กรุงเทพฯ หน้าหนาว ไม่หนาว
แต่กรุงปราก หน้าหนาว หนาวมาก
....
ฉันมาถึงปรากเมื่อวันก่อน
และเพิ่งได้สะสางธุระการต่างๆ และนั่งลงส่งข่าวสารได้ ตอนนี้
เช็คฮิต ช่วงสามสี่วันที่ไม่อัพบลอก
มีคนแวะมาเยี่ยมเยียนบลอกเพิ่มขึ้น เกือบห้าพันคน
ก็เกรงใจว่า
สำหรับท่านที่อ่านบลอกนี้ แล้วมีอาการอยากรู้ อยากติดตามอยู่บ้าง
จะหงุดหงิดรำคาญใจ
เลยรีบจัดการอัพเดทเรื่องราวคนไกลบ้านให้ทราบดังนี้ค่ะ
ก่อนขึ้นเครื่องไม่กี่ชั่วโมง
ก็จัดการ วิ่งไปถึงบางเขน เพื่อซื้อหนังสือเก่าก่อน
หวังใจว่า จะตุนไว้อ่าน
แต่พอไปถึง โอ้โห ตะลึงกับหนังสือเก่าดีๆ จำนวนมาก
ตอนเลือกนี้เหมือนกับตาลายเลย ใจสั่น เลือกไม่ถูก
มีเวลาแค่ชั่วโมงเดียว ก็เลยได้มาไม่เยอะ
แต่พอมาเห็นที่นี่แล้วดีใจขึ้นเยอะเลยว่า
ที่เราว่า เราบ้าหนังสือนั่น
เรา "เป็นน้อย" กว่าเยอะ
เพราะเจ้าของห้องนี้ "เป็นเยอะ" กว่าเราเยอะ
เรานี่แค่ห้องนอนไม่มีที่จะเดิน เพราะหนังสือกองเต็มพื้น
แต่เจ้าของห้องนี้ ต้องมาเช่าที่เก็บหนังสือ
5555555555
ถูกใจจัง
ซึ่งสั่งผ้าไหมหลายร้อยผืนไปแจกลูกค้าช่วงคริสมาสต์
โชคอำนวยเหลือเกิน
สีฟ้าที่สั่งร้านไว้ผิดเพี้ยนจากแบบที่สั่งไว้มาก
แต่เราสัญญาลูกค้าว่าต้องส่งของในวันจันทร์ที่ผ่านมา คือวันนี้
แต่รู้ไหม ในโชคร้ายของฉัน กลับเป็นโชคดี
สีที่เพี้ยน ดันเป็นสีที่ถูกต้องตามใจลูกค้า มากกว่าสีที่เราสั่งไว้ให้เสียอีก
โอ๊ววว โชคดีจริงๆ
แล้วก็อาบน้ำ เตรียมไปสนามบิน
ปรากฏว่า "พี่พิ้งค์"ขับรถมาหาถึงบ้าน จะไปส่งที่สนามบิน
เลยต้องนั่งแทกซี่วนกลับมาบ้าน
มาให้ราชรถมาเกยไปสนามบิน
พี่ที่ร้านเสริมสวยเจ้าประจำ เห็นฉันผมกระเซอกระเซิง
เลยจัดการรวบผมให้สวยแบบฟรี
เพราะอยากให้สวยก่อนออกนอกประเทศ
ถ่ายรูปซะเป็นที่ระลึก
มอบสร้อยเสริมพลังจากหินภูเขาไฟให้ฉันก่อนขึ้นเครื่อง
ถ่ายรูปเป็นระลึก
(พี่ตุ้มชมกึ่งอึ้งว่า ฉันแต่งตัวขึ้นเครื่องได้ง่าย ธรรมดามากๆ
ฉันนึกในใจ แล้วบอกออกไปเล่นๆ แต่เป็นความจริงว่า
กางเกงนี่ตัวละหมื่นกว่าบาทนะพี่ (ซื้อสมัยยังบ้า) ฮือๆ ดูไม่ดีมีราคาบ้างเลยหรือ)
((---> หมวดโม้!!))
....
