบริสุทธิ์ กินแบบที่กินแล้วจิตเราผ่องใส เบิกบาน หมายถึงว่า เราสะดวกกินอย่างไร ก็กินอย่างนั้น แต่ประเด็นคือ ให้กินเนื้อสัตว์ที่มาจากการเบียดเบียนชีวิต ผิดศีลข้อ 1 ลดลง เรื่อยๆ และพยายามหาโปรตีนจากธรรมชาติ หรืออาหารเสริมส่วนอื่นมาเสริมให้ได้สารอาหารครบ

การทำทางธรรม อย่าปฏิเสธทางโลก เนื่องจากทุกวันนี้โลกแตกต่างจากในอดีต ธรรมชาติมันปนเปื้อน ให้ทำทางโลกและทางธรรม ควบคู่กัน อย่างเป็นทางสายกลาง ให้เอื้อกันและกัน 

2 : และให้แผ่เมตตาให้มากๆ แผ่แบบไม่มีขอบเขตนะ เมื่อวานหริ่นอ่านหนังสือเก่าของท่าน มหาสีสะยาดอ ท่านเป็นพระพม่า เป็นระดับบรมครูเรื่องกรรมฐาน ท่านก็บอกเลยว่า ให้เจริญเมตตาให้เยอะๆ ถ้าปัญญายังไม่ได้ ให้เมตตาเยอะ เพราะเมตตาเยอะๆ ทำให้จิตเราทุกข์น้อยลง ที่โกรธ เกลียด หรืออะไรที่เป็นทุกข์ มันจะเบาลง หลักเมตตาเป็นตัวแก้เวลาเรามีทุกข์ ถ้าเอาเมตตามาจับ มันมีอานิสงศ์ให้คนอื่นก็เมตตาเรา สิ่งศักดิ์สิทธิก็เมตตาเรา

ทีนี้ที่เรามีเรื่องทุกข์กายทางสุขภาพ เราก็ไม่ต้องไปรอว่าต้องทำบุญแล้วค่อยแผ่นะคะ แผ่ไปเลยได้ตลอด เมื่อจิตเราดี เมื่อจิตเราใส เราก็แผ่กระแสจิตให้สรรพสัตว์เลย และไม่ใช่ให้แต่ครอบครัว เพื่อน คนรัก คนมีพระคุณ ฯลฯ เมตตาแบบไม่มีขอบเขต กว้างใหญ่ไพศาล แผ่ไปให้เขาทุกคนในโลก "จงมีความสุขๆ เถอะ" ตั้งจิตว่า เราแผ่เพราะอยากให้เขามีความสุข อย่าได้มีทุกข์กายแบบเราเลย

แผ่เยอะๆ แล้วที่สุด ความทุกข์ทางกายของเราจะลดลงจริงๆ ได้ เพราะเรา หนึ่ง เพ่งทุกข์กายเราน้อยลง สอง คนที่ได้รับกระแสจิตจากเรามีมาก ใครที่เขาดี เขาก็ส่งความปรารถนาดีกลับให้เรา 

3 : ให้สวดมนต์ และสมาธิ สองอย่างนี้ช่วยลดปวดได้ ที่บอกว่าปวดขาๆ ปวดหลังๆ นั่งไม่ได้ เชื่อไหม มันจะเจ็บ นั่งไม่ได้แค่ช่วงแรกเท่านั้น จริงๆ นะ ฉันเคยมาแล้ว

ตอนฉันไปนั่งสมาธิตอนแรก ปวดขามาก จนร้องไห้ เกลียดคนทั้งโลก นั่งไปด่าวิปัสนาจารย์ไป นั่งๆ ไป ขามันปวดมาก ไม่สนใจแล้ว นั่งสมาธิท่าเหยียดขา ขาชี้ไปพระพุทธรูปจนพระอาจารย์ด่า ปวดจนจะเป็นจะตาย แต่ต่อมา ก็ต้องบังคับตัวเองให้ได้  ก็ทำได้ในไม่กี่วัน  ต้องเอาจิตสั่งกาย

เทคนิคคือ เราเอาอธิษฐานจิตไปเพิ่ม เราบอกเขาเลยว่า ถ้าเราเคยทำใครให้เจ็บขา เจ็บหลัง เจ็บปวดกาย ให้เขามาเอาความเจ็บคืนให้เราให้หมด แล้วสิ้นเวรสิ้นกรรมกัน อโหสิกรรมกันนะ

คุณขา วินาทีนั้น เจ็บๆๆๆๆๆ ปวดๆๆๆๆๆ แต่มันปวดอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง จากนั้น ดิฉันหายเลย นั่งสมาธิคราวใด ไม่เจ็บอีกแล้ว ไม่รู้สึก ขาไม่เคยรู้สึก ขามันหาย ขามันเบา ขามันล็อค ฯลฯ ถ้าไม่เชื่อ อยากให้ลองทำดู ถ้าคุณมีโอกาส ก็จะเจอสิ่งที่คุณได้รู้ด้วยตัวเอง

สรุปคือ ถ้าเจ็บเมื่อนั่ง 1. ดูความเจ็บ เจ็บหนอ ปวดหนอ มันเจ็บ มันปวดยังไง ดูมันไป 2 พยายามรักษาชั่วโมงการนั่งให้นานๆ ตั้งใจว่าจะนั่งให้ได้เท่าไหร่ ก็นั่งให้ได้ตามนั้น มีสัจจะ 3 ถ้ามันปวดมากผิดปกติ ก็อธิษฐานจิต ถึงเจ้ากรรมนายเวร ให้เขามาเอาไปซะ แล้วให้เขาอโหสิกรรมเรา กรณีนี้ถ้าเรามีเจ้ากรรมนายเวรมาก ก็หนักหน่อย เราก็ค่อยอธิษฐานปลดไปทีละทิศก็ได้ค่ะ อย่าเอาทีเดียว ถ้าเราคิดว่าเราวิบากเยอะ เราก็อธิษฐานทีละทิศก็ได้ เจ้ากรรมนายเวรทิศเหนือ ทิศใต้ ฯลฯ ก็ปลดไปทีละอัน

4 : จะเห็นได้ว่ามี เรื่อง "ศีล" แล้ว คือข้อหนึ่ง, มีเรื่อง "สมาธิ" ไปแล้ว คือข้อสองและข้อสาม ทีนี้ ก็ต้องให้ครบองค์ประกอบ คือ "ปัญญา" ในแง่นี้ ปัญญาทางโลก ให้ดูแลสุขภาพเราไม่ให้เป็นเพิ่ม และให้เยียวยาความเจ็บปวดขึ้นแล้ว ส่วนปัญญาในแง่ธรรม ก็ให้ปล่อยวาง ทำใจให้สบาย เพราะความเครียดทำให้โรคทรุด ให้เราคิดว่า พระพุทธเจ้าแบ่งโรคออกเป็นสี่อย่างคือ

โรคที่รักษาก็หาย ไม่รักษาก็หาย

โรคที่ไม่ต้องรักษา ก็หายได้เอง 

โรคต้องรักษา ไม่รักษา ไม่หาย

โรคที่ถึงรักษา ก็ไม่หาย

เราลองดูว่า เราเป็นข้อสามหรือข้อสี่ ถ้าเราเป็นข้อสาม เราต้องใช้ "ความเพียร" และอดทนในการรักษา ก็หาย อย่าทิ้ง ถ้าเป็นข้อสี่จริงๆ คือ โรคที่ถึงรักษาก็ไม่หาย เราก็อยู่กับสังขารเราไปเรื่อยๆ ด้วยความรัก ความเมตตาเขา อย่าไปเกลียด ไปโกรธ ไปซ้ำเติมเขา เพราะเขาก็คือเรานั่นเอง  

 

ทั้งนี้สำหรับท่านที่เป็นโรคเรื้อรัง ดิฉันคิดว่า เกิดจากกรรมต้องการทำให้เราทรมาน แต่ความทรมานนี้ก็จะไม่ยืนยงตลอดกาล เพราะทุกอย่าง มีเกิดขึ้น มีตั้งอยู่ ในช่วงเวลาหนึ่ง จะมากหรือน้อย ก็ตาม ที่สุดแล้ว ก็ต้องมีจุดสิ้นสุด ดับไป เพราะความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ ความทุกข์ก็มีวันจบสิ้น มีวันดับเช่นกัน

ดังนั้น มันมีช่วงเวลาอยู่แล้ว ว่าเราจะทุกข์ช่วงเวลาแค่ไหน ซึ่งช่วงที่เราทุกข์นี้ เราก็เอาธรรมะเข้าข่ม อดทนเข้าข่ม บอกให้เขามาเอาให้เราพ้นทุกข์ แล้วก็แผ่เมตตาเขา และเราก็ทำดีของเราไป เราทำดีของเราให้มากๆ เพื่อให้ความดีสะสมมากพอ จะส่งกำลัง เมื่อใดกรรมชั่วมันอ่อนลง กรรมดีเราสะสมจนมาก และพอจะแซงได้ เราก็ขึ้นเลนที่กรรมดีแซงความทุกข์ ผลจากความดีส่งผล เราก็พ้นทุกข์ได้ หายเป็นโรค

ดังนั้น ความเร่งของการพ้นทุกข์ ก็คือ กรรมดี เป็นการทำให้พ้นทุกข์ไวขึ้น

กรรมดีนี้ ไม่ได้หมายถึง ทาน การทำบุญ บริจาค หรือการอธิษฐานขอเท่านั้นค่ะ (อย่าทำแค่ทานกันเลย ทานเป็นแค่เปลือก ความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตให้บริสุทธิ ต่างหาก ที่เราต้องทำทั้งหมด ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ทานเป็นแค่ส่วนหนึ่งในข้อของการทำความดี ซึ่งการทำความดีมีหลายอย่าง)

กรรมดี ได้แก่

1. ศีล 5 รักษาศีลค่ะ คุณๆ

2. เบญจธรรม คือ หลักทำความดี คือ เมตตา, พูดจาดี สร้างสรรค์, รักเดียวใจเดียว, บริจาค รู้จักให้, และเจริญสติ สมาธิ 

 

ได้ผลหรือเปล่า ก็ลองดูนะ

แต่ที่เล่า ก็ไม่ใช่ให้เชื่อนะ ฉันแค่เบเบี๋ในด้านนี้ แต่เพียงปรารถนาดี ประสงค์ดี แนะนำแบบเพื่อนๆ เท่านั้น ให้ท่านไปลองตรอง และพิจารณาเอาเอง เพราะคำแนะนำของดิฉัน ไม่ใช่จากผู้รู้ มันมาจากการประมาณเอาจากประสบการณ์อันน้อยนิดเท่านั้นเอง

ขออนุญาตเพียงแนะนำด้วยความหวังดีค่ะ

ส่วนบทสวดมนต์เพื่อสุขภาพดี พ้นโรค หากเจอที่ไหน จะเอามาฝากค่ะ

ขอให้ทุกท่านมีความสุขค่ะ ทุกๆ ท่าน

 

ปล. ปาร์ตี้วัดต่อไป คือ วัดเชิงหวาย เตาปูนค่ะ 

(353124

Last Updated ( Tuesday, 09 March 2010 19:28 )
 
หัวอกบรรณาธิการ PDF Print E-mail
Rin's Blog
Written by Netnapa   
Saturday, 06 March 2010 20:46

ไปวัดอิน บางขุนพรหรม หลวงพ่อโต มาสองคืน ติดกัน

สนุกดีนะ งานประจำปี มีถึงวันที่สิบ มีนาคม นี้  

ไหว้พระเสร็จ ก็นั่งสมาธิ กลับมาบ้าน อีดิทต้นฉบับเสร็จแร้นน เย้ 

 

กำลังอีดิทต้นฉบับหนังสือเกี่ยวกับ ธรรมชาติ เล่มหนึ่ง ที่ปกติ ไม่เคยทำ แต่ก็พอเอาวิชาบรรณาธิการมาจับได้

อ่านแล้ว ก็เวียนใจ อยากจะหน้ามืดวันละร้อยพันหน

นักเขียนจ๋า

1. รู้จักติดเบรกบ้าง วางปริมาณที่ควรจะเป็นให้เป็น จำนวนหน้าของเล่มๆ หนึ่ง อันนี้เป็นธงแรกเลย หนังสือ ประเด็นแบบนี้ ควรจะยาวสักเท่าไหร่ จะเขียนเรื่องดอกไม้ อ่านเล่นก็ไม่ต้องถึงสามร้อยหน้าเอสี่หรอก ทุกวันนี้ ไม่มีใครทำหนังสือหนาๆ กัน นอกจากว่าจะเจ๋ง หรือพิเศษจริงๆ 

2. เธอจ๋า จะเขียนหนังสือ ควรแยกแยะ เรื่องที่ควรเขียนในไดอารี กับ ที่ควรเขียนเป็นหนังสือออกจากกัน วางอัตตา เรื่องเล่า ยกยอตัวเองลงเสียบ้าง แล้วเขียนเรื่องที่คนอ่านเขาอ่านได้ ได้โปรด

3. กรุณาอย่าวก วน เวียน โดยเฉพาะเมื่อคุณบอกว่าคุณเป็นคนสมาธิดีในหนังสือ ช่วยรวบประเด็นที ไม่ใช่แตกบทออกเป็นร้อยบท แต่วนประเด็นไปมา ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า บางสิ่งบางอย่างจะบอกทำไม เกริ่นไว้ แล้วก็ไม่มีประเด็นสานต่อ จบเอาดื้อๆ งงสุดๆ

4. พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ถามตัวเองสักสองสามครั้ง ว่าถ้าคุณเป็นคนอ่านมั๊ง คุณจะเข้าใจประโยคที่คุณคิดว่ามันเก๋ในแบบของคุณหรือเปล่า หรือว่าคุณเข้าใจคนเดียว ได้โปรด

5. ควรรักษาเซ้นส์ ของประเด็นที่เราเขียนสักหน่อย เช่น ถ้าเราเขียนเรื่องธรรมชาติ ก็ไม่ควรไปด่าธรรมชาติจริงไหม ถ้าเขียนเรื่องธรรมะ ก็ไม่ควรไปใส่เนื้อที่เป็นการโปรไสยศาสตร์ มันก็น่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ใช่หรือคะ 

6. อย่าลืมประเด็นที่กำลังสานต่อ ไม่ใช่พูดเรื่องนี้อยู่ดีๆ พอสาธยายปุ๊บ ก็ออกน้ำออกทะเล กลับมาที่เก่าไม่ถูก ขึ้นต้นเรื่องกล้วย จบด้วยเรื่องม้า ป๊าดโธ่

7. จับประเด็นให้ถูก ชื่อบทกับเนื้อหาให้สอดคล้องกัน สติค่ะ สติ 

เจ๊จะบ้า

 

(352328

Last Updated ( Sunday, 07 March 2010 19:18 )
 
สุขนอกสูตร : เรื่องเล่าที่จะพา "ผู้อ่าน" กลับบ้าน PDF Print E-mail
Rin's Blog
Written by Netnapa   
Saturday, 06 March 2010 15:56

 
 
"สิ่งที่พี่ชอบในหนังสือเล่มนี้ คือ การที่เขาเรียนจบธรรมศาสตร์ แบกความคาดหวังจากบ้านนอก
แล้วกลับบ้านมาเป็นชาวนา พี่ว่าเขากล้าหาญมากกว่าหลายๆ สิ่งที่สังคมไทยยกย่องว่ากล้าหาญ
อาจจะกล้าหาญกว่าทหารด้วยซ้ำ"
 
พี่กิตติ สิงหาปัด 
 
 
 
 
 

สุขนอกสูตร

สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
ผู้แต่ง: สุปรียา ห้องแซง 
ประเภท : แนวคิด/ชีวิตคนดัง
ราคา : 169.00 บาท 
 
ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายของสาวธรรมศาสตร์ที่มีความฝันเรียบง่ายว่า “อยากเป็นชาวนา” จากเด็กสาวเรียนดีประจำหมู่บ้าน เมื่อความฝันของเธอเป็นความฝันไร้ค่าในสายตาของพ่อแม่ การถูกผลักไสไล่ส่งจากบ้านเกิด ทำให้เธอต้องมาใช้ชีวิตอย่างคนไร้ความสุขในกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นคนรับใช้ รับจ้างล้างจาน จนในที่สุด เธอก็ตัดสินใจที่จะไม่เดินตามนิยามความสุขและความสำเร็จของผู้อื่น แต่กลับเลือกที่จะเดินตามหัวใจเรียกร้อง


เธอเดินทางขึ้นภาคเหนือ เพื่อไปปลูกผักในที่ดินของคนอื่น ผจญภัยกับเรื่องราวมากมายที่ทำให้เธอได้บทเรียนชีวิตหลายอย่าง ก่อนที่จะคืนสู่แผ่นดินบ้านเกิดในฐานะของผู้ที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จที่สุด แต่คือ ผู้ที่มีความสุขที่สุดในนิยามของเธอเอง
ในเล่มมีคำนิยมของ กิตติ สิงหาปัด, สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ (คุณเช็ค พิธีกรคนค้นคน), และคนดังอีกหลายคน ที่หลงรักความเป็น “บ้านนอกแสนซื่อ” ของเธอ และหนังสือเล่มนี้ยังเข้ากับเทรนด์ MOSO ที่รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญอยู่ ณ ขณะนี้ 

 

....

 

หนังสือเล่มนี้ ฉันได้ต้นฉบับมาน่าจะสี่ปีแล้ว ตั้งใจจะพิมพ์เอง แต่ด้วยความที่เราเป็นสำนักพิมพ์เล็ก พิมพ์ไป ก็อาจจะหายไปในกระแสได้ เลยได้แต่เก็บไว้ รอจังหวะที่เหมาะสม

จนเมื่อกระแส "โมโซ" มาในบ้านเรา

ก็เลยได้ปัดฝุ่น ให้อัมรินทร์ นำไปตีพิมพ์เป็นรูปเล่ม ทั้งนี้ก็เพราะต้องการให้นักเขียนได้รับความสำเร็จในผลงานที่ออกมามากที่สุด โดยอัมรินทร์ให้เครดิตฉันเป็น "บรรณาธิการต้นฉบับ" คุณภาวนา แก้วแสงธรรม เป็นบรรณาธิการ 

ชื่อตอนแรกที่ฉันคิดคือ "คืนสู่แผ่นดิน" อัมรินทร์ได้จับไปเปลี่ยนเป็น "สุขนอกสูตร" เพื่อให้อธิบายเข้าใจได้ฟังง่าย

ลองไปหาอ่านดูกันนะคะ

 

...

 

สุปรียา ห้องแซง เป็นสหายเมื่อสมัยเรียนมหาลัยของฉัน

เราคบหากันฉันเพื่อนจากที่ราบสูง เด็กต่างจังหวัด และเป็นพวกคล้ายกันอยู่อย่าง คือ ไม่ชอบอยู่กับ "เปลือก" ของสังคมสมัยใหม่ เมื่อสุปรียา ได้พบเจอประสบการณ์จากการเลือกเดินชีวิต หลังจบมหาวิทยาลัย ในแบบของเธอ ฉันจึงรอคอยการเขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาอย่างใจจดใจจ่อ

และรับเอาต้นฉบับของเธอ มากักไว้ในมือนานมาก

ด้วยความเกรงใจ สุปรียา ไม่กล้าทวงถาม และฉันก็ไม่ยอมปล่อยต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ใด เมื่อสุปรียา สอบถามว่า อยากจะนำไปเสนอที่อื่น ฉันก็ได้แต่รั้งไว้ ทำทีท่าเหมือนว่าจะพิมพ์เอง แต่ไม่พิมพ์สักที สุปรียาเกรงใจ จึงไม่กล้่าเอ่ยปากถาม

วันนี้ ฉันดีใจ ที่อัมรินทร์นำต้นฉบับดังกล่าวมาโปรโมท

และขอขอบคุณ พี่กิตติ สิงหาปัด, คุณสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ และพี่บัญชา อ่อนดี ที่ได้กรุณามอบคำนิยมให้แก่หนังสือเล่มนี้ มาตั้งแต่เมื่อสี่ปีก่อน โดยไม่คิดมูลค่าราคาใดใดทั้งสิ้นค่ะ

บอกได้คำเดียวว่า ทุกท่านที่มอบคำนิยม ชอบหนังสือเล่มนี้มาก ทุกคนอ่านจนจบ และโทรมาหาฉันทันที

พี่กิตติโทรมา สอบถามฉันนานเป็นชั่วโมงว่าผู้เขียนเป็นใคร ทำไมมาแรงขนาดนี้

คุณสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ต้องการให้เธอไปออกรายการคน ค้น คน มาก ถึงกลับส่งทีมงานไปเกาะติด (แต่แน่นอน คนอย่างสุปรียา ไม่ยอมออกทีวี)

ลองไปอ่านในคำนิยมดูนะคะ ว่าทำไมทั้งสามท่านถึงได้ชอบเล่มนี้มาก จากใจจริง

แล้วคุณล่ะ จะไม่อ่านเล่มนี้บ้างหรือ 

...

คนอย่างสุปรียา เพื่อนฉันคนนี้ เรียนจบธรรมศาสตร์

แต่มันเดินไปทำงาน จากอนุสาวรีย์ชัย ไปดอนเมือง

จากงานเขียน เธอไปเป็นคนรับจ้างล้างจาน เป็นคนรับใช้ และใช้เวลาว่างไปเป็นครูบนดอย ครูสอนเด็กเร่ร่อน

เป็นคนขับมอไซต์จากเชียงใหม่ มากรุงเทพฯ คนเดียว

เป็นคนที่หนีไปทำนาในป่าเขา ในที่ดินว่างเปล่าของเพื่อน เพราะแม่ไม่ยอมให้กลับบ้านไปเป็นชาวนา เธอจึงไปแสวงหาดินผืนใหม่ในการเพาะปลูก ภาพฝันอันโรแมนติก ถูกเขียนขึ้นด้วยมือที่แตกระบม ในป่าที่ไร้ไฟ และในแนวคิดที่โดดเดี่ยว มีเพียงไฟในใจตัวเองที่ก็คอยแต่จะริบหรี่อยู่เรื่อยเป็นเพื่อนปลอบประโลม

บางครั้งท้อ หรือจำเป็น ต้องใช้หนี้ทุนกู้ยืม สุปรียาต้องขึ้นกรุงเทพฯ เพื่อมาหาเงินใช้หนี้ ก็จะทำงานที่กรุงเทพฯ​ และมองหาลู่ทางกลับบ้านเสมอ 

กว่าจะหาเส้นทางกลับบ้านได้ พ่อแม่อนุญาตให้กลับบ้านไปเป็นชาวนา เธอต้องผ่านทั้งน้ำตา ความอ่อนแอ และความเข้มแข็ง กอบกู้ความเชื่อมั่นของตัวเอง ขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะเธอก็อ่อนแอเหมือนเราๆ นี่แหละ

ฉันได้แต่มองดูเพื่อนอย่างเอาใจช่วยห่างๆ

ครั้งหนึ่ง สุปรียาไปบุกเบิกที่ดินที่อุบลฯ บ้านฉัน เพื่อทำแปลงผัก เธอไปอยู่กับแม่ฉัน และแม่ยังถามถึงเธออยู่จนถึงทุกวันนี้

คำถามหนึ่ของแม่คือ "ไอ้เนตร (ชื่อเล่นของสุปรียา) บ้านมันไม่มีที่หรือ ถึงต้องมาปลูกผักที่บ้านเรา"

ฉันตอบแม่ว่า

"มันมีที่นามากกว่าบ้านเราอีก แต่แม่มันไม่อยากให้มันเป็นชาวนา อยากให้เป็นเจ้าคนนายคน"

"ฮ่วย ก็แมนตั๋วเนาะ ส่งเรียนตั้งบักสูง"  แม่ฉันบอก แล้วมองฉัน ผู้ที่ไม่เคยคิดกลับบ้านมาเป็นชาวนา อย่างพอใจ

....

สุปรียาพลิกฟื้นผืนดินที่รกร้างของบ้านฉัน อย่างงดงาม จนเป็นที่เล่าขาน และน่าประทับใจจนถึงทุกวันนี้

เธอถอนหญ้าทุกเส้นด้วยความเต็มใจ และเกลี่ยเม็ดดินด้วยความรัก

ใครบอกว่าเธอจบปริญญาจากเมืองหลวงจะถือจอบไม่เป็น .... สุปรียาถอนหญ้าที่แสนรกร้างของบ้านฉันได้ดีกว่าคนท้องถิ่นเสียอีก

เปลี่ยนป่าให้เป็น "พรมดินกำมะหยี่" ในแบบที่ฉันไม่เชื่อสายตาตัวเอง และไม่เคยมีใครทำได้อย่างนั้น

นี่ืคือภาพหนึ่งในชีวิตที่ฉันประทับใจตลอดมา 

มันคือที่ดินมรดกของพ่อฉัน แต่เพื่อนฉันกลับดูแลมันอย่างสวยงาม

แม้เป็นแค่เวลาสั้นๆ แต่ฉันก็รู้สึกขอบคุณในหัวใจอันอบอุ่นของเพื่อนคนนี้เหลือเกิน

ที่ครั้งหนึ่ง เธอทำให้ฉันเห็นว่า

ผืนดินที่บ้านฉันนั้นอาจงดงามได้แค่ไหน

...

คืนสู่แผ่นดิน

จึงเป็นชื่อหนังสือที่ฉันนึกถึง

กระทั่งกลายมาเป็น "สุขนอกสูตร" ในวันนี้ค่ะ 

อยากให้อ่านจริงๆ นะ

อ่านแล้วจะเป็นอิสระจากพันธการในเมืองหลวง

จินตนาการและความฝันคุณจะถูกปลอดปล่อย ให้โบยบินออกไป

เมื่ออ่านจบ คุณจะอิ่มใจ และจะรักผู้คน พร้อมๆ กับ ศรัทธาในตัวเอง

...

มีหนังสือที่ทำได้อย่างนี้ ไม่บ่อยหรอก

ยืนยัน. 

 

 

"ชีวิตอันงดงามของหญิงสาวผู้กล้าหาญ" 

 

 

 

"คนมักจะพูดถึงบรรดาลูกเศรษฐี ผู้ดีในเมืองบางคนที่ยอมทิ้งแสงสีไปใช้ชีวิตในชนบทด้วความชื่นชม

แต่ผมว่าการที่ลูกชาวนายอมทิ้งสิ่งที่ตามหามาเกือบครึ่งชีวิตกลับไปเผชิญโชคชะตาในบ้านเกิด

นี่ก็ต้องอาศัยความกล้่าตัดสินใจไม่น้อย"

 

 

 

"ผมหวังว่า คืนสู่แผ่นดิน จะเป็นสารอันจะนำพาให้ผู้ใดที่ได้ตระหนักถึงชีวิตที่ประกอบด้วย

เลือดเนื้อจิตวิญญาณ มิใช่ชีวิตที่ประกอบไปด้วยวัตถุชื่อเสียงเท่านั้น" 

 

 

 

 

"ขวากหนามคือแรงชีวิตผลักดัน สู่ความฝันอันยิ่งใหญ่

รู้ในใจอยู่เสมอ ดวงชะตาขีดไว้ให้ฝ่าฟัน" 

(351855

Last Updated ( Saturday, 06 March 2010 23:30 )
 
1-2-CALL เธอทำบ้าอะไร !!! PDF Print E-mail
Rin's Blog
Written by Netnapa   
Friday, 05 March 2010 19:10

 

เมื่อความเข้มแข็งเท่าไหร่ก็ไม่พอ ในโลกที่เต็มไปด้วยความอยาก

มากมายผู้คนเข้ามาในคราบของคนที่ดูดี

ที่เรานึกสงสัย เขาดีจริงไหม เขาใช่จริงหรือ

สุดปัญญาจะใช้เทคนิค มารยาท วิธีการบริหารใดๆ แล้ว กับคนมากมายสารพัดรูปแบบ

ได้แต่ ตอบกลับไปตรงๆ เลย

ตามดีกรีของความเหนื่อยหน่าย อยากพูดอะไร ก็พูด 

จะเป็นอย่างนี้แหละ ตรงๆ ทื่อๆ แบบนี้ ใครจะว่าเรายังไง ว่าเราเลวยังไง ก็ช่างมัน

ทำดีได้ที่สุดเท่านี้นี่หว่า! 

.... 

 

อยากหายเหนื่อยใจ เมื่อไรความเข้มแข็งถึงจะพอ...

จิตใจเข็มแข็งจนแทบจะกลายเป็นหินเสียแล้ว แต่มันก็ดูเหมือนว่าจะไม่พอที่จะรับแรงต้านของโลก ของคน ฯลฯ

คำถามคือ ความเข็มแข็งระดับที่เท่าไหร่ จึงจะสาสมรับมือกับโลกใบนี้ได้ไหวหรือ...

โลกใบนี้ช่างเต็มไปด้วยความพยายามเอารัดเอาเปรียบ ความโลภ ไม่รู้จักพอ... 

สิ่งเล็กๆ ที่มันรบกวนจิตใจเรานี่ล่ะสำคัญ ทุกๆ วัน

มันกร่อนใจที่เป็นหินให้ร้าวได้ ... อย่างไม่น่าเชื่อ

โลกนี้ วุ่นวายจริงหนอ คนวุ่นวายจริงหนอ ความต้องการมากมาย ความอยากมากมาย รายรอบเรา ทำให้เราเหนื่อยและร้อนรน

.....

การประสานสารพัดความอยากในโลกใบนี้ คือ ภาระกิจสำคัญทุกวันนี้

แต่เมื่อไม่มีใครลดราวาศอก สุดท้าย ก็มีแตกหัก

มีแต่ปัญหา วุ่นวาย ยอมๆ กันบ้างเถิด

เพราะว่าสมบัติที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เงินนี่

ไม่อยากมีความสุขที่ใจ ใจเบา บ้างหรือไร

..... 

วันนี้ ทำดี แต่คนอื่นว่าชั่ว เพราะดีของเรา มันยังไม่พอเติมเต็มความต้องการของเขาได้

อยากบอกให้เขาหยุด แล้วหันไปมองตัวเองบ้าง

อยากบอกให้เขาลองเข้าใจเราบ้างสักนิด แต่มันก็คงเป็นไปได้ยาก

เพราะโลกมันซับซ้อน เกินกว่าที่เราจะร้องขอความเห็นใจ

ในโลกทุกวันนี้ ไม่มีใครเห็นอกเห็นใจกันแล้ว การเอาตัวรอด คือ ประเด็นที่สำคัญที่สุด 

เบื่อจริงหนอ 

 

 

เรียนคุณฐิติพงศ์ เขียว ไพศาล (ท่านที่ใส่เสื้อฟ้า)

ผู้บริหาร 1 2 call 

 

From:Netnapa Kaewsaengtham ( This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it )
Sent:Saturday, March 06, 2010 1:51:32 AM
To: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
Cc: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
เรียน คุณฐิติพงศ์ เขียวไพศาล

ดิฉันเป็นผู้ใช้วันทูคอล หมายเลข 084 922 9xxx
ใช้ไอโฟน และถูกดูดเงินจากค่าเน็ต วันละหนึ่งพันบาท มาเป็นรอบที่สามแล้วค่ะ
ทั้งที่ได้โทรไปย้ำหนักหนาไม่ให้เปิดเน็ตมาที่เครื่องดิฉัน เพราะดิฉันไม่ได้รับตอบรับการใช้บริการ
ปัญหาไอโฟน ทรีจี กับค่าเน็ตที่เกิดขึ้น ทราบว่าคุณฐิติพงศ์ คงทราบดี

ดิฉันปรารถนาให้วันทูคอล หยุดการทำธุรกิจบนรากฐานที่ไม่เป็นธรรมค่ะ
และโปรดสั่งการหน่วยงานของท่าน ให้แก้ปัญหาเงินที่หายไปจากเบอร์ของดิฉัน โดยเร็วที่สุด

ขอบคุณล่วงหน้า และหวังว่าท่านจะแก้ไขปัญหานี้ให้แก่ลูกค้าทุกท่านในอนาคต
ด้วยการสร้างระบบที่เป็นธรรม

ลงชื่อ เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา (หริ่น)
อดีตนักข่าวผู้จัดการออนไลน์
ปัจจุบัน นักเขียน เจ้าของสำนักพิมพ์ SUN MOON TREE
เจ้าของบริษัททัวร์ OCT TRAVEL s.r.o.
และ สมาชิกนักข่าวนานาชาติ IFJ ประเทศเช็ก
www.Netnapa.net

 

.......

 

เรียนผู้อ่านของดิฉันทราบ 

ฉันใช้มือถือวันทูคอล เติมเงิน โดยมือถือของฉันเป็นไอโฟน ทรีจี เอดจ์

เคยเจอปัญหาเมื่อเปิดใช้มือถือ เติมเงินไปแล้ว เนื่องจากบ้านมีฐานะจึงเติมเงินทีละสามพันบาท ก็จะถูกดูดค่าเน็ตวันละพันกว่าบาททันที โดยที่ดิฉันไม่ได้เปิดใช้บริการอินเตอร์เน็ตแต่อย่างใด

มีการโทรกันไปด่า!!! จนคุณวันทูคอลยอมคืนเงินมาให้ในเครื่องพันบาท แต่เสียหายไปสองพันบาท

มาคราวนี้ สิ่งนี้ก็ยังเกิดขึ้นอีก ดิฉันขอฟ้องประชาชน เพราะเบื่อหน่ายกับปัญหานี้

เมื่อวานดิฉันเติมเงินไปหนึ่งพันบาทสองร้อยบาท

มันมาอีกแล้ว ปล้นไปอีกแล้ว เงินหมดพันบาทในวันเดียว!!!! เพราะค่าเน็ต ที่เราไม่ได้เปิดใช้บริการ แต่มันมาปล้น เพราะมือถือเราเป็นระบบเน็ตในตัวโดยอัตโนมัติ

จากการศึกษาทางด้านกฏหมาย ดิฉันทราบดีว่า เมื่อเราไม่ได้เปิดใช้บริการ ไม่มีการเซ็นต์สัญญากับวันทูคอล ถึงมือถือเราจะเดิ้น มีการเรียกร้องสัญญาณโดยอัตโนมัติ แต่วันทูคอลไม่มีสิทธิเข้าข้างตัวเอง โดยการปล่อยสัญญาณมาดูดเงินเรา เพราะเราไม่ได้สั่งซื้อ

เปรียบเสมือน เราให้ท่า แต่คุณก็ไม่มีสิทธิตามกฏหมายมาข่มขืนเรา 

ดิฉันขอประนาม วัน ทู คอล และขอให้เป็นบทเรียนแก่ท่านที่ใช้ วัน ทู คอล

ลงชื่อ

เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา

นักเขียนชาวไทย และสมาชิก นักข่าวนานาชาติ IFJ จากประเทศเช็ค

การนำเสนอความเห็นนี้เพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภค และสิทธิของตัวเอง

ผู้สร้างนโยบายที่ไม่โปร่งใสกับผู้บริโภค = ละเมิดศีลห้า คือ เรื่องลักขโมย

......

คำตอบจาก 1 2 CALL

 

สวัสดีค่ะ : คุณเนตรนภา
 
จากปัญหาที่แจ้งมานั้นคุณเนตรนภาไม่ต้องกังวลใจนะคะ  เอไอเอสได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกียวข้องเพื่อตรวจสอบข้อมูลให้กับคุณเรียบร้อยแล้ว  และจะรีบแจ้งผลการตรวจสอบให้ทราบอีกครั้งไม่เกินภายใน 3 วันทำการค่ะ  และปัจจุบันได้มีการปิดสัญญาณ GPRS ให้กับคุณเรียบร้อยแล้วนะคะ  แต่เนื่องจากตัวเครื่อง iPhone เป็นเครื่องที่เน้นการใช้งานทางด้าน Internet เป็นหลักตัวเครื่องจึงมีการตั้งค่าให้เชื่อมต่อการใช้งาน GPRS อยู่ตลอดเวลา(อัตโนมัติ)  เบื้องต้นเอไอเอสขอแนะนำวิธีการตั้งค่าการปิด GPRS จากตั้วเครื่องเพื่อป้องกันปัญหาการเชื่อมในอนาคตนะคะ  โดยการแก้ไข APN เป็น aisnodata  และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยน sim ใส่เครื่อง iPhone นั้น APN จะเปลี่ยนเป็น internet ทันทีถึงแม้ว่าเดิมจะมีการตั้งค่าเป็น aisnodata อยู่แล้ว  ดังนั้นทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยน sim ใส่เครื่อง iPhone ต้องตั้ง APN – aisnodata ใหม่เสมอ  แต่กรณีใช้ซิมการ์ดเดิมต่อมามีการถอดออกและนำไปใส่ในเครื่อง iPhone อีกครั้ง APN จะไม่เปลี่ยนแปลงไม่ต้องทำการตั้งค่า APN ใหม่ค่ะ

 
หากคุณมีข้อมูลสอบถามเพิ่มเติม  สามารถติดต่อหาเราได้ที่ AIS Call Center หมายเลข 1175 , 0 2271 9000 หรือ หรือทางบริการ icall พนักงานทุกคนยินดีให้บริการคุณตลอด 24 ชั่วโมง
 
ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ
 
เอไอเอสให้คุณลุ้นเป็นผู้โชคดีดูฟุตบอลระดับโลกรอบชิงชนะเลิศที่แอฟริกาใต้เพียงมีค่าใช้บริการครบ 300 บาทขึ้นไป  สมัครง่ายๆที่ *544 โทรออกฟรี ค่ะ(สำหรับท่านที่ยังไม่ได้สมัคร) 
 

 บทความที่เป็นประโยชน์

 

สถิติการร้องเรียนปัญหาโทรคมนาคม

 

               ในปี ๒๕๕๑ หน่วยบริการประชาชน  สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ได้ดำเนินการรับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค จำนวนทั้งสิ้น ๒๕๒ ราย เป็นเรื่องร้องเรียนจำนวน ๒๖๐ เรื่อง เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนบางรายร้องเรียนมากกว่า ๑ เรื่อง (ข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม – พฤศจิกายน ๒๕๕๑)  จากสถิติพบว่าประเด็นที่รับเรื่องร้องเรียนมากที่สุดคือ การคิดค่าบริการผิดพลาด และคุณภาพของการให้บริการ คิดเป็นร้อยละ ๒๕  ประเด็นรองลงมาคือ ข้อมูลส่วนบุคคล คิดเป็นร้อยละ ๒๔ และสิทธิความเป็นส่วนตัว คิดเป็นร้อยละ ๑๐ ตามลำดับ

 

บัตรเติมเงินต้องไม่มีวันหมดอายุ

 

“ ทำไมต้องเติมเงินเพื่อให้ได้วัน ทั้งที่เรามีเงินอยู่ในบัตร เงินก็ของเราทำไมเราใช้ไม่ได้” 
 

“ เมื่อเติมเงิน 100 บาท บริษัทมีอำนาจอะไรมาบังคับให้หมดอายุการใช้งานภายใน 7 วัน ในเมื่อเวลา เป็นของสากล  เวลาเป็นของเรา  มีสิทธิอะไรมาจำกัดอายุในเมื่อเรายังมีเงินอยู่ในบัตร”

นายพีรพงษ์ คงธนาสมบูรณ์ ผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือระบบเติมเงิน ที่ไม่ยอมทนกับปัญหา แต่กลับตั้งคำถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ได้นำปัญหาดังกล่าวเข้าร้องเรียนต่อสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) และกลายเป็นกรณีตัวอย่าง เมื่อบริษัทผู้ให้บริการยินยอมมอบ “สิทธิพิเศษ” ให้แก่ผู้ร้องรายนี้เพื่อแก้ไขเยียวยาความเสียหาย โดยสามารถใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงินได้โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา หากแต่ต้องมีการใช้งานคือ โทรเข้า หรือรับสายอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ภายในระยะเวลา 90 วัน

 อย่างไรก็ดี ความจริงแล้วสิ่งที่บริษัทผู้ให้บริการมอบแก่ลูกค้ารายนี้ มิควรนับเป็นสิทธิพิเศษ หากแต่เป็นสิทธิปกติที่ผู้ใช้บริการทุกคนต้องได้รับโดยชอบธรรมอยู่แล้ว

 เนื่องจาก ตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เรื่องมาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ.2549 กำหนดไว้ว่า การให้บริการโทรคมนาคมในลักษณะที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือ ค่าบริการล่วงหน้า จะต้องไม่มีข้อกำหนดที่บังคับให้ผู้ใช้บริการต้องใช้บริการภายในระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่ผู้ให้บริการจะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการเป็นการล่วงหน้า

 ทั้งนี้ คณะกรรมการอาจกำหนดเงื่อนไขการให้บริการประกอบด้วยก็ได้ เช่น การถ่ายโอนมูลค่าที่เหลืออยู่ การคืนเงินค่าบริการในส่วนที่ไม่ได้ใช้บริการ การกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำในการใช้บริการ การขึ้นทะเบียนชื่อที่อยู่ของผู้ใช้บริการ เป็นต้น

 กติกานั้นชัดเจนดังกล่าวข้างต้น แต่ที่ผ่านมาบริษัทผู้ให้บริการส่วนใหญ่เลือกเล่นบทหลงลืม ใช้การกำหนดระยะเวลามาเป็นกรอบบังคับให้ผู้ใช้บริการระบบจ่ายเงินล่วงหน้า ต้องคอยเติมเงินเป็นระยะๆ แม้ว่าวงเงินเดิมจะยังคงเหลืออยู่ก็ตาม ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่ต่างไม่รู้ จึงจำยอมเล่นบทใจดี ทั้งจ่ายเงินให้บริษัทล่วงหน้าก่อนใช้บริการ และยังจ่ายอย่างสม่ำเสมอด้วย ไม่ว่าจะใช้บริการน้อยแสนน้อยเพียงใด ครบกำหนดเวลาก็ต้องเติมเงินกันร่ำไป

 ล่าสุด สบท.ได้เชิญตัวแทนผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกราย เพื่อชี้แจงเงื่อนไขแนบท้ายสัญญาให้บริการตามประกาศมาตรฐานสัญญาให้บริการ ซึ่ง กทช.เห็นชอบแล้วใน 4 ประเด็นคือ 1.การถ่ายโอนมูลค่าที่เหลืออยู่ โดยผู้ให้บริการต้องถ่ายโอนเงินที่เหลืออยู่ทั้งหมดเพื่อไปรวมกับค่าบริการที่ชำระใหม่ คือ สามารถนำยอดเงินที่เหลือเก่าไปทบกับยอดเงินใหม่ที่เติมเข้าไปได้ 

 2.การคืนเงินค่าบริการในส่วนที่ไม่ได้ใช้บริการ เพื่อเป็นไปตามประกาศข้อ 34 ซึ่งระบุว่า เมื่อเลิกสัญญากัน ในกรณีที่ผู้ให้บริการมีเงินค้างชำระแก่ผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการต้องคืนเงินนั้นภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกสัญญา เมื่อผู้ให้บริการตรวจสอบหลักฐานแล้วว่า เป็นบุคคลคนเดียวกับผู้ใช้บริการ หรือเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ใช้บริการ

 นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) กล่าวว่า เรื่องการคืนเงินค่าบริการในส่วนที่ไม่ได้ใช้บริการนั้น ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่า วันหมดอายุแต่เงินยังไม่หมดนั้น สามารถขอเงินที่เหลือในบัตรคืนจากผู้ประกอบการเจ้าของเครือข่ายได้ เมื่อมีการยกเลิกสัญญา หรือเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาใช้และไม่ต้องการใช้บริการต่อ โดยใช้ซิมการ์ดเป็นหลักฐานขอเงินคืน โดยผู้ให้บริการต้องคืนเงินให้แก่ผู้บริโภคภายใน 30 วัน

 3.การกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำในการใช้บริการ นพ.ประวิทย์กล่าวว่า ในส่วนของ สบท.ยืนยันข้อเสนอเดิมคือ ไม่ควรกำหนดวันหมดอายุ หรืออย่างน้อยที่สุดควรใช้งานได้ 365 วัน หากยังมีเงินเหลืออยู่ ซึ่งในประเด็นนี้ยังมีการโต้แย้งกันอยู่ แต่ในเบื้องต้น กทช.กำหนดในยกร่างเงื่อนไขเพื่อกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำสำหรับทุกโปรโมชั่นจะต้องมีอายุวันในการใช้งานไม่ต่ำกว่า 180 วัน

 ประเด็นสุดท้ายคือ การขึ้นทะเบียนชื่อและที่อยู่ของผู้ใช้บริการ เป็นการกำหนดให้ผู้ใช้บริการแบบเติมเงินจะต้องจดทะเบียนผู้ใช้ใหม่อย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการรองรับบริการใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การคงสิทธิเลขหมาย หรือการเปลี่ยนเครือข่ายโดยใช้เบอร์เดิมได้ รวมทั้งเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคในกรณีที่โทรศัพท์มือถือหาย เงินที่เหลืออยู่ในบัตรก็จะไม่สูญหายไปด้วย เพราะมีหลักฐานคือ ชื่อและที่อยู่ที่ขึ้นทะเบียนไว้ สามารถพิสูจน์เพื่อขอรับเงินที่เหลือในบัตรคืนได้


สำนักสื่อสารสาธารณะและบริการประชาชน

สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.)

ที่มา: บทความพิเศษหนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันที่ 22 พฤศจิกายน 2551

....

สิทธิผู้บริโภค 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ให้ความสำคัญของการคุ้มครองผู้บริโภค โดยบัญญัติถึงสิทธิของผู้บริโภคไว้ในมาตรา 57 ว่า"สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครองทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ"


พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ได้บัญญัติสิทธิของผู้ บริโภคที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย 5 ประการ ดังนี้

                  1. สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่ จะได้รับการโฆษณาหรือการแสดงฉลากตามความเป็นจริงและปราศจากพิษภัยแก่ผู้บริโภค รวมตลอดถึงสิทธิที่จะได้รับทราบ ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอย่างถูกต้องและเพียงพอที่จะไม่หลงผิด ในการซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยไม่เป็นธรรม 

                  2. สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะเลือกซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยความ สมัครใจของผู้บริโภค และปราศจากการชักจูงใจอันไม่เป็นธรรม 

                  3. สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับสินค้าหรือบริการที่ปลอดภัย มีสภาพและคุณภาพได้มาตรฐานเหมาะสมแก่การใช้ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน ในกรณีใช้ตามคำแนะนำหรือระมัดระวังตามสภาพของสินค้าหรือบริการนั้นแล้ว 

                  4. สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับข้อสัญญาโดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ 

                  5. สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองและชดใช้ค่าเสียหาย เมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามข้อ 1, 2, 3 และ 4 ดังกล่าว 
 
....
 
  
 
การร้องทุกข์ เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม จากการซื้อสินค้าหรือบริการ ถือเป็นเรื่องที่ชอบธรรม ที่ผู้บริโภคควรกระทำ เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจ ชดใช้ความเสียหาย และเพื่อเป็นการลงโทษหรือปรามมิให้ ผู้ประกอบธุรกิจเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค
 

สบท.เผย 10 เรื่องร้องเรียน แนะผู้บริโภคฟ้องศาล

 

                                                      com03251251p1.jpg

               ในรอบปีที่ผ่านมามีประเด็นที่เกี่ยวการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมหลายเรื่อง บางประเด็นเกี่ยวพันกับเงินมหาศาล เช่น มีผู้ร้องเรียนกรณีที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือกำหนดวันหมดอายุบริการพรีเพด และการเก็บค่าต่อคู่สาย 107 บาท ทั้งๆ ที่ประกาศ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เรื่องมาตรฐานสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ.2549 ห้ามเก็บ

               ปัญหาการส่ง SMS โฆษณา การ โทร.เสนอขายสินค้าและบริการสร้างความรำคาญแก่ผู้บริโภค

               หรือแม้กระทั่งปัญหาลูกค้าฮัทช์ โทร.ข้ามโครงข่ายไปเลขหมายของเอไอเอสไม่ติด

               ปัญหาเหล่านี้เงียบหายไปกับ (ซอย) สายลม เพราะอะไร

               สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) เปิดตัวเลขสถิติเรื่องร้องเรียนตั้งแต่ ม.ค.-พ.ย.2551 มีผู้ร้องเรียน 252 ราย และเรื่องร้องเรียน 260 เรื่อง แก้ไขปัญหาไปแล้ว 158 ราย คิดเป็น 62.69%

               สำหรับเรื่องร้องเรียนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการคิดค่าบริการผิดพลาด 25% 2.เรื่องคุณภาพการให้บริการ 24% 3.เรื่องการให้ข้อมูลส่วนบุคคล (เบอร์โทรศัพท์) และละเมิดความเป็นส่วนตัว 10% 4.เรื่องมาตรฐานการให้บริการ 9% 5.การให้ข้อมูลที่ผิดพลาดแก่ ผู้บริโภค 8% 6.การยกเลิกการใช้บริการ 6% 7.ความปลอดภัยต่อสุขภาพ 6%

               8.ร้องเรียนการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสัญญาให้บริการ 3% 9.การเรียกเก็บค่าต่อคู่สายโทรศัพท์ 3% และ 10.การเข้าถึงบริการ 2%

               ยักษ์มือถือ "เอไอเอส" ครองแชมป์โดนร้องเรียนมากอันดับ 1 จำนวน 102 เรื่อง อันดับถัดมาเป็นทรูมูฟ 44 เรื่อง ที่ 3.คือ ทีโอที 33 เรื่อง อันดับ 4 .เป็นดีแทค 32 เรื่อง อันดับ 5.ฮัทช์ 12 เรื่อง อันดับ 6. ทรู คอร์ปอเรชั่น 12 เรื่อง และอันดับ 7. ทีทีแอนด์ที 9 เรื่อง

               "เอไอเอส" โดนมากกว่าใคร เพราะมีฐานลูกค้ามากที่สุด ถ้านับสัดส่วนเรื่องร้องเรียนต่อจำนวนลูกค้าแล้ว "ทรูมูฟ" มาเป็นอันดับ 1 ด้วยว่ามีฐานลูกค้ามากเป็นอันดับ 3 แต่มีปริมาณเรื่องร้องเรียนเป็นอันดับที่ 2

               "ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา" ผู้อำนวยการ สบท. กล่าวว่า เรื่องร้องเรียนส่วนใหญ่ ผู้ร้องและผู้ให้บริการจะตกลงกันได้ในที่สุด เช่น กรณีการเก็บเงินผิด ผู้ให้บริการจะคืนเงินให้เพราะถือเป็นเงินเล็กน้อย แต่มีอยู่ 2 เรื่องที่จะไม่ยอมเลยต้องทำเรื่องเสนอให้ "กทช." พิจารณา คือ เรื่องร้องเรียนการกำหนดอายุบริการโทรศัพท์แบบเติมเงิน และการเก็บค่าต่อคู่สาย 107 บาท

               แต่กทช.ยังไม่ได้พิจารณาทั้ง 2 ประเด็นนี้แต่อย่างใด

               "ประวิทย์" กล่าวว่า ทั้ง 2 ประเด็นมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย กล่าวคือแม้ กทช.จะออกประกาศเรื่องมาตรฐานสัญญาบริการโทรคมนาคมมาตั้งแต่ปี 2549 โดยมีข้อกำหนดว่า ห้ามผู้บริการเก็บค่าต่อคู่สาย 107 บาท และกำหนดวันหมดอายุบัตรเติมเงิน แต่ในทางปฏิบัติ ผู้บริโภคไม่เคยได้รับการคุ้มครองสิทธิตามประกาศฉบับนี้ เพราะ กทช.ยังมิได้อนุมัติแบบสัญญาแต่อย่างใด

              และในระหว่างการพิจารณาของ "กทช." ตามบทเฉพาะกาลของประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า ให้สัญญาเก่ามีผลบังคับใช้ต่อไปก่อน

              "ประวิทย์" เชื่อว่าแม้ กทช.จะมีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งใดๆ ออกมา ผลบังคับของคำสั่งนั้นจะมีผลเฉพาะตัวผู้ร้องเท่านั้น เพราะคำสั่งหรือประกาศต่างๆ ของ กทช. เป็นคำสั่งทางปกครอง ผู้ประกอบการจะทำหรือไม่ทำตามก็ได้

              "เรื่องร้องเรียนเหล่านี้ในที่สุดแล้วผู้บริโภคคงต้องไปฟ้องศาลด้วยตัวเองอยู่ดี เพราะหากร้องเรียนตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 แล้ว คำสั่งศาลที่ออกมาจะมีผลบังคับโดยทั่วไป เช่น หากมีผู้ร้องเรียนเรื่องการกำหนดวันหมดอายุบริการโทรศัพท์แบบเติมเงิน คำสั่งศาลจะมีผลไปถึงบุคคลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เติมเงินทั้งหมด นอกเหนือจากตัวผู้ร้องเพียงคนเดียว"

              หมายความได้หรือไม่ว่า กลไกการทำงานของ "สบท." จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง ตามชื่อเต็มๆ ที่ว่า สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม

              "ประวิทย์" ยอมรับว่า ตัว สบท.เองไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะสั่งผู้ประกอบการได้ เพราะการเกิดขึ้นของ สบท.ก็เป็นเพียงหน่วยงานภายใต้สำนักงาน กทช. ไม่ได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาด้วยซ้ำ พนักงาน สบท.จึงไม่ใช่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอาญา ทำให้เวลาขอข้อมูลจากโอเปอเรเตอร์ หรือผลักดันเรื่องใดก็ตาม ผู้ประกอบการจึง ไม่กลัว

              "แต่เราก็พยายามทำหน้าที่ต่อไป ถ้ามีคนไปฟ้องศาลอันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าร้องเรียนเข้ามาในช่องทาง สบท.ก็จะหาทางแก้ไขปัญหาให้ ส่วนทิศทางการทำงานในปี 2552 คงเน้นการผลักดันมาตรการแก้ไขปัญหาเรื่อง SMS โฆษณา เรื่องการเสนอขายทางโทรศัพท์ เรื่องการกำหนดมาตรฐานการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และตามเรื่องพรีเพด และค่าต่อคู่สาย 107 บาทต่อไป"

ที่มา: หนังสิอพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ หน้า 32 วันที่ 25 ธันวาคม 2551  

 

(351553)

 

Last Updated ( Saturday, 06 March 2010 10:26 )
 
More Articles...
<< Start < Prev 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Next > End >>

Page 1 of 80

ทริปสงกรานต์ 9-17 เมษายน


 
 
นั่งรถไม่นาน เส้นทางสายสวย และใช้เวลาดื่มด่ำกับที่เที่ยวแบบพอดี ไม่น้อยเกินไป ไม่เร่งรีบมากเกินไป มีเวลาชื่นชมสิ่งต่างๆ อย่างเต็มที่ และไปอย่างสะดวกสบาย เที่ยวเมืองไฮไลต์ในเช็ค เมืองเล็กน่ารักในออสเตรียและเยอรมัน เส้นทางกลับ เราจะขึ้นเครื่องกลับไทย แวะเที่ยวเวียนนา
 

Last Updated on Tuesday, 13 February 2007 10:59 จองทริปสงกรานต์...

คำถามที่ถามบ่อย

เที่ยวช่วงไหนดีที่สุด 

จริงๆ แล้ว เที่ยวได้ทุกเวลา ถ้าอยากเที่ยวนะคะ เพราะว่าปรากสวยทุกฤดู ไปคนละแบบ ช่วงสงกรานต์ก็ถือว่าเป็นต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่อากาศแปรปรวน อาจฝนชุก หรือหนาว ลมกรรโชก หรืออากาศดี ต้องเช็คอากาศก่อนเดินทางหนึ่งอาทิตย์ค่ะ  ส่วนปิดเทอม ตุลาคม ใบไม้เปลี่ยนสี ฤดูใบไม้ร่วง สวยแบบเย็น จะฉลองปีใหม่หรือคริสมาสต์ ช่วงต้นปีสองเดือนแรก จะหนาวค่ะ มืดเร็ว เที่ยวทรมานไปหน่อย แต่คนน้อยดี เอาล่ะค่ะ อยากมาช่วงไหน ก็มาโลด เพราะฤดูกาลไม่จำกัดการเที่ยวค่ะ 

 

การแลกเงิน
ที่เช็คใช้เงินโครนและเงินยูโร (เงินยูโรใช้ไม่ทุกที่) นะคะ ดังนั้นให้แลกบาทเป็นยูโรมาจากเมืองไทย แต่ถ้าใช้เงินไม่มาก การกดเงินสดจากบัตรเอทีเอ็มที่ใช้กดต่างประเทศได้ ก็สะดวก เพราะเสียค่ากดครั้งละ 100-200 บาท และไม่ต้องไปแลกให้ยุ่งยาก ส่วนการแลกเงิน ที่ปรากมีร้านรับแลกชัดเจนตามสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ควรตรวจเช็คหลายๆ ร้าน เพราะอัตราต่างกันพอสมควร ส่วนใหญ่จะอ้างว่าไม่คิดค่าแลก แต่ก็มีอัตราที่บวกไว้แล้วล่ะค่ะ บางร้านจ่ายด้วยยูโร เราได้เปรียบ บางร้านจ่ายด้วยเงินโครน เราได้เปรียบ เตรียมเครื่องคิดเลขไว้ใกล้ๆ มือเลยนะคะ 
 
การเดินทางในเช็ก
เมโทรและแทรมสะดวกค่ะ เมโทรไปถึงทุกที่ท่องเที่ยว ไม่ต้องห่วง เมโทรปรากมีแค่สามสายเอง ไม่งงค่ะ ไม่งง ส่วนแท็กซี่กรุงปรากขี้โกงมาก อย่าเสี่ยงชีพเป็นดีที่สุด จากสนามบินปราก เข้าสู่ตัวเมือง ง่าย เพราะสนามบินเล็ก มีทั้งบัส และรถตู้สนามบินที่จะไปส่งท่านถึงที่เลย แต่ต้องออกเป็นรอบๆ หรือรอเต็มคันก่อน (คุ้นๆ มั๊ย) 

เตรียมพอคเก็ตมันนีเท่าไหร่ดี
เกี่ยวกับบัดเจทค่าอาหาร และชอปปิ้ง แบบสบายๆ นั้น หริ่นคิดว่า ไม่น่าจะเกินท่านละสามหมื่นบาทนะคะ ถ้าไปประเทศอื่นๆ ใกล้เช็คด้วย หรืออย่างต่ำ ถ้าจะจำกัดงบ ก็ประมาณหนึ่งหมื่นบาท  ปานกลางก็สองหมื่นบาทค่ะ
 
ซื้ออะไรฝากเพื่อน
ของที่ระลึกแต่ละที่จะทั่วๆ ไปนะคะ หนังสือท่องเที่ยว โปสดการ์ด เซรามิค ที่ติดตู้เย็น ตุ๊กตา  ฯลฯ อันนี้ไม่ได้เป็นสินค้าท้องถิ่น แต่ก็เห็นจะซื้อกันทุกที่ เพื่อเป็นที่ระลึก ราคาก็ให้คูณสามเท่าของบ้านเราค่ะ ส่วนสินค้าท้องถิ่นที่เช็ค จะเป็นพวกคริสตัล แบบเครื่องประดับ และพวกถ้วยชาม ฯลฯ และของเล่นไม้ ที่เยอรมันและออสเตรีย ไม่มีอะไรเฉพาะ เป็นของที่ระลึกทั่วไปค่ะ แต่ก็จะเป็นซื้อกันตลอดเกือบทุกที่ ดังนั้นก็จะเสียตังค์กันเกือบทุกที่เหมือนกันค่ะ
โปสการ์ด ราคาประมาณ 50 บาท, ที่ติดตู้เย็น   100-200 บาท, หนังสือท่องเที่ยว 500 บาท, แก้วใสข้างในเป็นสถานที่ท่องเที่ยว 1000 บาท, ตุ๊กตาตัวเล็ก ใส่เสื้อสถานที่ท่องเที่ยว 500 บาท, กระเป๋าที่ระลึก 500 บาท,เสื้อที่ระลึก 500 บาท,คริสตัล สร้อยประดับ 500 บาทขึ้นไป 
 

สายการบินอะไรไปถึงปราก

จากกรุงเทพฯ ไปถึงปราก ไม่มีสายการบินตรงนะคะ  ต้องเปลี่ยนเครื่องเสมอ บินสบายสุดคือ เอว่าแอร์ เปลี่ยนเครื่องที่เวียนนา รอเครื่องแค่สองชั่วโมง บินถึงปรากเช้า ไปเที่ยวต่อได้เลย สายการบินออสเตรียน ก็บินเหมือนเอว่า แต่เครื่องเก่ากว่า แต่แอร์ดุจัง ราคาสองสายการบินนี่สูสีคะ ส่วนสายการบินลุทฮันซ่าไปเปลี่ยนเครื่องที่แฟรงค์เฟิร์์ต ไม่นิยมเพราะตั๋วราคาแพง อ้อ ถ้าจะไปการบินไทย ต้องเปลี่ยนเครื่องที่ปารีสค่ะ แล้วบินต่อด้วยแอร์ฟรานซ์แพงขึ้นมาอีก ถ้าบินถูก ก็เตอร์กิสแอร์ไลน์ เปลี่ยนเครื่องที่ตุรกี แต่รอเครื่องนานมากกหกชั่วโมงแน่ะ อย่างไรก็ตามเครื่องใหม่ทันสมัยค่ะ และไปถึงปรากเช้าเหมือนกัน สายการบินรัสเซียไปเปลี่ยนเครื่องที่มอสโคว์ เครื่องเก่าแต่ราคาถูก แถมอาจแวะเที่ยวรัสเซียได้ เพราะคนไทยไม่ต้องใช้วีซ่าเข้ารัสเซีย สายการบินการ์ต้าก็มีเข้าปรากนะคะ ลองเช็คราคาดู

 

ขอวีซ่าเข้าเช็กยากมั๊ย 

ในทัศนะของหริ่นที่พาญาติและเพื่อนๆ รวมลูกค้า ขอวีซ่ามาแล้วกว่าครึ่งร้อยคน ผ่านทุกคน เคล็ดลับคือ อย่ามึน เตรียมเอกสารให้ครบค่ะ หากต้องการมืออาชีพ ใช้บริการบริษัทหริ่นได้นะคะ :) ไม่เอา ไม่น้อยใจ วันหลังจะอัพเดท วิธีขอวีซ่าให้ค่ะ เรื่องมันยาว 

 

หนังสือท่องเที่ยวเช็กแนะนำ 

มี "ปรากในรอยหนาว" พาเที่ยวทุกสถานที่สำคัญในปรากนะคะ ตอนนี้หาซื้อยาก ต้องสั่งซื้อกับซีเอ็ดค่ะ หนังสือเหลือน้อย แต่ยังพอมีอยู่ และ "13 ปราสาทเล็กโรแมนติกในสาธารณรัฐเช็ก" เขียนโดยหริ่นทั้งสองเล่ม เล่มหลัง ติดต่อซื้อได้ที่ร้านนายอินทร์ค่ะ หนังสือยังมีอยู่ หากสนใจอยากซื้อ e-book ติดต่อ rin@netnapa.net นะคะ

ยินดีต้อนรับค่ะ :)

 

ยินดีต้อนรับค่ะ ทุกๆ ท่าน หริ่นไปๆ มาๆ ระหว่างไทย กับเช็ก นะคะ เปิดบริษัทที่เช็กไว้ต้อนรับท่านที่สนใจอยากเที่ยวเช็ก และประเทศในแถบนี้ ลองคลิกๆ อ่านทำความรู้จักกันก่อน มีอะไรก็เมล์มาถามได้นะคะ ขอบคุณค่ะ

ของขวัญปีใหม่ จากพี่ๆ รายการสุริวิภา

งานเปิดตัวหนังสือเที่ยว ๑๓ ปราสาทเล็กโรแมนติก ในสาธารณรัฐเช็ก

"ปรากในรอยหนาว"​ และ "๑๓ ปราสาทเล็ก โรแมนติกในเช็ก"

 
สอบถามและสั่งซื้อได้ที่ร้านนายอินทร์, ซีเอ็ด และร้านหนังสือทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อโดยตรงจากสำนักพิมพ์ ติดต่อ คุณวิศวะ โทร. 086-582-7786
เวบไซต์ www.octpublishing.com
 

NETNAPA' S WEB GUIDE

เวบท่องเที่ยว

http://www.virtualtravel.cz

เซอร์เวย์สถานที่ก่อนไปจริงแบบสามมิติ

 

เช่ารถ

http://www.123-praha.com/

 

 

จองโรงแรมทั่วยุโรป

www.booking.com

สะดวกสุดแล้ว ใช้บัตรเครดิต ไม่ตัดเงิน 

จองอย่างเดียว แล้วจ่ายเมื่อเช็คอิน

 

เช็คแผนที่

http://mapy.cz/

 

เดย์ทริปในปราก

http://martintour.cz

 

จองตั๋วเครื่องบินในยุโรป

 

จองตั๋วรถไฟในยุโรป

 

จองตั๋วรถบัสในยุโรป

 

 


ใครเคยเที่ยวเช็กกับหริ่น

มากมายเรื่องเล่า ความประทับใจ ภาพสวย ชมภาพคลิกที่นี่ค่ะ