สวัสดีคะคุณหริ่น
อิๆๆ จากที่อ่านบล็อก ขิมคิดว่าคุณหริ่นสบายดีน่ะคะ และจะบอกว่าหลังจากที่อ่านบล็อกของคุณหริ่นวันนี้เมื่อตอนเช้า ขิมตัดสินใจทันทีว่าทำงานเสร็จขิมจะไปไหว้พระที่วัดอินทรวิหาร ตามที่คุณหริ่นเป็นไกด์แนะนำ อิๆๆ ขอบอกตามตรงนั่งรถเมล์ผ่านทุกวันไม่เคยคิดว่าจะไปเที่ยวหรือเข้าไปไหว้พระที่วัดอินทรเลย เพราะมีความรู้สึกว่าทางเข้าวัดทำไมหน้ากลัวจังเลย เพราะขิมนั่งรถเมล์ผ่านด้านหน้าแบงค์ชาติเลยน่ะ ทางเข้าด้านนี้เลยดูน่ากลัว
แต่วันนี้พออ่านบล็อกคุณหริ่นจบปุ๊ป ขิมต้องไป ขิมต้องไป เพราะปรารถนาจะไปไหว้พระปางอุ้มบาตร พระประจำคนเกิดวันพุธกลางวัน ถูกต้องแล้วครับ ขิมเกิดวันพุธกลางวัน ขอบคุณมากๆๆ น่ะคะที่แนะนำสิ่งดีๆ เป็นศิริมงคลให้รับทราบ ทำให้ได้เปิดหูเปิดตาไปด้วย และที่สำคัญได้ความอิ่มใจ อิ่มบุญด้วยอย่างมาก และได้ความสนุกกับบรรยากาศงานวัดได้ เพราะไม่ค่อยได้สัมผัส พอไปเออแปลกดี ชีวิตนี้ก็มันส์ดีน่ะ ขอบคุณน่ะคะคุณหริ่นที่ทำให้วันนี้ได้เดินออกนอกกรอบ และพอเข้าไปในงานเหมือนมีคุณหริ่นเดินเป็นไกด์เลยง่ะ เหมือนมีคุณหริ่นเดินบรรยายให้ฟังไปตามจุดต่างๆๆ ที่ขิมเดิน อ๋อ! ตรงนี้นี่เองที่คุณหริ่นเขียนไว้ อ๋อ! เหมือนที่คุณหริ่นเขียนไว้ เอ๊ะ! ยังหาไม่เจอจุดที่คุณหริ่นเขียนบอกเลย อ๋อ! ก็บอกตัวเองว่า ก็ต้องค่อยๆๆ เดินไป ค่อยๆ เดินไป อย่าไปรีบ อย่าไปเร่ง เดี๋ยวก็เจอเอง อ๋อ! เราต้องใจเย็น
และแล้วเราก็ได้เห็นเหมือนที่คุณหริ่นบรรยายไว้เลย ก็ได้เข้าไปไหว้สักการะในแต่ละจุด ถูกต้องบ้าง ไม่ถูกต้องบ้าง พระท่านคงไม่ว่าหรอกน่ะคะ อิๆๆ แอบปลอบตัวเอง และขอเม้าท์ตัวขิมเองหน่อยเฮอะ ช่วงแรกก็ยังพอนั่งพับเพียบไหวหรอกน่ะคะคุณหริ่น พอไหว้ไปไหว้มาจากสาวขิม ก็ไปเป็นน้าสาว จากน้าสาวก็เปลี่ยนไปเป็นคุณป้าขิม ท้ายที่สุดก็เป็นคุณยายขิมเลยคะ อิๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เพราะคุณยายขิมเจ็บหัวเข่าครับบบบบบบบบบ ฮ่าๆๆๆ ขิมเจ็บหัวเข่าจริง แต่ใจขิมไม่เจ็บน่ะ ขิมขำน่ะ ขิมว่าใครที่เห็นขิมยืนไหว้พระ เค้าคงว่ายัยผู้หญิงคนนี้เธอจะยืนค้ำหัวคนอื่นหรือยังไง เธอนั่งไม่เป็นหรืออย่างไร อิๆๆ ขอโทษด้วยเจ้าคะอย่าว่ายายขิมเลย ยายขิมแก่ไม่ไหวจริงๆๆ ไหว้ไปก็อธิษฐานบอกพระด้วยน่ะคะ ว่าขอกราบประทานโทษที่ต้องยืนไหว้ คุกเข่าไม่ไหว อิๆๆ แต่สนุกคะคุณหริ่น อิ่มใจด้วย
จริงๆ มีเรื่องที่ดีมากที่คุณหริ่นเขียนแนะนำไว้แล้วขิมไปปฏิบัติตามแล้ว "อิ่ม" ที่ได้ทำตาม เดี๊ยวจะเขียนมาใหม่ เพราะตอนนี้ท่านในร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนแล้ว ขอนอนก่อนน่ะคะ แล้วสรุปคุณหริ่นสามารถนอนตามเวลาในเมืองไทยหรือยังคะ อย่าลืมรักษาสุขภาพน่ะคะ เดี๋ยวมาหาใหม่น่ะจ๊ะ
ขิม
ถ่ายรูปมา เพราะอยากขึ้นล่ะดิ๊ อิอิ
คำแนะนำสำหรับคุณขิม ในการไหว้พระ
คุณขิมมีเรื่องสุขภาพ
1: แนะนำให้กินเจนะคะ (นั่นแน่ ตั้งตนเป็นแม่หมอ แต่อย่าลืมนะคะ นี่เป็นแค่คำแนะนำ) ไม่ต้องไปเน้นว่ากินกี่วัน กินวันไหน กินเมื่อไหร่ กินอย่างไร ฯลฯ กินเจก็คือกินเจ กินเมื่อจิตเราพร้อม จิตเราบริสุทธิ์ กินแบบที่กินแล้วจิตเราผ่องใส เบิกบาน หมายถึงว่า เราสะดวกกินอย่างไร ก็กินอย่างนั้น แต่ประเด็นคือ ให้กินเนื้อสัตว์ที่มาจากการเบียดเบียนชีวิต ผิดศีลข้อ 1 ลดลง เรื่อยๆ และพยายามหาโปรตีนจากธรรมชาติ หรืออาหารเสริมส่วนอื่นมาเสริมให้ได้สารอาหารครบ
การทำทางธรรม อย่าปฏิเสธทางโลก เนื่องจากทุกวันนี้โลกแตกต่างจากในอดีต ธรรมชาติมันปนเปื้อน ให้ทำทางโลกและทางธรรม ควบคู่กัน อย่างเป็นทางสายกลาง ให้เอื้อกันและกัน
2 : และให้แผ่เมตตาให้มากๆ แผ่แบบไม่มีขอบเขตนะ เมื่อวานหริ่นอ่านหนังสือเก่าของท่าน มหาสีสะยาดอ ท่านเป็นพระพม่า เป็นระดับบรมครูเรื่องกรรมฐาน ท่านก็บอกเลยว่า ให้เจริญเมตตาให้เยอะๆ ถ้าปัญญายังไม่ได้ ให้เมตตาเยอะ เพราะเมตตาเยอะๆ ทำให้จิตเราทุกข์น้อยลง ที่โกรธ เกลียด หรืออะไรที่เป็นทุกข์ มันจะเบาลง หลักเมตตาเป็นตัวแก้เวลาเรามีทุกข์ ถ้าเอาเมตตามาจับ มันมีอานิสงศ์ให้คนอื่นก็เมตตาเรา สิ่งศักดิ์สิทธิก็เมตตาเรา
ทีนี้ที่เรามีเรื่องทุกข์กายทางสุขภาพ เราก็ไม่ต้องไปรอว่าต้องทำบุญแล้วค่อยแผ่นะคะ แผ่ไปเลยได้ตลอด เมื่อจิตเราดี เมื่อจิตเราใส เราก็แผ่กระแสจิตให้สรรพสัตว์เลย และไม่ใช่ให้แต่ครอบครัว เพื่อน คนรัก คนมีพระคุณ ฯลฯ เมตตาแบบไม่มีขอบเขต กว้างใหญ่ไพศาล แผ่ไปให้เขาทุกคนในโลก "จงมีความสุขๆ เถอะ" ตั้งจิตว่า เราแผ่เพราะอยากให้เขามีความสุข อย่าได้มีทุกข์กายแบบเราเลย
แผ่เยอะๆ แล้วที่สุด ความทุกข์ทางกายของเราจะลดลงจริงๆ ได้ เพราะเรา หนึ่ง เพ่งทุกข์กายเราน้อยลง สอง คนที่ได้รับกระแสจิตจากเรามีมาก ใครที่เขาดี เขาก็ส่งความปรารถนาดีกลับให้เรา
3 : ให้สวดมนต์ และสมาธิ สองอย่างนี้ช่วยลดปวดได้ ที่บอกว่าปวดขาๆ ปวดหลังๆ นั่งไม่ได้ เชื่อไหม มันจะเจ็บ นั่งไม่ได้แค่ช่วงแรกเท่านั้น จริงๆ นะ ฉันเคยมาแล้ว
ตอนฉันไปนั่งสมาธิตอนแรก ปวดขามาก จนร้องไห้ เกลียดคนทั้งโลก นั่งไปด่าวิปัสนาจารย์ไป นั่งๆ ไป ขามันปวดมาก ไม่สนใจแล้ว นั่งสมาธิท่าเหยียดขา ขาชี้ไปพระพุทธรูปจนพระอาจารย์ด่า ปวดจนจะเป็นจะตาย แต่ต่อมา ก็ต้องบังคับตัวเองให้ได้ ก็ทำได้ในไม่กี่วัน ต้องเอาจิตสั่งกาย
เทคนิคคือ เราเอาอธิษฐานจิตไปเพิ่ม เราบอกเขาเลยว่า ถ้าเราเคยทำใครให้เจ็บขา เจ็บหลัง เจ็บปวดกาย ให้เขามาเอาความเจ็บคืนให้เราให้หมด แล้วสิ้นเวรสิ้นกรรมกัน อโหสิกรรมกันนะ
คุณขา วินาทีนั้น เจ็บๆๆๆๆๆ ปวดๆๆๆๆๆ แต่มันปวดอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง จากนั้น ดิฉันหายเลย นั่งสมาธิคราวใด ไม่เจ็บอีกแล้ว ไม่รู้สึก ขาไม่เคยรู้สึก ขามันหาย ขามันเบา ขามันล็อค ฯลฯ ถ้าไม่เชื่อ อยากให้ลองทำดู ถ้าคุณมีโอกาส ก็จะเจอสิ่งที่คุณได้รู้ด้วยตัวเอง
สรุปคือ ถ้าเจ็บเมื่อนั่ง 1. ดูความเจ็บ เจ็บหนอ ปวดหนอ มันเจ็บ มันปวดยังไง ดูมันไป 2 พยายามรักษาชั่วโมงการนั่งให้นานๆ ตั้งใจว่าจะนั่งให้ได้เท่าไหร่ ก็นั่งให้ได้ตามนั้น มีสัจจะ 3 ถ้ามันปวดมากผิดปกติ ก็อธิษฐานจิต ถึงเจ้ากรรมนายเวร ให้เขามาเอาไปซะ แล้วให้เขาอโหสิกรรมเรา กรณีนี้ถ้าเรามีเจ้ากรรมนายเวรมาก ก็หนักหน่อย เราก็ค่อยอธิษฐานปลดไปทีละทิศก็ได้ค่ะ อย่าเอาทีเดียว ถ้าเราคิดว่าเราวิบากเยอะ เราก็อธิษฐานทีละทิศก็ได้ เจ้ากรรมนายเวรทิศเหนือ ทิศใต้ ฯลฯ ก็ปลดไปทีละอัน
4 : จะเห็นได้ว่ามี เรื่อง "ศีล" แล้ว คือข้อหนึ่ง, มีเรื่อง "สมาธิ" ไปแล้ว คือข้อสองและข้อสาม ทีนี้ ก็ต้องให้ครบองค์ประกอบ คือ "ปัญญา" ในแง่นี้ ปัญญาทางโลก ให้ดูแลสุขภาพเราไม่ให้เป็นเพิ่ม และให้เยียวยาความเจ็บปวดขึ้นแล้ว ส่วนปัญญาในแง่ธรรม ก็ให้ปล่อยวาง ทำใจให้สบาย เพราะความเครียดทำให้โรคทรุด ให้เราคิดว่า พระพุทธเจ้าแบ่งโรคออกเป็นสี่อย่างคือ
โรคที่รักษาก็หาย ไม่รักษาก็หาย
โรคที่ไม่ต้องรักษา ก็หายได้เอง
โรคต้องรักษา ไม่รักษา ไม่หาย
โรคที่ถึงรักษา ก็ไม่หาย
เราลองดูว่า เราเป็นข้อสามหรือข้อสี่ ถ้าเราเป็นข้อสาม เราต้องใช้ "ความเพียร" และอดทนในการรักษา ก็หาย อย่าทิ้ง ถ้าเป็นข้อสี่จริงๆ คือ โรคที่ถึงรักษาก็ไม่หาย เราก็อยู่กับสังขารเราไปเรื่อยๆ ด้วยความรัก ความเมตตาเขา อย่าไปเกลียด ไปโกรธ ไปซ้ำเติมเขา เพราะเขาก็คือเรานั่นเอง
ทั้งนี้สำหรับท่านที่เป็นโรคเรื้อรัง ดิฉันคิดว่า เกิดจากกรรมต้องการทำให้เราทรมาน แต่ความทรมานนี้ก็จะไม่ยืนยงตลอดกาล เพราะทุกอย่าง มีเกิดขึ้น มีตั้งอยู่ ในช่วงเวลาหนึ่ง จะมากหรือน้อย ก็ตาม ที่สุดแล้ว ก็ต้องมีจุดสิ้นสุด ดับไป เพราะความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ ความทุกข์ก็มีวันจบสิ้น มีวันดับเช่นกัน
ดังนั้น มันมีช่วงเวลาอยู่แล้ว ว่าเราจะทุกข์ช่วงเวลาแค่ไหน ซึ่งช่วงที่เราทุกข์นี้ เราก็เอาธรรมะเข้าข่ม อดทนเข้าข่ม บอกให้เขามาเอาให้เราพ้นทุกข์ แล้วก็แผ่เมตตาเขา และเราก็ทำดีของเราไป เราทำดีของเราให้มากๆ เพื่อให้ความดีสะสมมากพอ จะส่งกำลัง เมื่อใดกรรมชั่วมันอ่อนลง กรรมดีเราสะสมจนมาก และพอจะแซงได้ เราก็ขึ้นเลนที่กรรมดีแซงความทุกข์ ผลจากความดีส่งผล เราก็พ้นทุกข์ได้ หายเป็นโรค
ดังนั้น ความเร่งของการพ้นทุกข์ ก็คือ กรรมดี เป็นการทำให้พ้นทุกข์ไวขึ้น
กรรมดีนี้ ไม่ได้หมายถึง ทาน การทำบุญ บริจาค หรือการอธิษฐานขอเท่านั้นค่ะ (อย่าทำแค่ทานกันเลย ทานเป็นแค่เปลือก ความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตให้บริสุทธิ ต่างหาก ที่เราต้องทำทั้งหมด ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ทานเป็นแค่ส่วนหนึ่งในข้อของการทำความดี ซึ่งการทำความดีมีหลายอย่าง)
กรรมดี ได้แก่
1. ศีล 5 รักษาศีลค่ะ คุณๆ
2. เบญจธรรม คือ หลักทำความดี คือ เมตตา, พูดจาดี สร้างสรรค์, รักเดียวใจเดียว, บริจาค รู้จักให้, และเจริญสติ สมาธิ
ได้ผลหรือเปล่า ก็ลองดูนะ
แต่ที่เล่า ก็ไม่ใช่ให้เชื่อนะ ฉันแค่เบเบี๋ในด้านนี้ แต่เพียงปรารถนาดี ประสงค์ดี แนะนำแบบเพื่อนๆ เท่านั้น ให้ท่านไปลองตรอง และพิจารณาเอาเอง เพราะคำแนะนำของดิฉัน ไม่ใช่จากผู้รู้ มันมาจากการประมาณเอาจากประสบการณ์อันน้อยนิดเท่านั้นเอง
ขออนุญาตเพียงแนะนำด้วยความหวังดีค่ะ
ส่วนบทสวดมนต์เพื่อสุขภาพดี พ้นโรค หากเจอที่ไหน จะเอามาฝากค่ะ
ขอให้ทุกท่านมีความสุขค่ะ ทุกๆ ท่าน
ปล. ปาร์ตี้วัดต่อไป คือ วัดเชิงหวาย เตาปูนค่ะ
(353124)






คุณลี่จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป แบบกันเองค่ะ แบกเป้สนุก และประหยัด
คุณเจี๊ยบ นักเขียนตะลอนทัวร์อิตาลี่ จะพาคุณเที่ยวเนเธอร์แลนด์แบบเพื่อนอันอบอุ่น