มีภาพหนึ่งที่ฉันอยากจดจำ และบันทึกไว้ ณ ที่นี้คือ
ภาพก่อนที่ฉันจะจากเมืองไทย
ฉันจัดการลา "เจ้าที่" ที่บ้าน ซึ่งช่วงหลังๆ มาให้ฉันเห็นเกือบทุกวัน (มาแบบเป็นเงาๆ ยืนดำๆ ที่นอกประตูบ้าน)
จัดการทำบุญ โทรลาพระ และมีพระโทรมาให้พร
นอกจากทำบุญแล้้วก็ทำทาน ให้เงินคนเร่ร่อนที่หน้าบ้าน
ไปหวัดดีเขา แล้วบอกสวัสดีปีใหม่
มีขอทานที่เจอ วันนั้นก็ให้
ก่อนขึ้นเครื่อง พี่ๆ ที่แถวบ้าน ก็เรียกเอาสร้อยมาให้
มาอวยพรให้กลับโดยสวัสดิภาพ
มีพี่มารอรับไปส่งสนามบิน
ทุกๆ คน บอกว่า คงจะคิดถึงฉัน เพราะฉันมาทำให้รัก แล้วจากไปอะไรประมาณนี้
ขอทานที่นั่งอยู่ริมถนนเห็นภาพเหล่านั้น แล้วก็มองแบบไม่วางตา
คงคิดว่า ฉันเป็นกรรมการหมู่บ้านอะไรประมาณนั้น
ที่มีคนมาลาจำนวนมาก ดึงไว้ไม่ยอมให้ขึ้นรถกลับสนามบิน
ณ เวลานั้น ฉันรู้สึกอบอุ่นใจมากๆ
.....
ข้อคิดจากฉากนี้ที่อยากนำมาฝากสักนิดคือ
คนเรา อยู่ที่ "อัธยาศัย"
อย่าเป็นคนจองหอง กระด้าง
ขอให้มีความยิ้มแย้ม เปิดเผย เผื่อแผ่
พูดอะไร เอาตรงๆ
มีความตลกขบขันบ้าง
จะได้เรียกว่ามีมนุษย์สัมพันธ์
เมื่อเป็นคนมนุษย์สัมพันธ์ดี ก็จะมีความอบอุ่น
มีเพื่อนที่ดี
คนที่มีเพื่อนเยอะ จะทำอะไรก็สะดวก ง่ายดาย
เพราะมีคนให้ช่วยเหลือเยอะ
เราช่วยเขา เขาช่วยเรา
นี่คือ สังคม
ภาพนี้ฉันถ่ายจากสนามบินสุวรรณภูมิ ขณะรอขึ้นเครื่อง
ฮาในใจว่า สนามบินที่นี่นำเสนอแต่เอเอสทีวีเท่านั้น
ขนาดถูกยึดสนามบินนะเนี่ย
ขณะรอต่อเครื่องที่ซูริค
จากซูริค ไปปราก
ไปสวิสแอร์ก็ดีนะ
เพราะจริงๆ แล้ว บินเครื่องการบินไทย และเช็คอินที่การบินไทย
เฉพาะเครื่องจากซูริคไปปราก ถึงใช้เครื่องสวิสแอร์
ก่อนไปนี่ก็มีเรื่องต้องจัดการ
คือ ความกลัวเครื่องบินของฉัน
ในแบบที่ต้องขึ้นเครื่องเมื่อไหร่
เซ็งงงเมื่อนั้น
และสะดวก สบาย
บินดี
นอนหลับยาวว
กรุงปรากหนาวมาก
เมื่อฉันมาถึง
คุณชายแซวว่า
ตอนฉันจากปรากไปเมื่อสองเดือนก่อน หิมะตกครั้งแรกในรอบปี แล้วก็หายไป
พอฉันกลับมาปราก หิมะก็ตกเป็นครั้งที่สองในรอบปี
:)
จะบอกว่าไงดีล่ะ
บอกว่า หิมะรับส่งฉันหรือ ?
หิมะขานรับการไปกลับของใครบางคน?
ขาวโพลน
ระหว่างทางกลับบ้าน
ถ่ายในรถ
นี่ใช่ไหมที่เรียกว่า ตู้เย็น
ม่านมัว
....
ธรรมะสำหรับคนกลัวเครื่องบิน
ก่อนถึงปราก ก็มีเรื่องฮาให้เล่าสู่กันฟังคือ
อาการกลัวเครื่องบินของคนที่ต้องบินบ่อยๆ
ทำให้ฉันมีอาการกลัว ประหม่า เป็นอาทิตย์ก่อนขึ้นเครื่อง อาการคือใจสั่น นอนไม่หลับ รู้สึกอาเจียน และมือเย็น เท้าเย็น เหงื่อออก รู้สึกเครียดจนอยากร้องไห้
พี่บัญชา ก็โทรมาก่อนขึ้นเครื่อง บอกให้เดินทางสวัสดิภาพนะ ไม่ต้องกลัว
พี่ปิ๊ก จากกรุงเทพธุรกิจ บอกว่าให้เบี่ยงเบนความสนใจ อย่านั่งสมาธิแล้วจดจ่อกับความรู้สึกกลัว ให้ทำตัวเบาๆ ถ้ามีปัญหาจริงๆ ให้ขอความช่วยเหลือจากแอร์
พระมหาสันติ จากวัดราชโอรส ก็บอกว่า ให้ทำใจ อย่าไปกลัว ถ้าเครื่องสั่น ก็คิดว่าถือว่าเป็นการนวดไปในตัว
พี่บิ๊ก สจ๊วตจากการบินไทย อุตส่าห์ขับรถมาหาก่อนขึ้นเครื่อง เอาของขวัญมาให้ เป็นโลชั่นเข้มข้นกลิ่นอโรม่าคลายเครียด ไว้ทาบนเครื่องบิน และบอกว่า ให้รักษาอาการกลัวเครื่องบินด้วยการสะกดจิต ทั้งยังบอกว่าคราวหน้าให้เลือกไฟล์ทบินให้ตรงกับพี่บิ๊กบิน จะได้มีคนคอยช่วยปลอบใจ
พระอาจารย์มหานอม จากโคราช บอกว่า ให้นึกซะว่า ถ้าเราต้องตายจริงๆ บุญกุศลถ้าเราทำดี เราคงได้ไปที่ดีแน่ๆ และเล่าให้ฟังว่า ท่านเองก็กลัวเครื่อง ตอนเครื่องสั่นมากๆ เคยมีญาติโยมมาจับจีวรแกบอกว่า "พระอาจารย์ช่วยด้วยๆๆๆๆ" ท่านก็เลยบอกว่า "โยม อย่าดึงจีวรอาตมาาาา อาตมาก็หาที่จับอยู่ อาตมาก็กลัวเหมือนกันนนน" ฮาตรึม
ถามพระเก่งว่า มีธรรมะอะไรสอนให้หายกลัวเครื่องบ้าง ท่านบอกว่า "ให้กินยานอนหลับ"
ส่วนพี่ตุ้ม พี่ข้างบ้าน ให้สร้อยหินภูเขาไฟ ก่อนขึ้นเครื่องไว้คุ้มกันตัว
สุดท้าย ฉันเอง ก่อนออกจากบ้านขึ้นเครื่อง จัดการแขวนพระเจ้าตากสิน หลวงพ่อคูณ และเอาเครื่องรางของแม่ฉีดน้ำหอมบูชาไปด้วย ให้หลานชายไปซื้อยาแก้กลัวมาทุกอย่าง รวมถึงยาแก้เมา จากนั้นไหว้ลาเจ้าที่ที่บ้านด้วยน้ำแดง ลาเจ้าที่หมู่บ้านด้วยน้ำแดง สวดมนต์และอธิษฐานพระว่า
"อุปทานใดใด ที่เคยยึด ทำให้กลัวเครื่องบิน ขอให้หายไป เจ้ากรรมนายเวรใดใด ที่เราเคยล่วงเกินทั้งหมดทำให้เรากลัวเครื่องบิน ขอให้อโหสิกรรมเสียเถิด ฯลฯ" จากนั้นตั้งจิตแก่ตัวเองว่าจะเลิกตัวเครื่องบิน
เมื่อไปถึงสนามบิน โชคดีว่า มีพี่พิ้งค์ไปส่ง เลยได้ฮาๆ กันไป ไม่มีเวลาคิดมาก ไม่เหงาหงอย พอขึ้นเครื่อง ที่นั่งก็ได้ที่ตรงกลางลำ ที่แถวกลาง ซึ่งทำให้ฉันกลัวน้อยที่สุดแล้ว (ทั้งที่ไม่ได้ขอเลยตอนเช็คอิน เสี่ยงดวงเอา ได้ไงก็เอางั้นแหละ) เพื่อนที่นั่งข้างๆ ก็เป็นผู้หญิงไทย พาลูกชายไปอยู่ด้วย ทำให้ได้คุยกันดี อีกฝั่งเป็นเวิร์คกิ้งวูแมนในเนปาล ทำให้แลกเปลี่ยนเรื่องเนปาลสนุกไปเลย ไม่ได้คุยก็เอาเวลาอ่าน "เกิดวังปารุสก์" สนุกมาก
และที่โชคดีสุดๆ ไม่น่าเชื่อ เพิ่งเจอกันตอนบ่าย แต่ "พี่บิ๊ก" สจ๊วตการบินไทย ก็บินไฟล์ทนั้นพอดี โอ๊วววว อะไรจะอบอุ่นขนาดนั้น แถมแกยังดูแลพื้นที่แถวเดียวกันฉันอีกต่างหาก อะไรจะมีบุญแท้
รู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด พี่บิ๊กเดินมาถามไถ่บ่อยๆ อยากทานอะไร ดื่มอะไร (ประมาณว่าเครื่องยังไม่ขึ้นบิน ก็ถามแล้ว จะกินอะไร บอกมาเลย) ก็ถามไถ่ตลอดเวลา จนคนที่นั่งข้างๆ ขำฉัน แล้วยังนำพี่ๆ แอร์มาแนะนำให้ฉันรู้จัก
พาไปกินขนม (ของชั้นบิสสิเนส) ที่ท้ายเครื่อง
และพาลงไปดูห้องนอนของพนักงาน และห้องนอนนักบินที่ห้องท้องเครื่องบิน ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ ที่สนุก
พี่บิ๊กบอกว่า ตัวพี่เอง ไม่กลัวเครื่องเลย ขึ้นเครื่องทีไรเหมือนอยู่บ้าน
ฉันเอาความรู้สึกนี้มาใช้บ้าง และความที่ได้ความอบอุ่นจากพี่ๆ แอร์และสจ๊วตทำให้อบอุ่นใจเหมือนบ้านจริงๆ (น่าเสียดาย ไม่ได้ถ่ายรูปมาไว้เป็นที่ระลึก)
เอายานอนหลับมากิน พอให้เคลิ้มๆ ทาอโรม่ากลิ่นคลายเครียดแบบเย็นๆ
เวลาเครื่องสั่นก็คิดซะว่านวดๆ
เวลาเครื่องเสียงดัง ก็ให้เราทำตัวเบาๆ อย่าไปทำตัวเหมือนเป็นเครื่องบินแบกน้ำหนักเอง
และให้คิดถึงบุญกุศลว่า ถ้าเราทำดี เราย่อมมีที่ดีๆ อยู่แน่
คิดได้ดังนั้น เมื่อยานอนหลับออกฤทธิ์ ฉันก็หลับยาวสิบชั่วโมง
ตื่นมาอีกทีก็ถึงซูริคแล้ว
ขอบคุณ "พี่บิ๊ก" พิธีกรรายการ "คนไทยในต่างแดน" ทางช่องทีจีเอ็น โกลบอลเน็ตเวิร์ค (ซ้ายมือ) มากๆๆ นะคะ
สำหรับทุกๆ อย่างในเครื่องบินการบินไทย
เราเพิ่งรู้จักกันเมื่อไม่กี่เดือนก่อนที่ปราก
แต่กลับกลายเป็นเพื่อนที่ได้พึ่งพาอาศัย ช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี
...
ขอบคุณพี่พิ้งค์ จากรายการ "วันนี้ที่รอคอย" (เสื้อสีส้ม)
ที่อุตส่าห์ขับรถจากบ้านที่สุวรรณภูมิมารับฉันที่บางลำพู ไปส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ
เรารู้จักจากการที่ฉันเป็นไกด์รับจ้าง พาพี่พิงค์เที่ยวปราก เมื่อไม่กี่เดือนมานี้
แต่กลับกลายเป็นเพื่อนที่ดีกันจนถึงทุกวันนี้ ขอบคุณมากค่ะ
....
ขอบคุณทุกๆ คนจริงๆ
ขอบคุณโชค และความบังเอิญบางอย่าง
ที่เป็นอย่างที่ "นัน" เพื่อนฉันบอกไว้ว่า ไม่ต้องกลัวหรอก แกมันเป็นพวก... "คนที่ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้"
หมอดูบอกว่า ฉันมันเป็นพวกต้องเดินทางตลอดเวลา ไม่ต้องกลัว มีเทพ เทวดาอยู่ด้วยเยอะ คอยคุ้มครองอยู่
ว่าแล้วก็ขออธิษฐานจิตขอบคุณไปถึงท่านทุกๆ ท่าน ทั้งที่มีรูป และไม่มีรูป (อรูป) ด้วยค่ะ
(291306)
ปล. แล้วเราจะกลับไปต่อเรื่อง โรแมนติกในอยุธยา ต่อนะคะ ในครั้งต่อไป :)
























คุณลี่จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป แบบกันเองค่ะ แบกเป้สนุก และประหยัด
คุณเจี๊ยบ นักเขียนตะลอนทัวร์อิตาลี่ จะพาคุณเที่ยวเนเธอร์แลนด์แบบเพื่อนอันอบอุ่น