เจ้าสูง เจ้าอ้วน และเจ้าตาอินทรี



ชื่อเพลง เลิกกัน ถามฉันหรือยัง
ทำนอง ยังไม่มี
เนื้อร้อง โดย เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา
เธอบอกเราต้องเลิกกัน เพราะแตกต่าง
รักที่ให้ไม่ใช่แค่รักจางๆ
แต่คือใจทั้งใจ
ไม่มีเรา ไม่ใช่แค่ไม่มีชีวิต
แต่คือหมดลมหายใจที่ร่วมฝัน
ที่รักเธอไม่ใ่ช่เพราะดีที่สุดจากร้อยพัน
แต่เพราะรักเธอได้คนเดียวเท่านั้น
เลิกกัน ถามฉันสักคำก่อน
อย่าเพิ่งตัดรอน หัวใจไปเฉยๆ
โลกจะร้อน ภูเขาพ่นไฟ เธอคือดวงใจเหมือนเคย
ให้เลิกกับเธอ ลืมไปได้เลย คำถามนั้นคือสายลม
คนควรค่าแก่การรักอย่างเธอ
ไม่มีทางจะปล่อยไป
ใครเลิกรักเธอได้
แต่ไม่ใช่ฉัน
เธอเลิกกับฉันไม่ได้
ฉันไม่ฟังคำนั้น
เพราะเธอเคยบอก อยากให้ฉันเป็นคนที่รักเธอ
...
เพลง ไม่คิดรัก
เนื้อร้อง โดย เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา
(ทำนอง ไม่คิดถาม ของเฉลียง)
รักก็ยังไม่เคย... ไม่เคยรักเลย
ถามออกไปก็เชย... ไม่เคยรักใคร
แต่ถ้ามองตาให้กันดี คงรู้คำตอบ
ว่าในใจมีใครบ้างไหมให้ลืม
เพราะอย่างไรฉันเคยมีใจให้เธอ
แม้ไม่คิดว่ามันจะเป็นรักมั่น
แต่แค่ในใจเคยรักเธอในฝัน
ตื่นขึ้นมาก็ยังปวดใจแทบตาย
ฉันไม่เคยคิดถามว่ารักเธออยู่ใช่ไหม
รู้คำตอบในใจว่ารักใช่แค่ในฝัน
หากรู้กันอยู่ว่ารัก รักเธอ...ทุกวัน
อย่าเลย อย่าถาม
รักก็ยังไม่เคย...ไม่เคยรักเลย
แค่คิดถึงก็เลยเกินความสัมพันธ์
แต่ยังมีความในใจเก็บไว้เรื่องหนึ่ง
เคยคิดถึงกันในฝันหรือเปล่า
บทที่ ๑ ความรัก และความเกลียด
สังเกตุไหมว่า ตอนที่เรายังเด็กๆ ยังบริสุทธิ์อยู่มาก เวลาเราแอบชอบใคร เบื้องแรกเราจะทำเป็นเกลียดเขาคนนั้น
ไม่ใช่แค่เพราะเรียกร้องความสนใจ แสดงออกไม่เป็น แต่เพราะหลายๆ ครั้ง "ความรักมักมาในรูปของความเกลียด" แม่ตีลูกเหมือนเกลียดแต่จริงๆ แล้วรัก เช่นนั้นแล้ว คุณจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าเมื่อใครสักคนเกลียดคุณ นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้แคร์คุณเลย จริงๆ แล้ว เขาอาจจะรักคุณมากก็ได้
รักหรือเกลียด บางครั้งก็ใกล้กันจนแทบแยกไม่ออก
เวลาเพื่อนโกรธเรา น้อยใจเรา เขาก็จะบอกว่า "ถ้าไม่แคร์ คงไม่เจ็บ" แหม เพื่อนเก๊าะ! ฟังดูแล้วน่าเวียนหัว แต่เป็นความจริง ถ้าเขาไม่รักเราก่อนในเบื้องต้น เขาย่อมไม่มีเหตุผลให้เกลียดเราเลย ถ้าไม่รัก ทำไมจะต้องแคร์ใช่ไหม
ดังนั้น ถ้าเจอใครมาแสดงออกว่าเกลียดเรา ลองมองในแง่ดีก็ได้ ว่าเขาคงจะแคร์เรามาก หรือจริงๆ แล้ว ลึกๆ เขารักเรานะ
นอกจากนี้ ทุกข์สำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของเราก็คือ ทุกข์ในเรื่องที่ว่า "เราอยากให้คนที่เกลียดเรารักเรา" มีหลายครั้งที่เราทุกข์ใจ เสียใจ ที่เขามาเข้าใจผิด ดุด่า ว่ากล่าว ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจเรา ซึ่งหากว่าคนๆ นั้น เป็นคนที่เราไม่แคร์ ไม่ได้รักและใส่ใจ เราก็จะร้องเพลง "ช่างมัน ฉันไม่แคร์" แต่พอเป็นคนที่เรามีใจให้ ถูกเส้นถูกคอ พอเขามาทำท่าไม่ได้รักและดีตอบเรา เราก็เปลี่ยนตัวเองเป็นศัตรูต่อเขาเหมือนกัน และทุกข์ว่าทำไมเขาไม่รักอยากที่เราอยากให้เขารัก
คนเรานี่ ความอยากไม่เคยพอ
เขาเกลียด อยากเปลี่ยนให้เขารัก
เมื่อเขารัก บ่อยครั้งก็ทำให้เขาเกลียด
เมื่อรักอย่างไม่มีปัญญา ก็จะเป็นวังวนเวียนวนอยู่อย่างนี้ เพราะรักอย่างมีกิเลสตัณหา และมีเงื่อนไขว่า "ฉันจะรักเธอ ต่อเมื่อเธอทำตัวหรือทำอะไรๆ ถูกใจฉัน เป็นไม่อย่างที่ฉันต้องการ ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ฉันเคยรักเธอได้ ก็เปลี่ยนเป็นเกลียดเธอได้เหมือนกัน" เพราะรักกันซะอย่างนี้ มันเลยไม่ยั่งยืน จริงๆ นะ
เมื่อไหร่ เปลี่ยนรักที่ว่ารักๆ ให้เป็น "เมตตา" หรือรักอย่างกรุณาได้ เข้าใจในความเป็นเขา พอใจในความเป็นเรา เท่านี้แหละ จะรักหรือเกลียด ก็ไม่มีปัญหา เพราะรักหรือเกลียด เราไม่ต้องไปวัดที่ใจคนอื่น แต่อยู่กลางใจของเราเอง ใครจะเกลียดเราก็ช่าง ใครจะรักเราก็ดี แต่เราไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เราจะไม่วัดคุณค่าของคนๆ นั้น แค่เพราะเขารักเราหรือไม่ เปลี่ยนใจวางไว้ที่ใหม่เลย
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งในเรื่องรักๆ เกลียดๆ คือ "การที่เราต้องการให้คนทั้งโลกมารัก" และ "แม้คนเดียวที่เกลียดเรา เราก็เป็นทุกข์ได้มาก" ร้องไห้ได้เป็นวรรคเป็นเวร
ไม่ต้องร้องเพลง "เพราะฉันเป็นคนอ่อนไหว" หรอก เป็นเพราะเราอยากให้เขาเป็นดั่งใจเราต้องการต่างหาก โดยลืิมไปว่า สิ่งต่างๆ ในโลก และบุคคลต่างๆ เขาก็เป็นไปตามที่เขาเป็น ไม่ใช่ตามที่เราต้องการ เราทุกข์เพราะเราไม่ได้ดั่งใจต้องการ ก็เท่านั้น
ปล่อยวางความอยากได้ และ "วางใจ" ให้เป็น ก็จะไม่ทุกข์เพราะความคิด
รักหรือเกลียด เราต้องไปสนใจทำไม ใครจะรักเรา ใครจะเกลียดเรา คุณค่าในตัวเรา ก็เช่นเดิม มันไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงเหมือนการโหวตเอเอฟ เราไม่ต้องให้ใครตัดสินเราหรอก เราอยู่กับตัวเรามากที่สุด ให้เรารู้ตัวเราเองมากที่สุด
เมื่อมีใครมารัก จงเมตตาตอบ
เมื่อมีคนมาเกลียด ก็จงแผ่เมตตาให้เขา อย่าไปสาปแช่ง ให้นึกภาพเขายิ้ม แล้วก็แผ่เมตตาให้เขา ขอให้เขามีความสุข นานๆ วันเข้า จากที่เราเกลียดเขาตอบ เราก็จะรักเขาได้ พลังของการแผ่เมตตามีจริงแบบนี้
ที่สุดแล้ว การวางใจเรื่องความรักและความเกลียด เป็นเรื่องสำคัญของชีวิต ที่หากเรารู้ว่าควรวางใจอย่างไร เราก็จะเห็นว่า รักไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าจะเข้าใจเลย และความเกลียดก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่ต้องเกลียดตอบซะหน่อย
บทที่ ๔ รักแท้ และรักปลอม
ใครๆ ก็อยากมี "รักแท้" ทั้งนั้น บทเพลงทั้งโลก ก็ร้องเพลงในความหมายเดียวกัน คือ รักที่ควรเชิดชูคือ รักแท้
ใครมารักเราเล่นๆ เห็นเป็นของเล่น มีตบ!...
จริงแล้ว รักปลอมๆ นี่มีประโยชน์มหาศาล แต่เรามักมองไม่เห็น รักปลอมๆ ทำให้เราเจริญสติตลอด ไม่ประมาท รักไป เราก็เตือนตัวเองไปด้วยว่า เขาไม่ได้รักเราจริงนะ เราจะไปถลำใจมากกว่านี้ไม่ได้นะ เป็นเพื่อนๆ กันได้ ไปนั่งเล่น ดูหนังได้ แต่ห้ามจริงจัง ห้ามอยากได้แหวนหมั้่นจากผู้ชายกระล่อน ปลิ้นปล้อน เจ้าชู้ ตอแหล *(&^%$##!!! คนนี้เด็ดขาด
เห็นไหมว่า เมื่อไหร่เจอรักปลอมๆ นี่เป็นแบบฝึกหัดให้เรารู้จักเจริญสติตลอด
เมื่อรักเจอรักแท้นั่นแหละ ทำให้เราหลงทางได้ง่ายๆ ยึดมั่นว่ารักนั้นชั่วฟ้าดินสลาย รักแท้ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง รักเดียวใจเดียว รักมั่นคงดั่งภูผา ฯลฯ จะว่าไปแล้ว บทเพลงอมตะเหล่านี้ ไม่เห็นจริงเท่าไหร่เลย
ไม่มีอะไรยั่งยืน แน่นอน ... เรารู้ดี รักแท้ก็แค่ระยะเวลาหนึ่ง แต่เราทุ่มใจ ยึดมั่นไปหมดทั้งใจแล้ว เทให้หมดหน้าตัก สุดท้ายเมื่อรักที่เคยแท้เปลี่ยนแปลงไปตามคืนและวันอันเปลี่ยนผัน เราก็ทำใจไม่ได้ เพราะไม่เคยเจริญสติ เผื่อใจไว้เลย
รักแท้ กลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายเราได้มากที่สุด
รักปลอม กลับให้บทเรียน และสติกับเรา
ที่กล่าวเช่นนี้ แน่นอน ไม่ได้หมายความว่าให้คุณไปมอบรักปลอมๆ ให้กับใคร แล้วบอกว่า ฉันรักเธอ แต่ต้องไปเจริญสติเอาเองนะ เดาเองว่าช่วงไหนรักปลอมๆ อย่างมีคุณค่า ทดสอบปัญญาเอาเอง... ไม่ช่ายยย
แต่จะบอกแค่ว่า ถ้าเจอรักปลอมๆ ก็ไม่ต้องไปตกใจ เมื่อรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าเจอรักปลอมเข้าใจแล้ว ให้ดีใจเลยว่า เรานี่เก่งนะ เรารู้ตัวแล้วว่าเราเจอรักปลอม ขณะเดียวกัน ถ้าเจอเพื่อนกำลังหลงใหลได้ปลื้มกับรักแท้ ก็อาจจะพาเพื่อนสนทนาธรรมขำๆ กันสักหน่อยว่า เพื่อนเอ๋ย รักแท้มีอยู่จริง แต่ต้องเป็นรักอย่างเมตตา ไม่ใช่ยึดมั่นว่ารักนี้เราจองนะเพื่อนสาว
รักปลอมก็มีคุณค่าแบบรักปลอม รักแท้ก็มีคุณค่าแบบรักแท้ในตัวของมันเอง
เจอรักเมื่อไหร่ ให้ดีใจเมื่อนั้นว่า โอกาสเจริญสติมาถึงแล้ว เราทั้งรักปลอม และรักแท้ ก็ต้องรู้จักมีสติทั้งนั้นแหละ ชิมิ.
บทที่ ๒ บันไดขั้นแรกของความรัก
เมื่อก่อนจะรักใคร ถ้าเป็นเพลงก็จะบอกว่า "ถามใจตัวเองให้ดี" แต่ถ้าจะถามว่า เมื่อรักกันแล้ว และจะเดินร่วมทางกัน ก้าวขาหน้าไปด้วยกัน ควรจะก้าวผ่านบันไดขั้นไหนเป็นขั้นแรก
ก็ต้องขอตอบว่า "ให้ปล่อยมือกันเดียวนั้นเลย" ไม่ต้องจูงมือกัน และคุณก็ไม่ต้องเดินผ่านบันไดเดียวกันด้วย ถ้าอีกคนหนึ่งอยากจะไปลิฟต์ ก็ให้เขาไป เราอยากจะเป็นจีจ้า โหนสลิง ก็ได้
รักที่ดี ไม่ต้องตัวติดกันเป็นแฝดสยาม ควรให้อิสระ ให้ต่างฝ่ายต่างเป็นตัวของตัวเอง กวียิบราน บอกไว้คนจำได้ทั่วโลก คือ รักเหมือนเสาของมหาวิหาร ยืนด้วยกัน แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กัน เพราะเมื่ออยู่ใกล้กันตลอดเวลา เสาจะค่ำยันมหาวิหารได้อย่างไร
คนรักสองคนก็เหมือนกัน บันไดก้าวแรกที่ต้องเดินไปด้วยกัน คือ รื้อบันไดอันนั้นซะ
อย่าเป็นเจ้าเข้าเจ้าของกัน เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของใครได้ อย่าไปยึดมั่นว่าเขาเป็นของเรา ปัญหาของความรักส่วนใหญ่มาจากข้อนี้เป็นข้อแรก
สอง อย่าเปลี่ยนเขา ให้เขาเป็นตัวของตัวเอง เพราะธรรมชาติของคน เปลี่ยนได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น ควรยอมรับในตัวตน และสนับสนุนให้เขาทำความฝันของเขาต่อไป อย่างนั้นคนรักของเราจะมีความสุขมาก เคยมีงานวิจัย เขาบอกว่ารักที่มีความสุขสมบูรณ์ที่สุด คือ รักที่สามารถทำให้แต่ละฝ่ายเป็นตัวของตัวเองได้ และยอมรับซึ่งกันและกัน
การที่คนสองคน เลือกรักกัน เหมือนมีแค่สองคน แต่มีขั้นตอนให้เดินผ่าน อีกหลายขั้น กว่าจะปรับตัวอยู่ด้วยกันได้อย่างสบาย ... แต่ก็ไม่ใช่ว่าแต่ละขั้นนั้นเป็นอุปสรรค เพราะแต่ละช่วงเวลาของความรัก ก็มีคุณค่า ความหมาย ในแบบของมันเอง เวลาเราอยู่จุดต่างๆ ก็ให้เรารู้และเข้าใจในธรรมชาติของความรัก แล้วจะไม่สับสัน
เช่น เมื่อเริ่มแรก อาจมีปัญหาไม่ค่อยเข้าใจกันและกันเท่าไหร่ วางตัวไม่ถูก ก็อย่ามองไปที่ข้อเสีย หงุดหงิด และตัดสินกันเร็วเกินไปว่าเราเข้ากันไม่ได้ โธ่ ก็แน่นอนล่ะ เข้ากันไม่ได้อยู่แล้ว เพราะยังไม่รู้จักกันดีจริงๆ เลย ให้มองข้อดีของช่วงเวลานี้ว่า สนุกที่จะได้ค้นหาตัวตนของกันและกัน
เปรียบความรักได้ดีที่สุด ก็คือ ต้นไม้ ที่เติบโตแผ่กิ่งก้าน หรืออาจแห้งเหี่ยวเฉาตาย หากไม่ได้รับการดูแล หรือฝ่าฟันฤดูอันแล้งแล้งไปไม่ได้ แต่ทุกปลายทางของความรัก ก็ต้องมีก้าวแรก ถ้าเริ่มต้นก้าวแรกได้ดี ตั้งไข่เป็น วางโจทย์ความรักได้ถูก อย่างน้อยก็ไม่หลงทางตั้งแต่เริ่มเดิน...
บทที่ ๓ คิดถึงให้ตาย
ในเรื่องของความรัก "ความคิดถึง" เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ
เริ่มต้นที่ความคิดถึง แต่บางครั้ง ผลลัพธ์มากมายมหาศาล ความคิดถึงแปลงร่างเป็นบทเพลงก็ได้ ภาพเขียนราคาแพงก็ได้ หรือกลายเป็นการฆ่าตัวตาย ซึมเศร้า เหงาหงอย หวาดระแวงก็ได้เหมือนกัน
ความรักกลายเป็นเรื่องยาก เพราะความคิดถึง ทนคิดถึงกันไม่ได้ ต้องตัวติดกันตลอดเวลา ทำอะไรด้วยกันตลอดเวลา เหลือแค่หายใจร่วมกัน นอกจากนั้นแทบจะได้ว่าหารแชร์กันทุกอย่างแล้ว เพราะทนความห่างไกล คิดถึงกันไม่ได้ หลายๆ คู่ ละทิ้งชีวิตส่วนตัว อนาคต ความฝัน เพื่อจะได้อยู่ด้วยกันให้หายคิดถึง
มันได้หรืิอเสียกันแน่ การทำลายความคิดถึงด้วยการอยู่ด้วยกันตลอด มันทำให้ความคิดถึงจบง่ายๆ อย่างนั้นจริงหรือ รักง่ายอย่างนั้นจริงหรือ
เพื่อให้ เราอยู่ตรงกลางระหว่างความรักและความคิดถึงต่างหาก เราจะคิดถึงอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องรักด้วย และเราจะรักอย่างเดียว โดยไม่คิดถึง ก็จะกลายเป็นความทอดทิ้งและเหินห่าง
ทำอย่างไรให้สองอันนี้มาอยู่ตรงกลาง เป็นทางสายกลาง เมื่อคิดถึงก็คิดถึงแล้วมีความสุข มีแรงบันดาลใจ มีแรงลุกขึ้นมาสร้างสรรค์ทำสิ่งต่างๆ เราวางใจในเรื่องคิดถึงได้ถูกต้อง ใจเราสมดุลดี
แต่ถ้าคิดถึงแล้วหงอยไปเลย ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีสมาธิ เราบอกว่าเราอยู่โดยขาดเขาไม่ได้ ขาดใจโลด อันนี้ เราคิดถึงเขาจริงๆ หรือว่าเรา"พร่อง" ในตัวของเราเอง เพราะหวาดระแวง อยู่คนเดียวไม่ได้ เป็นคนหลักลอย ขี้เกียจ ไม่อยากทำอะไร นอกจากจี้ตามประคบเขา ได้ควบคุม เป็นเจ้าของ แล้วถูกใจ กลัวสูญเสียมากเกินไป
ลองถามตัวเองว่า ข้อดีของการคิดถึงมีอะไรบ้าง ทำไมเราจำเป็นเราเลิกคิดถึงกัน ไม่เห็นต้องหาวิธีเลิกคิดถึงกันเลย คิดถึงกันนี่แหละดี เพราะทุกอย่างมีวงจร "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป" ความคิดถึงก็เหมือนกัน สักวันมันก็จะดับไปเหมือนกัน เป็นวัฎจักร มีช่วงที่เราคิดถึงได้มันดีแล้ว ที่ได้มีความสุขในแบบคิดถึง เพราะเดี๋ยวๆ ความคิดถึงมันก็ดับ
เมื่อดับแล้ว พบว่าตัวเองตัวติดกันเป็นเงี่ยงอยู่กับเหงือกปลาแล้วจะหนาวววว.
บทที่ ๔ รสชาติของความรัก
น้ำทะเลมีรสเดียว คือ รสเค็มฉันใด พระธรรมมีรสเดียว คือ รสแห่งความหลุดพ้น ฉันใด ความรักก็มีรสเดียว คือ รสแห่งเมตตาฉันนั้น
ทำไมถึงได้บอกว่า รักคือเมตตา ฟังดูเชยแหลก รักมีได้ตั้งหลายรส ทั้งรสคิดถึง รสเสน่หา รสปรารถนา ฯลฯ เหตุใดหยิบเอาแต่เมตตามาพูดถึง
อยากให้ลองนึกถึงคนที่เรารัก ... ให้เขาลอยมาใกล้ๆ เห็นหน้าเขาชัด แล้วถามตัวเองว่า ความรักที่เรามีต่อเขา มันหมายถึงอะไร เรารักเขาด้วยความรู้สึกเช่นไหน
ถ้ารู้สึกว่า เห็นรอยยิ้มเขาแล้ว เราก็มีความสุขไปด้วย นี่คือ เราเมตตาเขา เห็นเขาสุข เราก็สุขไปด้วยใช่ไหม
ถ้ารู้สึกว่า อยากให้เขาได้ดี มีความสำเร็จ มีสุขภาพแข็ง ดูดี นี่คือ เราเมตตาเขา เห็นเขาสำเร็จ เราก็พลอยยินดีไปด้วย ภาคภูมิใจไปด้วยใช่ไหม
ถ้ารู้สึกว่า เมื่อไหร่เห็นเขาทุกข์ เราก็พลอยทุกข์ไปด้วย อยากช่วยเหลือ รับฟัง แบ่งเบา อยากไปอยู่ใกล้ๆ เป็นเพื่อนปลอบประโลม คือ เมื่อเขาทุกข์ เราก็ทุกข์ไปด้วย นี่คือเมตตาไม่อยากให้เขาทุกข์ อยากให้เขาสุขใช่ไหม
ถ้าเราเห็นคนรัก แล้วเรารู้สึกเช่น นี่คือเรารักนะ เรารักจริงๆ ไม่ใช่รักในแบบที่เห็นเขาแล้ว อยากเห็นเขาเอาของขวัญมาให้เรา มาอยู่กับเรา ไม่ไปทำมาหากินอย่างอื่น อยากให้เขาใส่เสื้อตัวที่เราซื้อให้ อยากให้เขาดูต่ำต้อยด้อยค่ากว่าเรา นี่คือไม่ใช่ความรัก มันคือความสัมพันธ์เท่านั้นเอง
ดังนั้น รสของความรัก คือ รสของเมตตา
หากมีรักแบบเมตตาได้ รักนั้นจะเป็นรักที่มีคุณค่า มีความสุข และไม่มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ให้เราตามแก้เลย ลองดูเพื่อนๆ รอบข้างเถอะ ใครมีปัญหาทะเลาะกับคนรัก เบาะแว้งกันตลอด ความสัมพันธ์ไม่ลงรอย เพราะไม่ได้รักแบบเมตตา รักแล้วเห็นแก่ตัว ยังเมตตากันและกันไม่พอ ยังเข้าข้างแต่ตัวเองอยู่
คู่ไหนเขารักด้วยรสเมตตา ก็มีแต่ส่งเสริมกันให้สมบูรณ์พูนสุขยิ่งขึ้น ไปด้วยกันได้ดี เรียกว่าคบกันแล้วเจริญนั่นแหละ เพราะเกื้อกูลกัน ไม่ใช่มาหาประโยชน์ต่อกัน มาเรียกร้องต่อกัน ทำให้แต่ละฝ่ายไม่ได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
ธรรมชาติของการเป็นคู่ การที่เราต้องการมีคู่ เพื่อนคู่คิด ก็เพราะเพื่อเติมเต็มสิ่งที่เราขาด คำปรึกษา ความอบอุ่นที่เราอยากมี ความเข้าใจ ฯลฯ หากคนรักเมตตาให้สิ่งนี้กับเราได้ ร้อยทั้งร้อย เราไม่ไปมองหาใครอีกเลย ดังนั้นถ้าเราไม่อยากให้คนรักเราไปมีกิ๊ก เราก็ต้องเมตตากับเขาให้มากๆ เช่นกัน
เห็นไหมว่า ในเรื่องของความรักนั้น รักไม่ใช่เรื่องยาก เมตตาก็ไม่ใช่เรื่องยาก การลุกขึ้นมาเห็นแก่ตัวต่างหาก เป็นเรื่องยาก เพราะสร้างปัญหา ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งต่อสู้กันไม่จบ ลุกขึ้นมาเมตตากันง่ายกว่า ดูแลและเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ของอย่างนี้ ยิ่งทำยิ่งจารึกติดอยู่ในใจนานนับวัน กลายเป็นความผูกพันที่ดี กลายเป็นความรักที่เรียกว่ารักแท้ และอย่าคิดว่ารักแท้นั้นหยุดเวลาไว้แล้ว รักแท้เราก็ต้องหมั่นเติมเมตตาอย่าหยุด เหมือนบัตรเติมเงิน เมื่อไหร่เคยเมตตาแล้วจู่ๆ หมดเมตตา ความรักก็กลายมาเป็นความสัมพันธ์อีกแล้วให้เราเจริญเมตตากับคนที่เรารักตลอดและสม่ำเสมอ อย่าห่างหาย อย่าเปลี่ยนแปลง ทำจนเป็นวิสัย
ส่วนคนที่คิดว่า มีแต่ "รัก" แต่ลืม "เมตตา" ก็อย่าลืมกลับมา "ใส่ใจ" ลงไปในความรัก สร้าง "รัก" วันนี้ที่มันดูเป็น "รักแกนๆ" ให้กลายเป็น "รักแท้" ด้วยเมตตาเถิด เมตตาขณะรักกันนั้นง่ายกว่าเกลียดกันในความรัก จริงไหมล่ะ
บทที่ ๕ รักแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยน
นักวิจัยชาวจีน ได้ทำโพลล์และพบว่า คู่รักสามีภริยาจะมีความสุขที่สุดในช่วง 3 ปีแรกของการแต่งงาน จะรักกันได้อย่างสบาย เพราะต่างฝ่ายต่างก็ยังพอทนนิสัยไม่ดีของอีกฝ่ายหนึ่งได้
"ทนนิสัยไม่ดีของอีกฝ่ายได้" นี่ใช่ไหมที่จะเป็นคีย์ทำให้รักเราไม่เก่าเลย
ทำไมไม่เปลี่ยนตัวเอง ทำไมจะต้องบอกว่าให้ทนให้ได้ แล้วจะมีความสุข นี่คือความรักจริงๆ หรือ
ไม่ใช่แค่งานวิจัยของอาตี๋อย่างเดียว ก่อนหน้านี้ฉันก็เคยอ่านเจองานวิจัยของฝรั่ง ที่บอกว่าคีย์สำคัญของความสำเร็จในชีวิตคือ การให้แต่ละคนได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่พยายามเปลี่ยนแปลงกันและกัน เมื่อต่างฝ่ายสามารถเปิดเผยตัวเองได้ ก็จะรู้สึกรีแลกซ์ในความสัมพันธ์ และก็ไปกันได้ยาว
สองอย่างนี้สอดคล้องกันอย่างน่าประหลาด และบางทีก็อาจตรงใจกับคุณใช่ไหมละ แล้วรู้ไหม มันตรงกับหลักธรรมในเรื่องไหน
"พอใจกับสิ่งที่เรามีอยู่" ไงล่ะ การไม่ไปมองเห็นสนามหญ้าหน้าบ้านของคนอื่นเขียวขจีน่าเดินเล่นมากกว่าสนามหญ้าหน้าบ้านตัวเอง เพราะการรู้จักพอ คือ เคล็ดลับของความสุข ถ้าไม่รู้จักพอ ไม่ว่าจะได้มากแค่ไหน ก็ไม่เคยมีความสุขเลย เพราะพอไม่เป็น หยุดไม่เป็น
บางคนก็อาจจะบอกว่า ก็ฉันยังไม่พอ เพราะยังน้อยกว่าคนอื่นอยู่มาก จะไปเปรียบเทียบกับคนอื่นได้อย่างไรว่าของฉันมันพอแล้ว มาตรฐานของคำว่าพอ มักเป็นที่ถกเถียง ว่า "พอที่พอจริงๆ" มันคืออะไรกันแน่
ก็ขอให้มองคำว่า "พอ" ไปกับคำว่า "ทางสายกลาง" อะไรที่เป็นทางสายกลาง อยู่กลางๆ ไม่ตึง ไม่หย่อน ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกิน นี่เรียกว่าทางสายกลาง ไม่ใช่จุดกึ่งกลางนะ แต่เป็นทางสายกลางที่เป็นความพอดี
วัดได้่ง่ายๆ ว่า ถ้ามีน้อยกว่านี้ก็ไม่เป็นไร ยังพอได้ ถ้ามีมากกว่านี้ก็ไม่เป็นไร ยังพออยู่ได้ ความพอเป็นทางสายกลางคือ ถ้าเพิ่มหรือลดนิดหน่อย ก็ไม่ถือว่าเปลี่ยนแปลงมาก เรียกว่าอยู่ในจุดที่ "สมดุล" นั่นเอง
กับคนรักก็เหมือนกัน ถ้าเมื่อไหร่เราอยากเปลี่ยนเขา ก็ลองถามเราก่อนว่า ถ้าเขาอยากเปลี่ยนเราบ้าง เราจะรู้สึกอย่างไร เราก็คงรู้เลยใช่ไหมว่า เปลี่ยนน่ะก็เปลี่ยนได้อยู่หรอก แต่เปลี่ยนได้แค่เริ่มต้น สักระยะหนึ่ง เมื่อเราไม่ไหวเมื่อไหร่ เราก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมอย่างแน่นอน
ถ้าคิดได้ดังนี้แล้ว ก็รู้ใช่ไหมว่า การพยายามเปลี่ยนใครสักคนนั้นเป็นเรื่องยากและเหนื่อยแค่ไหน และความเสี่ยงสูงด้วยที่จะสูญเวลาเปล่า ดังนั้นการยอมรับหรือพอใจในสิ่งที่เขาเป็นอยู่ ยอมรับในความเป็นเขา จะง่ายกว่าไหม
ถ้าหากว่าสิ่งที่เขาเป็น เป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้จริงๆ ถ้าเขาเปลี่ยนเรื่องนี้ได้ เรื่องอื่นเราก็ฉลุย ก็ยังพยายามจะเปลี่ยนอยู่อีก เราก็หันมาถือเรื่องทางสายกลาง ความสมดุล มองว่าข้อเสียของเขาที่เรารับไม่ได้ ก็เป็นด้านหนึ่งของข้อดีที่เราชอบ หากเขาไม่มีข้อเสียในเรื่องนี้ ก็อาจจะไม่มีข้อดีในด้านที่เราชอบก็ได้
พูดไปก็เหมือนเรื่องซ้ำๆ แต่เราควรรู้ซึ้งให้ถึงรูขุมขน คือ มนุษย์ตราบยังเดินดิน ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ เราต้องมองข้อดีของเขา ถ้าเรามองข้อเสีย เราง่อยใจแย่ การมองคนต้องหัดมองให้เห็นข้อดี แล้วเราจะมีความสุข
รักคนได้ง่าย เกลียดคนได้ยาก ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งจริงๆ
เราสามารถยอมรับข้อเสียมากมายของตัวเองได้ และมีเหตุผลอธิบายได้ด้วย เพราะเราเข้าใจตัวเราเอง กับคนรักก็เหมือนกัน หากคุณ "เข้าใจ" คนรักของคุณ คุณจะไม่มีคำว่าไม่พอใจแน่นอน มีแต่คำว่าเข้าใจ
สรุปแล้วที่ยังอยากเปลี่ยนเขา ก็เพราะยังไม่เข้าใจในความเป็นเขานั่นแหละ
บทที่ ๖ มีรัก ก็ต้องรัก ไม่ใช่เกลียด
เคยเห็นคู่รัก ทะเลาะกันเป็นวรรคเป็นเวร ทุกวันสามเวลาหลังเล่นเฟซบุคไหม บางครั้งเขาทะเลาะกันจนเรางงว่า นี่มันรักกัน หรือเกลียดกันกันแน่ เป็นคู่รัก หรือคู่เกลียด เง็ง
ทำไม วันๆ ไม่นั่งรักกัน แต่มานั่งทะเลาะกัน ความจริงแล้วคือเขายังไงกันกันแน่ กองเชียร์ คนดูชักงงแล้วนะ
เรื่องนี้ฉันเจอบ่อย เพราะมีเพื่อนๆ มาปรึกษาเรื่องรักที่เป็นไปพร้อมกับเรื่องทะเลาะอยู่เสมอ ... งอน โกรธ น้อยใจ เสียใจ ไม่ได้ดั่งใจ เจ็บใจ ไม่พอใจ ไม่ได้ดั่งใจ ฯลฯ อะไรนิดอะไรหน่อยก็ทะเลาะกัน
คนที่ทะเลาะกัน เพราะไม่พอใจ เกิดจากเส้นขีดเรื่อง "ความอดทน" กับ "ทะเลาะไม่เป็น" เรื่องความไม่พอใจ เรามีกันทั้งนั้นแหละ แต่จะแสดงออกแบบไหน คือ จะชวนทะเลาะ หรือพูดดีๆ ให้เหตุผล ให้ความเย็น ใช้วิธีการที่ละมุนละม่อม ระงับความโกรธได้ นอกจากนี้ขีดความอดทนของแต่ละคน มันจะบอกว่า เราทนความไม่พอใจได้แค่ไหน ถึงจะไม่โกรธ ไม่เป็นเรื่อง ความอดทนเรามีไหม หรือว่ามีแต่รัก แต่ความอดทนไม่มีเลย ขันติไม่เป็น อะไรนิดอะไรหน่อย ก็วี๊ดดด จากที่รักก็เลยแสดงออกเป็นเกลียด จริงๆ ก็รักนะ แต่เพราะอดทนไม่ได้ กับอดทนไม่ได้ แล้วจะทะเลาะก็ทะเลาะไม่เป็น
การทะเลาะให้เป็น เป็นศิลปะที่เราไม่่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ คิดว่าทะเลาะก็คือทะเลาะ คิดว่าวิธีการแก้ไขการไม่ทะเลาะ ก็คือ ห้ามทะเลาะ จริงๆ แล้ว เราจะทะเลาะกันก็ได้ เพราะทะเลาะแล้ว อาจจะแก้ปัญหาได้ด้วยซ้ำ ไม่กินแหนงแคลงใจกัน ไม่เก็บกดระเบิดในใจคนเดียวจนกลายเป็นบ้าเป็นหลัง
การทะเลาะกันเชิงสร้างสรรค์ คนรักของฉัน ให้แนวทางไว้ว่า ต้องเริ่มด้วยการ ๑. ทะเลาะกันได้ แต่ต้องพูดจากันด้วยความสุภาพ ห้ามใช้คำหยาบ ห้ามเสียงดัง บางครั้งคำพูดเหมือนแรง แต่เสียงไม่แรง และคำสุภาพ มันก็จะแรงในความหมาย แต่ไม่แรงในสถานการณ์และอารมณ์ ด่านแรกนี่ช่วยได้มาก
๒. ด่านต่อมาในเรื่องการทะเลาะอย่างสร้างสรรค์ ก็คือ ต้องยอมรับฟัง เมื่อใครคนหนึ่ง ยกธงว่า ฉันจะชวนทะเลาะแล้วนะ แต่จะทะเลาะอย่างดี อีกฝ่ายก็ต้องฟัง ไม่ใช่เดินหนี เพราะปัญหาหลายๆ อย่าง เปลี่ยนแปลงประเด็นจากเรื่องหนึ่ง กลายเป็นเรื่องของ "เธอไม่รับฟังฉัน ไม่สนใจปัญหาฉัน" ไปได้ง่ายจริงๆ หากไม่รับฟังนี่ ปัญหาบานปลาย
๓. เมื่อต่างฝ่านต่างได้พูดแล้ว ก็ต้องปรับเข้าหากันคนละครึ่ง อย่างที่เขาบอกถ้อยทีถ้อยอาศัย เธอแรง ฉันเบา เธอเบา ฉันก็เบา ไม่ใช่เอาเต็มเหนี่ยวนะ คิดใหม่ ... เวลาทะเลาะ ถ้าเจอกันครึ่งทาง ปัญหาก็หมดไปครึ่งหนึ่งเหมือนกัน
เหลืออีกครึ่งหนึ่ง เอาความรักที่เรามีมาจับ มาเป็นตัวแก้ ... แล้วความรัก ก็จะยังเป็นความรัก ไม่ใช่ความเกลียด เพราะคนรัก มีไว้ให้รัก ไม่ได้มีไว้ให้เกลียด
...ฉันมีชีวิตไว้ให้เธอรัก
เพราะฉันเป็น "คนรัก"
ไม่ใช่คนเกลียด...
ที่รัก โปรดจำ
บทที่ ๗ รัก รักอยู่ หมดรัก
ในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรม สิ่งหนึ่งที่จะเห็นคือ การเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
สิ่งนี้เป็นวงจรของทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่าง กล่าวคือ ของทุกอย่าง เมื่อมีเกิดขึ้น ย่อมคงสภาพอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แล้วก็จะต้องถึงเวลาดับสูญสลายไป ไม่ว่าจะเป็นคน สิ่งของ ความรู้สึก ทั้งรัก โลภ โกรธ หลง เสียใจ ฯลฯ อะไรๆ ก็ตาม ถ้าลองได้เกิดขึ้นแล้ว มันก็จะดำเนินไประยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะดับไปในที่สุด ทุกสรรพสิ่งดำรงอยู่ภายใต้กฏนี้
ความรักก็เฉกเดียวกัน เกิดรัก รักอยู่ และหมดรัก
และที่บอกว่า รัก รักอยู่ หมดรัก ไม่ใช่จะบอกว่ารักแท้ไม่มีอยู่จริงนะ เพราะถ้าทุกๆ คนเชื่อว่ารักแล้วสุดท้ายก็หมดรักอยู่ดี โลกนี้คงไม่มีพลังรักไว้ค้ำจุนโลก การเข้าใจวงจรของความรักก็เพื่อจะบอกว่า รักนั้นเกิดๆ ดับๆ ตลอดเวลา เดี๋ยวรักมาก รักน้อย รักใหม่ รักอีก รักดับ รักซ้ำ รักเพิ่ม ฯลฯ มันเป็นอย่างนี้ร่ำไป หมุนเวียนจนกว่าจะหมดรักไปจริงๆ ไปจากใจ
ดังนั้น ถ้าหากเราอยากให้รักนี้ยาวนานไปตราบชั่วอายุขัยของเรา เราก็ทำให้รักเกิดๆ ดับๆ ตลอดเวลา อย่าหยุดหาย ว่ากันง่ายๆ อย่างนี้แหละ เมื่อรักต้องเปลี่ยนแปลง ก็อยู่กับความเปลี่ยนแปลงนั้นให้ได้ และเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงนั้นเสียเอง
รักดับได่้ ก็เกิดขึ้นใหม่ได้ ไม่ต้องไปใจเสีย ความรักแต่ละวงจะสั้นบ้าง ยาวบ้าง ก็ตามเหตุและปัจจัย คือมันก็เกิดวงจรกับเรากับคนรักของเรานี่แหละ ดับๆ เกิดๆ ตลอด เดี๋ยวรัก เดี๋ยวเลิกในความรู้สึก ไม่ได้เลิกในทางการ การรักๆ เลิกๆ อย่างนี้ เกิดได้ไม่ใช่ข้อเสีย กลับเป็นข้อดีที่กระตุ้นเพลิงรักไม่ให้มอดด้วยซ้ำ
ดังนั้น เมื่อไหร่ที่เห็นคนรักง่อยๆ ลง ไม่ค่อยสนใจเราอย่างเคย เหมือนความรักเริ่มมอดๆ ลง ก็ไม่ต้องไปฟูมฟาย คิดว่าต้องเลิกร้าง สิ่งที่เราสามารถทำได้คือเติมเชื้อรักเข้าไปใหม่ ให้มันเกิดขึ้นได้อีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่าหยุด และอย่าเหนื่อยกับความรัก เขามีใจให้เราอยู่แล้ว ควันมันมีอยู่แล้ว เติมลมเข้าไป ก็กระพือได้อีก เป็นที่รู้กัน
ชีวิตเรามันก็เป็นอย่างนี้ในทุกๆ เรื่องนั่นแหละ ไม่ใช่เฉพาะกับความรัก ความขยันในการทำงาน มันก็มีดับๆ เกิดๆ ขยันมาก ขยันน้อย สลับกันไป อย่างนี้เป็นต้น
หากเข้าใจวงจรเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ว่ามันมีระยะวงจรได่้ทุกระยะ ไม่ใช่แค่ระยะยาวๆ เท่านั้น แม้ลมหายใจหนึ่ง ก็อาจเกิดการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของความรู้สึกในใจเราบางอย่างได้ เพียงแต่เราจะมองเห็นหรือเปล่าเท่านั้นเอง
ดังนั้น เมื่อเห็นวงจรรักวงจรย่อยๆ ของเรา มีสั้นบ้าง ยาวบ้าง ก็มองให้เห็นและมองให้เป็น ยิ้มรับกับทุกช่วงของความรัก เมื่อรักแล้ว ก็รักความเปลี่ยนแปลงของความรักด้วย เพราะถ้ารักไม่ได้ ก็แย่เลย ทุกข์ไม่รู้จบ เพราะไม่อยากให้รักเปลี่ยนแปลง มองว่ารักเปลี่ยน คือ หมดรัก
ความจริงแล้ว รักเปลี่ยนนี้ แปลว่ารักยังอยู่ต่างหาก...
เมื่อไหร่ที่รักไม่เปลี่ยน คือ หมดรักแล้ว รักหายไปแล้ว จึงไม่สามารถเปลี่ยนได้ เพราะไม่มีตัวตนให้เปลี่ยน
อย่างนี้น่ากลัวกว่าอีก.
คืนวันล่วงไปทุกลมหายใจ สายน้ำไม่เคยไกลกลับ ทุกครั้งที่เราหายใจ เราเป็นคนใหม่ เหมือนทุกครั้งที่สายน้ำไหล สายน้ำนั้นก็ไม่เคยเหมือนเดิม
เมื่อวานนี้สายโทรศัพท์จากเบอร์ที่ไม่คุ้นดังหลายครั้ง ปกติฉันไม่ชอบรับสายแปลกๆ ไม่รู้เป็นไง จะให้พลาดงานหมื่นแสน หรืออะไรก็ตาม จะโทรกลับก็เมื่ออารมณ์ดีหรือว่างเท่านั้น คงเพราะถ้าฉันมีอะไรทำอยู่แล้วในมือ ไม่อยากจะเสียสมาธิกับอย่างอื่น และไม่อยากจะรับงานเพิ่มเลย
แต่คราวนี้โทรศัพท์สายแปลกนั้น โทรมาหลายรอบ จนกระทั่งฉันนวดเสร็จแล้ว และวันนี้ฉันเคลียร์งานต้นฉบับอีกเล่มลุล่วง เรียกได้ว่าอารมณ์ดี ก็เลยรับสายนั้น แล้วเสียงปลายสายก็อึกอัก ทำให้ฉันงุนงงเข้าไปอีก เหมือนลำบากใจที่จะพูดอะไร และใช้คำพูดไม่ถูก
กลไกการป้องกันตัวทำให้ฉันตอบ ใช่ค่ะ ใช่ค่ะ กลับไป แบบเย็นชาไว้ก่อน แล้วเธอจึงได้เข้าประเด็นว่า
"ไม่ทราบจำ...นี่ได้ไหมคะ"
"จำได้ค่ะ"
"เอ่ออ... คือ เป็นแฟนของ... นะคะ"
"อ๋อค่ะ" อืม เรียกชื่อคนนั้น เหมือนที่เราเคยเรียกด้วย
"คือ พอดีจะแต่งงานแล้ว และจะย้ายไปอยู่ที่บ้าน และเห็นว่ามีของบางอย่างที่อาจจะสำคัญสำหรับคุณ และคุณอยากจะเก็บไว้"
นั่นไง แล้วชีวิตก็พาให้เรามาเจอเหตุการณ์ที่ หึ หึ ขอเรียกว่า "ตะลึงตึงตึง"ตื่นเต้นพอควรก็แล้วกัน เหตุการณ์ที่ว่านั้น คือ แฟนใหม่ของคนที่เราเคย.... โทรมาแสดงตัว แล้วก็.... มีเรื่องของสมบัติพัสถาน สิ่งที่สำคัญต่อความรู้สึก ที่อยากให้เรากลับไปเอา
ฉันรับปากว่าจะลองไปดู แต่คงจะไปเร็วกว่าที่เธอต้องการไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าว่างเมื่อไหร่ (จริงๆ คือ ไม่รู้พร้อมจะไปเมื่อไหร่) เธอบอกให้ฉันไปเอาภายในอาทิตย์สองอาทิตย์นี้ได้ไหม ฉันไม่ได้โกรธหรอกนะที่เธอเร่ง แต่ฉันยังงงๆ อยู่เท่านั้นเอง ห้าปีแล้ว ไม่ได้ข่าวคราว และไม่เคยคิดสืบข่าวคราว วันหนึ่งก็มาเจอข่าวจะแต่งงานแล้ว
กับเขาคนนั้น ตอนเลิกกัน เราก็ไม่ได้ทะเลาะกันอะไรมากมายเท่าไหร่ แถมตอนคบกัน ก็ไม่เคยทะเลาะกัน แต่ทำไมเวลาเลิกกัน ไม่เคยเผาผีกันก็ไม่รู้ เหมือนหมดบุญหมดกรรมต่อกันขึ้นมาเฉยๆ
...
ฉันวางสายจากสายนั้น สายที่เธอออกตัวว่า "ไม่ได้โทรมาว่านะคะ" แล้วก็นั่งคิด ความรู้สึกเกิดขึ้นไม่มาก มีคำถามตลกๆ เกิดขึ้นนิดหน่อยว่า อ๋อ เขาจะได้แต่งงานกัน เธอเป็นคนยังไงนะ เขาเจอกันที่ไหน เขารักกันอย่างไร เราดีต่อกันไหม เขาจะแต่งงานกันอย่างไร เขาจะตกแต่งบ้านอย่างไร ฯลฯ
คำถามของปุถุชนเกิดขึ้นมาตามกิเลศปรุงแต่ง แล้วจิตที่อยากจะเป็นคนดี ก็ส่งเอสเอ็มเอสไป แสดงความยินดีต่อข่าวแต่งงาน และแสดงความขอบคุณที่แจ้งข่าวเรื่องของของฉัน พร้อมสัญญาว่าจะไปรับให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้
สักพัก เธอเอสเอ็มเอสกลับมาขอบคุณ และขอให้ฉันมีความสุขในชีวิต
...
ฉันปิดเอสเอ็มเอส แล้วก็ยิ้ม
ณ วันหนึ่งเคยรัก
ณ วันนี้ ไม่หลงเหลือความรักแล้ว แต่ความปรารถนาดียังมีอยู่
...

....
เมื่อก่อนเคยสงสัย
เรารักกันไหม
เราดีต่อกันแค่ไหน
รักของเราจะยั่งยืนหรือเปล่า
เวลาผ่านไป ฉันพบคำตอบ
ที่มันแตกต่างจากที่เคยคาดหวัง
แต่ ณ วันนี้ ที่มันแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ฉันกลับไม่รู้สึกเสียใจเลย
ดีใจด้วยซ้ำ ที่มันไม่เป็นอย่างที่ฉันคิด
อภัยให้ฉัน ที่ทำให้เวลาเธอสูญเปล่า
อโหสิให้ฉัน หากทำให้คืนวันเธอแหว่งวิ่นไปบ้าง
ตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันยิ้มให้เธอ
นั่นคือ ความบริสุทธิใจ
ต่อเมื่อฉันเดินจากไป
มันคล้ายกับมีอะไรบางอย่างบอกให้ฉันต้องทำ
สัญชาตญาณนั้นรุนแรง
และวันนี้ก็พบคำตอบ มันคือความจริง
เราควรต้องจากกัน
อดีตรักไม่จำเป็นต้องฝังใจ
เหลือไว้เพียงความปรารถนาดี
ไม่จำเป็นต้องพบ
ฉันเชื่อว่าเธอจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้
อย่างเป็นสุข
จากคนเคยรัก กลายเป็นคนทั่วไป
ความรักไม่เหลืออยู่
แต่ความปรารถนาดียังมีอยู่
เมื่อดีต่อกัน ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ
เมื่อจาก ไม่จำเป็นต้องเอ่ยลา
ทุกอย่างเป็นไปด้วยตัวของมันเอง
ในโลกนี้ไม่มีอะไร
อดีต ไม่มี
มีแต่ปัจจุบัน
(355618)
S(hvwut2ff3i52jg450uobky45))/Contents/ProductImages/201003/4752741_250.jpg)
สุขนอกสูตร
สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
ผู้แต่ง: สุปรียา ห้องแซง
ประเภท : แนวคิด/ชีวิตคนดัง
ราคา : 169.00 บาท
ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายของสาวธรรมศาสตร์ที่มีความฝันเรียบง่ายว่า “อยากเป็นชาวนา” จากเด็กสาวเรียนดีประจำหมู่บ้าน เมื่อความฝันของเธอเป็นความฝันไร้ค่าในสายตาของพ่อแม่ การถูกผลักไสไล่ส่งจากบ้านเกิด ทำให้เธอต้องมาใช้ชีวิตอย่างคนไร้ความสุขในกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นคนรับใช้ รับจ้างล้างจาน จนในที่สุด เธอก็ตัดสินใจที่จะไม่เดินตามนิยามความสุขและความสำเร็จของผู้อื่น แต่กลับเลือกที่จะเดินตามหัวใจเรียกร้อง
เธอเดินทางขึ้นภาคเหนือ เพื่อไปปลูกผักในที่ดินของคนอื่น ผจญภัยกับเรื่องราวมากมายที่ทำให้เธอได้บทเรียนชีวิตหลายอย่าง ก่อนที่จะคืนสู่แผ่นดินบ้านเกิดในฐานะของผู้ที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จที่สุด แต่คือ ผู้ที่มีความสุขที่สุดในนิยามของเธอเอง
ในเล่มมีคำนิยมของ กิตติ สิงหาปัด, สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ (คุณเช็ค พิธีกรคนค้นคน), และคนดังอีกหลายคน ที่หลงรักความเป็น “บ้านนอกแสนซื่อ” ของเธอ และหนังสือเล่มนี้ยังเข้ากับเทรนด์ MOSO ที่รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญอยู่ ณ ขณะนี้
....
หนังสือเล่มนี้ ฉันได้ต้นฉบับมาน่าจะสี่ปีแล้ว ตั้งใจจะพิมพ์เอง แต่ด้วยความที่เราเป็นสำนักพิมพ์เล็ก พิมพ์ไป ก็อาจจะหายไปในกระแสได้ เลยได้แต่เก็บไว้ รอจังหวะที่เหมาะสม
จนเมื่อกระแส "โมโซ" มาในบ้านเรา
ก็เลยได้ปัดฝุ่น ให้อัมรินทร์ นำไปตีพิมพ์เป็นรูปเล่ม ทั้งนี้ก็เพราะต้องการให้นักเขียนได้รับความสำเร็จในผลงานที่ออกมามากที่สุด โดยอัมรินทร์ให้เครดิตฉันเป็น "บรรณาธิการเล่ม"
ชื่อตอนแรกที่ฉันคิดคือ "คืนสู่แผ่นดิน" อัมรินทร์ได้จับไปเปลี่ยนเป็น "สุขนอกสูตร" เพื่อให้อธิบายเข้าใจได้ฟังง่าย
ลองไปหาอ่านดูกันนะคะ
...
ดีใจด้วยนะจ๊ะ เนตร สุปรียา ห้องแซง เพื่อนรัก :)
ทุกวันนี้ที่มานั่งเขียนบลอก เหมือนแนวจะสอนสั่งนี่ เพราะคิดว่าตัวเองฉลาดนะ
คิดว่าตัวเองมาอวดฉลาดอยู่หน้าเวบ
ความจริงแล้ว ก็คือ โง่นั่นแหละ ไม่รู้แล้วอยากอวดฉลาด
เนตรนภา ฉายา โงโง่จัง
ก็ไม่รู้นะ หลายๆ เรื่องที่เจอ สิ่งที่รบกวนความรู้สึกเรา มันทำให้เรารู้ตัวนะว่า เออ กูโง่นี่ เรื่องแค่นี้ก็รับมือไม่ได้ เจ็บปวด ทุกข์ทรมานกับมันมาก ปรับตัวไม่ได้ ยอมรับไม่ได้ ก้มหัวให้ไม่ได้ เพราะว่ากูโง่
อีกเรื่องหนึ่ง คือ จริงๆ แล้ว ที่เขียนมาทั้งหมด ทำเหมือนรู้ คือจริงๆ แล้ว ไม่รู้หรอก จริงๆ แล้วโง่
...
ไม่รู้เป็นไร พอวันนี้มันนั่งยอมรับตัวเองได้ว่า
เออ เราไม่รู้
เออ เราโง่
นี่ ทุกๆ อย่าง ในความคิดมันเบาขึ้นเยอะ
การที่เราแบก เราทำเป็นรู้ นี่มันหนัก
....
เขาถึงได้บอกว่า คนฉลาด คือ คนที่โง่เป็น
เขาถึงได้บอกว่า คนที่รู้ว่าตัวเองโง่ คือ คนฉลาด
...
ชอบภาคตัวเองที่โง่จัง




ภาพจากคุณไชยศ และคุณหนู ขอบคุณมากค่ะ เป็นภาพจากทริปที่ผ่านมา
ชอบภาพนี้ ตรงหงส์คู่ด้านหลัง
พรุ่งนี้ ที่วัดไทย จะมีพิธีเปิดเนตร พระประธาน ที่พี่พิ้งค์ ถวาย จากเมืองไทย มาถึงปรากแล้วเมื่ออาทิตย์ก่อน ฉันเตรียมชุดขาวไว้จะไปเข้าวัด เมื่อวันนี้นั่งในรถ ก็ได้เล่าพระประวัติของพระพุทธเจ้าให้คุณสามีฟัง คุณสามีเป็นพุทธ แต่ก็ไม่เคยฟังพระพุทธประวัติหลายๆ ด้าน ฟังแล้ว เธอก็บอกว่า องค์ความรู้พวกนี้ที่เช็คไม่มีเลย ไม่มีหนังสือ หรือถึงมี ก็ไม่เข้าใจ เธอบอกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรปก็เหมือนกัน ถึงอ่านก็ไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่มีพื้นฐานมาก่อน พอมาอ่านของยาก ก็ลิ้งค์ไม่ได้
แล้วเธอก็สั่งการณ์ให้ฉัน เรียบเรียงหนังสืออธิบายพุทธศาสตร์แบบอ่านง่าย ให้ฝรั่งอ่านขึ้นมา เพื่อแปลเป็นภาษาเช็ค ฉันก็เลยมอบหมายให้คุณชายตั้งสมาคมพุทธเถรวาทขึ้นในเช็ค โดยให้เหตุผลว่า ไม่วันใดก็วันหนึ่งข้างหน้า เราต้องทำอยู่แล้ว งั้นทำตั้งแต่วันนี้เลย จะได้สะสมอายุของสมาคมตั้งแต่วันนี้ ... เราตกลงกันว่าจะทำเวบไซต์พุทธศาสตร์ สามภาษา คือ ไทย อังกฤษ และเช็ค
นอกจากพุทธประวัติแล้ว ก็ได้เล่าให้คุณชายฟังถึงพระชาติในอดีตของพระพุทธเจ้า... และเล่าถึงพระชาติ 500 ชาติ ที่เคยเกิดเป็นสัตว์ต่างๆ ด้วย ซึ่งถึงแม้จะเป็นสัตว์ ก็เป็นสัตว์ที่ทรงคุณธรรม ทรงศีล และมีปัญญา เล่าให้คุณชายฟังว่า พระพุทธเจ้าเป็นทรงปลา นก โค ราชสีห์ ฯลฯ คุณชายบอกเพิ่งรู้ และถามด้วยว่ามีข้อมูลพระชาติล่าสุดไหม ตอบไปว่า มีหมดทุกชาติเลย และเล่าพระชาติสุดท้ายที่เป็นพระเวสสันดร บริจาคทานครั้งยิ่งใหญ่ให้คุณชายฟัง คุณชายก็ทึ่งว่าไม่เคยได้ยิน หรือบ่นว่าเคยอ่านมาบ้าง แต่ไม่เข้าใจลึกซึ้ง
เลยได้เล่าสรุปให้คุณชายฟังอีกที ตามความเข้าใจตัวเองว่า
พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่เกิดในอินเดีย โดยเจ้าชายอินเดีย ทรงไม่ได้บอกว่าพระองค์เป็นพระเจ้า แต่ทรงตรัสว่า ทรงค้นพบความจริงของชีวิต และนำมาเผยแพร่เท่านั้น โดยหลักสำคัญที่สอนก็คือ สอนว่า มนุษย์ทำสิ่งใด ก็ได้สิ่งนั้น ดังนั้นการกระทำของคน จึงเป็นตัวตัดสินชะตาชีวิต ไม่ใช่พระเจ้า หากทำดี ก็ได้ดี ทำชั่วก็ได้ชั่ว พระองค์สอนให้คนทำดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์
แนวทางที่สอนให้ทำดีนั้น มีหลายระดับ ระดับของมนุษย์ทั่วไป เรียกว่า ศีลห้า มีกฏห้าข้อ คือ ไม่ฆ่าสัตว์และเบียดเบียนชีวิตและร่างกาย ไม่พูดปด พูดจาไม่เป็นประโยชน์, ไม่ประพฤติผิดทางกาม, ไม่ลักขโมย, ไม่ดื่มสุรา และยาเสพติด
เมื่อหลายคนได้ฟังแล้ว ก็อาจจะบอกว่า นี่คือกฏไม่ให้ทำความชั่ว ไม่ใช่การสอนให้ทำความดี แล้วอย่างไรล่ะ ถึงจะเรียกว่าทำความดี
ก็ตอบได้ว่า การทำความดีก็ล้อไปกับศีลห้านั่นเอง ศีลห้าเรียกเบญจศีล เป็นข้อห้าม, ส่วนการทำความดี เรียกเบญจธรรม เป็นสิ่งที่ควรทำ, จับคู่กับศีลห้า นั่นคือ ศีลห้าไม่ให้ฆ่าและเบียดเบียนชีวิต หลักการทำดีในเบญจธรรม ก็คือ ให้เมตตา และเกื้อกูล, ไม่พูดปด ก็คู่ไปกับ การพูดจาให้ดี มีสาระ มีปิยวาจา, ไม่ประพฤติผิดในกาม ก็คู่กับ การประพฤติพรหมจรรย์ หรือการซื่อสัตย์ต่อคู่ครอง, ไม่ลักขโมย ควบคู่ไปกับการทำความดีในแบบการให้ คือ รู้จักจาคะ เสียสละ, และไม่ดื่มสุราและยาเสพติด ควบคู่ไปกับ การเจริญสติ เพราะยาเสพติดทำให้ขาดสติ เบญจธรรมจะสอนเรื่องการเจริญสติ ให้รู้ตัวเสมอ
คุณชายฟังแล้วก็นิ่งเงียบ
นอกจากคุณชายแล้ว เมื่อวันก่อน ก็ได้นั่งรถตู้ไปกับคนขับรถตู้ที่เป็นคนเช็ก ก็ได้เล่าให้เขาฟังเรื่องสมาธิ ว่ามันคืออะไร
ถามเขาว่ากิจกรรมที่เธอชอบทำคืออะไร เขาบอกว่าฟังเพลง กับขับรถ ก็เลยบอกเขาว่านั่นเป็นสมาธิแบบหนึ่ง เพราะจดจ่อกับสิ่งตรงหน้า ขับรถเธอวอกแว่กไม่ได้เลยใช่ไหม เธอชอบฟังเพลง เพราะเธอจดจ่อกับเพลง ไม่ต้องคิดเรื่องอื่น ไม่คิดเรื่องปัญหา อดีต หรือไม่กังวลถึงอนาคต เธอชอบฟังเพลง เพราะมันอยู่กับปัจจุบันตรงหน้า อารมณ์จดจ่อ ถ้าเธอรู้จักวิธีฝึกสมาธิ เธอจะทำได้ดีมากและชอบมาก เพราะมันทำให้เธออยู่กับปัจจุบัน การฟังเพลงไม่ใช่ว่ามันไม่ดี มันก็เป็นความบันเทิง สบายใจแบบหนึ่ง แต่มันสบายใจแค่เดี๋ยวด๋าว พอหยุด มันก็หายไป ... การทำสมาธิฝึกจิตในระยะยาว เมื่อจิตเป็นสมาธิเป็นแล้ว คุณก็จะมีความสุขใจแบบมั่นคง
พูดไปไม่เท่าไหร่ เขาก็น้ำตาไหลพราก ... ไม่รู้ฉันไปพูดอะไรแทงใจดำ ก็เลยชวนมาวัดซะเลยพรุ่งนี้ บอกเขาว่าจะสอนนั่งสมาธิเบื้องต้น
การที่ได้สนทนาธรรมกับชาวต่างชาติ ทำให้เราเริ่มเข้าใจ จับจุดได้ว่าอะไรที่เขาต้องการ อยากทราบ และไม่เข้าใจเรื่องไหน เพราะอะไร
แต่เราก็ทำเท่าที่ปัญญาเราจะทำได้ ซึ่งปัญญาเรานี้ก็ยังน้อยอยู่ แต่ก็มีความตั้งใจว่าอะไรพอทำได้ ก็จะทำ หากอธิบายหลักธรรมใด ไม่ถูกต้อง ผิดเพี้ยนไป ก็ต้องอภัยต่อพระรัตนตรัยว่าไม่ได้มี "เจตนา" จะบิดเบือน เพียงแต่จะอธิบายให้เขาเข้าใจอย่างง่ายๆ ในหลักเบื้องต้นที่คนทั่วไป พอจะเล่าให้ฟังได้
อะไรที่จะผิดพลาดไป ก็ขออภัยเป็นทานแก่ตัวเองไว้ก่อนเลย
นอกจากนี้ ตั้งแต่เมื่อวาน อ่านเวบไปเรื่อย จนไปเจอบลอกของคุณปยุตต์ ที่ http://www.oknation.net/blog/opapatika/ อ่านแล้ว ก็ได้ความรู้และความรู้สึกที่ดีมาก
เลยเอาสาระมาฝากให้อ่านดูค่ะ หรือจะตามไปอ่านที่บลอกข้างต้นก็ได้ รับรองไม่ผิดหวังแน่ๆ
ใช้เวลาให้มีค่านะคะ
ONE LIFE, READ IT WELL :)
เรียนคุณเนตรนภา
ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมมะ เป็นคำสอนของหลวงพ่อว้ดท่าซุง(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) อ.เมืองฯ จ.อุทัยธานี
สำนวนและข้อความเนื้อหาเป็นของหลวงพ่อเกือบทุกตัวอักษร
ผมเพียงแต่นำมาตั้งเป็นปุจฉาและ วางวรรคตอนคำตอบให้อ่านได้เข้าใจง่ายเท่านั้น
ดังนั้นเมื่อมีคำถามเป็นความคิดเห็นผมจึงไม่ขอตอบ
เพราะจะเป็นการขยายความออกไปโดยมิใช่คำสอนของหลวงพ่อ อาจทำให้ความหมายเพี้ยนไป
ผมค้ดมาเฉพาะที่เป็นประโยชน์ของการเข้าถึงธรรม ระดับโสดาบันขึ้นไปเป็นหลักสำคัญ
ดังนั้น ท่านใดที่อ่านแล้ว เข้าใจความหมายของการปฎิบัติเพื่อการเป็นพระอริยะสงฆ์ระดับต้น
โดยไม่สงสัยว่าทำไมจึงดูง่ายๆและไม่สงสัยว่า เป็นความจริงหรือที่จะบรรลุผลตามนั้น
แม้ผมไม่มีญานอตีตังสญาน แต่ผมเชื่อว่าคุณน่าจะฝึกอารมณ์พระโสดาบันได้สบายมาก
เพราะว่ามีเพียงคุณคนเดียวที่เขียนติดต่อกลับมา เนื้อหาธรรมมะและข้อปฎิบัติที่นำมาไว้ในบล็อก
เพียงพอแล้วสำหรับผู้ที่จะมีดวงตาเห็นธรรมอย่างง่ายๆสบายๆเช่นคุณเนตรนภาเป็นต้น
ขออนุโมทนาในความสำเร็จในการยกอารมณ์จิตตั้งแต่ พระโสดาบันเป็นต้นขึ้นไปตามลำดับ
จาก รศ.ประยุทธ เกิดนวล อดีตอาจารย์ ม.ราชภัฏนครสวรรค์(อายุ70ปี)
เรื่องที่คัดสรรมาฝากผู้อ่าน จากบลอกของคุณปยุตต์
ขอบพระคุณที่ผู้เขียนสละเวลาอันมีค่า คัดลอกบทความที่มีประโยชน์มาฝากผู้อ่านค่ะ อนุโมทนา
คนใกล้จะตาย ควรแนะนำอย่างไร
ตอบ ถ้าป่วยใหม่ๆ มีคำแนะนำดังนี้
๑. ให้นำพระพุทธรูป หน้าตักกว้างไม่ต่ำกว่า ๕ นิ้ว ผ้าไตรจีวร พร้อมอาหารของใช้ที่จำเป็น นำไปให้ผู้ป่วยเห็นและให้ตั้งจิตอธิษฐานว่า “ของทั้งหมดขอถวายเป็นสังฆทาน แก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เพื่ออุทิศส่วนกุศลผลบุญทั้งหมดนี้ให้เจ้ากรรมนายเวร ของผู้ป่วย ได้โมทนาและอโหสิกรรมให้ผู้ป่วยด้วย” แล้วญาติก็นำของทั้งหมด ไปถวายพระเป็นสังฆทาน จิตใจของผู้ป่วยจะได้สบาย เพราะได้เห็นพระพุทธรูปและได้ทำบุญ
๒. ถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีก ก็ควรนำเงินจะมากหรือน้อย ตามแต่ศรัทธา ให้ผู้ป่วยถือเงินไว้ และตั้งจิตอธิษฐานว่า “เงินจำนวนนี้ขอถวายชำระหนี้สงฆ์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถ้าเคยไปหยิบหรือนำของสงฆ์มาโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม”
๓. ในระหว่างที่นอนป่วยอยู่ ควรนำพระพุทธรูปมาตั้งไว้ให้ผู้ป่วยได้มองเห็น อย่าไปตั้งไว้ในที่ผู้ป่วยเห็นไม่ถนัด ผู้ป่วยลืมตามาเมื่อใดก็จะเห็นพระทันที (อย่าตั้งอยู่ในแนวทิศปลายเท้าของผู้ป่วย ) จิตของผู้ป่วยจะได้จับอยู่ที่พระ ใจจะสบายช่วยให้คลายจาก ทุกขเวทนาได้บ้าง และตายเมื่อใดก็จะไม่ลงนรก
๔. ถ้าผู้ป่วยภาวนาไม่ไหว ก็ให้นึกถึงพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ ให้นึกถึงพระไว้ หรือจะนึกถึงพระสงฆ์ก็ได้ อย่าไปแนะนำยาวๆ เพราะเวลานั้นมีทุกขเวทนามาก จะทำให้กลุ้ม ดีไม่ดีจิตใจเขาดีอยู่แล้ว ถ้าแนะนำไม่ดี พูดมากไปเขาจะกลุ้ม จะทำให้ลงนรกไป ให้ดูตาคนป่วย ถ้าตาลอยๆ ตาปรือๆ อย่าไปพูดมาก
๕. ถ้าป่วยมาก มีทุกขเวทนามาก ควรแนะนำสั้นๆ ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าหรือเรื่องกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งดีกว่า อย่าไปแนะนำยาวๆจะเกิดอาการกลุ้มใจเป็นบาปอีก
๖. ถ้าต้องการให้ผู้ป่วยตายแล้วไปนิพพาน ให้นึกภาวนาว่า “นิพพานัง สุขัง” ถ้าคิดว่าป้องกันไม่ให้ลงนรก ก็ให้ภาวนาว่า “พุทโธ” ให้บอกสั้นๆอย่ายาว ฉะนั้นการแนะนำคนป่วยก่อนตาย จึงต้องระมัดระวัง ดูกาละ เทศะ ให้ดี ความหวังดีอาจจะกลับกลายผลร้ายแก่ผู้ป่วยได้
การสะเดาะเคราะห์ สำหรับผู้ไม่เชื่อง่ายดายจนเกินไปต้องอย่างนี้
ต้องแก้กฎแห่งกรรมด้วยการฝึกอารมณ์จิตพระโสดาบัน คือ
๑. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะพิจารณาว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง จงอย่าคิดว่าความตายจะเข้ามาถึงเราในวันพรุ่งนี้ จงคิดว่าความตายอาจจะมาถึงเราวันนี้อยู่เสมอ การ คิดว่าจะตาย จะได้ทำความดี เมื่อตายแล้วควรหนีอบายภูมิ ( นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน )....(ตัด สักกายทิฏฐิ)
๒. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะยึดความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นที่พึ่งด้วยความเคารพ ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า เห็นความดีของพระพุทธเจ้า เห็นความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ความดีของพระอริยสงฆ์ โดยถือเอาพระอรหันต์เป็นสำคัญ จงมอบความนับถือความมั่นใจในพระรัตนตรัยอย่างถวายชีวิต.......(ตัด วิจิกิจฉา)
๓. จงมีสติสัมปชัญญะ ในการปฏิบัติศีลอย่างเคร่งครัด ฆราวาสเฉพาะศีล ๕ เพราะศีล ๕ เป็นศีลของพระโสดาบันและพระสกิทาคามี........(ตัด สีลัพตปรามาส)
ส่วนพระอนาคามีจะทรงศีล ๘ สำหรับพระอรหันต์ฆราวาสไม่มี เป็นอรหันต์วันนี้นิพพานวันนี้ เป็นอรหันต์คืนนี้ ไม่เกินพรุ่งนี้ต้องนิพพาน พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า พระโสดาบันก็ดี พระสกิทาคามีก็ดี มีแค่ปัญญาเล็กน้อย มีสมาธิเล็กน้อย แต่ศีลบริสุทธิ์ แค่นี้ก็เป็นพระโสดาบันได้แล้ว ปิดประตูอบายภูมิอย่างเด็ดขาดแน่นอน
๔. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะใชักำลังใจ ของพระอรหันต์ไว้ประจำใจ คือขึ้นชื่อว่ามนุษยโลก มันเป็นทุกข์เราไม่ต้องการมัน เทวโลกกับพรหมโลกมีสุขจริง แต่ไม่นาน เราไม่ต้องการมันอีก เราต้องการจุดเดียวคือ นิพพาน อย่างนี้เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ ....(ตัด อวิชชา สังโยชน์ตัวสุดท้าย ตกบันไดพลอยโจน เส้นทางลัดตัดเข้านิพพาน) รักษากำลังใจตามนี้ไว้ เมื่อสิ้นอายุขัยเมื่อไร ก่อนจะตายเป็นอรหันต์เมื่อนั้น แล้วก็ไปนิพพาน
ทำไมต้องนึกถึงความตายเป็นอารมณ์
เมื่อมีชีวิตเกิดมา ก็ได้ชื่อว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ในการนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ พระพุทธเจ้าท่านแปลว่าเป็นมรณานุสสติกรรมฐาน จัดว่าเป็นความประมาทในชีวิต ถ้าเราคิดอยู่เสมอว่า ถ้าเราตายแล้ว ตัวเรายังไม่เป็นพระอรหันต์เพียงใด เราก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะ
ดังนั้นก่อนตาย ก็ควรแสวงหาความดีไว้
ข้อแรก คือ การให้ทาน
ทานเป็นปัจจัยแห่งความรัก ทานเป็นปัจจัยแห่งการผูกมิตร หมายความว่าจะไปที่ไหนก็ตาม บุคคลที่รับทานจากเรา ย่อมแสดงความเป็นมิตรกับเรา
ด้วยอานิสงส์แห่งทาน เมื่อตายจากความเป็นมนุษย์แล้ว คนที่ให้ทานจะไม่พบกับความยากจนเข็ญใจ ถ้าเรายังไม่ถึงนิพพานเพียงใด เราก็จะมีความสุขในการเสวยทรัพย์สมบัติ
ข้อที่สอง ถ้าเตรียมตัวเพื่อตาย โดยการมี ศีลบริสุทธิ์
คนที่มีศีลบริสุทธิ์ตายไปแล้ว มีอายุยืนนาน มีรูปร่างหน้าตาสะสวย แล้วก็เมื่อเป็นมนุษย์ จะมีทรัพย์สมบัติ ไม่ถูก อัคคีภัย โจรภัย อุทกภัย หรือวาตภัยทำลาย เพราะอำนาจของศีลเป็นขอบเขต มีคนในปกครอง ก็อยู่ในโอวาท ไม่มีใครฝ่าฝืน วาจาเป็นที่รักของบุคคลอื่น สติสัมปชัญญะสมบูรณ์
ข้อที่สาม ควรมีการภาวนานึกถึงความดีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปฏิบัติเป็นต้น อันนี้องค์สมเด็จพระทศพลให้ฝึกไว้เพื่อเป็นการดึงสติสัมปชัญญะ ไม่ให้ลืมไม่ให้เลอะ ขณะที่เรากำลังจะตาย
ถ้าเวลาที่เรากำลังจะตาย เมื่อเราเคยฝึก ภาวนา ไว้ก่อน จะทำให้อารมณ์จิตชินในด้านกุศล เมื่อจิตของเรานึกถึงกุศลส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือภาวนาว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็ตาย(จิตละออกจากกายเนื้อ เข้าสู่อทิสมานกาย) อบายภูมิไม่มีสำหรับเรา เรามีที่ไปอยู่ อย่างเลวเราก็เป็นมนุษย์ชั้นดี มิฉะนั้นก็เป็นเทวดา หรือไม่ก็เป็นพรหม
ขอให้ท่านทั้งหลายจงจดจำและปฏิบัติไว้เป็นปกติ จึงจะได้ชื่อว่า ไม่เสียทีในการเกิด เพราะเมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ตายแล้วต้องไปเกิดในอบายภูมิเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน อีก นับได้ว่าเราแย่มากๆ เป็นการขาดทุนอย่างยิ่ง
การสร้างความดีที่เราเรียกว่า ทำบุญ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มีความสุข ความเจริญยิ่งๆขึ้นไป เป็นเรื่องที่ควรเตรียมไว้ทุกขณะจิต
เราตายแล้วจะไม่เป็นผู้ลำบาก ไม่เป็นผู้มีความทุกข์ เราจะมีความสุขตามสมควร
พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงบุคคลที่ไม่กลัวตาย มีอย่างไรบ้าง
Posted by ปยุต , ผู้อ่าน : 197 , 21:48:18 น.
หมวด : ศาสนา
ถาม พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงบุคคลที่ไม่กลัวตาย มีอย่างไรบ้าง
ตอบ พระพุทธองค์ได้ตรัสถึง บุคคลที่ไม่มีความกลัว ไม่มีความสะดุ้งต่อความตายดังต่อไปนี้
๑.บุคคลบางคนเป็นผู้ที่ลด เลิก ละ ความมักมาก หมกมุ่นในกามได้ ทั้งยังมองเห็นโทษของกามมีประการต่างๆ ครั้นป่วยไข้หนัก(ใกล้ตาย) ก็ไม่มีความวิตกกังวลว่า กามคุณที่แสนรักแสนอาลัยนี้กำลังจะจากเขาไป เขาย่อมไม่เศร้าโศกเสียใจ ไม่ทุบอกชกหัวร่ำไห้แต่อย่างใด พวกนี้ไม่มีความสะดุ้งตกใจกลัวต่อความตาย
๒. คนบางคนมองเห็นสัจจะของชีวิตว่า มีเกิด ตัองมีแก่ เจ็บตายเป็นธรรมดา ไม่มัวเมาประมาทในร่างกาย ซึ่งมีปกติ เน่าเปื่อยนั้น แล้วสร้างคุณงามความดี และปฏิบัติธรรมให้รู้ความจริงของชีวิตมากขึ้น ครั้นป่วยหนัก (ใกล้ตาย) ก็ไม่มีความวิตกกังวลว่า กายที่สวยหรือสง่างามกำลังจะจากเขาไป เขาย่อมไม่เศร้าโศกเสียใจ คนพวกนี้ไม่มีความสะดุ้งกลัวต่อความตายเลย
๓. คนบางคนมองเห็นว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา (ไม่ใช่เราและตัวตนของเรา) แล้วพากเพียรทำความดี ทางกาย ทางวาจา และทางใจ ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวเรื่อยๆมา เห็นชีวิตมีความตายอยู่ทุกอิริยาบถไม่ประมาท ครั้นป่วยหนัก(ใกล้ตาย) ก็ไม่มีความวิตกกังวลว่า ตนไม่เคยได้ทำบุญหรือความดีใดๆไว้เลย ดังนั้นเมื่อใกล้ตาย จึงไม่มีความสะดุ้งตกใจ กลัวความตายแต่อย่างใด
๔. คนบางคนเป็นผู้สนใจในการศึกษาธรรม และปฏิปทาต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนามาตลอด ไม่ปล่อยความสงสัยไว้ในใจ เมื่อเจ็บไข้หนัก(ใกล้ตาย) ก็ไม่มีวิตกกังวลในใจว่า ตอนเป็นหนุ่มสาว เขาไม่ได้ปฏิบัติศึกษาธรรม ปล่อยให้มีความสงสัยอยู่จนป่านนี้ ดังนั้นพวกนี้จึงไม่สะดุ้งกลัวต่อความตายใดๆ
การปฏิบัติกรรมฐานอย่างง่ายๆ
ถาม การปฏิบัติกรรมฐานอย่างง่ายๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองให้ยุ่งยาก อยู่ที่ไหนก็ตาม ทำได้เสมอ มีอย่างไร
ตอบ การปฏิบัติกรรมฐานจริงๆ อันดับแรกคือพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก่อน โดยพิจารณาให้เห็นว่า โลกเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง คำว่าโลก คือร่างกายของเรานี่เอง มันไม่เที่ยง ร่างกายของเราเป็นทุกข์ ร่างกายของเราเป็นอนัตตา ตายไปในที่สุด ในเมื่อเรามีสภาพแบบนี้ คนอื่นก็มีสภาพแบบนี้เช่นเดียวกัน หลังจากนั้นก็คุมสติสัปชัญญะ ยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นอารมณ์ ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ด้วยการเอาจิตภาวนา ภาวนานี่เป็นการทรงสติสัมปชัญญะ ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ ใช้คำภาวนาว่า พุทโธ เป็นพุทธานุสสติ ลมหายใจเข้านี่เป็นตัวต้น ตัวสร้างสมาธิ หายใจเข้านึกว่า พุท หายใจออกนึกว่า โธ นี่เบื้องต้นนะ แล้วหลังจากนั้น ก็ พยายามทรงศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ตลอดไป และตั้งใจไว้ว่า ตายเมื่อไรขอไปอยู่นิพพาน โดยไม่ขอเกิดเป็น มนุษย์ เทวดา พรหม แค่นี้ เมื่อตายแล้ว อย่างต่ำสวรรค์เป็นที่ไป อย่างสูงนิพพานเป็นที่หมายได้แน่นอน
มาฝึกอารมณ์จิตพระโสดาบันกันดีไหม
ความจริงพระโสดาบันไม่ใช่ของสูง เป็นของธรรมดา ที่เรียกกันว่า ชาวบ้านชั้นดี ท่านพระอริยะเบื้องสูงท่านกล่าวว่า ธรรมที่จะทำให้คนเป็นพระโสดาบัน เหมือนกับของเด็กเล่น คือเป็นของทำง่ายๆ เพียงแต่มีพรหมวิหาร ๔ ประจำใจ เราก็เป็นพระโสดาบันได้แบบสบายๆ เมื่อกล่าวโดย
สรุป พระโสดาบัน มีอารมณ์โดยย่อดังนี้
๑.มีความรู้สึกว่า ชีวิตนี้ต้องตายแน่
๒.ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า
๓.ฆราวาสมีศีล ๕ ทรงอารมณ์เป็นปกติ
ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นอารมณ์ในขณะที่ปฏิบัติ เมื่ออารมณ์ทรงตัวแล้ว อารมณ์ที่ปักหลักมั่นคงอยู่กับใจจริงๆ ก็เหลือเพียงสอง ที่ท่านเรียกว่า องค์ ก็คือ
หนึ่ง ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้าอย่างมั่นคงจริงจัง
สอง มีศีล ๕ บริสุทธิ์ผุดผ่องจริง
สุดท้าย ด้วยคุณบารมี ของพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆ รัตนะ ทั้งสามประการ จงดลบันดาลให้ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย จงมีแต่ความสุขสวัสดิพิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล ให้จงเจริญไปด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ มี อายุ วรรณะ สุขะพละ และปฏิภาณ ปรารถนาสิ่งใด ขอให้ได้สิ่งนั้น สมความปรารถนาจงทุกประการ ณ กาลบัดนี้ และตลอดไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน
(348975)

เมื่อสิ่งแวดล้อมก็งามดี มีแต่ตัวเราที่น่าเกลียด
.....
บางครั้ง เมื่อเราอยู่กับคนแปลกหน้า
หรือท่ามกลางคนมากมายในสังคม
เราอยากเป็นคนดี เราอยากเป็นคนที่ทำให้แผ่นดินสูงขึ้น
แต่เราก็วางตัวไม่ถูก เราล้นออกมาในความเป็นเราเอง
ควบคุมตัวเองไม่ได้
การกระทำ คำพูด ความคิด
ดูน่ารำคาญ
การแสดงออกของเราดูไม่สมบูรณ์
คำพูดของเราเลอะเทอะ ร่ำไร และไม่ได้เรื่อง
...
ทำตัวไม่ถูก
อยากทำดี แต่อึดอัด
อยากเป็นคนดี แต่ทำไม่ได้
ไต่ไปไม่ถึง
บางครั้งก็มีกำลังพอ (ทำได้)
บางทีก็ท้อถอย
อยากใส่เกียร์ "เป็นตัวของตัวเอง" เต็มที่
เลวให้ถึงใจ เพราะทำได้ง่ายกว่า
ไม่แคร์ใคร ไม่สนใจ
อยากทำอะไรก็ทำ
ทั้งที่หนักหัวตัวเอง และหนักหัวคนอื่น
ใจหนึ่งก็เกรงใจ อีกใจหนึ่งก็กลัวเกรง
อ้ำๆ อึ้งๆ
สงสัยกับคำว่า "เป็นตัวของตัวเอง" แต่มันเท่ากับคำว่า คนเลว
กับการไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่มันเท่ากับคำว่า คนดี
เราเสแสร้งแกล้งเป็นคนดีกันเช่นนั้นหรือ
กับการที่เรายังไม่ใช่คนดี แต่เราแกล้งทำดี มันคือความเลวอันหนึ่งใช่ไหม
....
อยากจะรู้ว่าทำไม เธอไม่เคยจะพอใจ
ไม่แคร์กับสิ่งที่ฉันทำไปทุกอย่าง...
ฉันคิด
ฉันคำนึง
ฉันใคร่ครวญถึงมันอย่างอ่อนล้า
ที่สุดก็พบว่า
เมื่ออยู่กับตัวเอง ฉันเป็นคนเช่นไร
ฉันก็จะเป็นคนเช่นนั้นแหละ กับการอยู่กับผู้อื่น
นั่นหมายถึงว่า
เมื่อฉันอยู่กับตัวเอง ฉันทำสิ่งๆ ต่างเพราะรู้จักตัวเอง เข้าใจการกระทำของตัวเอง
เมื่ออยู่กับคนอื่น ฉันก็จะเป็นอย่างที่ฉันเป็น โดยเชื่อในพื้นฐานที่หวังว่าเขาคงพอจะเข้าใจในความเป็นเรา
หรือหากว่า จะมีคนไม่เข้าใจ
เราก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไป
เราอยู่กับคนอื่น แต่ก็ให้เหมือนเราอยู่กับตัวเอง
คือหวังใจว่า คนอื่น = ตัวเราเอง
เพราะหากเราไม่คิดหวังเช่นนี้ เราไม่สามารถเป็นคนดีในแบบของเราได้
ความหวัง...ของฉันเหมือนไฟที่ใกล้ดับ
ถอดแล้วทั้งหัวใจ...
จบไปด้วยเพลงนี้ ชอบฟังเพลงนี้วันนี้
text by Netnapa Janeckova
(348597)
Page 1 of 4
คุณแอ้ม จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป อยากเล่นสกี และพักโฮมสเตย์กับคนไทย ลองดูที่่นี่่ค่ะ | บทความ ข้อเขียนต่างๆ ของฉัน: จิตรกรรมฝาผนัง ธรรมะ เที่ยววัดต่างๆ ในไทย How to เรื่องเที่ยวเที่ยว ปกิณกะ แต่งเพลงเอง แปลวรรณกรรมเด็กเช็ก ลิงค์ที่เป็นประโยชน์:
เวบเพื่อนๆ:
|