เมื่อฉันได้เจอคนเลว ทุกครั้งมักได้บทเรียน ทำให้เป็นคนที่แกร่งขึ้น
ทุกครั้งที่เจอคนดี มักทำให้ประมาท มองโลกแง่ดีเกินไป บ่อยครั้งทำให้มองโลกในแง่ไม่จริง
ดังนั้น เลยคิดได้ว่่า ในชีวิตของเรา อย่าได้เจอแต่คนดีตลอด และคนเลวตลอด
ให้เจอคนดีๆ ชั่วๆ สลับกันไปนั่นแหละดี
จะได้ไม่ประมาท
.......
การเจอคนดี สลับกับคนชั่่ว
ก็ถือว่าเป็นโลกธรรมปกติ เรื่องธรรมดา ที่สมควรแก่เหตุแล้ว สาธุ
...
เจอแต่สิ่งดีๆ ทำให้ตกอยู่ในความประมาท
เจอสิ่งชั่วบ้าง เวลาเจอสิ่งดี ทำให้เรายินดีกับสิ่งดีๆ ที่ได้เจอ
เจอสิ่งชั่วบ้าง เวลาเจอสิ่งชั่วอีก เราก็หัวเราะได้
เพราะเห็นเป็นเรื่องธรรมดา
มันเกิดขึ้นได้ มันตั้งอยู่ สักพัก มันก็จะดับไป
ดีๆ ชั่วๆ เป็นเรื่องของสมดุล นั่นแล
....
ภาพวันมาฆบูชา ที่ผ่านมา ที่วัดไทยปราก กรุงปราก
ที่วัดไทย มีการฉลองพระประธานใหม่ มีพิธีเบิกเนตร
และมีการเวียนเทียน รอบพระบรมสารีริกธาตุ
คุณชายมาบอกว่า ทำไมถ้วยที่รองพระบรมสารีริกธาตุ เหมือนถ้วยที่บ้านเราเลย
ฉันบอกว่า 555 มาจากบ้านเราเองแหละ อิอิ
สิ่งที่ปลื้มใจคือ ก่อนที่จะอัญเชิญพระบรมสารรีริกธาตุมาประดิษฐานไว้ที่วัด
พระบรมสารีริกธาตุ ได้ประดิษฐานที่บ้านฉันอยู่ตั้งเป็นอาทิตย์
รู้สึกเป็นสิริมงคลมาก จนตอนที่ต้องอัญเชิญไปที่วัด
ฉันรู้สึกอาลัยอาวรณ์เหมือนกันนะ
คุณชายบอกว่า ที่บ้านเรานี่
ปีก่อน มีพระมาจำวัดที่บ้าน คือ ท่าน ว. วชิรเมธี
ปีนี้ มีพระบรมสารีริกธาตุ
บ้านเรานี่เป็นสิริมงคลมาก
พระประธาน ที่พี่พิ้งค์ และฉัน ร่วมกันถวาย
พี่พิ้งค์ อยากถวายปัจจัยเพียงผู้เดียว แต่ฉันบังคับให้ฉันและคุณชายออกเงินด้วย
เพราะเชื่อกันว่า การทำบุญพระประธาน เป็นบุญหนัก ไม่ควรทำคนเดียว
จากวัดเล็กๆ แค่ขนาดอพาร์ตเมนต์ เมื่อเดือนก่อน ยังว่างเปล่า
ตอนนี้สวยงาม และมีครบทุกอย่าง น่ายินดีจริงๆ กับศรัทธาของคนที่เช็ค
ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ฉันเห็นแล้ว อนุโมทนา รู้สึกดี
ใครช่วยอะไรได้ก็ช่วย
ใครมีแรง ออกแรง ใครมีทรัพย์ ออกทรัพย์
ส่วนฉัน ออกทรัพย์ไม่มากเท่าไหร่ เอาตามที่เราพอทำได้
เน้นบอกบุญ :) ให้คนอื่นได้ร่วมทำบุญด้วย
ซึ่งฉันคิดว่า มันสำคัญและดีนะ
บางคน เขาอยากทำบุญ แต่ไม่รู้จะทำที่ไหน
อย่างเรา เรารู้อยู่แล้ว เราแนะเขานิดเดียว เขาก็มีศรัทธา ทำด้วย
เขาได้บุญ เราก็ได้บุญไปด้วย
เพราะถ้าเราทำคนเดียว เราก็ได้อยู่คนเดียว
ถ้าเราบอกคนอื่น มันเป็นการช่วยเกื้อกูลกัน ต่อบุญกันไปเรื่อยๆ
แต่ไม่ใช่แบบจานบินนะ
แต่เราก็อยู่อย่างแบ่งปันกันนะ เหน็บชาเป็นแถวๆ อย่างฮา
ชาตั้งแต่ยังไม่ได้นั่งสมาธิเลย เพราะวัดแคบ อิอิ
ข้าพเจ้าเอง
หลวงพี่วิชัยชาญ ตอนแรกฉันเห็น รู้สึกว่าดูยังอายุน้อยอยู่เลย แต่ท่านกลับมีความรับผิดชอบสูง น่านับถือมาก
สวดมนต์เก่ง และทำหน้าที่ได้ดี ไม่ขาดตกบกพร่องเลย
สิ่งที่สัมผัสได้คือ ความเป็นกลางๆ ในตัวท่าน ไม่ตึง ไม่หย่อน เป็นธรรมชาติ และสบายๆ
และปฏิบัติกิจของสงฆ์ได้อย่างน่าเลื่อมใส
เหมาะสมเป็นพระธรรมฑูตในต่างแดน
ภาพนี้เอามาฝาก คุณแอ้ม จากสวิส ที่อยากถวายโต๊ะหมู่บูชาค่ะ
ตอนนี้ลักษณะที่เรามีเป็นอย่างนี้นะคะ
ต้องมีโต๊ะใหญ่สำหรับพระประธาน และโต๊ะเล็กอีกชุดค่ะ
ขออนุโมทนาล่วงหน้าค่ะ
ถ้าจะให้หริ่นเป็นคนไปเลือกให้เลย โดยปรึกษากับทางวัด แล้วจัดส่งไปให้ ก็ได้นะคะ
.....
ปล. หลังการทำบุญพระประธานเสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ ฉันขอขอบพระคุณท่านที่ร่วมทำบุญกับฉัน คือ คุณพิ้งค์ พิธีกรรายการวันนี้ที่รอคอย ได้ถวายปัจจัย ถวายพระประธาน อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากเมืองไทย, คุณขวัญชัยและคุณเอลล่า ทำบุญ 100 ยูโร คุณกาญจนา ศิลปอาชา ร่วมทำบุญ, คุณบุษบา ท่านทูตพานิชย์ ร่วมทำบุญ, คุณปิยะนันท์ ฯลฯ ขอให้ทุกท่านมีความสุขมากๆ จ้า
ชีวิตของคนทำงานอิสระ ไม่ได้ทำงานประจำแบบฉัน เวลามาถึงช่วงที่โครงการค้างคาต่างๆ มีอาการที่เรียกว่า "หมดล็อต" ได้ จะรู้สึกตัวเบา เหมือนหายห่วงไปหนึ่งเปราะ ชีวิตฉันช่วงนี้เรียกว่าหมดล็อต เพราะทัวร์ และแผนการณ์ชีวิตที่วางไว้ระยะเวลาสองสามเดือนที่ผ่านมา ได้รับการสะสางไปหมดสิ้นแล้ว ตอนนี้ที่อยู่ต่อหน้า คือ การเตรียมแผนงานใหม่ และทำตามแผนงานนั้น และสิ่งที่ดีใจอยู่ลึกๆ คือ ฉันไม่มีทัวร์, มีการยกเลิกทัวร์ ทำให้ชีวิตว่าง ไม่มีห่วง และมีเวลาคิดตรึกตรองว่าเราจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร
ล็อตต่อจากนี้ ก็คงเป็นงานหนังสือ คือ จะเคลียร์ต้นฉบับ และเขียนต้นฉบับ กับงานเวบไซต์ใหม่ ส่วนงานทัวร์ คิดว่าจะซาๆ ลงก่อนช่วงนี้ เพราะ "เซ็งๆ " กับการถูกโกง กับลูกทัวร์ และกับสิ่งจุกจิกมากมายในตัวเอง รวมถึง เซ็ง ความไม่ได้เรื่องของตัวเอง ในการเป็นไกด์ เป็นทัวร์ด้วย เนื่องจากฉันพบว่า ร่างกายสังขารของตัวเองนี่ไม่เหมาะกับการเป็นไกด์เลย เพราะถึงจะเป็นคนที่ดูเหมือนจะง่าย แต่จริงๆ แล้วมีความเป็นคุณนายในคราบของยาจก คือเป็นคนอยู่ยาก กินยาก เหนื่อยง่าย และขี้เกียจพูด พูดบรรยายหน่อย จะเจ็บคอ เสียงหาย สำออยมากก ต่อจากนี้ คิดว่าจะไม่เป็นไกด์ง่ายๆ ให้กับใครอีกแล้ว ถ้าไม่รักกันจริง ต้องเล่นตัวเอาไว้เลย เพราะฉะนั้น ต่อจากนี้ก็ต้องวางแผนการทำทัวร์ แบบไม่เป็นไกด์
นี่ก็คืออีกสิ่งหนึ่งที่ค้นพบ...
ชีวิตวันแรกของเมืองไทย ก็คือ วันนี้ตื่นเวลาที่เช็กเลย คือ สี่โมงเย็นครึ่งของที่เมืองไทย ตื่นมามึนเลย เพราะว่าตื่นมาปุ๊บ ก็ค่ำแล้ว ก็เคลียร์งานที่คอมพิวเตอร์ต่างๆ เอกสาร จดหมาย ตามหน้าที่ ฯลฯ แล้วก็ไปกินข้าว กินเสร็จ ไปวัดอินฯ บางขุนพรหม ไปไหว้พระ สักการะพระบรมสารีริกธาตุ สวดมนต์ แผ่แมตตา ทำครบ และรู้สึกดีมากๆ แล้วก็ไปกินเหล้ากับเพื่อนๆ ที่ผู้จัดการ 555 ก็ไม่ได้กินเหล้ากับเขาหรอก เขากินกัน เราก็กินน้ำเปล่า โค้ก จากนั้นก็ไปต่อที่ร้านข้าวต้ม เพื่อนๆ นักข่าวนี่ก็เม้าท์กันกระจาย ก็เป็นอันว่าเราได้รู้เรื่องอัพเดทข่าวสารต่างๆ ก็คุยสนุกจนเกือบตีสอง
จากนั้นก็กลับบ้าน มานั่งทำงาน ว่าจะอีดิทต้นฉบับธรรมะให้เสร็จ เพราะว่าพี่บรรณาธิการ สนพ. เนชั่น พี่เขาก็คงโกรธฉันมากๆ แล้ว ฉันไม่อยากให้พี่เขาโกรธฉันมากไปกว่านี้กับการเลท ฉันเสียใจจริงๆ นะ คิดว่าคืนนี้จะไม่นอน จะทำให้เสร็จ พรุ่งนี้เป็นต้นไป จะหยิบต้นฉบับงานมวยมาทำ จากนั้น ก็ต้นฉบับท่องเที่ยวอีกสามเล่ม ถ้าเสร็จงานพวกนี้ คุณชายมาถึงเมืองไทย ฉันจะฉลองให้ตัวเอง กับงานที่หมดล็อตอีกล็อตหนึ่ง และคิดว่าจะให้รางวัลตัวเอง ไปเที่ยวประเทศลาว อยากไปมานานแล้ว ปีก่อน ไปเที่ยวปาย ปีนี้ว่าจะไปลาว ก็เอาของรางวัลมาล่อตัวเองไว้ ให้ตั้งใจทำงาน
มาถึงหมวดเรื่องเล่า ก็มีเรื่องอย่างที่เรียกว่า "เพี้ยน" มาเล่าให้ฟัง ก็คือว่า ช่วงนี้ก็ถือว่าปีที่ผ่านมา ได้ปฏิบัติธรรมน้อยๆ แต่ต่อเนื่อง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อารมณ์เป็นสมาธิ ถ้าอยู่ว่างๆ นั่งรถไปนานๆ ก็จะหลับตา ทำสมาธิ ซึ่งการทำสมาธินี่ไม่ยากเลย ทำแล้วสบายด้วยซ้ำ เพราะเป็นการปิดตา แล้วกลับมาอยู่กับตัวเอง มาดูตัวเองข้างใน มาดูความคิดตัวเอง เหมือนกับจัดการกับตัวเอง เวลาเราเจอโลกยุ่งๆ ข้างนอก เราก็หลับตาลง แล้วก็คิดของเราบ้าง คิดจนหมด เราก็มาเข้าสมาธิ
ของอย่างนี้ทำบ่อยๆ มันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับการรักษาศีล การทำทานเสริมเข้าไป จิตใจก็จะเย็นสบาย บางครั้งก็คิดนะว่า เราก็เจอมารทางโลก อุปสรรค เรื่องขัดใจต่างๆ แต่เราก็พอไปได้ ... แต่ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ปรากฏการณ์ทางจิต"
ปรากฏการณ์ทางจิตที่ว่านี้ก็คือ เรารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงทางจิต ตอนนี้สิ่งหนึ่งที่ฉันเอามาเพิ่ม ก็คือ "อารมณ์ที่เบิกบาน" พยายามรักษาไว้ ความผ่องใส เจออะไร ท้อบ้าง ความไม่แน่นอนต่างๆ อารมณ์แปรปรวน เราก็เอาสมาธิ และอารมณ์ที่เบิกบาน มั่นคง มาประคองไว้ เราก็เจอปรากฏการณ์ทางจิตที่น่ามหัศจรรย์ก็คือ
วันที่ไปรักษาศีล ในวันฉลองพระประธานใหม่ที่วัดที่กรุงปราก พอคนอื่นเริ่มสวดมนต์ เราก็สวดตามได้พักหนึ่ง แต่จิตเราเข้าสมาธิเร็ว เข้าแล้วก็เกิดอาการปิติ ตอนสวดมนต์เป็นท่านั่งพับเพียบ แต่ก็เปิดปิติ คือ ร่างกายสั่น เริ่มจากน้อย ไปมาก จากสั่นซ้าย เป็นสั่นขวา สั่นหมุน สั่นแบบก้ม ตอนแรกก็ตกใจกลัว แต่ตั้งสติได้ ก็ตามดู ดูไปเรื่อยๆ เขาก็สั่นไปเรื่อยๆ ไม่หยุด คนอื่นสวดมนต์ แต่เรานั่งปิติ สั่นอยู่ราวยี่สิบนาที จนเขาสวดมนต์เสร็จ หลวงพี่ก็บอกให้กำหนดออก กำหนดหยุดหนอ เราก็กำหนดตาม แล้วก็เปิดตา ก็หยุดได้
อาการที่เกิดขึ้น คนอื่นไม่เข้าใจ ก็คิดว่าเราจิตอ่อน ผีเข้า หรือว่าอาการประหลาด ฯลฯ แต่คนฝึกสมาธิ จะรู้ว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ ไม่แปลก เราแค่ตามดู
แต่สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมา คือ "ตาใน" มองเห็นเทพสามคน มาร่วมพิธีด้วย ใส่ชุดขาว นั่งสวดมนต์อยู่ด้านหน้า อาการของท่านเรียกว่าต่างจากคนธรรมดา คือ สำรวม และมีราศี เมื่อเห็นแล้ว ฉันไม่เชื่อตัวเอง ก็ยังลองตั้งใจมองด้วยตาในอีก ก็ยังเห็นอยู่ และเห็นตลอดพิธีสวดมนต์ฉลองพระประธานนั้น เราก็ถามตัวเองตลอดเวลาว่า นั่นคือ ไม่ใช่คนใช่ไหม ที่เราเห็นนั้น มันเห็นแบบตาใน ไม่ใช่ชัดกระจาย ครึ่งหนึ่งเหมือนเห็นด้วยตา ครึ่งหนึ่งเหมือนเห็นด้วยจิต
นั่นก็คือสิ่งที่เห็น สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองแล้วถึงจะรู้ว่ามันมีได้จริง ของอย่างนี้ พอเกิดขึ้นกับเราบ่อยๆ เราเห็น เราก็เข้าใจ ชิน แล้วเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราไปเล่าให้คนอื่นฟัง เขาก็คิดว่า "เราไปกันใหญ่" เราบ้า เออ หรือว่าเราบ้าจริงๆ แต่เราก็ยืนยันว่า เราไม่เคยคิดมาก่อนว่าต้องเห็น ต้องเป็นอย่างนี้ๆ แต่มันเป็นของมันเอง
ช่วงนี้ฉันคิดว่า มันมีสิ่งที่เรียกว่า "อาการ" อย่างนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง ให้ได้เห็น ให้ตั้งสติไปด้วย ไม่ให้หลง แค่เห็น แล้วดูเฉยๆ
ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมวันนี้คือ ไปวัดอิน ก็ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสร็จแล้ว ก็ยืนอยู่หน้าหลวงพ่อโต ก็เกิดความรู้สึกยืนขาตรง อยากแผ่เมตตามาก แล้วก็แผ่เมตตา จากนั้นก็สวดยอดกัณฑ์พระไตรปิฎก ตามด้วยคาถาชินบัญชร
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ปากของเรามันไปเร็วมาก และไปโดยอัตโนมัติ เหมือนกับพึมพำไปเป็นจังหวะ แบบพระสวด โดยที่เราไม่เคยทำได้มาก่อน แล้วสวดไป ปากไป เสียงไป จิตเกาะไปกับเสียงสวดมนต์ของตัวเอง โดยที่เหมือนกับสวดมนต์อย่างเป็นสมาธิ เราไม่เคยเป็นอย่างนี้ และการที่เราทำได้อย่างนี้ เหมือนกับมันเป็นไปอัตโนมัติ เขาอยากให้เราทำ เราก็ทำได้ เราไม่ได้คิดจะทำ แต่ก็พยายามตั้งสติไม่ให้ตื่นเต้นไปกับมัน ดูเฉยๆ
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร แต่มันเกิดขึ้น เพื่อให้เราเหมือนกับเกิดศรัทธาในตัวเอง ในสิ่งที่เราทำ ว่ามันมีพลัง มีอำนาจบางอย่าง และมีผลบางอย่าง แต่เราอย่าไปคิดเรื่องอภินิหาร เราคิดแค่ว่าเราต้องศึกษาคัมภีร์ และอธิบายอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เป็นไสย
มันค่อยๆ เกิดขึ้น ให้เราเห็น เรารู้ ... ฉันก็ไม่รู้นะว่า ข้างหน้า เส้นทางนี้ ฉันจะไปทางไหน แต่ก็พยายาม ประคองตัวเองและจิตให้ไปในทางธรรม ไม่ให้หลง ... ให้รู้เท่าทัน และค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป
สิ่งที่ควรควบคู่ไปกับสมาธิ ศีล ทาน และการสวดมนต์ ก็น่าจะเป็นการบูชาคุณครูบาอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ และแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร สรรพสัตว์ทั้งหลาย เพื่อให้ปกปักษ์คุ้มครองรักษาเราให้เจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป
เรื่องของฉันที่ได้เล่ามานี้ ไม่ได้ต้องการอวดคุณอะไร เพียงต้องการเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านเห็นว่า การปฎิบัติธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ท่านต้องปฏิบัติเอง แล้วจะเห็นเองค่ะ และก็แอบหวังว่า ในบรรดาพุทธด้วยกัน เราก็มีหลากหลายพุทธ นิกาย กลุ่ม ฯลฯ ไม่ว่าจะปฏิบัติสายใด ก็ให้เลือกสรรสักนิด เอาที่เป็นพุทธ ไม่ใช่ไสย อะไรที่เน้นความเชื่อ แต่ไม่เน้นปัญญา อย่าเอา ... เพราะมันเป็นทางสายง่าย น่าตื่นเต้น แต่ไม่ยั่งยืน
สายทาน...ดูเหมือนยิ่งใหญ่ แต่จริงๆ แล้ว เป็นแค่เปลือก
สายเคร่ง... ดูน่าศรัทธา แต่ไม่ใช่ทางสายกลาง ไม่เป็นธรรมชาติ
สายหย่อน... ดูสนุกสนาน สบาย แต่เป็นสายอ้อม แถมหลงทางด้วยซ้ำ
สายไสย...ดูขลัง และเป็นทางลัด แต่เป็นสายอบาย
จะเลือกสายไหน ขอให้เป็นทางสายปัญญา และทางสายกลาง จะดีกว่า
โดยส่วนตัว ฉันไปได้ทุกวัด และเราก็นับถือพระแต่ละรูปตามวัตรปฏิบัติ ไม่จำเป็นต้องเป็นพระดัง วัดดัง ฯลฯ เราก็เคารพเลื่อมใสได้ ขึ้นอยู่กับส่วนบุคคล ทุกวันนี้ ฉันเห็นว่า แต่ละวัดก็มีจุดแข็งจุดอ่อนแตกต่างกันไป การจะให้วัดอยู่ท่ามกลางยุคทุนนิยมทุกวันนี้เป็นเรื่องยากมาก พระก็เช่นกัน ดังนั้น ขอให้ท่านพออยู่ได้ เราก็อนุโมทนาแล้ว และส่วนตัวไม่ยึดติดกับวัดใดวัดหนึ่ง เราไปได้ทุกที่ แล้วเลือกสรรดู ประมวลเอา ศึกษาเองบ้าง สอบถามบ้าง ประสมกันไป
และอย่าลืมว่า การศึกษาด้วยตัวเองนี่ก็เป็นส่วนสำคัญค่ะ ตามหลักกาลามสูตร.
วันนี้เขียนได้ยาวจังเนาะ ขอบคุณที่อ่านค่ะ หวังว่าจะได้อะไรดีๆ ไปบ้าง ถ้าเสียเวลาก็อย่าว่ากันเลย อิอิ.
....
(351046)














คุณลี่จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป แบบกันเองค่ะ แบกเป้สนุก และประหยัด
คุณเจี๊ยบ นักเขียนตะลอนทัวร์อิตาลี่ จะพาคุณเที่ยวเนเธอร์แลนด์แบบเพื่อนอันอบอุ่น