Font Size

Screen

Profile

Layout

Direction

Menu Style

Cpanel

Blogs

อยู่บ้าน...นอก (ตอน 4)

E-mail Print PDF

 
วันนี้่เป็นวันพฤหัส มาดูกันว่า ชีวิตที่เรียกว่า หมุนช้า ...​slow down  ในบ้านนอก มันเป็นยังไง
 
ฉันตื่นเช้่านะวันนี้ เก้าโมงกว่า ตื่นเองโดยอัตโนมัติอย่างที่พยายามทำมากมายในกรุงเทพฯ ทุกวิถีทาง ทำไม่ได้ แต่พอมาอยู่บ้านนอก ไม่ถึงอาทิตย์ มันทำได้เอง ...​ หน้าที่ขึ้นสิวเกรอะช่วงหน้าร้อนในกรุงเทพฯ ที่ผ่านมา ทั้งที่ปกติตั้งแต่โตเป็นสาว ไม่เคยมีสิว แต่ก็มีช่วงหน้าร้อนมหาโหดปีนี้... แต่​พอกลับบ้านนอกมาไม่ถึงอาทิตย์ ก็เริ่มหายแล้ว สิวแห้งแล้ว อีกสองสามวัน หน้านวลแน่
 
ตื่นเช้ามาแล้วก็ซักผ้าตระกร้าหนึ่ง พอได้ออกกำลังกายและบำเพ็ญประโยชน์ แล้วก็ขัดห้องน้ำจากน้ำซักผ้า จากนั้นก็นั่งเล่นคอม .... เอากล้องวีดีโอที่สามีซื้อให้มาสองปีแล้ว แต่ยังใช้ไม่เป็นเลย มานั่งศึกษาดูเผื่อจะได้ถ่ายวีดีโอกับเขาบ้าง เสริชหาคู่มืออ่านแล้วก็ไม่หายสงสัยว่าทำไมวีดีโอพานาโซนิค ทำไมไฟล์เปิดกับเครื่องแมคไม่ได้ เลยโทรไปถามศูนย์พานาโซนิคในกรุงเทพฯ ได้ข้อมูล "ฟ้าฟาดแมค" ว่า เครื่องแมคดูไฟล์พานาโซนิคไม่ได้!
 
เป็นครั้งแรกเลยนะนี่ที่เครื่องแมคทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ฮ่วย!
 
จบกัน เก็บกล้องวีดีโอใส่กระเป๋า ใช้การไม่ได้ตามเดิม... อุตส่าห์ซื้อระบบเลิศเลอดุจมืออาชีพ สุดท้ายเมื่อมันซับซ้อนเกินไป มืิอใหม่ที่ไม่คู่ควรกับสมรรถนะของสินค้า ก็ใช้งานไม่เป็น (สามีไม่เคยเข้าใจสมรรถนะของภรรยาผู้ด้อยเทคโนโลยีเลย)
 
เมื่อซ่อมกล้องวีดีโอไม่สำเร็จ ดิฉันก็หันมา "ซ่อมสุขภาพ" 
 
ชวนแม่ไป "อบสมุนไพร" ที่วัดที่ไปมาเมื่อวาน หลังจากเมื่อวานนวดอย่างเดียว แต่ไม่อบสมุนไพร แต่แม่บอกว่าไปไม่ได้ ต้องรอบุรุษไปรษณีย์มาส่งจดหมายลงทะเบียน
 
นี่ล่ะชีวิตคนต่างจังหวัด มีเรื่องใหญ่โตให้ทำ อิอิ ต้องรอบุรุษไปรษณีย์ slow dowm จริงๆ
 
งานนี้ฉันเลยขับรถไปวัดคนเดียว ต้องไปถนนเส้นใหญ่เสียด้วย แต่ก็ใจไม่สั่น (มาก) ค่อยๆ ไปเรื่อยๆ แอบหวิว แต่ก็ข่มใจไว้ เพราะเราอยากเดินทางได้อิสระ แข็งใจขับจนไปถึงวัดได้ตามลำพัง แล้วก็จอดรถ ลงมาในสภาพนุ่งผ้าถุง ผมไม่หวี และหน้าเยินๆ หน่อย นึกภาพเอาด้วย รองเท้าฟองน้ำคีบแบบบ้านๆ ที่ไม่มีสไตล์ใดๆ ทั้งสิ้น แล้วก็ไปซื้อสมุนไพรสดของชาวบ้าน มานั่งพอกตัว และอบสมุนไพรในห้องของวัดตามลำพัง อย่าได้แคร์สื่อ
 
คนเราแก่ก็แก่ลำพัง จะสวยก็สวยลำพัง 555 
 
ห้องอบสมุนไพรที่นี่ดีมาก ทำบุญแค่ 20 บาท แต่เป็นสมุนไพรสด ที่ต้มแล้วไอน้ำเข้ามาในห้อง เป็นระบบไอน้ำ ชื่นทรวงมาก ทั้งผิว ทั้งผม ทั้งดวงตา และหายใจ และที่สำคัญ "เข้มข้น" ไอน้ำร้อนสมุนไพร สะใจจริงๆ เข้าไปนี่ เหมือนได้ฝึกอยู่ในอาคารที่มีเพลิงไหม้ และควันเต็ม หายใจไม่ได้ ต้องเอาผ้าขนหนูชุบน้ำอังจมูกไว้ หายใจอย่างนั้นแทน
 
เวลาฉันไปโรงแรมดีๆ ในเมืองยุโรป ก็จะไปห้องอบซาวน่าของเมืองนอก ไม่ชอบเลย เพราะมันแห้ง และใช้สมุนไพรแห้ง แต่ของที่วัดนี้เป็นสมุนไพรสด ใส่ผ้าถุงแล้วอ้าๆ เปิดๆ อังๆ เบาไปทั้งตัวเลย ตัวเปียกโชก  
 
งานนี้ ฉันเลยเข้าๆ ออกๆ สี่รอบ แบบช้าๆ ค่อยๆ ทำ ไม่รีบเร่ง  และมาฟอร์มแปลก คือไม่เอาหนังสือมาอ่านให้คิดมาก คิดตามด้วย  นั่งว่างๆ เปล่าๆ ไม่เอาอะไรเลย จะอบอสมุนไพรอย่างเดียว 555 นั่งลำพังแบบไม่แคร์สื่อ ไปเรื่อยๆ ออกมา ก็พอกสมุนไพร พอกแล้วก็อบ อบแล้วก็พอก ชั้่นต้องสวยและสุขภาพดี 20 บาท :)
 
อบเสร็จก็นอนให้คนตาบอดนวดอีกหนึ่งชั่วโมง 
 
นวดเสร็จก็อาบน้ำในวัด แล้วสั่งตำมะม่วง กับน้ำหวานมานั่งทาน
 
อิ่มนิดๆ ก็ขับรถกลับบ้านลำพัง แวะไปกินก๋วยจั๊บบ้านพี่สาว
 
เสร็จแล้วไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกที่ริมน้ำ อ่างเก็บน้ำ , ตอนแรกติดไอพ็อดไปด้วย จะฟังเพลง แต่ไม่เอาดีกว่า ฟังเสียงเงียบๆ ธรรมชาติดีกว่า
 
พระอาทิตย์ตกแล้ว ก็เดินใส่ผ้าถุง ขับรถยนต์กลับบ้าน เปิดหน้าต่างรถด้วย ขับรถเหมือนเก่งนะ กินลม แต่คนไม่แคร์สื่ออย่างเรา ไม่ได้เอาเท่ เอาความสงบ และธรรมชาติไว้ก่อน
 
ถึงบ้านก็เล่นเน็ตเล็กน้อย อาบน้ำ ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ สบายๆ ตัวเย็น เข้าห้องนอน ที่ไม่มีเฟอร์นิเจอร์รกรุงรัง เตียงก็ทำจากนุ่นแข็ง ไม่นิ่มเกินไป ห้องในบ้านนอกที่ไม่เปิดไฟ มืดมิด ไม่เห็นอะไร ...​เข้าไปเหมือนเข้าห้องมืด ลืมโลกทุกอย่างไว้ข้างหลัง แล้วยืดเส้นยืดสาย ทำโยคะ ตามด้วยนั่งสมาธิในความมืด 
 
ก่อนที่แม่จะเปิดประตูผวั๊ะ เข้ามาอย่างไม่แคร์สื่อ ...​ แล้วร้องว่า "ว๊ายยย ว๊าย เป็นอะไรน่ะ เป็นลมเหรอ????"
 
 
(393803
 

ชาวบ้านขาย ขมิ้นสด พร้อมมะขามเปียก และนมสดหมี

ชุดละ 22 บาท

...

ชอบเมืองไทยตรงนี้

ที่ของแพงก็มี ของถูกก็มี

ดังนั้น จะรวยก็มีความสุข จะจนก็มีความสุขได้เหมือนกัน

ไม่เหมือนที่ยุโรป ทุกอย่างแพงหมด

...

แล้วใครบอกว่า เมื่อไทยมีความเหลื่อมล้ำ?

หลุยส์ ของแท้ เมืองไทยมีไหม

หลุยส์ 199 เมืองไทย มีไหม

จนหรือรวย มีโอกาสเข้าถึงหลุยส์เหมือนกันหมดหรือเปล่า? 

 

 

อันนี้อาหารระหว่างอบๆ พอกๆ สบายๆ

สามอย่างนี้ รวมกัน 40 บาท 

 

 

 

ห้องอบเป็นอย่างนี้

ข้างนอกขี้เหร่ แต่ข้างใน "ของจริง"

....

เขาบอกว่า เข้าไปให้ตั้งจิตอธิษฐานด้วย

และห้ามพูดคำหยาบ

เพื่อให้รักษาโรคภัยไข้เจ็บ และให้สุขภาพดี

เจ๊คนนี้ก็ไม่อธิษฐานอย่างเดียว

นั่งสมาธิไปด้วยเลย

ดีนะ 

 

 

 

ตกเย็น ขับรถผ่านอ่างเก็บน้ำ ทำไมพระอาทิตย์วันนี้มันสวยจัง

ท่าทางพระอาทิตย์ตกวันนี้จะสวย 

เลยแวะดู 

 

ดูมันไปเรื่อยๆ  

เพราะมันสวยจริง 

 

ดูโลก และธรรมชาติ อย่างเงียบสงบ

และฟังเสียงธรรมชาติ แมลง ลมไหว และเสียงดิน 

 

 

 

ไม่ว่ารวย หรือจน ก็เข้าถึงความงามของธรรมชาติได้ทั้งนั้น

มีความสุขได้ทั้งนั้น

...

อย่าลืมมองฟ้า

และแบ่งเวลาให้ พระอาทิตย์ตกดินบ้าง 

...

 โลกอาจสวยกว่าที่คุณคิด

 

Last Updated on Friday, 18 June 2010 06:20

อยู่บ้าน...นอก (ได้ตอน 3 ก็ต้องเข้ากรุงซะแล้ว)

E-mail Print PDF

อาหารเย็นเมื่อวาน 

 
 
...
 
อยู่บ้านนอกได้ไม่ถึงอาทิตย์ ก็ถูกรุ่นพี่ ตามให้มาพรีเซนต์โปรเจคส์ใหญ่ที่กรุงเทพฯ ก็เลยจำต้องขึ้นกรุงเทพฯ อีกแล้ว ซึ่งหากว่ามันเป็นโปรเจคเล็กๆ ก็คงจะไม่ไป แต่ทำไงได้ มันใหญ่จริงๆ ระดับชาติ
 
นอกจากนี้ พรุ่งนี้ก็มีงานปาร์ตี้ ที่พี่ที่นับถือชวนมา เป็นเรื่องการท่องเที่ยวยุโรป ก็รอมาตั้งหลายเดือน พอจะจัดงาน เราก็กลับบ้านนอกซะนี่ แต่ก็คงไม่ไป จำต้องตัดใจ อะไรที่ตัดได้ต้องตัด ไม่งั้นไม่ได้อยู่บ้านนอกกันพอดี
 
แต่งานทีวีเรียกไปสัมภาษณ์ ถึงจะเป็นช่องเคเบิล แต่ก็ต้องไป เพราะไปเพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวเช็ก และงานก่อสร้างวัดในเช็ก มีโอกาสจะบอกบุญ เราก็ต้องไป สรุปก็เลยว่า ต้องขึ้นกรุงเทพฯ ซะงั้น
 
นอกจากต้องขึ้นกรุงเทพฯ แล้ว สุดสัปดาห์นี้ เพื่อนสาวจากกรุงเทพฯ ก็จะมาเยี่ยมเยียนถึงบ้านนอก ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน "พี่พิ้งค์" พิธีกร "วันนี้ที่รอคอย" รายการตามคนหายพลัดพรากให้มาเจอกัน ทางช่อง 9 เธอจะมาตามหาดิฉันที่หายไปจากเมืองหลวง ถึงอุบลฯ
 
เธอโทรหาฉัน แล้วท่องคำว่า "อุบลนะ อุบล อุบลนะ ไม่ใช่อุดร" เพื่อที่จะไปสั่งลูกน้องให้จองตั๋วเครื่องบินไปอุบลฯ ได้ถูก เธอถามว่าจะไปนอนที่ไหน ฉันว่าก็มานอนที่บ้านได้ ห้องนอนฉันมีแอร์ แต่ถ้าอยากไปนอนโรงแรม ก็ไม่กี่พันบาท ตามใจเลยแล้วกัน
 
คุยกับพี่พิ้งค์เสร็จ ฉันก็บอกแม่ที่แอบฟังฉันคุยโทรศัพท์อยู่แล้วว่า เพื่อนอาจจะมานอนด้วยนะ แต่ไม่ต้องเก็บบ้านล่ะ เดี๋ยวเหนื่อย ให้บ้านเป็นอย่างนี้แหละ บ้านๆ อย่างนี้แหละ
 
พี่พิ้งค์นี้ แกบอกตรงๆ ว่า แกติดฉัน ... ตั้งแต่ครั้งแรกที่เป็น "ลูกค้าทัวร์" ไปปรากกับฉันแล้ว ต่อมา เธอก็บินไปอยู่บ้านฉันที่ปรากอีกเป็นเดือน ไปปรึกษาเรื่องหัวใจกับคุณชาย พออยู่กรุงเทพฯ เราก็ไปวัดต่างๆ กัน ไปเที่ยวกินกัน เหมือนเพื่อน ตอนฉันต้องขึ้นโรงพัก กับลูกทัวร์ทุเรศ พี่พิ้งค์ก็ยังตามไปเป็นพยานให้ที่โรงพักอีก เพราะเธออยู่กับฉันในทุกเหตุการณ์ก็ว่าได้
 
เธอมีเรื่องให้เม้าท์เยอะ 555 ล่าสุด เพิ่งไปเปลี่ยนชื่อมา แล้วบอกว่า เปลี่ยนแล้ว amazing ซะด้วย
 
สรุปแล้วก็คือ พี่พิ้งค์จะตามฉันมาบ้านนอกนั่นแหละ
 
ไม่อยากจะนึกภาพคุณนาย เพราะว่าเธอนี่กลัวแดดดมากๆ ใส่หมวกปีกกว้างตลอด แต่กลัวหน้าขึ้นสิว ขึ้นฝ้าเป็นที่สุด ฉันเคยไปบ้านพี่พิ้งค์ที่กรุงเทพฯ มา แล้วก็บอกเธอว่า ฟอร์แมตบ้านเธอ ก็เหมือนชาร์โต้ในยุโรป แล้วจะไปยุโรปไปดูชาร์โต้ทำไม เธอตอบฉันว่า
 
"อ้าว เหรอ"
 
นี่แหละพี่พิ้งค์ เอ๋อๆ และขี้เหงาเป็นที่สุด 
 
สรุปแล้ว อยู่บ้านนอก สงบๆ ได้ไม่กี่วัน เพื่อนสาวชาวกรุง และกรุงเทพฯ ก็เชื้อเชิญให้ฉันสัมผัสกรุงเทพฯ อยู่ไม่สร่างซานั่นเอง  
 
จริงๆ ตั๋วสะสมไมล์ของการบินไทย พอให้ฉันแลกตั๋วเครื่องบินฟรีในประเทศได้แล้ว แต่ปกติฉันไม่ชอบบิน ก็เลยเลือกที่จะไปรถไฟ นอนไปในชั้นนอน แล้วไปเช้าที่กรุงเทพฯ มันก็ลำบาก ไกล และแออัดนะ แต่ก็ให้อีกบรรยากาศของการมีชีวิต ลมหายใจของคนที่กำลังมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ฉันว่าบรรยากาศอย่างนี้ มันมีในรถไฟ จะว่าชอบก็ไม่ใช่ แต่มันก็เป็นเอกลักษณ์ดีล่ะ
 
กรุงเทพฯ ไปแล้ว จะต้องรีบกลับ!!!  
 
...
 
 
ภารกิจ ณ บ้านนอก วันนี้
 
ส่วนภารกิจวันนี้ที่บ้านนอกก็สบายๆ แต่ก่อนอื่น ก็ต้อง "ไหว้ครู" ก่อน คือ ก่อนจะเล่าชีวิตที่สะดวกสบาย ลอยไปลอยมาเป็นคุณนายได่้ ไม่ต้องทำงาน ก็ต้องขอบคุณผู้สนับสนุนหลักที่ใจดีของฉัน คือ คุณสามีที่ได้ให้การสนับสนุน และให้เวลาในการทำสิ่งที่ขอบ ต้องกราบงามๆ มาไว้ ณ ที่นี้เลย
 
ไหว้ครูเสร็จ ก็ไปดูภารกิจพิชิตบ้านนอกได้เลยจ้า
 
วันนี้ตื่นสายๆ อย่างเต็มอิ่ม กินข้าวแล้ว ตอนเที่ยงก็พาแม่ไปร้านตัดเสื้อ
 
เป็นครั้งที่สองในชีวิต ที่ฉันขับรถยนต์ บริการให้แม่นั่ง เป็นบรรยากาศที่แปลกๆ เหมือนกันนะ แต่ฉันว่า ฉันเริ่มขับรถเป็นแล้ว คือ ไม่กลัวถนน และไม่กลัวรถอื่นแล้ว และสามารถบังคับรถได้ เข้าใจกลไกรถ อย่างไรก็ดี วันนี้ 555 ถอยรถ (เกือบ) ป้ายแดง ไปครูดกระถางเรียบร้อย และเผลอเหยียบคันเร่ง แทนเบรก ตกใจพอประมาณ
 
ในที่สุด สองความผิดพลาดที่รอคอย ซึ่งยังไงมันก็จะต้องมี ก็มาถึงแล้ว และยังดีที่เป็นความผิดพลาดที่พอรับได้ แม่ดูจะเสียดายรถที่เป็นตำหนิ แต่ฉันดูแล้ว รอยน้อย ไม่มาก เอาสีมาล้างนิดเดียวก็ได้แล้ว ก็พยายามอธิบายให้เธอเข้าใจไปว่า รถใหม่ และคนขับใหม่ เมื่อสิ่งที่จะต้องเกิด ก็ได้เกิดแล้ว ต่อไปก็ดีใจได้ว่า คงจะไม่เกิดอีก เพราะมีประสบการณ์แล้ว
 

 

ทางไปร้านตัดเสื้อ

 

ุถึงแล้ว

 

 

 
 

 
บรรยากาศของร้านตัดเสื้อ ในบ้านนอก ชอบมากเลย
ร้านนี่ แม่บอกว่า ช่างเก่งมาก ไปตัดมาแล้วทั่วประเทศ
สุดท้ายก็เลยมาอยู่บ้านตัวเอง แบบพอเพียง
ค่าตัดกางเกง ฉันตัดที่กรุงเทพฯ ตัวละพัน ที่นี่สองร้อยบาทเอง
 

 

จากนั้นไปวัด เพื่อไปนวดกับคนตาบอด

 

บรรยากาศเป็นอย่างนี้ บ้านๆ

 

มีอบสมุนไพรด้วย แค่ 20 บาท

 
 

  

 
การขับรถในบรรยากาศดินลูกรังอย่างนี้
ให้ความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนางเอกหนักคาวบอย หรือแนวคันทรี :)
 

พาแม่มาดู เขาสร้างบ้านหลังใหญ่

 

ฉันชอบบรรยากาศรอบๆ บ้าน เป็นทุ่งนาเก่า เงียบสงบดี

(393358

 

Last Updated on Wednesday, 16 June 2010 19:05

อยู่บ้าน...นอก (ตอน 2)

E-mail Print PDF
User Rating: / 1
PoorBest 

 

 

 

จากชายามบ่าย แบบอังกฤษ

กลายมาเป็น "แม่เป้ง"  

(ถาดของว่างเสิร์ฟยามบ่าย จากแม่) 

 

 

การอยู่บ้านนอกวันที่สี่ ฉันทำการ "สมานฉันท์" กับแม่ ด้วยการยกมือถือโนเกียรุ่นที่ทำได้ทุกอย่าง ทั้งถ่ายรูป วีดีโอ เล่นเน็ต ฟังเพลง วิทยุ และหน้าจอสี ฯลฯ ให้แม่ และแม่ก็จัดการใช้มือถือไฮเทคราคาห้าหลักด้วยการโทรออกด้วยระบบ "ความจำ

 

วิธีการ "สันติวิธี" อย่างที่สองคือ จำไม่ได้ว่าเกิดมาเคยซักผ้าให้แม่หรือเปล่า แต่เนื่องจากเครื่องซักผ้าที่บ้านเสีย และแม่ก็มีอาการมือและเท้าเปื่อยจากปูนกัด (เพราะบ้านกำลังก่ออิฐต่อเติม) เธอบ่นว่าซักผ้าไม่ได้ และไม่มีเสื้อจะใส่ แทบจะต้องเดินแก้ผ้าอยู่แล้ว

 

ฉันเลยจัดการซักผ้าให้แม่ด้วยมือ ซึ่งก็ไม่เคยได้ทำมาหลายปีแล้วเหมือนกัน

 

วิธี "กระชับพื้นที่" ความสัมพันธ์อย่างที่สาม ฉันล้างจานให้แม่ด้วย คุณต้องเข้าใจนะว่า สำหรับคนบ้านฉันแล้ว คำว่า "เจ้าคนนายคน" ลูกๆ ที่เรียนเก่ง จบเมืองหลวง ได้เกียรตินิยม และได้ปริญญามาตั้งหลายใบ เป็นที่พึงพอใจแค่ไหนของสกุล.... การที่ฉันลุกขึ้นมาล้างจานให้ นอกจากนอนอ่านหนังสือ จึงเป็นเรื่องน่าชื่นชมอีกนั่นแหละ แม่ถึงกลับโทรไปหา "เสี่ยว" (ใช่ เธอเรียกเพื่อนสนิทว่า "เสี่ยว") ว่าลูกล้างจานและซักผ้าให้

 

และเพื่อตอบแทนที่แม่เสิร์ฟอาหารให้ฉันทั้งวัน ตกเย็น ฉันจะขับรถยนต์ออกไปซื้อของหวานมาให้แม่บ้าง

 

การพยายามสมานฉันท์กับแม่ครั้งนี้ คือ สงครามครั้งสุดท้าย ฉันอยากให้ความขุ่นข้องของเราทั้งหลายหมดไปเสียที อย่างน้อยๆ ก็คุยกันได้ดีๆ ไม่ทะเลาะกันใน 24 ชม

 

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ความสัมพันธ์ของเราก็ไม่ได้ราบรื่นไปทั้งวัน ฉันยังหาวิธี "นิรโทษกรรม" ลงสวยๆ ไม่เจอ เพราะฉันคิดว่าคนที่เป็นแม่นั้น ค่อนข้างมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก อาการที่เธอเบ่งลูกออกมาด้วยแรงของเธอเอง ทำให้ความมั่นใจของเธอที่มีต่อลูกออกจะมากอยู่ ไม่ว่าลูกจะไปที่ไหนมา ลูกก็ยังเป็นลูก และแม่ก็ยังเป็นแม่ และแม่ก็จะเป็นอย่างที่แม่เป็น

 

ในที่สุด สิ่งที่ฉันหวาดระแวงมาตลอดสี่คืนก็เกิดขึ้น เมื่อแม่จัดการนำ "น้ำคลอโรฟีลด์" เพื่อสุขภาพ หนึ่งในบรรดาสารพัดสิ่งวิเศษเพื่อสุขภาพของเธอ  ทำให้ฉันดื่มได้อึกใหญ่ อาการท้องเสีย วิงเวียน เลยมาเยือนเรือนร่าง ซึ่งแม่อ้างว่า "นั่นคือการล้างสารพิษ

 

ความเข้าใจผิดอีกประการหนึ่งของแม่คือ เธอคิดว่า เสื้อยี่ห้อลายตะไคร่ของฉันนั้นเป็นเสื้อขึ้นรา จึงกำชับว่าห้ามใส่ออกไปนอกบ้าน อายคนอื่นเขา ไม่ว่าฉันจะเพียรอธิบายอย่างไรว่านั่นคือ style แต่แม่ก็ไม่ได้สนใจจะฟัง

 

สิ่งที่ทำให้เธออารมณ์ดีขึ้นหน่อย คือการที่ฉันแลก "กระเป๋าซาตินติดคริสตอล" กับ "กระเป๋าผ้าลายแม้ว" กับแม่  การ cross culture เกิดขึ้นแล้ว  และอย่างน้อย แม่ก็เริ่มแยกออกแล้วว่าอะไรคือไอโฟน และอะไรคือไอพอด เมื่อขอให้หยิบมือถือให้ ก็เริ่มไม่งง 

 

นอกจากแม่จะเป็นส่วนหนึ่งของ "บ้านนอก" แล้ว "ตุ๊กแก" ก็เป็นส่วนหนึ่งของบ้านนอก

 

(ปีศาจ) ตุ๊กแกตัวใหญ่มากกกกก เกาะผนังในครัว เมื่อฉันคิดหาวิธีไล่มันออกไป แม่ก็บอกว่า ตุ๊กแตคือ "กับแก้" มันได้ชื่อว่า "แก้" ก็เพราะมันคอยแก้อาถรรพ์สารพัดสิ่งให้บ้าน การมีตุ๊กแตในบ้านจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว กลับเป็นเรื่องน่ายินดีด้วยซ้ำ

 

แนวคิดทำนองนี้ ลามไปถึงการที่ฉันยังไม่มีลูกว่า เป็นเพราะฉันมี "ซวง" อยู่ในตัว ต้องให้หมอมาฆ่าซวงในตัวทิ้งเสียก่อน จึงจะมีลูกได้

 

พอถามว่าทำไมอากาศร้อนเยี่ยงนี้ ร้อนอ้าว แบบฝนจะตก แต่มันก็ไม่ยอมตก แม่อธิบายว่า "ที่ต้องเป็นอย่างนี้ก็เพื่อ...ให้เห็ดออกดอกได้"!!!

 

บนความเชื่อที่แตกต่าง ฉันพยายามสงบปากสงบคำ และสังเกตความไม่เหมือนกันของเรา ด้วย "ใจที่เป็นกลาง" ... นานมาแล้ว ที่แม่เป็น "คนแปลกหน้า" สำหรับฉัน กาลเวลาและระยะห่างทำให้รายละเอียดของชีวิตตกหล่นไป

 

แม่ของฉันเป็นคนบ้านนอก เราอยู่กันที่บ้านนอก

 

และฉันก็ไม่เห็นว่า "บ้านนอก" มันจะผิด หรือเป็นปัญหาตรงไหน

 

ในยุคสมัยนี้ บ้านนอกต่างหากที่คือจุดสมดุลอันน่าอยู่ เมืองนั้นคือ "โอกาส" แต่ต้องเผชิญกับ "สิ่งที่มากเกินไป" ฉันเข้าใจดีว่าบ้านนอกไม่ได้ดีเสียทุกสิ่ง ยิ่งค่านิยมของการ "อยากมี อยากได้" ก็ไม่ได้ต่างกับในเมือง แต่ในยุคนี้ สิ่งที่มองเห็นคือ "บ้านนอก" นี่แหละ จะเป็นจุดเติมเต็มให้สำหรับคนที่มองหาทางเลือกอื่น นอกจาก "โอกาส"

 

เพราะบางคนก็เบื่อโอกาสที่มาพร้อมๆ กับ "การฟาดฟัน" และต้องต่อสู้กับ "คนเก่ง" ที่แสนจะเล่ห์เหลี่ยมและเห็นแก่ตัว เก่งจริงๆ นั้นไม่กลัว เพราะถ้าเก่งจริง มันก็ทำให้เราเก่งไปด้วย แต่เก่งไปด้วยเล่ห์และเห็นแก่ตัวนี้ไม่ไหวจะเคลียร์

 

หากมีบ้านนอกให้อยู่ ก็กลับไป "ตั้งหลัก" ก่อนดีกว่า สู้รบปรบมือกับแม่ อย่างน้อยๆ ก็ยังเลือดสีเดียวกัน

 

(392489)

 

 

คู่มืออยู่บ้านนอก เรื่องที่สอง : วิธีสู้กับแมลง ยุง และตุ๊กแก

 

(รออัพภาพพรุ่งนี้)

 

มีเครื่องกันยุงมากมายในท้องตลาด แต่มีอยู่สามอย่าง ที่สามีของฉัน เคยซื้อมาไว้เตรียมการณ์แล้วคือ

 

หนึ่ง อาร์ตไฟฟ้า แบบที่ต้องเสียบปลั๊ก และซื้อแผ่นสี่เหลี่ยมมาเปลี่ยน

 

สอง สเปรย์ใส่ยุงและแมลงแบบเสียบปลั๊กทิ้งไว้ ที่ต้องซื้อใส่ในที่เป็นน้ำหอม มาเปลี่ยนเช่นกันเมื่อหมด ซึ่งสองอย่างนี้ไม่ค่อยสะดวก และดีไม่ healthy เท่าไหร่

 

อุปกรณ์แบบที่สาม จึงเหมาะสุด เป็นปลั๊กเสียบไฟฟ้า คลื่นเสียงความถี่ต่ำ ที่เราไม่ได้ยิน ซึ่งจะมากพอที่จะรบกวน ยุง แมลง และหนู ไม่ให้มากวนเราได้ ข้อดี ไม่ต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตด้วย เพราะว่าเป็นเครื่องเสียงที่ไล่ให้หนีไป ไม่ได้ฆ่าให้ตาย แบบนี้เหมาะที่สุด!

 

ส่วน "ตุ๊กแก" ปล่อยมันไป! 

 

Last Updated on Monday, 14 June 2010 17:00

อยู่บ้าน...นอก (ตอน 1)

E-mail Print PDF
 

 

คู่มือกลับบ้านนอก

เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา

 

"สิบห้าปี" หลังจากผจญภัยทุกรูปแบบในกรุงเทพฯ เธอก็หาทาง "กลับบ้าน" เจอจนได้

 

...

 

เมื่อปลายทางของความสำเร็จ อยู่ที่จุดเริ่มต้น!
 
 
Intro : มีเรื่องที่คิดว่ามันจริง แต่มันหลอกลวงตั้งหลายอย่าง

 

อย่างแรกในบรรดาเรื่องหลอกลวงมากมีที่นึกออกคือ ความเข้าใจที่ว่า มีคนเข้ามาอ่านเวบของฉันตั้งวันละห้าร้อยกว่าคน  ตัวเลขจากเวบมันบอกชัด ทำให้อดกระหยิ่มยิ้มย่องใจไม่ได้ ขยันอัพบลอกราวกับเขียนหนังสือขายได้ตังค์

 

ที่ไหนได้ สามีบอกฉันว่า เธอได้ติดตั้งโปรแกรมดักจับและลบทิ้งพวกคอมพิวเตอร์ที่สุ่มเข้ามาเยี่ยมเวบของฉันแล้ว เพราะที่ผ่านมา พบว่ามันแวะเวียนกันมาเสียชุม

 

มันคือ computer!?!?!

 

มันไม่ใช่คนอ่านจริง?

 

มันเป็นแค่คอม? ชิ!

 

โอ้  พระเจ้า  โลกหลอกลวงแม้แต่คนนั่งเขียนบล็อกที่ไม่มีโฆษณาและไม่มีค่าอ่านนี่นะ แล้วเราจะเชื่อถืออะไรได้อีกเหรอ ... เชื่อถือคอมเมนต์ที่เจ้าของเวบสามารถดัดแปลงข้อความได้ตามใจชอบ  บ้างก็ลบและเลือกเอาที่ถูกชมเท่านั้น  บล็อกไอพีคนเขียนด่าตลอดกาล (แถมแช่งมันไปอีกสามบ้านแปดทาวน์โฮม) และตั้งค่าสาวกเข้าเวบซะมากเท่า

 

ในโลกอินเตอร์เน็ตนี้ มีอะไรจริงอยู่บ้างเนี่ย?? 
 
แล้วใน "บ้านนอก" ยังเหลือความจริงใจอยู่อีกไหม ?
 
(เกี่ยวมั๊ย? ก็ถ้ามันจะไม่เกี่ยว ก็ให้ไปอ่านหัวข้อข้างต้น ชื่อก็บอกแล้วว่า Intro ไม่ว่ามันจะคืออะไร คนเขียนก็บอกให้มันเป็น Intro!) 
 
 
 
 
ความบ้านนอกอยู่ที่ไหน ความไฮเทคอยู่ที่นั่น
 
หลังอาการไมเกรน คนโง่เทคโนโลยีอย่างฉัน
ถึงกลับประสบความสำเร็จ ในการเซ็ตเน็ตจากไอโฟน เข้าเครื่องแมคได้แล้ววว!!
 
ถึงได้อัพบลอกได้!
 
หนูทำได้ :) 
 
... 
 
เรื่อยๆ ตอนที่ 1 
 
สิ่งพิสูจน์ชัดว่าฉันนั่งอยู่ในบ้านเกิด คือ โต๊ะที่นั่งทำงานอยู่นี้ ด้านหน้าเต็มไปด้วยรูปครอบครัว ด้านหลังก็เต็มไปด้วยรูปครอบครัว ที่ต่างคนต่างเลือกภาพที่ตัวเองชอบมาตั้งไว้ ผลของมันคือ ความไม่เข้ากันอย่างแรงของภาพความทรงจำรวมหมู่
 
สามสี่วันที่ผ่านมา ฉันออกจากกรุงเทพฯ ปฏิบัติการ Road Home ด้วยการขับรถออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่อุบลฯ ระยะทาง 600 กว่ากม. ค่าน้ำมัน 1500 บาท แวะนอนบ้านพี่ ที่สระบุรี เล่นกับหลาน และนมัสการพระพุทธบาท สระบุรี
 
กลับถึงบ้านได้สามคืน พิสูจน์ว่าฉันปรับปรุงตัวดีขึ้นมาก เพราะยังไม่ทะเลาะกับแม่... เรายังอยู่กันได้เรื่อยๆ แม่ถึงกลับสละตู้เสื้อผ้าของเธอให้ฉัน เพื่อให้ฉันเอาเสื้อผ้าที่ใส่ได้ในกรุงฯ เท่านั้นเก็บเข้ากรุ ที่นี่ฉันใส่เลครึ่งแข้งได้อย่างเข้ากับบรรยากาศ ไม่มีกางเกงอะไรอีกแล้วในโลกนี้ แม้แต่ CK ตัวละหมื่นกว่าบาทที่ฉันเคยรัก จะเทียบเท่ากับเลผ้าโทเรเนื้อนิ่มตัวละ 80 บาท ฉันหลงรักแฟชั่นบ้านๆ ใส่สบายนี้จริงๆ
 
บ้านของฉัน... บ้านน๊อกได้ใจ ... บ้านนอกไม่ต่างกับวัด เงียบสงบ และไม่มีเสียงรบกวน ด้านหลังบ้านเป็นป่า มีเถาวัลย์ ส่วนหนึ่งเป็นสวนที่พอเดินได้ พอฉันปูเสื่อนอนอ่านหนังสือกลางสวน ตากแดดที่มีลมโกรก แม่ก็ดับฝันอารมณ์ติสท์แตกของฉัน ด้วยการบอกว่า ใกล้ๆ กันนั้น มีงูชนิดมีพิษ!
  
สองคืนแรก ฉันจำได้ว่านอนหายใจแรงมาก จนตกใจว่าทำไมหายใจแรงอย่างนี้ เราไม่สบายหรือเปล่า ... ที่ไหนได้ เตียงนอนของฉันใกล้กับหน้าต่างที่มีลมโกรก อากาศที่ไม่เคยเจอคาร์บอนมอนนอกไซต์ (เพราะถ้ามีรถผ่านมาแถวนี้ก็แปลก!) ทำให้เหมือนฉันนอนในแคปซูลดูดออกซิเจนไปเต็มๆ 
 
จมูกของฉันถึงกับทำปฏิกิริยาอัตโนมัติ สูด "กิน" ออกซิเจนอย่างเต็มรัก ... นอนเต็มอิ่ม โดยได้อ๊อกซิเจนด้วย เป็นสิ่งที่ไม่ได้เจอเลยในเมืองหลวง พระนคร กลางกรุงเทพฯ บ้านที่ฉันอยู่ เพราะไม่กล้าเปิดหน้าต่างล่อโจรและล่อสายตาบ้านใกล้เรือนเคียง และห้องแคบๆ ก็มีแต่หนังสือรายล้อมที่ทำหน้าที่ดักฝุ่นไปในตัวอย่างไม่ได้สั่ง
 
อาการกินออกซิเจนของฉันในช่วงสองวันมานี้ ทำให้นอนเต็มอิ่มมากๆ เป็นปรากฏการณ์ที่อยากจะเรียกว่า FREE และทำให้ "อิ่มอากาศ" แบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนว่า กินอากาศมันก็มีนะ อิ่มเป็นด้วย 
 
เรื่องเล่าอันดับต่อมา คือ การเคลียร์สมบัติพัสถานจากกรุงเทพฯ สู่บ้านแม่ สมบัติของฉันจะว่ามากก็มาก จะว่าน้อยก็น้อย ของมีค่า มีแค่กระเป๋าหลุยส์สองใบ (ใบหนึ่งแท้ ใบหนึ่งเทียมเกรดเอ) ที่เบื่อแล้ว สายไฟและอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ของสามีหนึ่งกระสอบ (ของเล่นที่พิสูจน์ว่าเขาไม่ได้เป็นเกย์) กับหนังสืออีกสิบลังแฟ๊บที่สิ้นเงินขนส่งนับหมื่นบาท ขนาดเลือกไปบริจาคแล้วนับเดือน... ตอนนี้บ้านแม่กลายเป็นห้องสมุดไปแล้ว และฉันก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ต้องไปไหนไกลหรอก ที่นี่หน้าตาเริ่มเหมือนออฟฟิศไปทุกที น่านั่งเขียนหนังสือมาก
 
อาการประหลาดอย่างหนึ่งเมื่ออยู่บ้านนอก สัญญาว่ามันเป็นความจริงคือ แม้จะได้กินข้าวเหนียว แจ่ว และนอนกินออกซิเจนเต็มที่ แต่ฉันกลับมีอาการไมเกรน ปวดหัวข้างเดียว... หนักหน่วง แอบคิดว่า หรือตูรำคาญแม่ว้า... ที่ไหนได้ มันคืออาการติดเน็ต เพราะไม่ได้เข้าเน็ตสองสามวัน พอเมื่อวานไปร้านเน็ต ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ แค่ชั่วโมงเดียว บำบัดอาการไมเกรนได้สิ้น เอออ ตูนี่เป็นได้ถึงปานนี้
 
อารมณ์ที่เรากลับบ้านมาแล้วรู้สึกเหมือนได้ไปพักผ่อนนอนรีสอร์ท แอนด์ สปา ณ คันทรีคลับนี้ ฉันรับรองด้วยเกียรติเนตรนารีที่ชุดคับแล้วว่า ... ไม่ได้เกิดจากความไม่มีที่ไปแต่อย่างใด... แต่เป็นเพราะไปมาแล้วเสียมาก จนอยากจะกลับบ้านเต็มที
 
15 ปี! อ่านว่า สิบห้าปีที่ฉันไปอยู่กรุงเทพฯ
 
สิบห้าปีนานพอสำหรับการทำปริญญาสองใบ: ตรีธรรมศาสตร์, โทมหาลัยวัด, เป็นนักข่าว สัมภาษณ์คนดังและคนที่ชอบมาหมดแล้ว ได้เที่ยวฟรีมาแล้วทั่วประเทศ, ได้ไปเมืองนอกมาแล้วสิบกว่าประเทศ, ได้เขียนหนังสือแล้วสิบกว่าเล่ม, ได้มีสำนักพิมพ์เป็นของตัวเอง, มีบริษัททัวร์เป็นของตัวเอง, และ เอ่อ ได้สามีมาหนึ่งคน (พร้อมทะเบียนสมรส) กับเพื่อนในเฟซบุ้คอีก 400 กว่าคน
 
เป็นสิ่งพิสูจน์แล้วว่า เนตรนารีคนนี้ กลับบ้าน... เพราะอยากกลับบ้าน วุ้ย!
 
แค่นี้ก่อน แม่มาแล้ว!  (เธอสำรวจทุกอย่างที่ชั้นทำอย่างไม่คลาดสายตา)
  
 
(392093
 
ล้อมกรอบ
 
วิธีต่อเน็ต ไอโฟน กับเครื่องแมคบุ้ค โปร
(เรื่องแรกที่สำคัญที่สุดของชีวิตการอยู่บ้านนอก) 
 
1. จ่ายเงินเน็ตกับระบบมือถือ  แล้วเซ็ตเครื่องไอโฟนให้รับเน็ตได้ด้วยการไปที่ Setting >> General >> Network >> Cellular data network >> APN ใส่ internet และ username กับ password, ไม่ต้องใส่อะไร
 
2. โหลดโปรแกรม AIS สำหรับเชื่อมต่อไอโฟน กับแมค โดยไปดาวน์โหลดโปรแกรมก่อนที่ http://help.benm.at/help.php จากนั้นเลือก download >> เลือก Thailand >> แล้วเลือกอินสตอล โปรแกรม เครือข่ายมือถือของตนเอง เช่น เอไอเอส หรือดีแทค จากนั้นกดดาวน์โหลดโปรแกรม จนเสร็จ
 
3. ทำการเชื่อม step ต่อไป (อะไรสักอย่างนี่แหละ) ด้วยการไปที่ไอโฟน ที่ Setting >> General >> Network >> Internet Tehening >> คลิกจาก OFF เป็น ON >> จากนั้นมันจะถามว่า จะแชร์ผ่าน Bluethooth หรือ USB ให้เลือก USB แล้วคลิก ON
 
4. ต่อไอโฟน ด้วยสายยูเอสบี กับเครื่องแมค แล้วเครื่องแมคจะถามอัตโนมัติว่ามีการเชื่อมต่อ ก็กด OK >> ถ้าไม่ถาม ก็ไปที่ Network Preference >> แล้วเพิ่ม หรือเลือก Ethernal Adapter >> แล้วกดเลือก  Ethernal Adapter จากนั้นกด Connect หรือ Apply.
 
เป็นอันเสร็จพิธี คู่มืออยู่บ้านนอก เรื่องที่ 1. 
 
 
 
เธอ เธอ !
 
เล่มนี้ วางแผงแล้วนะ เธออย่าลืมไปซื้อนะ
 
บลอกนี้อ่านฟรี แต่เล่มนี้ 250 บาทนะ (ห้ามสับสน)
 
อยากซื้อกับเรา ลดพิเศษ ก็บอกนะ This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
 
แล้วจะอัพบลอกให้อ่าน กับเอารูปบ้านนอกๆ มาฝาก จุ๊บ จุ๊บ :) 
 
ใครซื้อ ขอให้สวย รวย เก่ง เลยนะเธอ
 
 
 
 
Last Updated on Sunday, 13 June 2010 17:23

ธุระที่สะสาง วันสุดท้ายในกรุงเทพฯ

E-mail Print PDF

วันก่อน นิมนต์พระอาจารย์สันติ กรุณาไปผูกแขนให้้เพื่อนชาวเช็ก ที่อยู่กรุงเทพฯ  

 

ก่อนกลัับบ้าน ลาจากกรุงเทพฯ  นอกจากเก็บข้าวของแล้ว ก็มีธุระให้เคลียร์ และสะสางยาวเหมือนกัน และก็เหมือนทุกครั้ง คือ ฉันสามารถจัดการเคลียร์ทุกอย่างให้เสร็จสิ้นจนวินาทีสุดท้าย

ฉันให้หลานเอารถยนต์ของแม่จากอุบลฯ ขับขึ้นกรุงเทพฯ มารับฉันกลับบ้านนอก เพื่อขนของที่เหลือกลับไปด้วย โดยงานนี้จะแวะไหว้ "พระพุทธบาท" สระบุรี ที่ศักดิ์สิทธิ์ และแวะนอนกลางทางสักคืน ค่อยไปต่อ ถือโอกาสเที่ยวก่อนกลับบ้านด้วย ไม่รีบเร่ง ไม่อยากนั่งรถยาวๆ แปดชั่วโมง โดยไม่ได้อะไรเลย

ช่วงที่มีรถใช้อยู่กรุงเทพฯ นอกจากวันนี้ที่ฉันจะได้ลองขับรถในกรุงเทพฯ ครั้งแรกแล้ว หลานชายที่เป็นผู้ช่วยก็มีหน้าที่ขับรถพาฉันไปจัดการธุระต่างๆ จนเสร็จสิ้นลุล่วง ไม่กี่วันที่ผ่านมา ฉันจัดการธุระสำคัญๆ ได้เยอะมาก เพราะเป็นการเคลียร์จังหวะของชีวิต และงานสำนักพิมพ์

การมีผู้ช่วย และขับรถพาเราไปทำธุระ ก็ทำให้จัดการได้เร็วขึ้น

อดปลาบปลื้มไม่ได้ ที่เคลียร์งานได้หมดล็อต

หมวดงานเขียน >> ศาลเจ้าจีน เล่มหนึ่ง เสร็จแล้ว เหลือแค่เกลา แถมเล่มสอง ก็ถ่ายรูปครบทุกศาลหมดแล้ว, ต้นฉบับไหว้พระทางน้ำ วัดริมน้ำ 9 วัด เซอร์เวย์ข้อมูล และเลือกวัด ถ่ายรูปเรียบร้อยแล้ว รอกลับบ้านไปเขียน

ใบขับขี่ห้าปี ได้มาเรียบร้อย และได้ "ใบขับขี่สากล" มาเรียบร้อยแล้ว ไปเรียนขับรถรอบสองมาเรียบร้อย พร้อมทั้งได้ลองขับรถในกรุงเทพฯ เรียบร้อย

ย้ายสำนักพิมพ์ ย้ายประกันสังคม ภาษี ที่อยู่ ทำเอกสารสายส่ง เรียบร้อย

เอาหนังสือ และสมุดโน๊ต ไปบริจาคที่อื่นๆ ครบเรียบร้อย

หนังสือ "เกาหลีสุดที่รัก" พิมพ์เสร็จเรียบร้อย จัดส่งสายส่งเรียบร้อย แถมวันนี้ยังเอาไปให้เพื่อนๆ นักข่าว และพีอาร์เรียบร้อย

สมัครเป็น "สมาชิกสมาคมผู้จัดพิมพ์หนังสือ" เรียบร้อย

ไปประชุมเรื่องต้นฉบับ วรรณกรรมเด็ก กับอื่นๆ ที่อมรินทร์ เรียบร้อย

ไปพบเพื่อน บก. เอาหนังสือที่ฉันสัมภาษณ์มาเรียบร้อย 

เอาของต่างๆ ไปคืนเพื่อน เอาของฝากจากปรากไปให้เพื่อนๆ หลากหลายที่ เรียบร้อย

เที่ยววัดที่ต้องการเรียบร้อย ไปอัมพวามาเรียบร้อย แวะเยี่ยมพระอาจารย์ต่างๆ เรียบร้อย และพาพระ ไปเยี่ยมเพื่อนที่บ้านเรียบร้อย 

ฉันรู้สึกเลยว่า หลังจากที่ปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร พูดจา "ให้โน๊ะเนะ" ขึ้น ติดต่อการงานของฉันรื่นไหลดีมากกว่าการเก๊กทำท่าเป็นมืออาชีพ การที่ไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่เคลียร์งานได้หมด ไปติดต่ออะไรก็ราบรื่น ผู้คนเออออด้วยหมดแบบสะดวกโยธิน เพราะอานิสงส์บุญ หลายๆ อย่าง ถ้าช่วงไหนดวงเราไม่ดี ติดต่ออะไรก็สะดุดหมด แต่นี่ฉลุยมาตลอด  และจังหวะเวลามันได่้หมด บางครั้งไปพบใคร ไม่ได้ตั้งใจว่าจะพบ เพราะเวลาเรามีแค่นี้ ก็สุ่มไปเลย ก็พบทุกคน

ไปทีเดียว ได้ธุระครบหมด มันสะใจจริงๆ

เขาบอกว่า อานิสงส์ของการที่เราขนขวายช่วยการกุศลด้วยแรงกาย ไม่นิ่งดูดาย จะทำให้ติดต่ออะไร ก็ราบรื่น เจรจาได้เปรียบ..ก็คิดๆ แล้ว ที่เจอกับตัวอาจจะจริงก็ได้นะ 

...

เมื่องานต่างๆ สะสางเสร็จหมด มันเรียบร้อย

และสบายใจจริงๆ

กลับบ้านนอกได้หายห่วง

...

จากนี้ไป จะเลิกเป็น "สาวน้อยที่อยากทำทุกสิ่งอย่าง"

แต่เลือกสรรทำสิ่งที่จำเป็น และควรทำ

มากกว่าทำทุกๆ อย่าง

แต่การที่ฉันทำทุกสิ่งอย่างที่ผ่านมาก็ไม่ใช่สิ่งผิด

มันทำให้เรียนรู้ และเข้าใจว่าต่อไป จะทำอย่างไร ให้ชีวิตเรียบง่าย แต่มีความสุขขึ้น

 

 

ลั้นซ์ วันนี้ กับ บก. ส้ม แห่งมาร์

 

 

จากนั้นไปประชุมที่อมรินทร์ และขับรถกลับบ้านเอง

 

เย็น ดินเนอร์กับพี่บัญชา บก. ที่ปรึกษาสำนักพิมพ์  

เม้าท์จนถึงดึก และได้มุมมองดีๆ กลับไปมากมาย

มันทำให้รู้จักใช้ชีวิตมากขึ้น 

...

"คนเรา เวลาเจอทุกข์ ...

มันต้อง "เห็นทุกข์"

พอเห็นแล้ว ทำอย่างไรจะดึงตัวเองออกมาจากทุกข์ให้ได้

อย่าอยู่กับมันนาน

เห็นแล้ว ดึงตัวเองให้ห่าง

ใช้ปัญญา หาวิธีทั้งทางโลกและทางจิตใจ เพื่อออกจากทุกข์ให้เป็น"

... 

ทุกข์ได้

แต่ต้องออกจากทุกข์ให้ได้

อย่าจมอยู่กับความทุกข์

อย่าให้ความทุกข์ชนะเรา ด้วยการอยู่กับเรานานๆ

กัดกินก้อนเนื้อใจเราไปเรื่อยๆ

อย่านอนกอดความทุกข์ 

รักนะ เด็กโง่. 

 

 

(389721

 

Last Updated on Monday, 07 June 2010 20:02

More Articles...

Page 9 of 103

เที่ยวยุโรปกับคนไทยในยุโรป

เที่ยวยุโรปอย่างคุ้มค่ากับคุณสไมล์ลี่คุณลี่จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป แบบกันเองค่ะ แบกเป้สนุก และประหยัด
 
เที่ยวฮอลแลนด์ กับคุณเจี๊ยบคุณเจี๊ยบ นักเขียนตะลอนทัวร์อิตาลี่ จะพาคุณเที่ยวเนเธอร์แลนด์แบบเพื่อนอันอบอุ่น
 
เที่ยวออสเตรียแบบโฮมสเตย์ กับคุณแอ้มทริปคุณแอ้ม จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป อยากเล่นสกี และพักโฮมสเตย์กับคนไทย ลองดูที่่นี่่ค่ะ
 
>> สนใจแลกลิงค์ ติดต่อ rinแอดnetnapa.net ค่ะ 
You are here: