Font Size

Screen

Profile

Layout

Direction

Menu Style

Cpanel

จดหมายจากแฟนขับ ถึงแฟนคลับ

E-mail Print PDF
User Rating: / 0
PoorBest 
พอมีสมาธิ สติตามมา ปัญญาเกิด‏
From: Khim Khim ( This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it )
Sent: Wednesday, March 10, 2010 11:07:09 PM
To: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

สวัสดีคะคุณหริ่น
 
ขอกรี๊ดดดดดค่ะ ได้รับเกียรติจากคุณหริ่นอีกแล้ว ปลื้มคะปลื้มยิ้มหน้าบานอีกแล้วขิม ตอนแล้วที่เข้าไปอ่านบล็อกคุณหริ่น พอเห็นภาพครั้งแรก ใครง่ะถ่ายภาพได้เหมือนเราเลยง่ะ (อารมณ์ประมาณศิลปินโดนก๊อปปี้ผลงาน ประมาณนั้นเลย) ก็รีบมองใหม่ว่าเข้าบล็อกผิดหรือเปล่า เอ! ก็บล็อกของคุณหริ่นนี้ ใจเย็นซิขิมขาดสติอีกแล้ว(เตือนตัวเอง) ก็เลื่อนมา โอ้! นั้นมันเมล์เรานี่ อิๆๆๆ นั่งหน้าบานเป็นพระจันทร์ยิ้มได้อีกแล้วขิม  ขอบคุณน่ะคะ
 
จะบอกว่าเรื่องดีต่อมาที่ได้จากบล็อกคุณหริ่นก็คือ "การหัดนั่งสมาธิ" อย่างที่เคยเขียนมาเล่าให้คุณหริ่นฟังว่าโดนคลื่นร้าย ครั้งนั้นร้องไห้และเครียด แต่เราจะทำอย่างไรต้องหาทางออกให้ได้ ก็ยังหาไม่เจอแต่คิดได้ว่าก็จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ดังที่คุณหริ่นบอกว่า "ถ้าเราคิดดี ความดีก็จะเป็นเกราะป้องกันเราจากสิ่งร้ายๆ" อีกไม่กี่วันขิมก็โดนเรียกไปคุยว่า สิ้นปีจะพิจารณาอีกครั้ง ๕๐ ๕๐ 
เดินออกมาจากห้องนั้นน่ะคุณหริ่น มันชั่งหนักจังเลย ก็มาที่ร้านหนังสือประจำกะว่ามานั่งทำแผลที่ใจที่ร้านหนังสือ ก็เห็นเค้ามีจัดงานเสวนาธรรมะ ก็ไม่ได้สนใจ จนได้ยินพิธีกรบนเวทีคุยกับคุณกิ๊ก มยุริญ ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมาย เพราะใจเราวิ่งวุ่นในการหาทางออกอยู่ อยู่ๆ ได้ยินประโยคเดียวที่คุณกิ๊กพูด ที่ยังก้องในหูว่า "ลองนั่งสมาธิดูซิคะ ไม่อยากอย่างที่คิดหรอกคะแล้วจะได้พบสิ่งดีๆๆ" ได้ยินแค่นี้เองคุณหริ่น ที่เค้านั่งเสวนากันตั้งนาน ขิมได้ยินแค่ประโยคนั้นแหละ "ลองนั่งสมาธิดูซิคะ"
ประกอบกับว่าช่วงหลังๆ คุณหริ่นก็เขียนบ่อยเรื่องการนั่งสมาธิ เอาละว่ะขิมต้องลองดูแล้วแหละ ก่อนที่ธาตุต่างๆ ในร่างกายจะแตกเพราะความเครียด คืนนั้นทดลองนั่งเลย ระหว่างที่นั่ง เอ๊ะ! คุณครูเคยสอนว่า "พยายามรวมสมาธิมาที่จุดเดียวให้สมมุตินึกถึงแสงเทียนเป็นจุดรวมสมาธิ" พยายามเท่าไรก็ไม่เห็นแสงเทียนสักที กำลังจะเลิกนั่งสมาธิแล้ว เพราะไม่เห็นแสงเทียนสักที อิๆๆ ทันใดนั้นน่ะ ดวงคงต้องนั่งน่ะ ก็คิดได้ว่า "อย่าไปฟืนมองหาแสงเทียน มันอาจจะอยากไปสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น" (นี่คือสิ่งที่ขิมคิดได้ในขณะนั้น) ก็เอาง่ายๆ ก่อนดีกว่าขิม เอา ยุบหนอ พองหนอก่อน"
สรุปนั่งสมาธิได้คะ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี ไม่หลุกหลิก ไม่มีอาการที่จะอาเจียน(เพราะเคยฝึกนั่งสมาธิเมื่อนานมาแล้ว เหมือนเราฝืนตัวเองฝืนจนเกือบจะอาเจียน ก็เลยเลิกฝึกนั่งสมาธิไปเลย คือปฎิเสธการนั่งสมาธิไปเลย) แต่คืนนั้นทำได้ นั่งสมาธิได้แม้อาจจะไม่นาน แต่รับรู้ รู้สึกได้ว่า "ใจนิ่งและเบาที่ใจ" ทำให้ได้อะไรทราบมั้ยคะคุณหริ่น "พอมีสมาธิ สติตามมา ปัญญาเกิด" หาทางออกจากความเครียดที่โดนเรียกไปคุย วันจันทร์พอไปทำงานมีเพื่อนร่วมงานที่น่ารัก ถามว่าจะให้ช่วยอะไรได้บ้าง ก็เหมือนกับว่าเราต้องเทไพ่ให้หมดหน้าตัก อย่างแรกต้องเชื่อใจในตัวเพื่อนร่วมงานคนนี้ ก็เล่าให้เค้าฟัง
คุณหริ่นคะ ขิมยังโชคดีที่มีคนดีอยู่ข้างกาย เค้าช่วยขิมทุกอย่าง ทำให้ขิมได้อะไรจะปัญหาครั้งนี้ "เรียนรู้จักคนจากปัญหา และขอบคุณปัญหาที่ทำให้รู้จักคน" แต่คลื่นร้ายยังไม่หมด เมื่อพฤหัสที่แล้วโดนจรเข้ฟาดหางไป ๒ รอบ รอบเช้า รอบบ่ายอย่างละเรื่อง คุณหริ่นคะคงเป็นผลจากการที่ขิมฝึกนั่งสมาธิตั้งแต่คืนนั้น ขิมนั่งสมาธิทุกคืนเลยน่ะ พอโดนจรเข้ฟาดหางไป ๒ ครั้ง ขิมนิ่งมาก ขิมไม่วิตก ขิมไม่ตกใจ ขิมไม่เครียด ขิมนิ่งจนขิมยังงงในตัวเองเลย เพราะขิมเริ่มเปลี่ยนไป ขิมก็อธิบายให้เค้าฟัง ที่เค้าฟาดๆๆ มาน่ะเป็นเพราะอะไร
ในที่สุดเค้าคงรับทราบ ขิมก็ผ่านเหตุการณ์มาได้ และตอนนี้ขิมมีความรู้สึกที่รับได้และสัมผัสได้ทุกครั้งหลังจากการนั่งสมาธิ "เหมือนขิมอิ่ม อิ่มใจ หรือ เรียกว่า อิ่มทิพย์ มันจะเกินไปหรือเปล่าไม่ทราบ แต่มันมีความรู้สึกว่า พอขิมลืมตาขึ้นมาหลังจากนั่งสมาธิ ขิมอิ่ม (ไม่ได้แอบงีบกลับน่ะคะ) แต่ความรู้สึกเหมือนคนได้นอนเต็มอิ่มง่ะ เหมือนใจเราอิ่ม ก็เลยติดใจการนั่งสมาธิ นั่งทุกคืน และช่วงหลังๆๆ ก็เห็นได้ว่าตัวขิมเองเริ่มนิ่งขึ้นเวลาเจอปัญหา ใจเย็นและมีสติในการแก้ปัญหา แถมวันนี้อ่านในบล็อกคุณหริ่นได้ของดีมาอีกว่า ให้แผ่เมตตาจิตว่า "จงเป็นสุขๆเถิด" แก่คนรอบข้าง เราไม่รู้หรอกน่ะคะว่าเค้ารับรู้ได้หรือไม่ แต่ตัวขิมเองมีความสุขคะ เพราะว่าใจขิมจะได้ไม่ต้องย้อนไปนึกถึงเรื่องแย่ๆ ที่เจอมา 
 
และจะบอกว่าโรคของขิมทำให้ขิมต้องดัดแปลงการนั่งสมาธิในท่าที่ขิมไม่เจ็บ คือต้องขอนั่งเก้าอี้ และต่อมาตอนนี้การทานอาหารของขิมน่ะน้องๆมังสวิรัต หรือน้องๆเจ เลยแหละคะ เพราะร่างกายขิมปฎิเสธการทานเนื้อสัตว์ใหญ่ ทานได้แต่อาหารทะเล  เพราะโรคของขิมเกี่ยวกับเลือดด้วยขิมเลือดน้อยต้องทานยาบำรุงเลือดช่วย เลยต้องทานปลากับไข่ช่วยในการบำรุงและสร้างเลือด ถั่วเหลืองร่างกายขิมก็ปฎิเสธ ผักผลไม้ที่มีกลิ่นฉุนร่างกายขิมก็ปฎิเสธ อิๆๆ ขิมถึงบอกว่าตอนนี้น่ะขิมน่ะน้องมังสวิรัตกับน้องเจกลายๆ แล้ว แต่ยังงงน่ะน่าจะผอมแต่ไม่ผอม เพราะฉะนั้นชิงช้าสวรรค์นะนั่งไม่ได้หรอกคุณหริ่น กลัวชิงช้าเค้าหัก หรือ ยกไม่ขึ้นถ้าขิมไปนั่ง อิๆๆ ต้องเหล็กหนา ต้องไปนั่งที่อังกฤษ นั่ง Big eye น่ะถึงจะยกน้ำหนักขิมไหว
 
 
ขอบคุณน่ะคะสำหรับข้อมูลความรู้ที่ดีๆ ที่แนะ ที่บอกกล่าว และขอบคุณที่เขียนบล็อกให้เข้าไปเสพความรู้ เสพความสุขในบล็อกของคุณหริ่น เพราะฉะนั้นเขียนบล็อกต่อไปน่ะคะ
 
 
รักษาสุขภาพน่ะคะ
 
ขิม
แฟนคลับบล็อกคุณหริ่น  (^_^)
....
 
ฉันกับคุณชาย ในแบบขาวกับดำ
แต่ฉันว่าจริงๆ ฉันน่ะภาคดำ คุณชายน่ะภาคขาว 
สวัสดีค่ะ คุณขิม และท่านผู้อ่านทุกท่าน
ทุกครั้งที่หยิบจดหมายของคุณขิมมาเล่าให้ฟัง นี่ก็ไม่หมายถึงอะไร นอกจากว่า จดหมายนั้นมีประโยชน์กับผู้อ่านด้วย เกินกว่าจะเก็บไว้อ่านคนเดียว และคำตอบของหริ่นก็อาจจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ด้วย
บางที หริ่นอาจจะเป็นเพื่อนยามค่ำคืน หรือยามกลางวันที่เบื่อๆ จากงานหน้าคอมพิวเตอร์ก็ได้ใช่ไหม แว่บมาเจอ มาอ่านกัน แล้วก็ได้อะไรดีๆ คิดความคิดไปบ้าง
คุณขิมเป็นเพียงเพื่อนจากไซเบอร์ ไม่เคยเจอหน้า แต่ก็เขียนถึงกันเป็นวรรคเป็นเวรค่ะ เพราะว่ามิตรภาพทุกวันนี้มันไม่จำกัดพรมแดน จำได้ไหมคะ คราวก่อนที่เล่าเรื่องเด็กอกหักให้ฟัง พอตอบไป เด็กก็เขียนมาถามอีก แต่ไม่ได้สนใจคำตอบที่เราเล่่าหรอก แต่อยากมาระบายเรื่อง ก ข ค ง ต่างๆ แล้วภาษาก็สุดยอด เราอ่านแล้วไม่เข้าใจจริงๆ ก็เลยตอบไปว่า ให้ไปหัดเขียนมาให้เข้าใจก่อน เพราะว่าจะสื่อสารกับใคร เขาก็ต้องเข้าใจเรา ไม่งั้นเขาจะให้คำตอบเราได้ไง
ปรากฏเล่าให้สามีฟัง สามีด่าค่ะ สามีมองอย่างผิดหวังมาก

 

"คุณโชคดีนะ ที่มีคนมอง look up  มาที่คุณ"

 

look up แปลว่าไรวะ คิดในใจ

  

"คนดี คุณเป็นคนโชคดีมาก ที่มีคนอ่านมองมาที่คุณ"​เธอเปิดประเด็นแบบคุณชาย จากนั้นก็บอกว่าต่อว่า  "คุณต้องดีกับคนอ่าน" ตามต่อด้วย "ภาษาของเด็ก มันก็เป็นวัยของเขา  เธออายุแค่นั้นเอง จะให้มาคิดเหมือนเราได้ไง"

 

อ๋อ เหรออ  คุณชายเขาแก่กว่าเรา เขายังทนได้ แต่ทำไมเราทนไม่ได้ คุณชายห้ามไม่ให้ฉันนั่งเล่น ให้ลุกไปตอบอีเมล์ทันที  แถมยังบอกว่า

"ให้เธอเขียนภาษาอังกฤษ มาให้ผมก็ได้ แล้วผมจะตอบเธอเอง"

 

ป๊าดดด  คุณชายมอบกุศโลบายว่า ให้ฉันบอกให้เด็กขียนเรื่องของเธอ ที่เจอ อันยุ่งเหยิง ด้วยภาษาของเขา  ให้วัยของเธออ่าน แล้วให้กำลังใจเธอไปว่า "ถ้าเธอเขียนดี คุณจะตีพิมพ์เรื่องของเธอ"

 

อืมมม

 

"ทำให้เธอยุ่งเข้าไว้ จะได้ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่ไม่ดีไง" คุณชายว่า

 

"อ๋อ นอกจากจะด่าเด็กแล้ว ฉันยังด่าคนที่มาปรึกษาฉันด้วยนะ เรื่องมาเที่ยวปราก เช่น เขาถามว่าเที่ยวอย่างประหยัดยังไง ฉันก็ดันไปบอกเขาว่า ก็มาเที่ยวเองสิคะ ไม่ต้องไปกับทัวร์" 

 

"คนดี๊ ทำไมไปทำอย่างนั้น ไม่ดีเลย  คุณต้องเป็นคนดี ทำไมไม่บอกเขาว่า คุณจะแนะนำที่เที่ยวให้เขา ถ้าไม่มีเวลาบอกหมด ก็ไกด์ให้บางส่วนให้เขาไปค้นเองก็ได้ เป็นคนดีนะอย่าลืม คนดี"

 

อืมมมม คนดีที่แสนเลว อิอิ หวัดดีจ้า วันนี้เอาแง่คิดจากคุณชายมาฝากนั่นเอง :) 

 

สิ่งที่คุณชายเน้นเสมอ เป็นอันดับหนึ่ง สอนสั่งทุกวันคือ  ต้องพูดจากสุภาพ นิ่มนวล และ ให้เกียรติคนอื่น โดยเฉพาะตามอาวุโส  และในเรื่องของการพูดสุภาพนั้น ไม่ใช่การพูดสุภาพแบบน้ำเน่า แต่ต้องพูดสุภาพจากความจริงใจที่เรามีจริงๆ ความสุภาพในการพูดกับคนอื่น มันจะมาจากการที่เราให้เกียรติคนอื่นในใจจริงๆ มันก็จะออกมา ดังนั้นต้องเริ่มจากรู้จักให้เกียรติคนอื่นเป็น

 

แล้วเพื่อให้น่ารัก ต้องใส่ความนิ่มนวลไป คุณชายว่า (นอกจากคำพูดแล้ว ผู้หญิงก็ต้องนิ่มนวล ฉันเคยไปยืนตัดเล็บ โดยเอามือผิงข้างฝาแล้ว แล้วตัด เพราะมันเป็นกรรไกร ตัดไม่ถนัด คุณชายด่าค่ะ บอกว่าเป็นผู้หญิง ไปนั่งตัดให้เรียบร้อย อืิมมม นั่งตัดเล็บก็ต้องเรียบร้อยนะ) 

 

ส่วนการพูดอย่างไรให้ตรง แต่สุภาพด้วย

 

คุณชายก็บอกว่า ต้องพูดตรงๆ แต่นำ้เสียงสุภาพ บอกอะไรตรงๆ ไปเลย แต่ไม่ใช่ตรงแบบโผงผาง แล้วแข็งกร้าว ถ้าเราตรงอย่างสุภาพ คนจะเชื่อถือเรา ทำหน้านิ่ง ถ้าเราโกรธ แค่นั้นก็พอแล้ว

 

ก็ไม่รู้นะ ที่ผ่านมา ฉันก็กลายเป็นคนอย่างนี้ จะพูดกับคนค่อนข้างตรง ความหมายเลย แต่สุภาพ ก็ได้ผลดีนะ อย่าล่าสุดวันนี้ยืนรอแทกซี่อยู่ที่กรุงเทพ สามเจ๊เลย มาแซงดิฉันเฉยเลย แล้วทำเป็นมองไม่เห็นเรา

 

ดิฉันเข้าไปเลย แต่ทำหน้าธรรมดา "โทษนะคะ มายืนรอก่อนค่ะ"

 

พี่พีอาร์ที่ยืนอยู่กับฉัน แอบกระซิบเลยว่า นี่แรงไปนะ สำหรับสังคมไทย ฉันก็ไม่รู้นะ ฉันพูดตรงๆ แต่ไม่ได้ทำหน้ายักษ์เลย พวกเธอก็หันมาบอกว่า

 

"โอ้ ขอโทษค่ะ มัวแต่คุยกันเลย ไม่เห็น"

 

ถ้าเป็นคนไทย แบบพี่พีอาร์ สิ่งที่แกทำไปแล้ว ไม่ได้ผลคือ แกไม่พูด แต่ไปยืนประกบ ทำท่าแย่งชิง ซึ่งแก๊งค์นั่น ก็ทำท่าไม่เห็นอยู่ดี กลายเป็นการแข่งขันกันไป

 

ฉันว่าการพูดตรงนั้นมีประสิทธิภาพมาก แต่ต้องใส่ความสุภาพ (ตรงด้วยความกรุณา) และนิ่มนวล (ในทางสังคม) เข้าไปค่ะ

 

แบบคุณชายสอนนั่นเอง  (สอนทู๊กวัน มีแฟนเหมือนมีพ่อ!!!)

 

 

"การพูดตรง คือ ความสุภาพในตัวของมันเอง"

 

 

 

 

(353484) 

 

 

 
Last Updated on Wednesday, 10 March 2010 21:35

Add comment

โปรดแสดงความเห็นอย่างสุภาพนะจ๊ะ เพื่อสร้างบรรยากาศในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
อยากด่าไม่ต้องโพสต์ในกระทู้ เพราะถูกลบอยู่ดี ให้อีเมล์มาดีกว่า ถึงตัวเหมือนกันน้า
ห้ามโพสต์เรื่องผิดกฏหมายทุกประการ การแสดงความคิดเห็นเป็นไปโดยอิสระ โดยเจ้าของเวบไซต์ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และเจ้าของเวบไซต์ไม่เกี่ยวข้อง และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้


Security code
Refresh

เที่ยวยุโรปกับคนไทยในยุโรป

เที่ยวยุโรปอย่างคุ้มค่ากับคุณสไมล์ลี่คุณลี่จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป แบบกันเองค่ะ แบกเป้สนุก และประหยัด
 
เที่ยวฮอลแลนด์ กับคุณเจี๊ยบคุณเจี๊ยบ นักเขียนตะลอนทัวร์อิตาลี่ จะพาคุณเที่ยวเนเธอร์แลนด์แบบเพื่อนอันอบอุ่น
 
เที่ยวออสเตรียแบบโฮมสเตย์ กับคุณแอ้มทริปคุณแอ้ม จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป อยากเล่นสกี และพักโฮมสเตย์กับคนไทย ลองดูที่่นี่่ค่ะ
 
>> สนใจแลกลิงค์ ติดต่อ rinแอดnetnapa.net ค่ะ 
You are here: