From: Khim Khim ( This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it )
Sent: Wednesday, March 10, 2010 11:07:09 PM
To: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
สวัสดีคะคุณหริ่น
ขอกรี๊ดดดดดค่ะ ได้รับเกียรติจากคุณหริ่นอีกแล้ว ปลื้มคะปลื้มยิ้มหน้าบานอีกแล้วขิม ตอนแล้วที่เข้าไปอ่านบล็อกคุณหริ่น พอเห็นภาพครั้งแรก ใครง่ะถ่ายภาพได้เหมือนเราเลยง่ะ (อารมณ์ประมาณศิลปินโดนก๊อปปี้ผลงาน ประมาณนั้นเลย) ก็รีบมองใหม่ว่าเข้าบล็อกผิดหรือเปล่า เอ! ก็บล็อกของคุณหริ่นนี้ ใจเย็นซิขิมขาดสติอีกแล้ว(เตือนตัวเอง) ก็เลื่อนมา โอ้! นั้นมันเมล์เรานี่ อิๆๆๆ นั่งหน้าบานเป็นพระจันทร์ยิ้มได้อีกแล้วขิม ขอบคุณน่ะคะ
จะบอกว่าเรื่องดีต่อมาที่ได้จากบล็อกคุณหริ่นก็คือ "การหัดนั่งสมาธิ" อย่างที่เคยเขียนมาเล่าให้คุณหริ่นฟังว่าโดนคลื่นร้าย ครั้งนั้นร้องไห้และเครียด แต่เราจะทำอย่างไรต้องหาทางออกให้ได้ ก็ยังหาไม่เจอแต่คิดได้ว่าก็จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ดังที่คุณหริ่นบอกว่า "ถ้าเราคิดดี ความดีก็จะเป็นเกราะป้องกันเราจากสิ่งร้ายๆ" อีกไม่กี่วันขิมก็โดนเรียกไปคุยว่า สิ้นปีจะพิจารณาอีกครั้ง ๕๐ ๕๐
และจะบอกว่าโรคของขิมทำให้ขิมต้องดัดแปลงการนั่งสมาธิในท่าที่ขิมไม่เจ็บ คือต้องขอนั่งเก้าอี้ และต่อมาตอนนี้การทานอาหารของขิมน่ะน้องๆมังสวิรัต หรือน้องๆเจ เลยแหละคะ เพราะร่างกายขิมปฎิเสธการทานเนื้อสัตว์ใหญ่ ทานได้แต่อาหารทะเล เพราะโรคของขิมเกี่ยวกับเลือดด้วยขิมเลือดน้อยต้องทานยาบำรุงเลือดช่วย เลยต้องทานปลากับไข่ช่วยในการบำรุงและสร้างเลือด ถั่วเหลืองร่างกายขิมก็ปฎิเสธ ผักผลไม้ที่มีกลิ่นฉุนร่างกายขิมก็ปฎิเสธ อิๆๆ ขิมถึงบอกว่าตอนนี้น่ะขิมน่ะน้องมังสวิรัตกับน้องเจกลายๆ แล้ว แต่ยังงงน่ะน่าจะผอมแต่ไม่ผอม เพราะฉะนั้นชิงช้าสวรรค์นะนั่งไม่ได้หรอกคุณหริ่น กลัวชิงช้าเค้าหัก หรือ ยกไม่ขึ้นถ้าขิมไปนั่ง อิๆๆ ต้องเหล็กหนา ต้องไปนั่งที่อังกฤษ นั่ง Big eye น่ะถึงจะยกน้ำหนักขิมไหว
ขอบคุณน่ะคะสำหรับข้อมูลความรู้ที่ดีๆ ที่แนะ ที่บอกกล่าว และขอบคุณที่เขียนบล็อกให้เข้าไปเสพความรู้ เสพความสุขในบล็อกของคุณหริ่น เพราะฉะนั้นเขียนบล็อกต่อไปน่ะคะ
รักษาสุขภาพน่ะคะ
ขิม
"คุณโชคดีนะ ที่มีคนมอง look up มาที่คุณ"
look up แปลว่าไรวะ คิดในใจ
"คนดี คุณเป็นคนโชคดีมาก ที่มีคนอ่านมองมาที่คุณ"เธอเปิดประเด็นแบบคุณชาย จากนั้นก็บอกว่าต่อว่า "คุณต้องดีกับคนอ่าน" ตามต่อด้วย "ภาษาของเด็ก มันก็เป็นวัยของเขา เธออายุแค่นั้นเอง จะให้มาคิดเหมือนเราได้ไง"
อ๋อ เหรออ คุณชายเขาแก่กว่าเรา เขายังทนได้ แต่ทำไมเราทนไม่ได้ คุณชายห้ามไม่ให้ฉันนั่งเล่น ให้ลุกไปตอบอีเมล์ทันที แถมยังบอกว่า
"ให้เธอเขียนภาษาอังกฤษ มาให้ผมก็ได้ แล้วผมจะตอบเธอเอง"
ป๊าดดด คุณชายมอบกุศโลบายว่า ให้ฉันบอกให้เด็กขียนเรื่องของเธอ ที่เจอ อันยุ่งเหยิง ด้วยภาษาของเขา ให้วัยของเธออ่าน แล้วให้กำลังใจเธอไปว่า "ถ้าเธอเขียนดี คุณจะตีพิมพ์เรื่องของเธอ"
อืมมม
"ทำให้เธอยุ่งเข้าไว้ จะได้ไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่ไม่ดีไง" คุณชายว่า
"อ๋อ นอกจากจะด่าเด็กแล้ว ฉันยังด่าคนที่มาปรึกษาฉันด้วยนะ เรื่องมาเที่ยวปราก เช่น เขาถามว่าเที่ยวอย่างประหยัดยังไง ฉันก็ดันไปบอกเขาว่า ก็มาเที่ยวเองสิคะ ไม่ต้องไปกับทัวร์"
"คนดี๊ ทำไมไปทำอย่างนั้น ไม่ดีเลย คุณต้องเป็นคนดี ทำไมไม่บอกเขาว่า คุณจะแนะนำที่เที่ยวให้เขา ถ้าไม่มีเวลาบอกหมด ก็ไกด์ให้บางส่วนให้เขาไปค้นเองก็ได้ เป็นคนดีนะอย่าลืม คนดี"
อืมมมม คนดีที่แสนเลว อิอิ หวัดดีจ้า วันนี้เอาแง่คิดจากคุณชายมาฝากนั่นเอง :)
สิ่งที่คุณชายเน้นเสมอ เป็นอันดับหนึ่ง สอนสั่งทุกวันคือ ต้องพูดจากสุภาพ นิ่มนวล และ ให้เกียรติคนอื่น โดยเฉพาะตามอาวุโส และในเรื่องของการพูดสุภาพนั้น ไม่ใช่การพูดสุภาพแบบน้ำเน่า แต่ต้องพูดสุภาพจากความจริงใจที่เรามีจริงๆ ความสุภาพในการพูดกับคนอื่น มันจะมาจากการที่เราให้เกียรติคนอื่นในใจจริงๆ มันก็จะออกมา ดังนั้นต้องเริ่มจากรู้จักให้เกียรติคนอื่นเป็น
แล้วเพื่อให้น่ารัก ต้องใส่ความนิ่มนวลไป คุณชายว่า (นอกจากคำพูดแล้ว ผู้หญิงก็ต้องนิ่มนวล ฉันเคยไปยืนตัดเล็บ โดยเอามือผิงข้างฝาแล้ว แล้วตัด เพราะมันเป็นกรรไกร ตัดไม่ถนัด คุณชายด่าค่ะ บอกว่าเป็นผู้หญิง ไปนั่งตัดให้เรียบร้อย อืิมมม นั่งตัดเล็บก็ต้องเรียบร้อยนะ)
ส่วนการพูดอย่างไรให้ตรง แต่สุภาพด้วย
คุณชายก็บอกว่า ต้องพูดตรงๆ แต่นำ้เสียงสุภาพ บอกอะไรตรงๆ ไปเลย แต่ไม่ใช่ตรงแบบโผงผาง แล้วแข็งกร้าว ถ้าเราตรงอย่างสุภาพ คนจะเชื่อถือเรา ทำหน้านิ่ง ถ้าเราโกรธ แค่นั้นก็พอแล้ว
ก็ไม่รู้นะ ที่ผ่านมา ฉันก็กลายเป็นคนอย่างนี้ จะพูดกับคนค่อนข้างตรง ความหมายเลย แต่สุภาพ ก็ได้ผลดีนะ อย่าล่าสุดวันนี้ยืนรอแทกซี่อยู่ที่กรุงเทพ สามเจ๊เลย มาแซงดิฉันเฉยเลย แล้วทำเป็นมองไม่เห็นเรา
ดิฉันเข้าไปเลย แต่ทำหน้าธรรมดา "โทษนะคะ มายืนรอก่อนค่ะ"
พี่พีอาร์ที่ยืนอยู่กับฉัน แอบกระซิบเลยว่า นี่แรงไปนะ สำหรับสังคมไทย ฉันก็ไม่รู้นะ ฉันพูดตรงๆ แต่ไม่ได้ทำหน้ายักษ์เลย พวกเธอก็หันมาบอกว่า
"โอ้ ขอโทษค่ะ มัวแต่คุยกันเลย ไม่เห็น"
ถ้าเป็นคนไทย แบบพี่พีอาร์ สิ่งที่แกทำไปแล้ว ไม่ได้ผลคือ แกไม่พูด แต่ไปยืนประกบ ทำท่าแย่งชิง ซึ่งแก๊งค์นั่น ก็ทำท่าไม่เห็นอยู่ดี กลายเป็นการแข่งขันกันไป
ฉันว่าการพูดตรงนั้นมีประสิทธิภาพมาก แต่ต้องใส่ความสุภาพ (ตรงด้วยความกรุณา) และนิ่มนวล (ในทางสังคม) เข้าไปค่ะ
แบบคุณชายสอนนั่นเอง (สอนทู๊กวัน มีแฟนเหมือนมีพ่อ!!!)
"การพูดตรง คือ ความสุภาพในตัวของมันเอง"
(353484)




คุณลี่จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป แบบกันเองค่ะ แบกเป้สนุก และประหยัด
คุณเจี๊ยบ นักเขียนตะลอนทัวร์อิตาลี่ จะพาคุณเที่ยวเนเธอร์แลนด์แบบเพื่อนอันอบอุ่น