Font Size

Screen

Profile

Layout

Direction

Menu Style

Cpanel

Blogs

เมื่อชั้นมีห้องทำงาน!

E-mail Print PDF

 
 จาก ... ห้องทำงานของชั้นนะนี่!
 
 
มาเช็คครั้งนี้ แตกต่างจากทุกครั้ง เพราะซื้อตั๋วเครื่องบินขาเดียว และอัพเดทสถานะไว้่ในเฟซบุคว่า "อยู่สาธารณรัฐเช็ก อย่าง (ยัง) ไม่มีกำหนดกลับ" ไม่เหมือนกับทุกครั้งที่จองตั๋วไปกลับจากไทยเรียบร้อย แต่มาครั้งนี้คิดว่า "ต้องอยู่ยาว"​ เป็นแม่บ้านฝรั่ง ตามหน้าที่เสียที
 
เมื่อความรู้สึกเรารู้ว่าต้องถึงเวลาทำจริงๆ มันก็จะกระตือรือร้น สองเช้าวันมานี้ ตื่นเจ็ดโมงกว่า เป็นครั้งแรกที่ตื่นก่อนสามี ปกติจะไม่มีแรงบันดาลใจอะไร จะตื่นสายมาก แต่นี่ตื่นก่อนสามี แล้วก็ทำงานบ้านเลี่ยมหมด ไม่ว่าจะเก็บบ้าน กวาดบ้าน ถูกบ้าน เช็ดโซฟา โต๊ะ ล้างจาน ซักผ้า ให้อาหารหมา เก็บขี้หมา ซักผ้า พับผ้า เก็บของ  ทิ้งขยะ ขัดรองเท้าให้สามี ทำซุปไว้รอ ชงกาแฟไว้รอ และแม้แต่ล้างรถให้ ทั้งด้านนอก และด้านใน อ้อ รีดผ้าอีกต่างหาก แถมยังทำกับข้าวของตัวเอง คือ ไข่ลวก ชา และผลไม่้
 
สามีตื่นมาเป็นงง เมียแอคทีฟมาก สองชั่วโมงกว่า เก็บหมดบ้าน แล้วนั่งทำหน้าแบบ "ว่าง"​ ไม่มีอะไรให้ทำ ปกติเรามีแม่บ้านทำทั้งวัน ไม่เสร็จไม่สิ้น อ้อยอิ่ง จ่ายราคาแพง  แต่คราวนี้ "ข้อย" ลุยเอง มีการล้างรถอีกต่างหาก
 
ก็ไม่รู้ว่าทำไม ทำไปไหวนะ แต่มันอยู่ที่ "ใจ" จริงๆ 
 
....
 
นอกจากเก็บบ้านแล้ว ก็มีการ สามีจะไปทำงาน อีนี่เอาคอมโน๊ตบุคใส่กระเป๋า แล้วตามสามีไปที่ทำงานด้วยนะ บอกสามีด้วยว่าจะเอาคอมไปนั่งทำงานด้วย
 
เหอ เหอ จะแอคทีฟ น่ากลัวเกินไปไหม
 
สามีก็จัดการเลย มอบห้องทำงาน บรรยากาศดีให้ห้องหนึ่ง ตอนนี้ฉันเลยนั่งเขียนงานที่ห้องทำงานของตัวเองแล้วนะ เกิดมีห้องทำงานซะงั้น
 
และก็เลยตั้งใจว่า จะทำระบบทัวร์เช็ค และยุโรป ให้ชัดเจน ที่จริงที่บริษัทก็ขึ้นป้าย บริษัททัวร์ โอซีที ทราเวล ที่สามียกให้ฉันอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมา ฉันทำงานจากที่บ้าน คราวนี้แหละมีห้องทำงานแล้ว จะทำงานให้เป็นระบบ ไม่ต้องไปมองหางานทำจากที่อื่นหรอก ทำมันของตัวเองนี่แหละ
 
งานทัวร์ เริ่มจากศูนย์ เริ่มจากก้าวแรก เริ่มจากเรียนรู้ด้วยตัวเอง ในต่างแดน ที่ผ่านมาก็ได้ทำแล้ว ได้เจอปัญหาแล้ว และได้เจอถูกโกงมาแล้ว คิดว่าเป็นบทเรียนล้ำค่าให้ก้าวต่อไป ที่ผ่านมา เราทำแบบไม่แคร์เงิน แต่ตอนนี้ต้องทำให้เป็นระบบขึ้น
 
ท่าน ว. วชิรเมธี เคยบอกว่า เราออกมานอกบ้าน ก็เหมือนไปเตะบอลนอกบ้าน ชนะนอกบ้าน มันภูมิใจมากกว่าในบ้าน
 
ก็ว่าจะลองดูสักครั้ง
 
มาถึงออฟฟิศ ก็จัดการเอาสตรอบอรี่ใส่จาน น้ำหนึ่งแก้ว วางไว้บนโต๊ะ นั่งทำงานจากตอนนี้ เริ่มจากเวบไซต์ ที่เป็นเจ้าของอยู่สองอันคือ www.thailand.cz และ www.czech4thai.com
 
นี่แหละ ที่จะทำเอง สู้ๆ  
 
 
 
 
(404316
 
Last Updated on Wednesday, 07 July 2010 11:11

วิธีแก้กลัวเครื่องบิน

E-mail Print PDF
User Rating: / 1
PoorBest 

 
ภาพจากเครื่องบินที่เพื่อนถ่ายให้
แต่ก่อนไม่เคยอยากมองออกนอกหน้าต่างเครื่องบินเลย
จึงไม่เคยเห็นความงามเช่นนี้ 
 
 
 
"เครื่องบิน" ... เมื่อไหร่ที่ต้องขึ้นเครื่อง ถ้าเลี่ยงได้ ก็จะเลี่ยง เพราะแค่นึกถึงมัน ก็ใจสั่นแล้ว ก่อนหน้านี้ ถ้าต้องเดินทาง ไปปรากและกรุงเทพฯ จะนอนไม่หลับ เครียด กระสับกระส่าย อยู่ถึงสองอาทิตย์ก่อนหน้า เคยไปหาหมอ ก็ได้ยาแก้กลัว แก้เครียด แก้เมาเครื่องมากิน ...
 
ความกลัวเครื่องบิน ที่พยายามจะรักษาให้หาย ทั้งคุยกับนักบิน อ่านข้อมูลทางเน็ต สนทนากับพระ เอาธรรมเข้าข่ม สวดมนต์ภาวนา นั่งสมาธิ หรือข้อคำปรึกษาจากเพื่อนๆ ที่พอจะมีเวลานั่งฟังเราได้
 
แต่อย่างไรก็ตาม ตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน ต้องหาวิธีรักษาตัวเอง 
 
ล่าสุด วิธีการที่ฉันนำมาใช้ หลังจากยา, นั่งสมาธิแบบ "กลัวหนอๆ", และการ "มรณสติ"​ ไม่ช่วย ก็คือ การใช้ "พลังจิตที่เข้มแข็ง" ของเรา เข้าสู้ บวกกับ "การระลึกชาติ" เพื่อหาสาเหตุของการกลัวเครื่องบิน
 
พูดแล้วเหมือนตลกนะ แต่มันก็ได้ผล
 
"พลังจิตที่เข็มแข็ง" ที่ว่า ก็คือ การพยายามสร้างจิตที่เป็นกุศล จึงต้องใช้เวลานานก่อนหน้านี้ สะสมมาเรื่อยๆ ทั้งทางบุญ และทาง "สมาธิ" สังเกตได้ว่า เมื่อได้ฝึกสมาธิอย่างต่อเนื่องนี้ ทำให้มีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้น
 
เช่น เมื่อเจอปัญหาก็รับได้, ใจเย็นขึ้น, ไม่กลัวอะไรง่ายๆ, ไม่ตกใจง่าย, (เดี๋ยวนี้ไปวัด เจอหมาวัด วิ่งเป็นสิบๆ เข้ามาหา ไม่กลัวเลย เดินเข้าไปหามันได้เลย จากแต่ก่อนจะกลัวตัวสั่น เดี๋ยวนี้มั่นใจมาก เดินเข้าวัดอย่างเดียว จนลืมหมา) หรือจิตใจที่เข้มแข็งขึ้น จากการกล้าขับรถขึ้นถนนจริง ทั้งในกรุงเทพฯ บ้านนอก และในเมืองนอก ก็ทำได้ เมื่อได้เริ่มต้นทำ ก็ทำได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ทุกข์มากเกินไป กับ "ความกลัว"​ และ "ความอ่อนแอในใจ" 
 
คิดว่า "พลังใจที่เข้มแข็ง" นี้ ทำให้เที่ยวนี้นั่งเครื่องไม่กลัว ไม่เครียดก่อนขึ้นเครื่องเหมือนที่ผ่านมาๆ มันหายไปเฉยๆ
 
ส่วนตอนเครื่องแล้ว ถ้าเวลาเจอหลุมอากาศ เครื่องสั่นๆ นี้ อาการกลัวจะหนักจนสงสารตัวเอง คือ หายใจไม่ออก ใจสั่น หอบ แล้วต้นขากระตุกเองเลย ใจมันวูบ ไม่ได้กลัว "ตาย" แต่ "กลัว" นี่แหละ เข้าใจว่ากลัวความสูง ตายไม่กลัว กลัวหล่นจากที่สูงว่างั้นเหอะ
 
ล่าสุด ได้เจอ "พี่ฉิน" นักบินจากการบินไทย ก็เลยถามว่า "กลัวตอนเครื่องตกหลุมอากาศ ทำไงดี"
 
พี่ฉินบอกว่า "ไปกลัวทำไม เครื่องบินบินตั้งสูง มีเวลาตั้งนาน กว่านักบินจะปรับและแก้ปัญหาได้ ไม่หล่นลงพื้นง่ายๆ หรอก"
 
เออ ได้ฟังแล้วก็จริงแฮะ เป็นเหตุเป็นผล ทำให้เราเข้าใจ และสบายใจขึ้น
 
บวกกับหลักธรรมที่ว่า "ทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันเปลี่ยนแปลงเสมอ ไม่มีอะไรคงทนถาวรตลอดไป อะไรที่เกิดขึ้น ถึงเวลามันก็ต้องหาย เวลาเครื่องตกหลุมอากาศก็เช่นกัน เป็นแป๊บนึง เดี๋ยวมันก็หายเอง" ก็คิดว่ายึดหลักเหตุผลสองข้อนี้ไว้
 
ทีนี้ พอมาขึ้นบินจริง ถึงได้เข้าใจที่เขาบอกว่า "ชนะอะไร ไม่เท่าชนะใจตัวเอง" เพราะว่า พอเครื่องบินแล้ว เจอหลุมอากาศ ก็นั่งต่อสู้่กับความกลัวใจเรา
 
เรียกว่า นั่งดูความกลัวของเราเอง ไม่แกล้งลืมมันเหมือนที่ผ่านมา
 
ดูใจเราว่า ใจเรามันอวิชชานะ เห็นผิด มันมีสิ่งยึดติด ว่าต้องเป็นอย่างนี้ๆ คนอื่นๆ เขาไม่เป็นไร แต่เราเป็น แสดงว่าจิตของเรามันผิดปกติว่าคนอื่นเขา
 
นั่งสู้กับมัน อธิบายเป็นคำยาก แต่ความหมายอย่างนั้นจริงๆ คือ นั่งสู้กับความกลัว ไม่ให้กลัว แบบตัวต่อตัว มีภาพเราแพ้ เราชนะ อยู่ในใจ มันยากเย็น จนเราเข้าใจแล้วว่า "ชนะใจตัวเองได้ เป็นเรื่องยากกว่าชนะคนอื่น" 
 
นอกจากพยายามดูว่าจิตเรามันอวิชชา แล้วพยายามสู้ให้มันเป็นถูกต้อง ให้มันมีปัญญา ให้มันมีกุศลจิตว่า "เครื่องบินเป็นพาหนะที่ปลอดภัย หลุมอากาศเป็นแค่สภาวะหนึ่ง" แล้ว .... ก็ใช้ "การระลึกชาติ"​ เข้ามาช่วย เพราะอะไร ทำไมถึงว่าอย่างนั้น
 
คือ ก่อนขึ้นเครื่อง ก็สนใจเร่ื่องวิชาสมาธิ ก็ไปอ่าน พบว่าเวลาเราทำสมาธินี้ จะมีหลายแบบ แบบหนึ่งเขาจะมีขั้นที่ระลึกชาติ เพื่อให้เรารู้ที่มา ที่ไป แล้วละอวิชชาของเราได้ เข้าใจที่มาที่ไปของเรา แล้วทำให้เราหลุดพ้นได้
 
ก็เลยเอาตรงนี้มาจับ หาสาเหตุว่าทำไมเรากลัวเครื่องบิน ...​ ก็นึกไปถึงตอน ป. สอง ที่เข้ากรุงเทพฯ มาเล่นเครื่องเล่นที่แดนเนรมิตร แล้วตอนนี้มันหวาดเสียวมา กลัวสุดชีวิต แทบจะหัวใจวาย เรียกว่ามันฝังใจ จนถึงทุกวันนี้ทำให้กลัวความสูง ความสั่นสะเทือน ...
 
ก็นึกๆ ถึงเหตุการณ์วันนั้นไป ขณะที่เครื่องบินที่นั่งจริงๆ อยู่ก็สั่น แล้วก็พยายามข่มใจ สู้กับความกลัว คิดว่า เราอยู่ในสถานการณ์จริงแล้วนะ เราจะรบในสนามจริงนี่แหละ เอาให้ชนะเสียครั้งนี้ ไม่อยากรบ ไม่อยากทุกข์อีกแล้ว ช็อคตายก็เป็นช็อคตายไปเลย ไม่ขอว่า พอแค่นึกถึง "การนั่งเครื่อง" ทีไร ก็ "กลัว"​ ไม่เอาอีกแล้ว
 
ก็เลยสู้กับมัน แล้วบอกมันว่าที่เอ็งกลัว เพราะตอนเด็กๆ เอ็งเจอเรื่องนี้นะ เลยฝังใจ บอกมันไป ระลึกถึงความรู้สึกเก่าๆ ที่ฝังใจไว้ เปิดออกมาให้หมด แล้วก็ทำใจแข็งๆ ว่าไม่กลัวแล้ว ไม่ต้องกลัวแล้ว
 
เครื่องบินเที่ยวนี้ มันก็ดีนะ มันก็สั่นในช่วงชั่วโมงแรก หลายระลอก ให้เราสู้ จนกระทั่งเหมือนกับว่า ไม่กลัวแล้ว เหมือนเครื่องมันสั่นๆ แล้วก็หายไป ....​ หลังจากชั่วโมงนั้น ก็ไม่มีสั่นอีกเลย
 
เหมือนกับ "เกิดใหม่" ในความกลัว เพราะในชีวิตมีกลัวไม่กี่อย่าง
 
ชีวิตช่วงนี้ สะสางภาระเกือบหมดทุกอย่างในชีวิต เรียกว่า "ไม่มีอะไรห่วงแล้ว" พร้อมตายได้ ไม่กลัว ได้มาหายกลัวเครื่องบินก็รู้สึกว่า เป็นชัยชนะเล็กๆ ที่สำคัญเลยนะ
 
พอหายกลัวแล้ว ก็กำหนดนอนสมาธิบนเครื่องบิน ท่าเดียวถึงเช้าเลย ไม่ขยับตัวเลย แล้วไม่เมื่อย ปกตินั่งเครื่องนี้ หาท่าแล้วหาท่าอีก กว่าจะหลับ แล้วก็ขยับไปมา เป็นทุกข์ ไม่สุขเสียเลย ...​ แต่ตอนนี้มีสมาธิ นั่งลงท่าไหน ก็หลับ แล้วเห็นตัวเองนอนหลับเรียบร้อยเชียว ไม่เมื่อยด้วย
 
เป็นอีกครั้ง ที่ "สมาธิ" ช่วยให้ชีวิตได้พ้นทุกข์ และสุขง่ายขึ้น
 
สมาธิ...  
 
ไม่ลอง ย่อมไม่รู้
 
ไม่ทำดู ก็คิดว่ายาก
 
ถ้าทำได้แล้ว ง่ายนิดเดียว
 
แถมมีประโยชน์มหาศาล
 
 
ปล. 
  1. สมาธิ ต่างกับโยคะ ตรงที่ โยคะคือความเข็มแข็งของร่างกาย สมาธิคือความเข้มแข็งของจิตใจ ฝึกควบคู่กันได้ ย่อมดีมาก
  2. ถ้าใครไม่ได้กลัวเครื่องบินก็ขออภัยด้วยค่ะ แต่อาจประยุกต์ใช้กับการกลัวอย่างอื่นได้นะ :)
 
 
(403948) 
 
 
 
Last Updated on Tuesday, 06 July 2010 19:33

เลนของเรา .... ก็คือเลนของเรา?

E-mail Print PDF

 

กับเพืื่อนๆ ที่ใจดีไปส่งที่สนามบิน :)

....

 
เรื่องนี้ เขียนจาก โต๊ะทำงานของตัวเอง ที่บ้านที่เช็ก
 
ประสบการณ์ สองสามวันที่ผ่านมาคือ - - นั่งรถไฟจากอุบล ไปขึ้นเครื่องบินต่อที่สุวรรณภูมิ ถึงเวียนนา ต่อเครื่องเข้าปราก --  ค่อนข้างเดินทางยาวอยู่ มาถึงปุ๊บเลยหลับเป็นตายทั้งวันทั้งคืน - - วันต่อมา ครอบครัวที่เช็ก จัดงานเลี้ยงทั้งวัน - - วันต่อมา "พี่ต้น" รุ่นพี่ที่นับถือมาปราก เราได้เดินเที่ยวปรากทั้งวัน และเม้าท์มอยกันเรื่องต่างๆ ทั้งวัน - - วันนี้ถึงได้นั่งอยู่บ้าน เก็บบ้าน ล้างรถ และดูแลหมา
 
มาถึงบ้าน บ้านก็สะอาดเกลี้ยงเกลาดีมาก สามีให้แม่บ้านจากบริษัทมาจัดการดูแลเลี่ยม ข้าวของทุกอย่างของฉันยังอยู่ที่เดิม ไม่หายไปสักชิ้น รวมทั้งเนื้อทอดที่ใส่ตู้เย็นไว้เมื่อสี่เดือนก่อน ก็ยังอยู่ในตู้เย็นเหมือนเดิม และก็ยังกินได้อยู่ 555  ตอนที่ฉันหลับทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้กินอะไร สามีกลัวจะหิว อุตสาห์เอาเชอร์รี่แช่เย็น มาเสิร์ฟให้ฉัน ฉันก็กินแบบยังหลับอยู่อ่ะ หลับตา และนอนกินทีละลูกๆ เหมือนในฝันเลย 
 
เมื่อมาถึงเช็ค ปุ๊บ ฉันก็จัดการขับรถต่อ ไม่ให้ห่างหาย เพราะกลัวว่าจะลืม และกลัวถนน พอถึงสนามบิน ก็ขอคุณชายขับรถออกจากสนามบินเลย ก็ตื่นเต้นที่ได้ขับรถตัวเอง พบว่า เรานึกว่ารถใหญ่จะขับง่าย กลับกลายเป็นว่ารถหนัก และบังคับรถยาก เข้าโค้่งทีนี้เหมือนรถแข่งในสนาม เรียกว่ายังปรับตัวกับรถใหม่ไม่ได้หมด
 
ข้อแตกต่างของการขับรถที่ไทยและปราก
  • ประเทศเช็ค ขับรถชิดขวา ดังนั้น เราต้องปรับโหมด โดยคิดว่า ต้องให้ตัวเราเองอยู่ตรงเส้นเลนตรงกลาง
  • เกียร์ ก็อยู่ทางขวา คนขับอยู่ทางซ้าย และไฟเลี้ยว อยู่ทางซ้าย
  • ที่นี่ เขาไม่เปลี่ยนเกียร์เลย คุณชายบอก จอดติดไฟแดง ก็ใช้เกียร์ D นั่นแหละ เหยียบเบรกเอา ไม่เปลี่ยนเกียร์เลยตลอดทาง เป็นงงง
  • รถฉัน ไม่มีเบรกมือ!!
 
ตอนขับๆ ก็มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่ถูกรถของคุณป้าผมทอง ขับเบียดเลนมา สามีก็บอกว่า "รักษาเลนของคุณไว้ ไม่ต้องไปสนใจ"
 
แต่ปรากฏว่า โดยสัญชาตญาณแล้ว ฉันเบรกเอี๊ยด ปล่อยให้คันหลังที่ตามฉันมา เบรกไปด้วย เพราะถ้าไม่เบรก คุณป้าก็ไม่ได้แคร์สื่อ เบียดเลนฉันมาหน้าตาเฉย ไม่ได้คิดจะหยุดให้ฉันแต่อย่างใด หากฉันยังรักษาเลนของฉันต่อไป ก็คือ ต้องชนกันแน่แท้ และคุณป้าก็คงไม่มีเงินจ่ายค่าซ่อมรถราคาแพงที่ฉันก็รักของฉันเป็นแน่ ต้องเสียเวลาอีกนาน กว่าจะจัดการเคลียร์กันจบ
 
ก็เลยคิดว่า ใช่นะ เลนนั้นมันเลนของเรา แต่ถ้าเจอคนที่ไม่ดูตามาตาเรือ แรงมา บางทีเราก็ต้องหยุด ขืนไปรักษาเลนของเราต่อไป เราก็ถูกชนแน่ๆ 
 
รู้หลบเป็นปีก รู้หลึกเป็นหาง
 
สวัสดี กรุงปราก ... เนตรนภา "มือใหม่หัดขับ" มาแล้ว 
 
 
(403766) 
 

 

 

คุณฟีล ผู้่บริหารพั๊นซ์ มีเดีย คุณชายของพี่ต้น กรึ่มเบียร์ กลางกรุงปราก ถ่ายภาพเป็นหลักฐาน โดย netnapa.net :) 

 
 


สลด!หนุ่มใหญ่ถูกล่ามโซ่นานกว่า42ปี พ่อแม่ตายหมด กลายเป็นคนตกสำรวจ แม้แต่อบต.ก็ไม่ช่วย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดแพร่ว่า พบชายวัยกลางคนคนหนึ่งถูกล่ามโซ่เป็นชีเปลือยอยู่บนยุ้งฉางข้าวเก่า ที่บ้านเลขที่ 16 หมู่ที่ 9 บ้านแม่ยุ้น ตำบลปงป่าหวาย อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ จึงเดินทางไปตรวจสอบบนห้องของยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือกเดิม แต่ตอนนี้ไม่ได้เก็บข้าวเปลือกมานานหลายสิบปี บริเวณกลางห้องก็พบนายทา  แก่นแก้ว อายุ 58 ปี ยืนเปลือยกายอยู่ และส่วนที่ข้อเท้าซ้ายมีโซ่ ผูกติดกับพื้นไว้อย่างหนาแน่น และภายในห้องก็โล่งไม่มีอะไรนอกจากผ้าห่มเก่าๆ1ผืน และขันน้ำ จาน วางอยู่


สอบถาม นางศรีรัตน์ เลือกใช้ อายุ 46 ปี เจ้าของบ้านและเป็นหลานของ นายทา กล่าวว่า นายทาถูกล่ามโซ่มาตั้งแต่อายุ 16 ปี เนื่องจากป่วยทางประสาท จนกระทั่งพ่อแม่ และพี่ๆอีก 3 คน ของนายทาก็เสียชีวิตหมดแล้ว เหลือตนเพียงคนเดียวที่เป็นลูกของพี่สาวของนายทา  ตนได้แต่งงานแล้วมีลูก 2 คน แต่สามีก็ทิ้งไป เนื่องจากทนไม่ไหวกับการเป็นภาระดูแลนายทา เคยคิดจะแต่งงานใหม่ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากไม่มีใครที่จะยอมมาเป็นภาระเลี้ยงดูนายทาด้วย

 

นางศรีรัตน์ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่จำความได้ที่ต้องดูแลนายทาหลังจากที่พ่อแม่ญาติๆเสียชีวิตมานานร่วม 10 กว่าปีแล้ว ทุกวันนี้ก็จะหาเวลาไปรับจ้างเล็กๆน้อย เพราะต้องมาดูแลจัดหาข้าวปลาให้ทุกมื้อ พอนายทาหิวข้าวขึ้นมาก็จะเกิดอาการอาละวาด และจะเรียกหาแต่แม่ตลอดเวลา เพราะก่อนหน้านั้นแม่เป็นผู้เลี้ยงดู นายทาก็จำได้เพียงแต่แม่คนเดียว ในส่วนของทางการก็ไม่เคยมาช่วยเหลือ แม้แต่ตนไปขอบัตรคนพิการจาก อบต.ก็ยังไม่ยอมออกให้ และให้คำตอบว่า นายทาเป็นคนตกสำรวจ ไม่มีบัตรประชาชน ซึ่งตนก็จนใจเพราะไม่มีใครแนะนำและช่วยเหลือ จะทิ้งก็ไม่ได้ ต้องดูแลในฐานะที่เป็นหลาน อีกทั้งยังต้องเลี้ยงดูแลลูกอีก 2 คนด้วย ก็อยากจะวิงวอนขอผู้ใจบุญได้ช่วยเหลือพอเป็นค่าอาหารค่าใช้จ่ายบ้างก็จะเป็นพระคุณ เพราะส่วนที่จะนำรักษานั้นตนก็ยังไม่เคยเห็นใครยื่นมือเข้าเพื่อจะพาไปรักษา เพียงแต่ไปขอยาระงับประสาทที่ทางโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัยจัดมาให้ก็จะให้ทานยาทุกวันเมื่อหมดก็ไปขอมาอีก 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด ถ้าหากผู้มีจิตศรัทธา ต้องการให้ความเมตตาติดต่อได้ที่หมายเลข 080-132-1917 นางศรีรัตน์ เลือกใช้ หลานสาวของนายทา

 

ที่มา มติชน 

 

 


 

 

พระทนดูไม่ได้ชาวบ้านรถคว่ำ ซื้อปูนซ่อมถนนประชดราชการไม่เหลียวแล


เมื่อเวลา   10.00  น.วันที่  5  กรกฏาคม   ผู้สื่อข่าวรับแจ้ง ว่า  มีพระภิกษุสงฆ์  วัดบ้านเชื้อเพลิง   หมู่ที่  1  ถนนเชื้อเพลิง – ตาปาง   ต.เชื้อเพลิง   อ.ปราสาท  จ.สุรินทร์   ได้นำลูกศิษย์ไปซื้อวัสดุหิน  ปูน  ทราย   พร้อมช่วยกันผสมปูน เพื่อซ่อมถนนลาดยางที่ชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อบริเวนหน้าวัด จึงเดินทางไปสังเกตการณ์ที่บริเวนหน้าวัดสภาพถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ  และถนนร่อนเป็นแนวกว้างยาวตลอดเส้นทาง  โดยพบ  พระอาจารย์รุง  ติสระโณ  วัดบ้านเชื้อเพลิง  พร้อม  นายทวี  พลวงงาม  ลุกศิษย์  ช่วยกันผสมปูน หิน  ทราย  ไปเทคลุกตามหลุมต่าง ๆ   

 

สอบถาม พระอาจารย์รุง   กล่าวว่า  เหตุที่ต้องมาอยู่กลางแดดร้อนๆ  คลุกผสมปูนเพราะสภาพถนนย่ำแย่ชาวบ้านร้องเรียนไปจังหวัดหลายครั้งแล้ว  ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบเลี่ยวแลซ่อมบำรุง   วัดไม่สามารถทนดูผู้ใช้รถใช้ถนนเส้นทางนี้ต้องประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บ  และอาจพิการ  ล้มตาย   ดังนั้นเจ้าอาวาสวัด    จึงไปสั่งซื้อวัสดุให้ซ่อมถนนเพื่อลดอุบัติเหตุ

 

ด้าน นางชอบ  ต้องถือดี  ราษฏรบ้านเชื้อเพลิง  กล่าวว่า   เมื่อขี่รถจักรยานยนต์มาเห็นพระอาจารย์รุง  นำพาลูกศิษย์ซ่อมถนนขออนุโมทนาสาธุด้วย   เนื่องจากถนนนี้มีอุบัติเหตุบ่อย ๆ  ล่าสุด  ชาวบ้านขี่ จยย. หลบหลุมแต่ไม่พ้นต้องลงหลุมจึงทำให้รถเสียหลัก   จักรยานยนต์พลิกค่ำบาดเจ็บสาหัส

 

 

ที่มา มติชน 

 

 
Last Updated on Tuesday, 06 July 2010 17:04

ชวนทำบุญ การศึกษาสงฆ์ค่ะ

E-mail Print PDF

พล.อ.อ.กำธน สินธวานนท์

ซึ่งผู้ที่สนใจจะร่วมสมทบทุนในการสนับสนุนการศึกษาของพระสงฆ์ไทยในปีต่อไป สามารถร่วมถวายผ่านบัญชี...  

พล.อ.อ.กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย กล่าวว่า โครงการทุนเล่าเรียนหลวงฯ จะจัดพิธีถวายทุนเล่าเรียนหลวงฯ เพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับพระสงฆ์   ในวันที่   7  ก.ค.  เวลา 14.00  น.  ณ  ห้องประชุมสุชีพ  ปุญญานุภาพ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย  (มมร.)  ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล  จ.นครปฐม  
 
ประกอบด้วย  
  • 1.  ทุนเล่าเรียนหลวงภายใต้การกำกับดูแลของกองบาลีสนามหลวง  81  ทุน  รวมเป็นเงิน  824,000  บาท 


  • 2.  ทุนเล่าเรียนหลวงภายใต้การกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) จำนวน 236 ทุน รวมเป็นเงิน 1,785,000 บาท 
  • 3. ทุนเล่าเรียนหลวงภายใต้การกำกับดูแลของ  มมร.  จำนวน  54 ทุน  รวมเป็นเงิน  527,000  บาท  
  • 4.  ทุนเล่าเรียนหลวงภายใต้การกำกับดูแลของกองงานพระธรรมทูต จำนวน 9 ทุน รวมเป็นเงิน 180,000 บาท 

พล.อ.อ.กำธนกล่าวต่อไปว่า  
  • 5.  ทุนพระวิปัสสนาจารย์ ซึ่งเป็นทุนสนับสนุนคณะสงฆ์ในการผลิตบุคลากรด้านวิปัสสนาจารย์ ระดับประกาศนียบัตรและระดับปริญญาโทสาขาวิปัสสนาภาวนาหรือเทียบเท่า โดยถวายผ่านคณะกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ จำนวน 1,000 ทุน เป็นจำนวนเงิน 5,000,000 บาท 
  • 6. โครงการฝึกอบรมพระนักเทศน์เฉลิมพระเกียรติ เป็นทุนสนับสนุนฝึกอบรมพระนักเทศน์ แบ่งเป็นระดับวิทยากรแม่แบบ  จำนวน  80  ทุน  และระดับพระนักเทศน์ประจำจังหวัด จำนวน 760 ทุน รวม 840 ทุน เป็นเงิน 5,400,000 บาท ซึ่งกำกับดูแลโดย มจร. และ มมร. 
  
  • ทั้งนี้ รวมถวายทุนจากโครงการประจำปี 2553 จำนวน 2,220 ทุน เป็นเงิน 12,916,000 บาท ซึ่งผู้ที่สนใจจะร่วมสมทบทุนในการสนับสนุนการศึกษาของพระสงฆ์ไทยในปีต่อไป สามารถร่วมถวายผ่านบัญชี "โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย" ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาพระบรมมหาราชวัง หมายเลขบัญชี 061-206592-5 ธ.กรุงเทพ สาขาถนนตะนาว หมายเลขบัญชี 111-4-14822-2 ธ.กสิกรไทย สาขาเสาชิงช้า หมายเลขบัญชี 004-2-37111-4 ธ.กรุงศรีอยุธยา สาขาพาหุรัด หมายเลขบัญชี 003-1-15555-5 ธ.กรุงไทย สาขาเสาชิงช้า หมายเลขบัญชี 159-0-00181-8.
 
สาธุ และขออนุโมทนาบุญกับทุกๆ ท่านด้วยนะคะ
 
มีน้อย ก็ทำน้อย
มีมากก็ทำมาก
ตามกำลัง และศรัทธา
ทุกอย่างอยู่ที่ใจเนาะ
 
Last Updated on Friday, 02 July 2010 12:08

มากมายเรื่องเล่า...ที่ไม่สำคัญ

E-mail Print PDF
 

 

หนึ่งในภารกิจที่สะสางวันนี้ คือ ส่งหนังสือ และคำขอบคุณ และผ้าทอเอง ของนักเขียน

ไปขอบคุณ พี่เช็ค คน ค้น คน และพี่กิตติ สิงหาปัด ที่เขียนคำนิยมหนังสือให้ 

 
 
 
เรื่องของบ้านนอก ใกล้จะถึงตอนจบแล้ว ... วันนี้ตื่นมา จัดการเก็บข้าวของล็อตสุดท้ายให้เรียบร้อย เรียกหลานให้มาจัดการต่อเครื่องซักผ้าเครื่องใหม่ ดูและควบคุมคนข้างบ้านที่จ้างมาถางหญ้า ไปร้านตัดเสื้อ ดูความคืบหน้าของเสื้อที่สั่งตัด จากนั้นไป "บิ๊กซี" พาน้องสาวตัวอ้วนไปกินไอติม ... ​และไปซื้อชั้นพลาสติกให้แม่ 
 
นอกจากนี้ ยังซื้อดอกไม้่ที่แม่ทำ สามชุด ให้น้องสาวเอาไปถวายวัด สามวัด เลือกวัดใกล้บ้าน เพื่อเกื้อกูลกันและกัน และซื้อน้ำปานะห้าชุด ไปถวายสำนักสงฆ์
 
ก่อนกลับ แวะซื้อ ดอกพุด ดอกเข็ม และต้นมะกรูด ไปปลูกในสวนเรียบร้อยด้วยตัวเอง
 
และซื้อดินเหนียว .... นั่งปั้น "พระพุทธรูป" องค์แรกในชีวิต ก่อนที่จะไปซื้อกับข้าวชุดใหญ่ ไปทานร่วมกันกับป้าครบองค์ประชุมเช่นเคย เป็นการจบวันอีกวัน 
 
เรื่องที่อิ่มใจวันนี้ คือ การได้ลองปั้นดินเหนียว พระพุทธรูป ซึ่งแม่ และน้อง ก็ชมว่า ปั้นได้สวย เหมือน และปั้นได้เร็ว ถามว่าไปเรียนมาจากไหน ทำไมปั้นเป็น
 
ก็ไม่ได้เรียนมาจากไหน และก็ปั้นไม่เป็นหรอก "แค่ลองดู" และทำไปตามสัญชาตญาณ ไม่เครียดไปกับมัน ปั้นได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แค่ใช้ "ความอยาก" เป็น "ความสามารถ"
 
วิธีปั้นพระของฉัน คือ ใช้สติ ลมใจหาย และวันนี้ ถือว่าได้ทำทาน ถือศีลครบ ค่อยปั้น ดินไม่วางที่ต่ำ อุปกรณ์ มือต้องสะอาด เอาพระพุทธรูปองค์หนึ่่ง มาเป็นแบบ ปั้นจากฐาน ขึ้นไปเรื่อยๆ สัดส่วนเอาตามความรู้สึก แล้วก็เกลาไปเรื่อยๆ
 
ขณะที่ปั้น สิ่งทำคัญ เหมือนทำสมาธิ คือ ห้ามคิดไม่ดี ขณะที่แม่มานั่งข้างๆ พูดโน่นนี่ ให้รำคาญ ก็ไม่ตอบโต้เลย ในใจไม่คิดแย่ ไม่พูดแย่ขณะที่ปั้น ฯลฯ แล้วใส่จิตดีๆ สมาธิของเราเข้าไปในขณะที่ปั้น
 
ปั้นเสร็จแล้ว ถือเคล็ดเอาใบมะขามต้นที่พ่อปลูก ใส่ลงไปที่ฐานด้วย ถือว่านั่นคือมวลสารมงคล 
 
การปั้นพระ คือ การทำสมาธิ  และปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง ที่ได้ทำวันนี้แล้วรู้สึกดี
 
 
...
 
ส่วนเรื่องตลกวันนี้ของนักขับรถมือใหม่ คือ ตอนกลับจากร้านตัดเสื้อ ก็บอกให้น้องสาวนั่งเบาะหลังเลย จะได้ประคองแจกันดอกไม้ด้านหลังไม่ให้ล้ม
 
ก็ขับรถไปเกือบถึงวัด มืิอถือดัง อ้าว ยัยน้องสาว นั่งอยู่ข้างหลังแท้ๆ จะโทรมาทำไม เลยถามไปว่า โทรมาทำไม ทำไมต้องโทร ...​
 
"...." เงียบ...​ไม่มีเสียงตอบ
 
ก็เลยรับสาย  แล้วถามว่า "นั่งอยู่ข้างหลัง ทำไมต้องโทร"
 
น้องสาวบอกว่า "เจ๊ เค้าไม่ได้อยู่ในรถนะ"
 
อ้าว ตกใจสุดขีด นึกว่าน้องตกรถ ที่ไหนได้ มันบอกว่า
 
"เค้ายังไม่ทันขึ้นรถเลย เจ๊ก็ออกรถไปแล้ว!!!"
 
คนที่ร้านตัดเสื้อหัวเราะใหญ่เลย ตอนฉันกลับรถไปรับน้องสาว อายซะ!!!
 
....
 
 
 
คำว่า "นักเดินทาง" 
 
มา... ฉันจะเล่าเรื่องน่าเบื่อให้เธอฟัง
ถ้าเธอต้องไปซักผ้า ก็ไปซักเถอะ เสื้อขาวๆ ของเธอ สำคัญกว่าเรื่องบ่นของยัยคนนี้ 
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
มีผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเริ่มเหนื่อยกับการเดินทาง...
คิดว่า ต้องลงหลักปักฐานเสียแล้ว 
ในบันทึกของเธอ เขียนไว้ว่า... 
 
 
รู้แต่ว่าชอบเดินทาง... หากพยายามหนีให้ห่างคำว่า "นักเดินทาง" ไม่อาจหาญเรียกตัวเองว่าเดินทางมากพอจะเรียกตัวเองอย่างนั้น แต่ส่วนลึกในใจก็เกิดคำถามว่า ลมอะไรพัดให้ชีวิตต้องย้ายถิ่นฐานเสมอไม่รู้จบ 
 
ต้องพานพบกับการจากลา การทักทาย รู้จัก ความคุ้นชิน และการเผื่อใจไม่ให้ผูกพันธ์กับอะไรนานๆ
 
เมื่อมองย้อนชีวิตกลับไป ไม่เคยอยู่ติดที่เลยสักครั้ง ย้ายโรงเรียน ย้านมหาลัย ย้ายอพาร์ตเมนต์ ย้ายบ้าน ย้ายจังหวัด และแม้แต่ย้ายประเทศ
 
สมบัติติดตัว ไม่เคยมีมาก ที่เช็ก ก็มีไม่กี่อย่าง เสื้อผ้าตู้หนึ่ง หนังสือสองตู้ เอกสารตู้หนึ่ง และเครื่องมืออิเลคทรอนิคชุดหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ต่างจากเมืองไทย สมบัติที่มีตอนนี้ก็แต่เสื้อผ้าตู้หนึ่ง หนังสือสองตู้ เอกสารตู้หนนึ่ง และเครื่องมืออิเลคทรอนิคชุดหนึ่งเท่านั้น เหมือนกันเปี๊ยบ ไม่มีของจุกจิกมาก ...​ไม่มีภาระอะไรมาก และพร้อมจะออกเดินทางได้ทันที
 
ห้าปีที่ผ่านมา ไม่เคยอยู่ติดที่ได้นานเลย ย้ายสลับไทย และสาธารณรัฐเช็ก ตลอดเวลา ไม่เคยได้รู้จักว่า ถึงเวลาปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ หรือลงเรียนคอร์สอะไรสั้นๆ เพราะชีวิตไม่เคยแน่นอน อยู่เช็ก ก็มีงานที่ไทย อยู่ที่ไทย ก็มีกิจกรรมที่เช็ก หัวหมุน ต้องย้ายที่ไปมา จนมีบัตรสายการบินทุกแห่งที่บินระหว่างไทยไปปราก เก็บประเป๋าและซื้อของฝากนับครั้งไม่ถ้วน จนพบว่า ต้อง "หยุด" ทำทุกอย่าง เป็นแม่บ้านอย่างเดียวเท่านั้นแหละ จึงจะสามารถอยู่ที่บ้านหลังใดหลังหนึ่งได้นานๆ สักที
 
นั่นคือ สิ่งที่ค้นพบ จึงได้ย้ายออฟฟิศสำนักพิมพ์ และกระชับพื้นที่กิจกรรมที่เมืองไทย เพื่อเตรียมลงหลักปักฐานอยู่ที่เช็ก กับสามี แต่ตั้งครรภ์ และเอาใจใส่หมา และล้างตู้ปลาที่ขาดคนดูแลเอาใจใส่จนเกิดขี้เกลือขึ้น (คุณชายเลี้ยงปลาทะเลในตู้) และเตรียมรับมือกับ "การทำสวนในห้องกระจก" ที่คุณชายอยากจะให้เป็นของขวัญมาสองปีแล้ว พร้อมๆ กับ ลองเรียนภาษาเช็กสักที ห้าปีในเช็ก พูดกับสามีเช็กได้สามคำ คือ สวัสดี เป็นไงบ้าง และขอบคุณ!!!
 
เล่าแล้วเล่าอีก เพราะเขียนเอง ก็อ่านเอง ทบทวนชีวิตของตัวเอง ว่าเราต้องเป็นอย่างนี้ใช่ไหม ไม่เหมือนคนอื่นเขาที่มีบ้านเป็นหลักแหล่ง อยู่ไหนก็ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง ความรู้สึกของคนที่ "ติดที่" และ "ติดเมืองไทย" กับ "รักงานที่ทำที่เมืองไทย" สุดๆ เมื่อต้องย้ายถิ่นฐาน ไปเป็น "คนที่ไม่มีงาน" ย่อมเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย
 
ใครๆ อิจฉาฉัน แต่ฉันสงสารตัวเอง ที่ต้อง "ทิ้งความสามารถ" (ไม่ว่ามันจะมาก หรือน้อย ก็ตาม) ไปอยู่ในถิ่นที่ แม้แต่ "การเป็นนักเสิร์ฟ"​ ฉันก็ทำไม่ได้ ... ดูๆ ไปแล้ว มันจะเป็นเหมือนที่ ท่าน ว. วชิรเมธี บอกจริงหรือว่า "เขาขีดให้เป็นคุณนาย กลับชอบเป็นบ่าว" แต่บางครั้ง ท่านก็กลับบอกว่า "อย่างได้อยู่เมืองไทย จะทำประโยชน์ให้บ้านเมืองมากกว่านี้ แต่ที่กลับไปอยู่เมืองนอกเสีย" แต่เอาเถอะ เผื่อว่ามันจะมีอะไรที่เมืองนอกให้เราทำ ที่เรายังไม่รู้ก็ได้นี่ ช่วงนี้ ก็ถอนหายใจยาวๆ ไปก่อน
 
วันนี้ .... เก็บสมบัติทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว เตรียมกลับ "สาธารณรัฐเช็ก" เตรียมกลับไปสู่บ้าน หมา และสามี ที่ซึ่งจากมาชั่วคราว ตั้งสี่เดือน หลงระเริงในเมืองไทย ทำภารกิจเสร็จสิ้น ได้แก่ พิมพ์หนังสือเสร็จหนึ่งเล่ม, เขียนหนังสือเสร็จสองเล่ม คือ สุขได้ในพริบตา และศาลเจ้าจีน, เก็บข้อมูลวัดริมน้ำ 9 วัด ได้เสร็จเรียบร้อย, ไหว้พระเก้าวัด ในอุบล ฉะเชิงเทรา กรุงเทพฯ 
 
สี่เดือนนี้ ได้ทำบุญค่อนข้างเยอะช่วงนี้ เรียกว่าเกือบทุกวัน ... ได้ถือศีล นั่นสมาธิก่อนนอนเกือบทุกวัน ร่วมทำวัตรเย็น สังฆทาน สวดมนต์ ถวายสังฆทาน ทัศนาจรวัด และกิจกรรมของวัดอย่างครบสูตร ทั้งเวียนเทียนวันวิสาขบูชา และวันอัษมีบูชา ฯลฯ
 
ได้ผิดหวังมาก ได้เรียนรู้เรื่อง "การอย่าไว้ใจใคร"  และความไม่ประมาท จากการถูกโกง และถูกกล่าวหาว่าโกง การได้พบประสบการณ์ทางจิตที่สงบขึ้น จนสามารถมีจิตใจที่เข้มแข็ง เย็นลง ...​ และประสบการณ์ได้ขับรถเป็นครั้งแรก ขึ้นถนนใหญ่ และสองอาทิตย์ ตอนนี้ก็ถือว่าโอเคแล้ว คุ้นถนน
 
สิ่งสำคัญที่สุดที่ได้ทำช่วงสี่เดือนนี้ ก็เห็นจะเป็น การได้อยู่กับแม่ ทำลายสถิติกว่าครั้งใดๆ เพราะเกือบสามอาทิตย์แล้ว ยังไม่ทะเลาะกันแบบจริงจังเลย
 
นี่แหละ "ชีวิต" มีจังหวะให้เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ มีอะไรให้ทำเรื่อยๆ คุณชายบอกว่า อายุ 33 คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิต พระเยซูสิ้นพระชนม์ตอน 33 เพราะเป็นช่วงอายุที่งดงาม เติบโตที่สุด
 
สำหรับฉัน มันคือปีที่ได้เรียนรู้มากมายกว่าครั้งใด และได้ปลดล็อคชีวิตไปเรื่อยๆ ทีละเปราะ ได้รู้ว่าชีวิตต้องการอะไรกันแน่ ได้รู้เรื่องจิตใจและจิตวิญญาณ และได้สะสางงานทางโลก ให้หายห่วง ของขวัญของชีวิตที่งดงามที่สุดในช่วง 33 ปี จึงได้แก่
 
การเป็นอิสระจากภาระ และปัญหาทั้งหลาย เพราะรู้จักทำใจให้เข้าใจกับสิ่งต่างๆ ในโลก
 
ตัวเป็นคนเดิม แต่จิตใจเป็นสิ่งใหม่
 
การมองโลกเป็น เป็นความสุขอย่างยิ่ง 
 
แต่ก็ไม่ใช่ว่า เราจะใช้ "โลกภายใน" อย่างเดียว เป็นการคลี่คลายชีวิต ต้องใช่้ "โลกภายนอก" คือการลงมือปฏิบัติ และสะสางชีวิตให้เข้าที่เข้าทางทีละเปราะด้วย
 
 
(401415)
 

สาธุ 

 

 

ปลูกต้นไม้เอง 

 

 

ดินเนอร์ เป็นอาหารเวียดนาม

เผยโฉม น้องสาว "นีน่า" !!! 

 

 

 

 

 

 
Last Updated on Wednesday, 30 June 2010 18:40

More Articles...

Page 7 of 103

เที่ยวยุโรปกับคนไทยในยุโรป

เที่ยวยุโรปอย่างคุ้มค่ากับคุณสไมล์ลี่คุณลี่จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป แบบกันเองค่ะ แบกเป้สนุก และประหยัด
 
เที่ยวฮอลแลนด์ กับคุณเจี๊ยบคุณเจี๊ยบ นักเขียนตะลอนทัวร์อิตาลี่ จะพาคุณเที่ยวเนเธอร์แลนด์แบบเพื่อนอันอบอุ่น
 
เที่ยวออสเตรียแบบโฮมสเตย์ กับคุณแอ้มทริปคุณแอ้ม จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป อยากเล่นสกี และพักโฮมสเตย์กับคนไทย ลองดูที่่นี่่ค่ะ
 
>> สนใจแลกลิงค์ ติดต่อ rinแอดnetnapa.net ค่ะ 
You are here: