Font Size

Screen

Profile

Layout

Direction

Menu Style

Cpanel

1-2-CALL เธอทำบ้าอะไร !!!

E-mail Print PDF
User Rating: / 0
PoorBest 

 

เมื่อความเข้มแข็งเท่าไหร่ก็ไม่พอ ในโลกที่เต็มไปด้วยความอยาก

มากมายผู้คนเข้ามาในคราบของคนที่ดูดี

ที่เรานึกสงสัย เขาดีจริงไหม เขาใช่จริงหรือ

สุดปัญญาจะใช้เทคนิค มารยาท วิธีการบริหารใดๆ แล้ว กับคนมากมายสารพัดรูปแบบ

ได้แต่ ตอบกลับไปตรงๆ เลย

ตามดีกรีของความเหนื่อยหน่าย อยากพูดอะไร ก็พูด 

จะเป็นอย่างนี้แหละ ตรงๆ ทื่อๆ แบบนี้ ใครจะว่าเรายังไง ว่าเราเลวยังไง ก็ช่างมัน

ทำดีได้ที่สุดเท่านี้นี่หว่า! 

.... 

 

อยากหายเหนื่อยใจ เมื่อไรความเข้มแข็งถึงจะพอ...

จิตใจเข็มแข็งจนแทบจะกลายเป็นหินเสียแล้ว แต่มันก็ดูเหมือนว่าจะไม่พอที่จะรับแรงต้านของโลก ของคน ฯลฯ

คำถามคือ ความเข็มแข็งระดับที่เท่าไหร่ จึงจะสาสมรับมือกับโลกใบนี้ได้ไหวหรือ...

โลกใบนี้ช่างเต็มไปด้วยความพยายามเอารัดเอาเปรียบ ความโลภ ไม่รู้จักพอ... 

สิ่งเล็กๆ ที่มันรบกวนจิตใจเรานี่ล่ะสำคัญ ทุกๆ วัน

มันกร่อนใจที่เป็นหินให้ร้าวได้ ... อย่างไม่น่าเชื่อ

โลกนี้ วุ่นวายจริงหนอ คนวุ่นวายจริงหนอ ความต้องการมากมาย ความอยากมากมาย รายรอบเรา ทำให้เราเหนื่อยและร้อนรน

.....

การประสานสารพัดความอยากในโลกใบนี้ คือ ภาระกิจสำคัญทุกวันนี้

แต่เมื่อไม่มีใครลดราวาศอก สุดท้าย ก็มีแตกหัก

มีแต่ปัญหา วุ่นวาย ยอมๆ กันบ้างเถิด

เพราะว่าสมบัติที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เงินนี่

ไม่อยากมีความสุขที่ใจ ใจเบา บ้างหรือไร

..... 

วันนี้ ทำดี แต่คนอื่นว่าชั่ว เพราะดีของเรา มันยังไม่พอเติมเต็มความต้องการของเขาได้

อยากบอกให้เขาหยุด แล้วหันไปมองตัวเองบ้าง

อยากบอกให้เขาลองเข้าใจเราบ้างสักนิด แต่มันก็คงเป็นไปได้ยาก

เพราะโลกมันซับซ้อน เกินกว่าที่เราจะร้องขอความเห็นใจ

ในโลกทุกวันนี้ ไม่มีใครเห็นอกเห็นใจกันแล้ว การเอาตัวรอด คือ ประเด็นที่สำคัญที่สุด 

เบื่อจริงหนอ 

 

 

เรียนคุณฐิติพงศ์ เขียว ไพศาล (ท่านที่ใส่เสื้อฟ้า)

ผู้บริหาร 1 2 call 

 

From:Netnapa Kaewsaengtham ( This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it )
Sent:Saturday, March 06, 2010 1:51:32 AM
To: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
Cc: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
เรียน คุณฐิติพงศ์ เขียวไพศาล

ดิฉันเป็นผู้ใช้วันทูคอล หมายเลข 084 922 9xxx
ใช้ไอโฟน และถูกดูดเงินจากค่าเน็ต วันละหนึ่งพันบาท มาเป็นรอบที่สามแล้วค่ะ
ทั้งที่ได้โทรไปย้ำหนักหนาไม่ให้เปิดเน็ตมาที่เครื่องดิฉัน เพราะดิฉันไม่ได้รับตอบรับการใช้บริการ
ปัญหาไอโฟน ทรีจี กับค่าเน็ตที่เกิดขึ้น ทราบว่าคุณฐิติพงศ์ คงทราบดี

ดิฉันปรารถนาให้วันทูคอล หยุดการทำธุรกิจบนรากฐานที่ไม่เป็นธรรมค่ะ
และโปรดสั่งการหน่วยงานของท่าน ให้แก้ปัญหาเงินที่หายไปจากเบอร์ของดิฉัน โดยเร็วที่สุด

ขอบคุณล่วงหน้า และหวังว่าท่านจะแก้ไขปัญหานี้ให้แก่ลูกค้าทุกท่านในอนาคต
ด้วยการสร้างระบบที่เป็นธรรม

ลงชื่อ เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา (หริ่น)
อดีตนักข่าวผู้จัดการออนไลน์
ปัจจุบัน นักเขียน เจ้าของสำนักพิมพ์ SUN MOON TREE
เจ้าของบริษัททัวร์ OCT TRAVEL s.r.o.
และ สมาชิกนักข่าวนานาชาติ IFJ ประเทศเช็ก
www.Netnapa.net

 

.......

 

เรียนผู้อ่านของดิฉันทราบ 

ฉันใช้มือถือวันทูคอล เติมเงิน โดยมือถือของฉันเป็นไอโฟน ทรีจี เอดจ์

เคยเจอปัญหาเมื่อเปิดใช้มือถือ เติมเงินไปแล้ว เนื่องจากบ้านมีฐานะจึงเติมเงินทีละสามพันบาท ก็จะถูกดูดค่าเน็ตวันละพันกว่าบาททันที โดยที่ดิฉันไม่ได้เปิดใช้บริการอินเตอร์เน็ตแต่อย่างใด

มีการโทรกันไปด่า!!! จนคุณวันทูคอลยอมคืนเงินมาให้ในเครื่องพันบาท แต่เสียหายไปสองพันบาท

มาคราวนี้ สิ่งนี้ก็ยังเกิดขึ้นอีก ดิฉันขอฟ้องประชาชน เพราะเบื่อหน่ายกับปัญหานี้

เมื่อวานดิฉันเติมเงินไปหนึ่งพันบาทสองร้อยบาท

มันมาอีกแล้ว ปล้นไปอีกแล้ว เงินหมดพันบาทในวันเดียว!!!! เพราะค่าเน็ต ที่เราไม่ได้เปิดใช้บริการ แต่มันมาปล้น เพราะมือถือเราเป็นระบบเน็ตในตัวโดยอัตโนมัติ

จากการศึกษาทางด้านกฏหมาย ดิฉันทราบดีว่า เมื่อเราไม่ได้เปิดใช้บริการ ไม่มีการเซ็นต์สัญญากับวันทูคอล ถึงมือถือเราจะเดิ้น มีการเรียกร้องสัญญาณโดยอัตโนมัติ แต่วันทูคอลไม่มีสิทธิเข้าข้างตัวเอง โดยการปล่อยสัญญาณมาดูดเงินเรา เพราะเราไม่ได้สั่งซื้อ

เปรียบเสมือน เราให้ท่า แต่คุณก็ไม่มีสิทธิตามกฏหมายมาข่มขืนเรา 

ดิฉันขอประนาม วัน ทู คอล และขอให้เป็นบทเรียนแก่ท่านที่ใช้ วัน ทู คอล

ลงชื่อ

เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา

นักเขียนชาวไทย และสมาชิก นักข่าวนานาชาติ IFJ จากประเทศเช็ค

การนำเสนอความเห็นนี้เพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภค และสิทธิของตัวเอง

ผู้สร้างนโยบายที่ไม่โปร่งใสกับผู้บริโภค = ละเมิดศีลห้า คือ เรื่องลักขโมย

......

คำตอบจาก 1 2 CALL

 

สวัสดีค่ะ : คุณเนตรนภา
 
จากปัญหาที่แจ้งมานั้นคุณเนตรนภาไม่ต้องกังวลใจนะคะ  เอไอเอสได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกียวข้องเพื่อตรวจสอบข้อมูลให้กับคุณเรียบร้อยแล้ว  และจะรีบแจ้งผลการตรวจสอบให้ทราบอีกครั้งไม่เกินภายใน 3 วันทำการค่ะ  และปัจจุบันได้มีการปิดสัญญาณ GPRS ให้กับคุณเรียบร้อยแล้วนะคะ  แต่เนื่องจากตัวเครื่อง iPhone เป็นเครื่องที่เน้นการใช้งานทางด้าน Internet เป็นหลักตัวเครื่องจึงมีการตั้งค่าให้เชื่อมต่อการใช้งาน GPRS อยู่ตลอดเวลา(อัตโนมัติ)  เบื้องต้นเอไอเอสขอแนะนำวิธีการตั้งค่าการปิด GPRS จากตั้วเครื่องเพื่อป้องกันปัญหาการเชื่อมในอนาคตนะคะ  โดยการแก้ไข APN เป็น aisnodata  และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยน sim ใส่เครื่อง iPhone นั้น APN จะเปลี่ยนเป็น internet ทันทีถึงแม้ว่าเดิมจะมีการตั้งค่าเป็น aisnodata อยู่แล้ว  ดังนั้นทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยน sim ใส่เครื่อง iPhone ต้องตั้ง APN – aisnodata ใหม่เสมอ  แต่กรณีใช้ซิมการ์ดเดิมต่อมามีการถอดออกและนำไปใส่ในเครื่อง iPhone อีกครั้ง APN จะไม่เปลี่ยนแปลงไม่ต้องทำการตั้งค่า APN ใหม่ค่ะ

 
หากคุณมีข้อมูลสอบถามเพิ่มเติม  สามารถติดต่อหาเราได้ที่ AIS Call Center หมายเลข 1175 , 0 2271 9000 หรือ หรือทางบริการ icall พนักงานทุกคนยินดีให้บริการคุณตลอด 24 ชั่วโมง
 
ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ
 
เอไอเอสให้คุณลุ้นเป็นผู้โชคดีดูฟุตบอลระดับโลกรอบชิงชนะเลิศที่แอฟริกาใต้เพียงมีค่าใช้บริการครบ 300 บาทขึ้นไป  สมัครง่ายๆที่ *544 โทรออกฟรี ค่ะ(สำหรับท่านที่ยังไม่ได้สมัคร) 
 

 บทความที่เป็นประโยชน์

 

สถิติการร้องเรียนปัญหาโทรคมนาคม

 

               ในปี ๒๕๕๑ หน่วยบริการประชาชน  สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ได้ดำเนินการรับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค จำนวนทั้งสิ้น ๒๕๒ ราย เป็นเรื่องร้องเรียนจำนวน ๒๖๐ เรื่อง เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนบางรายร้องเรียนมากกว่า ๑ เรื่อง (ข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม – พฤศจิกายน ๒๕๕๑)  จากสถิติพบว่าประเด็นที่รับเรื่องร้องเรียนมากที่สุดคือ การคิดค่าบริการผิดพลาด และคุณภาพของการให้บริการ คิดเป็นร้อยละ ๒๕  ประเด็นรองลงมาคือ ข้อมูลส่วนบุคคล คิดเป็นร้อยละ ๒๔ และสิทธิความเป็นส่วนตัว คิดเป็นร้อยละ ๑๐ ตามลำดับ

 

บัตรเติมเงินต้องไม่มีวันหมดอายุ

 

“ ทำไมต้องเติมเงินเพื่อให้ได้วัน ทั้งที่เรามีเงินอยู่ในบัตร เงินก็ของเราทำไมเราใช้ไม่ได้” 
 

“ เมื่อเติมเงิน 100 บาท บริษัทมีอำนาจอะไรมาบังคับให้หมดอายุการใช้งานภายใน 7 วัน ในเมื่อเวลา เป็นของสากล  เวลาเป็นของเรา  มีสิทธิอะไรมาจำกัดอายุในเมื่อเรายังมีเงินอยู่ในบัตร”

นายพีรพงษ์ คงธนาสมบูรณ์ ผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือระบบเติมเงิน ที่ไม่ยอมทนกับปัญหา แต่กลับตั้งคำถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ได้นำปัญหาดังกล่าวเข้าร้องเรียนต่อสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) และกลายเป็นกรณีตัวอย่าง เมื่อบริษัทผู้ให้บริการยินยอมมอบ “สิทธิพิเศษ” ให้แก่ผู้ร้องรายนี้เพื่อแก้ไขเยียวยาความเสียหาย โดยสามารถใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงินได้โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา หากแต่ต้องมีการใช้งานคือ โทรเข้า หรือรับสายอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ภายในระยะเวลา 90 วัน

 อย่างไรก็ดี ความจริงแล้วสิ่งที่บริษัทผู้ให้บริการมอบแก่ลูกค้ารายนี้ มิควรนับเป็นสิทธิพิเศษ หากแต่เป็นสิทธิปกติที่ผู้ใช้บริการทุกคนต้องได้รับโดยชอบธรรมอยู่แล้ว

 เนื่องจาก ตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เรื่องมาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ.2549 กำหนดไว้ว่า การให้บริการโทรคมนาคมในลักษณะที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือ ค่าบริการล่วงหน้า จะต้องไม่มีข้อกำหนดที่บังคับให้ผู้ใช้บริการต้องใช้บริการภายในระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่ผู้ให้บริการจะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการเป็นการล่วงหน้า

 ทั้งนี้ คณะกรรมการอาจกำหนดเงื่อนไขการให้บริการประกอบด้วยก็ได้ เช่น การถ่ายโอนมูลค่าที่เหลืออยู่ การคืนเงินค่าบริการในส่วนที่ไม่ได้ใช้บริการ การกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำในการใช้บริการ การขึ้นทะเบียนชื่อที่อยู่ของผู้ใช้บริการ เป็นต้น

 กติกานั้นชัดเจนดังกล่าวข้างต้น แต่ที่ผ่านมาบริษัทผู้ให้บริการส่วนใหญ่เลือกเล่นบทหลงลืม ใช้การกำหนดระยะเวลามาเป็นกรอบบังคับให้ผู้ใช้บริการระบบจ่ายเงินล่วงหน้า ต้องคอยเติมเงินเป็นระยะๆ แม้ว่าวงเงินเดิมจะยังคงเหลืออยู่ก็ตาม ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่ต่างไม่รู้ จึงจำยอมเล่นบทใจดี ทั้งจ่ายเงินให้บริษัทล่วงหน้าก่อนใช้บริการ และยังจ่ายอย่างสม่ำเสมอด้วย ไม่ว่าจะใช้บริการน้อยแสนน้อยเพียงใด ครบกำหนดเวลาก็ต้องเติมเงินกันร่ำไป

 ล่าสุด สบท.ได้เชิญตัวแทนผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกราย เพื่อชี้แจงเงื่อนไขแนบท้ายสัญญาให้บริการตามประกาศมาตรฐานสัญญาให้บริการ ซึ่ง กทช.เห็นชอบแล้วใน 4 ประเด็นคือ 1.การถ่ายโอนมูลค่าที่เหลืออยู่ โดยผู้ให้บริการต้องถ่ายโอนเงินที่เหลืออยู่ทั้งหมดเพื่อไปรวมกับค่าบริการที่ชำระใหม่ คือ สามารถนำยอดเงินที่เหลือเก่าไปทบกับยอดเงินใหม่ที่เติมเข้าไปได้ 

 2.การคืนเงินค่าบริการในส่วนที่ไม่ได้ใช้บริการ เพื่อเป็นไปตามประกาศข้อ 34 ซึ่งระบุว่า เมื่อเลิกสัญญากัน ในกรณีที่ผู้ให้บริการมีเงินค้างชำระแก่ผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการต้องคืนเงินนั้นภายในสามสิบวันนับจากวันเลิกสัญญา เมื่อผู้ให้บริการตรวจสอบหลักฐานแล้วว่า เป็นบุคคลคนเดียวกับผู้ใช้บริการ หรือเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ใช้บริการ

 นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) กล่าวว่า เรื่องการคืนเงินค่าบริการในส่วนที่ไม่ได้ใช้บริการนั้น ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่า วันหมดอายุแต่เงินยังไม่หมดนั้น สามารถขอเงินที่เหลือในบัตรคืนจากผู้ประกอบการเจ้าของเครือข่ายได้ เมื่อมีการยกเลิกสัญญา หรือเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาใช้และไม่ต้องการใช้บริการต่อ โดยใช้ซิมการ์ดเป็นหลักฐานขอเงินคืน โดยผู้ให้บริการต้องคืนเงินให้แก่ผู้บริโภคภายใน 30 วัน

 3.การกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำในการใช้บริการ นพ.ประวิทย์กล่าวว่า ในส่วนของ สบท.ยืนยันข้อเสนอเดิมคือ ไม่ควรกำหนดวันหมดอายุ หรืออย่างน้อยที่สุดควรใช้งานได้ 365 วัน หากยังมีเงินเหลืออยู่ ซึ่งในประเด็นนี้ยังมีการโต้แย้งกันอยู่ แต่ในเบื้องต้น กทช.กำหนดในยกร่างเงื่อนไขเพื่อกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำสำหรับทุกโปรโมชั่นจะต้องมีอายุวันในการใช้งานไม่ต่ำกว่า 180 วัน

 ประเด็นสุดท้ายคือ การขึ้นทะเบียนชื่อและที่อยู่ของผู้ใช้บริการ เป็นการกำหนดให้ผู้ใช้บริการแบบเติมเงินจะต้องจดทะเบียนผู้ใช้ใหม่อย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการรองรับบริการใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การคงสิทธิเลขหมาย หรือการเปลี่ยนเครือข่ายโดยใช้เบอร์เดิมได้ รวมทั้งเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคในกรณีที่โทรศัพท์มือถือหาย เงินที่เหลืออยู่ในบัตรก็จะไม่สูญหายไปด้วย เพราะมีหลักฐานคือ ชื่อและที่อยู่ที่ขึ้นทะเบียนไว้ สามารถพิสูจน์เพื่อขอรับเงินที่เหลือในบัตรคืนได้


สำนักสื่อสารสาธารณะและบริการประชาชน

สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.)

ที่มา: บทความพิเศษหนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันที่ 22 พฤศจิกายน 2551

....

สิทธิผู้บริโภค 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ให้ความสำคัญของการคุ้มครองผู้บริโภค โดยบัญญัติถึงสิทธิของผู้บริโภคไว้ในมาตรา 57 ว่า"สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครองทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ"


พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ได้บัญญัติสิทธิของผู้ บริโภคที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย 5 ประการ ดังนี้

                  1. สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่ จะได้รับการโฆษณาหรือการแสดงฉลากตามความเป็นจริงและปราศจากพิษภัยแก่ผู้บริโภค รวมตลอดถึงสิทธิที่จะได้รับทราบ ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอย่างถูกต้องและเพียงพอที่จะไม่หลงผิด ในการซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยไม่เป็นธรรม 

                  2. สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะเลือกซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยความ สมัครใจของผู้บริโภค และปราศจากการชักจูงใจอันไม่เป็นธรรม 

                  3. สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับสินค้าหรือบริการที่ปลอดภัย มีสภาพและคุณภาพได้มาตรฐานเหมาะสมแก่การใช้ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน ในกรณีใช้ตามคำแนะนำหรือระมัดระวังตามสภาพของสินค้าหรือบริการนั้นแล้ว 

                  4. สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับข้อสัญญาโดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ 

                  5. สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองและชดใช้ค่าเสียหาย เมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามข้อ 1, 2, 3 และ 4 ดังกล่าว 
 
....
 
  
 
การร้องทุกข์ เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม จากการซื้อสินค้าหรือบริการ ถือเป็นเรื่องที่ชอบธรรม ที่ผู้บริโภคควรกระทำ เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจ ชดใช้ความเสียหาย และเพื่อเป็นการลงโทษหรือปรามมิให้ ผู้ประกอบธุรกิจเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค
 

สบท.เผย 10 เรื่องร้องเรียน แนะผู้บริโภคฟ้องศาล

 

                                                      com03251251p1.jpg

               ในรอบปีที่ผ่านมามีประเด็นที่เกี่ยวการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมหลายเรื่อง บางประเด็นเกี่ยวพันกับเงินมหาศาล เช่น มีผู้ร้องเรียนกรณีที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือกำหนดวันหมดอายุบริการพรีเพด และการเก็บค่าต่อคู่สาย 107 บาท ทั้งๆ ที่ประกาศ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เรื่องมาตรฐานสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ.2549 ห้ามเก็บ

               ปัญหาการส่ง SMS โฆษณา การ โทร.เสนอขายสินค้าและบริการสร้างความรำคาญแก่ผู้บริโภค

               หรือแม้กระทั่งปัญหาลูกค้าฮัทช์ โทร.ข้ามโครงข่ายไปเลขหมายของเอไอเอสไม่ติด

               ปัญหาเหล่านี้เงียบหายไปกับ (ซอย) สายลม เพราะอะไร

               สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) เปิดตัวเลขสถิติเรื่องร้องเรียนตั้งแต่ ม.ค.-พ.ย.2551 มีผู้ร้องเรียน 252 ราย และเรื่องร้องเรียน 260 เรื่อง แก้ไขปัญหาไปแล้ว 158 ราย คิดเป็น 62.69%

               สำหรับเรื่องร้องเรียนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการคิดค่าบริการผิดพลาด 25% 2.เรื่องคุณภาพการให้บริการ 24% 3.เรื่องการให้ข้อมูลส่วนบุคคล (เบอร์โทรศัพท์) และละเมิดความเป็นส่วนตัว 10% 4.เรื่องมาตรฐานการให้บริการ 9% 5.การให้ข้อมูลที่ผิดพลาดแก่ ผู้บริโภค 8% 6.การยกเลิกการใช้บริการ 6% 7.ความปลอดภัยต่อสุขภาพ 6%

               8.ร้องเรียนการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสัญญาให้บริการ 3% 9.การเรียกเก็บค่าต่อคู่สายโทรศัพท์ 3% และ 10.การเข้าถึงบริการ 2%

               ยักษ์มือถือ "เอไอเอส" ครองแชมป์โดนร้องเรียนมากอันดับ 1 จำนวน 102 เรื่อง อันดับถัดมาเป็นทรูมูฟ 44 เรื่อง ที่ 3.คือ ทีโอที 33 เรื่อง อันดับ 4 .เป็นดีแทค 32 เรื่อง อันดับ 5.ฮัทช์ 12 เรื่อง อันดับ 6. ทรู คอร์ปอเรชั่น 12 เรื่อง และอันดับ 7. ทีทีแอนด์ที 9 เรื่อง

               "เอไอเอส" โดนมากกว่าใคร เพราะมีฐานลูกค้ามากที่สุด ถ้านับสัดส่วนเรื่องร้องเรียนต่อจำนวนลูกค้าแล้ว "ทรูมูฟ" มาเป็นอันดับ 1 ด้วยว่ามีฐานลูกค้ามากเป็นอันดับ 3 แต่มีปริมาณเรื่องร้องเรียนเป็นอันดับที่ 2

               "ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา" ผู้อำนวยการ สบท. กล่าวว่า เรื่องร้องเรียนส่วนใหญ่ ผู้ร้องและผู้ให้บริการจะตกลงกันได้ในที่สุด เช่น กรณีการเก็บเงินผิด ผู้ให้บริการจะคืนเงินให้เพราะถือเป็นเงินเล็กน้อย แต่มีอยู่ 2 เรื่องที่จะไม่ยอมเลยต้องทำเรื่องเสนอให้ "กทช." พิจารณา คือ เรื่องร้องเรียนการกำหนดอายุบริการโทรศัพท์แบบเติมเงิน และการเก็บค่าต่อคู่สาย 107 บาท

               แต่กทช.ยังไม่ได้พิจารณาทั้ง 2 ประเด็นนี้แต่อย่างใด

               "ประวิทย์" กล่าวว่า ทั้ง 2 ประเด็นมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย กล่าวคือแม้ กทช.จะออกประกาศเรื่องมาตรฐานสัญญาบริการโทรคมนาคมมาตั้งแต่ปี 2549 โดยมีข้อกำหนดว่า ห้ามผู้บริการเก็บค่าต่อคู่สาย 107 บาท และกำหนดวันหมดอายุบัตรเติมเงิน แต่ในทางปฏิบัติ ผู้บริโภคไม่เคยได้รับการคุ้มครองสิทธิตามประกาศฉบับนี้ เพราะ กทช.ยังมิได้อนุมัติแบบสัญญาแต่อย่างใด

              และในระหว่างการพิจารณาของ "กทช." ตามบทเฉพาะกาลของประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า ให้สัญญาเก่ามีผลบังคับใช้ต่อไปก่อน

              "ประวิทย์" เชื่อว่าแม้ กทช.จะมีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งใดๆ ออกมา ผลบังคับของคำสั่งนั้นจะมีผลเฉพาะตัวผู้ร้องเท่านั้น เพราะคำสั่งหรือประกาศต่างๆ ของ กทช. เป็นคำสั่งทางปกครอง ผู้ประกอบการจะทำหรือไม่ทำตามก็ได้

              "เรื่องร้องเรียนเหล่านี้ในที่สุดแล้วผู้บริโภคคงต้องไปฟ้องศาลด้วยตัวเองอยู่ดี เพราะหากร้องเรียนตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 แล้ว คำสั่งศาลที่ออกมาจะมีผลบังคับโดยทั่วไป เช่น หากมีผู้ร้องเรียนเรื่องการกำหนดวันหมดอายุบริการโทรศัพท์แบบเติมเงิน คำสั่งศาลจะมีผลไปถึงบุคคลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เติมเงินทั้งหมด นอกเหนือจากตัวผู้ร้องเพียงคนเดียว"

              หมายความได้หรือไม่ว่า กลไกการทำงานของ "สบท." จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง ตามชื่อเต็มๆ ที่ว่า สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม

              "ประวิทย์" ยอมรับว่า ตัว สบท.เองไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะสั่งผู้ประกอบการได้ เพราะการเกิดขึ้นของ สบท.ก็เป็นเพียงหน่วยงานภายใต้สำนักงาน กทช. ไม่ได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาด้วยซ้ำ พนักงาน สบท.จึงไม่ใช่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอาญา ทำให้เวลาขอข้อมูลจากโอเปอเรเตอร์ หรือผลักดันเรื่องใดก็ตาม ผู้ประกอบการจึง ไม่กลัว

              "แต่เราก็พยายามทำหน้าที่ต่อไป ถ้ามีคนไปฟ้องศาลอันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าร้องเรียนเข้ามาในช่องทาง สบท.ก็จะหาทางแก้ไขปัญหาให้ ส่วนทิศทางการทำงานในปี 2552 คงเน้นการผลักดันมาตรการแก้ไขปัญหาเรื่อง SMS โฆษณา เรื่องการเสนอขายทางโทรศัพท์ เรื่องการกำหนดมาตรฐานการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และตามเรื่องพรีเพด และค่าต่อคู่สาย 107 บาทต่อไป"

ที่มา: หนังสิอพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ หน้า 32 วันที่ 25 ธันวาคม 2551  

 

(351553)

 

Last Updated on Saturday, 06 March 2010 10:26

Add comment

โปรดแสดงความเห็นอย่างสุภาพนะจ๊ะ เพื่อสร้างบรรยากาศในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
อยากด่าไม่ต้องโพสต์ในกระทู้ เพราะถูกลบอยู่ดี ให้อีเมล์มาดีกว่า ถึงตัวเหมือนกันน้า
ห้ามโพสต์เรื่องผิดกฏหมายทุกประการ การแสดงความคิดเห็นเป็นไปโดยอิสระ โดยเจ้าของเวบไซต์ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และเจ้าของเวบไซต์ไม่เกี่ยวข้อง และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้


Security code
Refresh

เที่ยวยุโรปกับคนไทยในยุโรป

เที่ยวยุโรปอย่างคุ้มค่ากับคุณสไมล์ลี่คุณลี่จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป แบบกันเองค่ะ แบกเป้สนุก และประหยัด
 
เที่ยวฮอลแลนด์ กับคุณเจี๊ยบคุณเจี๊ยบ นักเขียนตะลอนทัวร์อิตาลี่ จะพาคุณเที่ยวเนเธอร์แลนด์แบบเพื่อนอันอบอุ่น
 
เที่ยวออสเตรียแบบโฮมสเตย์ กับคุณแอ้มทริปคุณแอ้ม จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป อยากเล่นสกี และพักโฮมสเตย์กับคนไทย ลองดูที่่นี่่ค่ะ
 
>> สนใจแลกลิงค์ ติดต่อ rinแอดnetnapa.net ค่ะ 
You are here: