Skip to content
Site Tools
Increase font size Decrease font size Default font size
You are here:

เจ้าของบ้าน : เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา (หริ่น)

ผู้เขียน "ปรากในรอยหนาว", "๑๓ ปราสาทเล็กโรแมนติกในสาธารณรัฐเช็ก" เจ้าของสำนักพิมพ์ SUN MOON TREE และผู้จัดการ OCT TRAVEL LTD.  บริษัททัวร์ของคนไทยในเช็ก พาเที่ยวเช็ก กับคนไทยในเช็ก 

Menuscripts
สุขนอกสูตร PDF Print E-mail
My books
Written by Netnapa   
Saturday, 06 March 2010 15:55
 
 

สุขนอกสูตร

สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์
ผู้แต่ง: สุปรียา ห้องแซง 
ประเภท : แนวคิด/ชีวิตคนดัง
ราคา : 169.00 บาท 
 
ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายของสาวธรรมศาสตร์ที่มีความฝันเรียบง่ายว่า “อยากเป็นชาวนา” จากเด็กสาวเรียนดีประจำหมู่บ้าน เมื่อความฝันของเธอเป็นความฝันไร้ค่าในสายตาของพ่อแม่ การถูกผลักไสไล่ส่งจากบ้านเกิด ทำให้เธอต้องมาใช้ชีวิตอย่างคนไร้ความสุขในกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นคนรับใช้ รับจ้างล้างจาน จนในที่สุด เธอก็ตัดสินใจที่จะไม่เดินตามนิยามความสุขและความสำเร็จของผู้อื่น แต่กลับเลือกที่จะเดินตามหัวใจเรียกร้อง
เธอเดินทางขึ้นภาคเหนือ เพื่อไปปลูกผักในที่ดินของคนอื่น ผจญภัยกับเรื่องราวมากมายที่ทำให้เธอได้บทเรียนชีวิตหลายอย่าง ก่อนที่จะคืนสู่แผ่นดินบ้านเกิดในฐานะของผู้ที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จที่สุด แต่คือ ผู้ที่มีความสุขที่สุดในนิยามของเธอเอง
ในเล่มมีคำนิยมของ กิตติ สิงหาปัด, สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ (คุณเช็ค พิธีกรคนค้นคน), และคนดังอีกหลายคน ที่หลงรักความเป็น “บ้านนอกแสนซื่อ” ของเธอ และหนังสือเล่มนี้ยังเข้ากับเทรนด์ MOSO ที่รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญอยู่ ณ ขณะนี้ 

 

....

 

หนังสือเล่มนี้ ฉันได้ต้นฉบับมาน่าจะสี่ปีแล้ว ตั้งใจจะพิมพ์เอง แต่ด้วยความที่เราเป็นสำนักพิมพ์เล็ก พิมพ์ไป ก็อาจจะหายไปในกระแสได้ เลยได้แต่เก็บไว้ รอจังหวะที่เหมาะสม

จนเมื่อกระแส "โมโซ" มาในบ้านเรา

ก็เลยได้ปัดฝุ่น ให้อัมรินทร์ นำไปตีพิมพ์เป็นรูปเล่ม ทั้งนี้ก็เพราะต้องการให้นักเขียนได้รับความสำเร็จในผลงานที่ออกมามากที่สุด โดยอัมรินทร์ให้เครดิตฉันเป็น "บรรณาธิการเล่ม" 

ชื่อตอนแรกที่ฉันคิดคือ "คืนสู่แผ่นดิน" อัมรินทร์ได้จับไปเปลี่ยนเป็น "สุขนอกสูตร" เพื่อให้อธิบายเข้าใจได้ฟังง่าย

ลองไปหาอ่านดูกันนะคะ

 

...

 

ดีใจด้วยนะจ๊ะ เนตร สุปรียา ห้องแซง เพื่อนรัก :) 

 
กูไม่รู้ กูโง่ PDF Print E-mail
Rin's Article
Written by Netnapa   
Thursday, 04 March 2010 22:44

ทุกวันนี้ที่มานั่งเขียนบลอก เหมือนแนวจะสอนสั่งนี่ เพราะคิดว่าตัวเองฉลาดนะ

คิดว่าตัวเองมาอวดฉลาดอยู่หน้าเวบ

ความจริงแล้ว ก็คือ โง่นั่นแหละ ไม่รู้แล้วอยากอวดฉลาด

เนตรนภา ฉายา โงโง่จัง 

 

ก็ไม่รู้นะ หลายๆ เรื่องที่เจอ สิ่งที่รบกวนความรู้สึกเรา มันทำให้เรารู้ตัวนะว่า เออ กูโง่นี่ เรื่องแค่นี้ก็รับมือไม่ได้ เจ็บปวด ทุกข์ทรมานกับมันมาก ปรับตัวไม่ได้ ยอมรับไม่ได้ ก้มหัวให้ไม่ได้ เพราะว่ากูโง่

อีกเรื่องหนึ่ง คือ จริงๆ แล้ว ที่เขียนมาทั้งหมด ทำเหมือนรู้ คือจริงๆ แล้ว ไม่รู้หรอก จริงๆ แล้วโง่

...

ไม่รู้เป็นไร พอวันนี้มันนั่งยอมรับตัวเองได้ว่า

เออ เราไม่รู้

เออ เราโง่

นี่ ทุกๆ อย่าง ในความคิดมันเบาขึ้นเยอะ

การที่เราแบก เราทำเป็นรู้ นี่มันหนัก

....

เขาถึงได้บอกว่า คนฉลาด คือ คนที่โง่เป็น

เขาถึงได้บอกว่า คนที่รู้ว่าตัวเองโง่ คือ คนฉลาด

...

ชอบภาคตัวเองที่โง่จัง 

Last Updated ( Thursday, 04 March 2010 22:48 )
 
ทัศนะของข้าพเจ้าเรื่อง ผู้หญิงข้ามเพศ PDF Print E-mail
Rin's Article
Written by Netnapa   
Monday, 01 March 2010 21:35
 
 
มีคนจำนวนมากในโลกทุกวันนี้
ที่ไม่ได้ตัดสินความดีชั่ว จากเพศ ฐานะ และการศึกษา
จะดี จะชั่ว จะเลว มันเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล เป็นกรณีส่วนบุคคล
หากเราก็เป็นหนึ่งในคนที่คิดแบบนี้
เมื่อเราเองทำผิด เราก็ไม่คิดว่าคนอื่นจะมองว่าเราผิด เพราะเราจน ขี้เหร่ หรือเป็นหญิง-ชาย
แต่ผิด เพราะว่าเรา -ผิด-
Netnapa 
 
 
 
ภาพที่เอามาโชว์วันนี้ เป็นภาพจากคุณไชยศ อีกแล้วค่า (ขอบคุณมากค่ะ)
เอามาโพสต์ เพราะคิดว่า ภาพนี้ (ตัวเอง) สวย อิอิ 
 
 
บังคับให้ลูกทัวร์ ถ่ายให้ อีกแระเรา
 
 
ไม่่น่าหลับตาเร้ยย... ฉากหลังอย่างอลัง
 
....
 
 
รายการวู๊ดดี้ เมื่ออาทิตย์ก่อน และอาทิตย์นี้ ฉายประเด็นร้อนเรื่อง "ผู้หญิงข้ามเพศ" ได้อย่างผุเด็ดเผ็ดมัน เหมือนทอล์คโชว์ระหว่างผู้หญิงข้ามเพศ ของทางฝั่งนก ยลดา สาวสวย และฝั่งกระเทย อย่างนักร้องชื่อดัง มัม โมลานิค และจิ๋ม ประธานชมรมผู้หญิงไม่แท้แต่ไม่เฟค 
 
ต้องยอมรับว่า นอกจากความบันเทิง (ที่สอดแทรกความตลกในแบบเพศที่สาม?) แล้ว ประเด็นพูดคุยครั้งนี้ ยังให้แง่คิดทั้งประเด็นน้อยประเด็นใหญ่ที่น่าคิดตาม
 
แต่ละคนก็คงมีมุมมองต่างกันไป
 
และฉันก็มีมุมที่มองในแบบของฉัน
 
ไม่ว่าเราเห็นเหมือนกันหรือไม่ .... และไม่ว่าฉันจะเห็นด้วยกับคุณหรือไม่ ก็ขอบอกว่า
 
ทุกคนมีสิทธิเต็มที่ที่จะแสดงความคิดเห็น
 
ภาษิตบอกว่า "ถึงฉันไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณพูด แต่ขอสู้เพื่อสิทธิในการแสดงความเห็นของคุณค่ะ!"
 
 
 
 
ตอนที่ 1
 
 
 
 
 
 
ตอนที่ 2 
 
 
 
ตอนที่ 3
 
 
  
 
 
ตอนที่ 4 
 
 
อะไรคือ สัจธรรม  
 
อะไรคือผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ
 
อะไรคือความเท่าเทียม 
 
 
 
ตอนที่ 5
 
ธรรมชาติ เป็นสิ่งที่เราปฏิเสธ ไม่ได้
มันเกิดขึ้นแล้ว ก่อนที่เราจะถือกำเนิด
เป็น กรรมเก่า หมายถึง ผลจากการกระทำในอดีตที่ส่งผลถึงปัจจุบัน
 
อดีต เป็นธรรมชาติ ที่เราเลือกไม่ได้ 
แต่เมื่อเราอยู่ในปัจจุบัน เราเลือกได้ ว่าจะเป็นอะไร ก็ขึ้นอยู่กับเรา
เรามีสิทธิเสรีเต็มที่
 
แต่อีกด้านหนึ่ง สิทธิเสรีที่เรามีเต็มที่นั้น เราก็ต้องถามตัวเองว่า
เราต้องการมีสิทธินั้นเพื่ออะไร
เพื่อความต้องการของเราล้วนๆ
หรือเพื่อต้องการพัฒนาปัญญาของเรา พัฒนาชีวิต และลดกิเลสของเรา...

 
จะเรียกร้องให้คนอื่นเข้าใจเรา
หรือเราเข้าใจตัวเอง...ก็ถือว่าเพียงพอ?
 
จะเรียกร้องให้คนอื่นให้สิทธิแก่เรา
หรือเราจะให้สิทธิแก่ตัวเอง
 
อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า
สิทธินั้น ย่อมมาพร้อมกับคำว่า หน้าที่รับผิดชอบ
 
และหน้าที่รับผิดชอบที่สำคัญของพลเมืองหนึ่ง ก็คือ
การรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม 
 
 
 
ตอนที่ 6 
 
"จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว"
ร่างกายของเรา เป็นสสาร เป็นวัตถุ
จิตใจของเรา เป็นอารมณ์ ความรู้สึก เป็นความคิด เป็นจิตวิญญาณ
ทั้งร่ายกายและจิตใจ คือ องค์ประกอบของ ขันธ์ 5
 
แท้ที่จริงแล้ว ความเป็นผู้หญิง วัดที่ร่างกาย หรือจิตใจ
ผู้หญิงข้ามเพศบอกว่า เธอป่วยตั้งแต่เกิด เพราะอยู่ในร่างที่ผิดเพศ
จิตใจของธอ เป็นหญิง  แต่ในร่างเป็นชาย ที่มีเนื้องอกอวัยวะเพศชายออกมา
เมื่อผ่านการตัดแล้ว เธอจึงมีสิทธิที่จะใช้นางสาวตามกฏหมาย
เพราะทั้งจิตใจและร่างกายของเธอ เป็นเหมือนผู้หญิงทุกอย่าง
 
แม้ว่าจะไม่มีมดลูก
แม้ว่าจะตั้งครรภ์ ให้กำเนิดบุตรไม่ได้
แต่เธอก็เป็นผู้หญิง เพราะหากเปรียบกันกับผู้หญิงจริงๆ ที่ไม่สามารถมีลูกได้ หรือผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
พวกเธอก็ไม่แตกต่าง
 
 
ในทางพุทธศาสนา จิตใจสำคัญกว่าร่างกาย
แต่พุทธก็ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นจริงของขันธ์ 5 ของธรรมชาติ 
แต่การที่ให้เอาจิตใจอยู่เหนือร่างกาย
หมายถึงว่า ให้เอาจิตใจ อยู่เหนือ และเอาชนะความทุกข์ทางกาย
ซึ่งอาจจะเป็นความเจ็ปป่วย ความร้อน ความหนาว ความไข้
ความต้องการทางเพศ แรงขับทางเพศ ฯลฯ 
 
จิตอยู่เหนือกาย
เพราะอาจบัญชาความเป็นไปของร่างกายได้ 
เช่น จิตอาจทำให้ร่างกายป่วย หรือเอาชนะโรคภัยได้
 
แต่ในแง่ของธรรมชาติ
จิตใจ ก็ถือเป็นองค์ประกอบของขันธ์ 5 ที่สำคัญเท่ากับร่างกายที่เป็นสสาร
และสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน 
 
  
 
 
 
ตอนที่ 7
 
"การที่เราใส่กระโปรงอย่างเรียบร้อย เราไม่มีสิทธิเลยหรือคะ
การรับปริญญา เป็นสิ่งที่เรารอคอย"
 
 
"กระเทย เป็นผู้ป่วยถาวร ที่ป่วยทางจิตถาวร ที่ต้องได้รับการตามใจ"
 
"มีกระเทยหัวโปก กระเทยอีกมากมาย
ที่จะเติบโต เป็นกระเทยที่ดี"
 
....
 
 การที่เราจะเรียกร้องสิ่งใด หรือไขว่คว่้าหาสิ่งใดนั้น
ให้มองถึง "เจตนา" และ "ผลของการไขว่คว้า" นั้น ว่ามันเป็นอรรถประโยชน์ มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย หรือมีข้อเสียมากกว่าข้อดี
นอกจากนี้ พระพุทธเจ้า ยังให้หลักการไว้ว่า ให้ลองถาม "ผู้รู้" หรือผู้เชี่ยวชาญ ว่าท่านสรรเสริญ หรือว่าคัดค้าน
 
หลักการข้อนี้สำคัญและดีมาก
เพราะการถามความเห็น ไม่ใช่สักแต่ว่าถาม ถามใครก็ได้
ถ้าจะถามให้ดี ต้องถามผู้รู้
และเป็นผู้รู้ที่มีจิตเป็นธรรม ไม่ใช่แค่ผู้รู้ทางวิชาการ และมีอคติ
เห็นไหมว่า หลักพุทธ วางแนวทางไว้ดีมาก และครบถ้วน 
 
ส่วนฉัน แม้ไม่ใช่ผู้รู้
แต่ก็ขอมองในมุมของผู้หนึ่งว่า 
 
เจตนา ของผู้หญิงข้ามเพศนั้น มีเจตนาที่ดี
คือ มีความเพียร เพื่อความเท่าเทียมกันในสังคม
 
ผลของการรณรงค์ ของผู้หญิงข้ามเพศ เพื่อให้กฏหมายรองรับการเป็นเพศหญิงอย่างสมบูรณ์นั้น
ก็ไม่ใช่ว่า ไม่มีประโยชน์
มีประโยชน์ คือ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ในเรื่องความเท่าเทียม
เป็นการทำให้สังคมสงบสุข ทุกส่วนอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นสุข
 
แต่ในส่วนของข้อเสียก็มี
และข้อดีหรือข้อเสียมีมากกว่ากัน เราก็ต้องชั่งดูอย่างเป็นธรรม
 
และไม่ลืมมองดูว่า สังคมไทย มีความพร้อมหรือไม่สำหรับกฏหมายในเรื่องนี้
เพราะจะเห็นได้ว่า ประเทศอื่นที่มีกฏหมายรองรับ เพราะคนเขามีความพร้อม
กฏหมายมีความศักดิ์สิทธิ ผู้คนเคารพกฏหมาย
และสังคมมีความเท่าเทียม อีกทั้งเปิดรับเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศอย่างเป็นระบบมากกว่าบ้านเรา
เยาวชนก็มีสิ่งที่เรียกว่า ดูแลตัวเอง ตัดสินใจเป็น มากกว่าเยาวชนบ้านเรา ที่โตช้ากว่า
 
ทางออกของประเด็นนี้คืออะไร
ทางออกของประเด็นนี้ ดังที่คุณนก ยลดา บอกว่า
สังคมไทยเป็นสังคมพุทธ และมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจกัน
ดังนั้น ในแง่ไม่เป็นทางการ สังคมไทยมีความเมตตาให้แก่กันอยู่แล้ว 
หากรณรงค์ในทางสังคม จะเห็นได้ว่า
สังคมไทยเปิดรับเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีลดน้อยลงแต่อย่างใด
ผู้หญิงในสังคมไทย มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชาย มากขึ้นทุกวัน
กระเทย เกย์ ทอม ดี้ เพศที่สาม ที่สี่ ผู้หญิงข้ามเพศ เป็นสิ่งที่สังคมให้การยอมรับมากขึ้นทุกวัน
พร้อมๆ กับ ปัญหาของเยาวชนที่เราพบว่า มีการเบี่ยงเบนทางเพศมากขึ้นเรื่อยๆ
 อันนี้ เราเคยถามตัวเองหรือไม่ ว่าจะควบคุมอย่างไร
ปกป้องเยาวชนของเราอย่างไร
ผู้หญิงข้ามเพศ มีทางออกให้แก่เรื่องนี้อย่างไรบ้าง
 
 
ดังนั้น การรณรงค์ของผู้หญิงข้ามเพศ
ควรเป็นไป พร้อมกับการเสนอทางออกให้สังคมทราบว่า
หากสังคม ให้สิทธิแก่ผู้หญิงข้ามเพศ ดังที่ต้องการแล้ว
หน้าที่ที่จะมาพร้อมกับสิทธิของผู้หญิงข้ามเพศคืออะไร
รวมทั้งบทลงโทษ ของการใช้สิทธิของผู้หญิงข้ามเพศในทางที่ทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม
เช่นเพศอื่นๆ ด้วย
  เพื่อเป็นข้อมูลรอบด้าน ประกอบการตัดสินใจของสังคม 
 

 
ตอนที่ 8
 
ระหว่าง
 
1. you are what you believe
 
2. you are what you put accept
 
3. You are what you are
 
4. I am what I am
 
 
....
 
ตะวันตก สอนให้เราเป็นตัวของตัวเอง
เพราะเชื่อว่า การเป็นตัวของตัวเอง free will หรือการทำตามแรงปรารถนาของตนเอง
ทำให้ชีวิตๆ หนึ่งที่เกิดมา ถูกเติมเต็ม และมีความสุข
ให้ชีวิตได้เต็มที่ที่เกิดมาชาติหนึ่ง ไม่มีชาติหน้า
มีแค่ชีวิตเดียว 
 
หลักพุทธ สอนให้เราทำตัวสอดคล้องกับธรรมชาติ  
และให้ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็เชื่อว่ามีออดีตชาติ และมีชาติหน้า 
หลักการสำคัญของพุทธ ไม่ใช่การทำตามความต้องการ
แต่คือการเอาชนะกิเลส ซึ่งหมายถึง ความอยากในแบบที่ทำให้จิตเศร้าหมอง

 
การพัฒนาปัญญาในด้านใดๆ ก็ตาม
ต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาที่เป็นคุณค่าแท้
ไม่ใช่คุณค่าเทียม
ซึ่งจะเห็นได้ว่า กฏหมายเป็นเพียงหลักการกว้างๆ 
คุณค่าของการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฏหมาย
 
....
 
 
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามนะคะ
ฉันขอเป็นอีกคนหนึ่งที่จะบอกว่า
 
ไม่ว่าคุณจะมีอวัยวะใด
ร่างกายของคุณจะเป็นอย่างไร
หากจะมีกฏหมายออกมารองรับอย่างไร
ฉันก็อนุโมทนายินดีด้วยทั้งนั้น
 
 
เพียงแต่จะชี้ให้เห็นว่า
ความทุกข์ที่คุณเผชิญอยู่นี้
ไม่ใช่ทุกข์ที่ยิ่งใหญ่
 
ทุกข์ของชีวิตที่สำคัญกว่านั้น
คือ การพัฒนาปัญญา และจิตใจของตัวเอง
ให้เบิกบาน หลุดพ้นจากกิเลส และมีสติอยู่เสมอ
 
 
หากคุณมีศักยภาพพร้อมแล้ว 
 จงเดินข้ามผ่านประเด็นในอดีต
และก้าวไปข้างหน้า เพื่อทำตามฝันที่แท้จริงของคุณ
 
ฉันเชื่อว่า ฝันของคุณต้องมีมากกว่าหนึ่ง
มากกว่าการต้องการเป็นผู้หญิงอย่างสมบูรณ์แน่ๆ 
เพราะหากคุณเชื่อว่าคุณเป็นอยู่แล้ว
ก็ไม่มีอะไรต้องรั้งรอ
เดินไปข้างหน้าต่อ ในอีกก้าวของชีวิตได้เลยค่ะ 
 
....
 
 
ก็แค่ความเห็นของคนๆ หนึ่ง
 
 
ปล. แต่จะเห็นว่า ตั้งใจเขียนมาก เป็นวรรคเป็นเวร ราวกับบลอกตัวเองมีคนละอ่านวันละพันคน ฮ่า ฮ่า
 
(350108)
text by Netnapa Janeckova 
 
 
Last Updated ( Tuesday, 02 March 2010 00:55 )
 
ฝากมิตร อ่านธรรม PDF Print E-mail
Info
Written by Netnapa   
Sunday, 28 February 2010 00:20

 

ภาพจากคุณไชยศ และคุณหนู ขอบคุณมากค่ะ เป็นภาพจากทริปที่ผ่านมา 

ชอบภาพนี้ ตรงหงส์คู่ด้านหลัง 

พรุ่งนี้ ที่วัดไทย จะมีพิธีเปิดเนตร พระประธาน ที่พี่พิ้งค์ ถวาย จากเมืองไทย มาถึงปรากแล้วเมื่ออาทิตย์ก่อน ฉันเตรียมชุดขาวไว้จะไปเข้าวัด เมื่อวันนี้นั่งในรถ ก็ได้เล่าพระประวัติของพระพุทธเจ้าให้คุณสามีฟัง คุณสามีเป็นพุทธ แต่ก็ไม่เคยฟังพระพุทธประวัติหลายๆ ด้าน ฟังแล้ว เธอก็บอกว่า องค์ความรู้พวกนี้ที่เช็คไม่มีเลย ไม่มีหนังสือ หรือถึงมี ก็ไม่เข้าใจ เธอบอกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรปก็เหมือนกัน ถึงอ่านก็ไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่มีพื้นฐานมาก่อน พอมาอ่านของยาก ก็ลิ้งค์ไม่ได้

แล้วเธอก็สั่งการณ์ให้ฉัน เรียบเรียงหนังสืออธิบายพุทธศาสตร์แบบอ่านง่าย ให้ฝรั่งอ่านขึ้นมา เพื่อแปลเป็นภาษาเช็ค ฉันก็เลยมอบหมายให้คุณชายตั้งสมาคมพุทธเถรวาทขึ้นในเช็ค โดยให้เหตุผลว่า ไม่วันใดก็วันหนึ่งข้างหน้า เราต้องทำอยู่แล้ว งั้นทำตั้งแต่วันนี้เลย จะได้สะสมอายุของสมาคมตั้งแต่วันนี้ ... เราตกลงกันว่าจะทำเวบไซต์พุทธศาสตร์ สามภาษา คือ ไทย อังกฤษ และเช็ค

นอกจากพุทธประวัติแล้ว ก็ได้เล่าให้คุณชายฟังถึงพระชาติในอดีตของพระพุทธเจ้า... และเล่าถึงพระชาติ 500 ชาติ ที่เคยเกิดเป็นสัตว์ต่างๆ ด้วย ซึ่งถึงแม้จะเป็นสัตว์ ก็เป็นสัตว์ที่ทรงคุณธรรม ทรงศีล และมีปัญญา เล่าให้คุณชายฟังว่า พระพุทธเจ้าเป็นทรงปลา นก โค ราชสีห์ ฯลฯ คุณชายบอกเพิ่งรู้ และถามด้วยว่ามีข้อมูลพระชาติล่าสุดไหม ตอบไปว่า มีหมดทุกชาติเลย และเล่าพระชาติสุดท้ายที่เป็นพระเวสสันดร บริจาคทานครั้งยิ่งใหญ่ให้คุณชายฟัง คุณชายก็ทึ่งว่าไม่เคยได้ยิน หรือบ่นว่าเคยอ่านมาบ้าง แต่ไม่เข้าใจลึกซึ้ง

เลยได้เล่าสรุปให้คุณชายฟังอีกที ตามความเข้าใจตัวเองว่า

พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่เกิดในอินเดีย โดยเจ้าชายอินเดีย ทรงไม่ได้บอกว่าพระองค์เป็นพระเจ้า แต่ทรงตรัสว่า ทรงค้นพบความจริงของชีวิต และนำมาเผยแพร่เท่านั้น โดยหลักสำคัญที่สอนก็คือ สอนว่า มนุษย์ทำสิ่งใด ก็ได้สิ่งนั้น ดังนั้นการกระทำของคน จึงเป็นตัวตัดสินชะตาชีวิต ไม่ใช่พระเจ้า หากทำดี ก็ได้ดี ทำชั่วก็ได้ชั่ว พระองค์สอนให้คนทำดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์

แนวทางที่สอนให้ทำดีนั้น มีหลายระดับ ระดับของมนุษย์ทั่วไป เรียกว่า ศีลห้า มีกฏห้าข้อ คือ ไม่ฆ่าสัตว์และเบียดเบียนชีวิตและร่างกาย ไม่พูดปด พูดจาไม่เป็นประโยชน์, ไม่ประพฤติผิดทางกาม, ไม่ลักขโมย, ไม่ดื่มสุรา และยาเสพติด

เมื่อหลายคนได้ฟังแล้ว ก็อาจจะบอกว่า นี่คือกฏไม่ให้ทำความชั่ว ไม่ใช่การสอนให้ทำความดี แล้วอย่างไรล่ะ ถึงจะเรียกว่าทำความดี

ก็ตอบได้ว่า การทำความดีก็ล้อไปกับศีลห้านั่นเอง ศีลห้าเรียกเบญจศีล เป็นข้อห้าม, ส่วนการทำความดี เรียกเบญจธรรม เป็นสิ่งที่ควรทำ, จับคู่กับศีลห้า นั่นคือ ศีลห้าไม่ให้ฆ่าและเบียดเบียนชีวิต หลักการทำดีในเบญจธรรม ก็คือ ให้เมตตา และเกื้อกูล, ไม่พูดปด ก็คู่ไปกับ การพูดจาให้ดี มีสาระ มีปิยวาจา, ไม่ประพฤติผิดในกาม ก็คู่กับ การประพฤติพรหมจรรย์ หรือการซื่อสัตย์ต่อคู่ครอง, ไม่ลักขโมย ควบคู่ไปกับการทำความดีในแบบการให้ คือ รู้จักจาคะ เสียสละ, และไม่ดื่มสุราและยาเสพติด ควบคู่ไปกับ การเจริญสติ เพราะยาเสพติดทำให้ขาดสติ เบญจธรรมจะสอนเรื่องการเจริญสติ ให้รู้ตัวเสมอ

คุณชายฟังแล้วก็นิ่งเงียบ 

 

 

นอกจากคุณชายแล้ว เมื่อวันก่อน ก็ได้นั่งรถตู้ไปกับคนขับรถตู้ที่เป็นคนเช็ก ก็ได้เล่าให้เขาฟังเรื่องสมาธิ ว่ามันคืออะไร

ถามเขาว่ากิจกรรมที่เธอชอบทำคืออะไร เขาบอกว่าฟังเพลง กับขับรถ ก็เลยบอกเขาว่านั่นเป็นสมาธิแบบหนึ่ง เพราะจดจ่อกับสิ่งตรงหน้า ขับรถเธอวอกแว่กไม่ได้เลยใช่ไหม เธอชอบฟังเพลง เพราะเธอจดจ่อกับเพลง ไม่ต้องคิดเรื่องอื่น ไม่คิดเรื่องปัญหา อดีต หรือไม่กังวลถึงอนาคต เธอชอบฟังเพลง เพราะมันอยู่กับปัจจุบันตรงหน้า อารมณ์จดจ่อ ถ้าเธอรู้จักวิธีฝึกสมาธิ เธอจะทำได้ดีมากและชอบมาก เพราะมันทำให้เธออยู่กับปัจจุบัน การฟังเพลงไม่ใช่ว่ามันไม่ดี มันก็เป็นความบันเทิง สบายใจแบบหนึ่ง แต่มันสบายใจแค่เดี๋ยวด๋าว พอหยุด มันก็หายไป ... การทำสมาธิฝึกจิตในระยะยาว เมื่อจิตเป็นสมาธิเป็นแล้ว คุณก็จะมีความสุขใจแบบมั่นคง

พูดไปไม่เท่าไหร่ เขาก็น้ำตาไหลพราก ... ไม่รู้ฉันไปพูดอะไรแทงใจดำ ก็เลยชวนมาวัดซะเลยพรุ่งนี้ บอกเขาว่าจะสอนนั่งสมาธิเบื้องต้น

การที่ได้สนทนาธรรมกับชาวต่างชาติ ทำให้เราเริ่มเข้าใจ จับจุดได้ว่าอะไรที่เขาต้องการ อยากทราบ และไม่เข้าใจเรื่องไหน เพราะอะไร

แต่เราก็ทำเท่าที่ปัญญาเราจะทำได้ ซึ่งปัญญาเรานี้ก็ยังน้อยอยู่ แต่ก็มีความตั้งใจว่าอะไรพอทำได้ ก็จะทำ หากอธิบายหลักธรรมใด ไม่ถูกต้อง ผิดเพี้ยนไป ก็ต้องอภัยต่อพระรัตนตรัยว่าไม่ได้มี "เจตนา" จะบิดเบือน เพียงแต่จะอธิบายให้เขาเข้าใจอย่างง่ายๆ ในหลักเบื้องต้นที่คนทั่วไป พอจะเล่าให้ฟังได้ 

อะไรที่จะผิดพลาดไป ก็ขออภัยเป็นทานแก่ตัวเองไว้ก่อนเลย 

 

 

นอกจากนี้ ตั้งแต่เมื่อวาน อ่านเวบไปเรื่อย จนไปเจอบลอกของคุณปยุตต์ ที่ http://www.oknation.net/blog/opapatika/ อ่านแล้ว ก็ได้ความรู้และความรู้สึกที่ดีมาก

เลยเอาสาระมาฝากให้อ่านดูค่ะ  หรือจะตามไปอ่านที่บลอกข้างต้นก็ได้ รับรองไม่ผิดหวังแน่ๆ 

ใช้เวลาให้มีค่านะคะ

ONE LIFE, READ IT WELL :) 

 

 

เรียน คุณปยุต

ชอบอ่านบทความในบลอกของคุณ ไม่ทราบเขียนเองทุกเรื่อง โดยได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร
และขอทราบภูมิหลังของบัณฑิตผู้เขียน

ขอบคุณค่ะ
เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา

 

เรียนคุณเนตรนภา


ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมมะ เป็นคำสอนของหลวงพ่อว้ดท่าซุง(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) อ.เมืองฯ จ.อุทัยธานี
สำนวนและข้อความเนื้อหาเป็นของหลวงพ่อเกือบทุกตัวอักษร 


ผมเพียงแต่นำมาตั้งเป็นปุจฉาและ วางวรรคตอนคำตอบให้อ่านได้เข้าใจง่ายเท่านั้น 
ดังนั้นเมื่อมีคำถามเป็นความคิดเห็นผมจึงไม่ขอตอบ 


เพราะจะเป็นการขยายความออกไปโดยมิใช่คำสอนของหลวงพ่อ อาจทำให้ความหมายเพี้ยนไป
ผมค้ดมาเฉพาะที่เป็นประโยชน์ของการเข้าถึงธรรม ระดับโสดาบันขึ้นไปเป็นหลักสำคัญ
ดังนั้น ท่านใดที่อ่านแล้ว เข้าใจความหมายของการปฎิบัติเพื่อการเป็นพระอริยะสงฆ์ระดับต้น
โดยไม่สงสัยว่าทำไมจึงดูง่ายๆและไม่สงสัยว่า เป็นความจริงหรือที่จะบรรลุผลตามนั้น

แม้ผมไม่มีญานอตีตังสญาน แต่ผมเชื่อว่าคุณน่าจะฝึกอารมณ์พระโสดาบันได้สบายมาก 

เพราะว่ามีเพียงคุณคนเดียวที่เขียนติดต่อกลับมา เนื้อหาธรรมมะและข้อปฎิบัติที่นำมาไว้ในบล็อก 
เพียงพอแล้วสำหรับผู้ที่จะมีดวงตาเห็นธรรมอย่างง่ายๆสบายๆเช่นคุณเนตรนภาเป็นต้น

ขออนุโมทนาในความสำเร็จในการยกอารมณ์จิตตั้งแต่ พระโสดาบันเป็นต้นขึ้นไปตามลำดับ

จาก รศ.ประยุทธ  เกิดนวล  อดีตอาจารย์ ม.ราชภัฏนครสวรรค์(อายุ70ปี)  

 

 

เรื่องที่คัดสรรมาฝากผู้อ่าน จากบลอกของคุณปยุตต์

ขอบพระคุณที่ผู้เขียนสละเวลาอันมีค่า คัดลอกบทความที่มีประโยชน์มาฝากผู้อ่านค่ะ อนุโมทนา

 



คนใกล้จะตาย ควรแนะนำอย่างไร


ตอบ ถ้าป่วยใหม่ๆ มีคำแนะนำดังนี้


๑. ให้นำพระพุทธรูป หน้าตักกว้างไม่ต่ำกว่า ๕ นิ้ว ผ้าไตรจีวร พร้อมอาหารของใช้ที่จำเป็น นำไปให้ผู้ป่วยเห็นและให้ตั้งจิตอธิษฐานว่า “ของทั้งหมดขอถวายเป็นสังฆทาน แก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เพื่ออุทิศส่วนกุศลผลบุญทั้งหมดนี้ให้เจ้ากรรมนายเวร ของผู้ป่วย ได้โมทนาและอโหสิกรรมให้ผู้ป่วยด้วย” แล้วญาติก็นำของทั้งหมด ไปถวายพระเป็นสังฆทาน จิตใจของผู้ป่วยจะได้สบาย เพราะได้เห็นพระพุทธรูปและได้ทำบุญ


๒. ถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีก ก็ควรนำเงินจะมากหรือน้อย ตามแต่ศรัทธา ให้ผู้ป่วยถือเงินไว้ และตั้งจิตอธิษฐานว่า “เงินจำนวนนี้ขอถวายชำระหนี้สงฆ์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถ้าเคยไปหยิบหรือนำของสงฆ์มาโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม”


๓. ในระหว่างที่นอนป่วยอยู่ ควรนำพระพุทธรูปมาตั้งไว้ให้ผู้ป่วยได้มองเห็น อย่าไปตั้งไว้ในที่ผู้ป่วยเห็นไม่ถนัด ผู้ป่วยลืมตามาเมื่อใดก็จะเห็นพระทันที (อย่าตั้งอยู่ในแนวทิศปลายเท้าของผู้ป่วย ) จิตของผู้ป่วยจะได้จับอยู่ที่พระ ใจจะสบายช่วยให้คลายจาก ทุกขเวทนาได้บ้าง และตายเมื่อใดก็จะไม่ลงนรก


๔. ถ้าผู้ป่วยภาวนาไม่ไหว ก็ให้นึกถึงพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ ให้นึกถึงพระไว้ หรือจะนึกถึงพระสงฆ์ก็ได้ อย่าไปแนะนำยาวๆ เพราะเวลานั้นมีทุกขเวทนามาก จะทำให้กลุ้ม ดีไม่ดีจิตใจเขาดีอยู่แล้ว ถ้าแนะนำไม่ดี พูดมากไปเขาจะกลุ้ม จะทำให้ลงนรกไป ให้ดูตาคนป่วย ถ้าตาลอยๆ ตาปรือๆ อย่าไปพูดมาก 


๕. ถ้าป่วยมาก มีทุกขเวทนามาก ควรแนะนำสั้นๆ ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าหรือเรื่องกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งดีกว่า อย่าไปแนะนำยาวๆจะเกิดอาการกลุ้มใจเป็นบาปอีก 


๖. ถ้าต้องการให้ผู้ป่วยตายแล้วไปนิพพาน ให้นึกภาวนาว่า “นิพพานัง สุขัง” ถ้าคิดว่าป้องกันไม่ให้ลงนรก ก็ให้ภาวนาว่า “พุทโธ” ให้บอกสั้นๆอย่ายาว ฉะนั้นการแนะนำคนป่วยก่อนตาย จึงต้องระมัดระวัง ดูกาละ เทศะ ให้ดี ความหวังดีอาจจะกลับกลายผลร้ายแก่ผู้ป่วยได้

 


 

สะเดาะเคราะห์ด้วยตนเอง
Posted by ปยุต , ผู้อ่าน : 165 , 00:40:04 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที
 พิมพ์หน้านี้

การแก้กฎแห่งกรรมด้วยการฝึกอารมณ์จิตพระโสดาบัน คือ

๑. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะพิจารณาว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง จงอย่าคิดว่าความตายจะเข้ามาถึงเราในวันพรุ่งนี้ จงคิดว่าความตายอาจจะมาถึงเราวันนี้อยู่เสมอ การ คิดว่าจะตาย จะได้ทำความดี เมื่อตายแล้วควรหนีอบายภูมิ ( นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน )

๒. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะยึดความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นที่พึ่งด้วยความเคารพ ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า เห็นความดีของพระพุทธเจ้า เห็นความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ความดีของพระอริยสงฆ์ โดยถือเอาพระอรหันต์เป็นสำคัญ จงมอบความนับถือความมั่นใจในพระรัตนตรัยอย่างถวายชีวิต

๓. จงมีสติสัมปชัญญะ ในการปฏิบัติศีลอย่างเคร่งครัด ฆราวาสเฉพาะศีล ๕ เพราะศีล ๕ เป็นศีลของพระโสดาบันและพระสกิทาคามี ส่วนพระอนาคามีจะทรงศีล ๘ สำหรับพระอรหันต์ฆราวาสไม่มี เป็นอรหันต์วันนี้นิพพานวันนี้ เป็นอรหันต์คืนนี้ ไม่เกินพรุ่งนี้ต้องนิพพาน พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า พระโสดาบันก็ดี พระสกิทาคามีก็ดี มีแค่ปัญญาเล็กน้อย มีสมาธิเล็กน้อย แต่ศีลบริสุทธิ์ แค่นี้ก็เป็นพระโสดาบันได้แล้ว ปิดประตูอบายภูมิอย่างเด็ดขาดแน่นอน

๔. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะใชักำลังใจ ของพระอรหันต์ไว้ประจำใจ คือขึ้นชื่อว่ามนุษยโลก มันเป็นทุกข์เราไม่ต้องการมัน เทวโลกกับพรหมโลกมีสุขจริง แต่ไม่นาน เราไม่ต้องการมันอีก เราต้องการจุดเดียวคือ นิพพาน อย่างนี้เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ รักษากำลังใจตามนี้ไว้ เมื่อสิ้นอายุขัยเมื่อไร ก่อนจะตายเป็นอรหันต์เมื่อนั้น แล้วก็ไปนิพพาน

ทั้งหมดนี้...เป็นอริยสมบัติของบุคคล          ในการเข้าสู่กระแสพระนิพพานเป็นเบื้องต้น( โสดาบันและสกิทาคามี ) ซึ่งมาจากการที่ละสังโยชน์ได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส

สำหรับ สักกายทิฏฐิ ในทางปฏิบัติต้องใช้อารมณ์ตามลำดับคือ ใช้อารมณ์ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นสูงสุด

อารมณ์ขั้นต้น ให้ใช้อารมณ์แบบเบาๆ คือมีความรู้สึกตามธรรมดาว่า ชีวิตนี้ต้องตาย ไม่มีใครเลยในโลกนี้ที่จะมีชีวิตได้ตลอดกาลคู่ไปกับฟ้าดิน ในที่สุดก็ต้องตายเหมือนกันหมด แต่ท่านให้ใช้อารมณ์ที่สั้นเข้ามาอีกคือ ให้ทำความรู้สึกไว้เสมอว่า ความตายไม่ใช่จะมาถึงเราในวันพรุ่งนี้ ให้คิดว่า เราอาจจะตายวันนี้ไว้เสมอ จะได้ไม่ประมาทในชีวิต เป็นอารมณ์ของพระโสดาบันและพระสกิทาคามี

อารมณ์ขั้นกลาง ท่านให้ทำความรู้สึกเป็นปกติว่า ร่างกายของคนและสัตว์ตลอดจนวัตถุทุกชนิดเป็นของสกปรกทั้งหมด ร่างกายคนและสัตว์มีสิ่งที่น่ารังเกียจฝังอยู่ก็คือ อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง เป็นต้น เมื่อมีความรู้สึกตามนี้ ก็พยายามทำอารมณ์ให้ทรงตัว จนเกิดความเบื่อหน่ายในร่างกายทั้งหมด ไม่ยึดถือว่าร่างกายใดเป็นที่น่ารักน่าปรารถนา เป็นอารมณ์ของพระอนาคามี

อารมณ์สูงสุด ทำให้มีความรู้สึกตามนี้ คือมีความรู้สึกว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา มีอาการวางเฉยในร่างกายทุกประเภท เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์

คำว่าวิจิกิจฉา แปลว่า สงสัย คือสงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า สงสัยในความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สงสัยในความดีของพระอริยสงฆ์ มีพระอรหันต์เป็นต้น สงสัยว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่จริง ถ้ามีจริงๆ พระพุทธเจ้าน่ะดีไหม คำสอนของพระองค์ดีจริงๆหรือเปล่า นี่สงสัยพระธรรมเลย แล้วสงสัยว่าพระอริยสงฆ์ในพระพุทธศาสนานี่มีจริงหรือไม่มีจริง หนักๆเข้าก็เลยคิดว่าไม่มี เพราะตัวสงสัย พระพุทธเจ้าจริงๆก็ไม่มี พระไตรปิฎกที่มีอ่านกันอยู่ ก็เป็นพระไตรปิฎกโกหกมดเท็จ ใครเขียนขึ้นมาก็ไม่รู้ เขียนแบบโกหกขึ้นมาว่าโลกนั้นมี โลกนี้มี ระลึกชาติไม่ได้ จิปาถะกันไป เลยสงสัยพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาที่เขาบอกว่า พระสงฆ์น่ะเป็นพระสงฆ์จริงๆ หรือว่าเป็นตัวเบียดเบียนประชาชน ทำให้สังคมมีความทุกข์ มีความเร่าร้อน เพราะพระไม่เห็นจะทำอะไร ได้แต่บิณฑบาต แล้วก็กิน กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็บิณฑบาต แล้วก็บอกบุญบ้าง ขอบุญบ้างเรี่ยไรกันบ้าง จิปาถะ ไม่เห็นมีอะไรให้เกิดเป็นประโยชน์ นี่ไม่สงสัยนะ ถึงขั้นไม่เชื่อถือเอาเลย ลักษณะอย่างนี้เป็นสังโยชฃน์ข้อที่ ๒ ที่ทำให้คนเราต้องลงอบายภูมิ ขอยืนยันว่า ถ้ามีอารมณ์อย่างนี้ ต้องลงอบายภูมิ เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน แน่นอน

สีลัพพตปรามาส  คือปฏิบัติในศีลให้ครบถ้วนทุกประการ ด้วยความเต็มใจ การปฏิบัติศีลครบถ้วนสำหรับฆราวาส มีศีล ๕ ใช้ได้แน่นอน ถ้าจะทำให้คนดีจริงๆก็มีกรรมบถ ๑๐ ด้วย ถ้ามีทั้งศีล ๕ มีกรรมบถ ๑๐ อย่างนี้จะมีความสุขอย่างยิ่งทั้งปัจจุบันและสัมปรายภพ ถ้าปฏิบัติตนได้อย่างนี้ องค์สมเด็จพระมหามุนี คือพระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า ท่านทั้งหลาย เมื่อตายแล้วจากชาตินี้ก็ดี หรืออีกกี่ชาติก็ตาม จะไม่พบคำว่าอบายภูมิเลย การเกิดเป็น สัตว์นรกก็ดี เป็นเปรตก็ดี เป็นอสุรกายก็ดี เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ดี ไม่มีสำหรับท่าน จะเวียนว่ายตายเกิดเฉพาะ การเกิดเป็นคน เป็นเทวดา หรือพรหมเท่านั้น

ความจริงพระโสดาบันไม่ใช่ของสูง เป็นของธรรมดา ที่เรียกกันว่า ชาวบ้านชั้นดี ท่านพระอริยะเบื้องสูงท่านกล่าวว่า ธรรมที่จะทำให้คนเป็นพระโสดาบัน เหมือนกับของเด็กเล่น คือเป็นของทำง่ายๆ เพียงแต่มีพรหมวิหาร ๔ ประจำใจ เราก็เป็นพระโสดาบันได้แบบสบายๆ   เมื่อกล่าวโดยสรุป  พระโสดาบัน มีอารมณ์โดยย่อดังนี้

๑.มีความรู้สึกว่า ชีวิตนี้ต้องตายแน่

๒.ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า

๓.ฆราวาสมีศีล ๕ ทรงอารมณ์เป็นปกติ


ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นอารมณ์ในขณะที่ปฏิบัติ เมื่ออารมณ์ทรงตัวแล้ว อารมณ์ที่ปักหลักมั่นคงอยู่กับใจจริงๆ ก็เหลือเพียงสอง ที่ท่านเรียกว่า องค์ ก็คือ

หนึ่ง ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้าอย่างมั่นคงจริงจัง

สอง มีศีล ๕ บริสุทธิ์ผุดผ่องจริง

สุดท้าย ด้วยคุณบารมี ของพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆ รัตนะ ทั้งสามประการ จงดลบันดาลให้ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย จงมีแต่ความสุขสวัสดิพิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล ให้จงเจริญไปด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ มี อายุ วรรณะ สุขะพละ และปฏิภาณ ปรารถนาสิ่งใด ขอให้ได้สิ่งนั้น สมความปรารถนาจงทุกประการ ณ กาลบัดนี้ และตลอดไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน
 

สรุปอีกที


การสะเดาะเคราะห์ สำหรับผู้ไม่เชื่อง่ายดายจนเกินไปต้องอย่างนี้
ต้องแก้กฎแห่งกรรมด้วยการฝึกอารมณ์จิตพระโสดาบัน คือ

๑. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะพิจารณาว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง จงอย่าคิดว่าความตายจะเข้ามาถึงเราในวันพรุ่งนี้ จงคิดว่าความตายอาจจะมาถึงเราวันนี้อยู่เสมอ การ คิดว่าจะตาย จะได้ทำความดี เมื่อตายแล้วควรหนีอบายภูมิ ( นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน )....(ตัด สักกายทิฏฐิ)
 

๒. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะยึดความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นที่พึ่งด้วยความเคารพ ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า เห็นความดีของพระพุทธเจ้า เห็นความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ความดีของพระอริยสงฆ์ โดยถือเอาพระอรหันต์เป็นสำคัญ จงมอบความนับถือความมั่นใจในพระรัตนตรัยอย่างถวายชีวิต.......(ตัด วิจิกิจฉา)
 

๓. จงมีสติสัมปชัญญะ ในการปฏิบัติศีลอย่างเคร่งครัด ฆราวาสเฉพาะศีล ๕ เพราะศีล ๕ เป็นศีลของพระโสดาบันและพระสกิทาคามี........(ตัด สีลัพตปรามาส)

ส่วนพระอนาคามีจะทรงศีล ๘ สำหรับพระอรหันต์ฆราวาสไม่มี เป็นอรหันต์วันนี้นิพพานวันนี้ เป็นอรหันต์คืนนี้ ไม่เกินพรุ่งนี้ต้องนิพพาน พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า พระโสดาบันก็ดี พระสกิทาคามีก็ดี มีแค่ปัญญาเล็กน้อย มีสมาธิเล็กน้อย แต่ศีลบริสุทธิ์ แค่นี้ก็เป็นพระโสดาบันได้แล้ว ปิดประตูอบายภูมิอย่างเด็ดขาดแน่นอน
 
๔. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะใชักำลังใจ ของพระอรหันต์ไว้ประจำใจ คือขึ้นชื่อว่ามนุษยโลก มันเป็นทุกข์เราไม่ต้องการมัน เทวโลกกับพรหมโลกมีสุขจริง แต่ไม่นาน เราไม่ต้องการมันอีก เราต้องการจุดเดียวคือ นิพพาน อย่างนี้เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ ....(ตัด อวิชชา  สังโยชน์ตัวสุดท้าย ตกบันไดพลอยโจน เส้นทางลัดตัดเข้านิพพาน) รักษากำลังใจตามนี้ไว้ เมื่อสิ้นอายุขัยเมื่อไร ก่อนจะตายเป็นอรหันต์เมื่อนั้น แล้วก็ไปนิพพาน  

 



พระนิพพานเป็นเรื่องที่ทุกคน ต้องไปให้ถึง
Posted by ปยุต , ผู้อ่าน : 88 , 21:26:24 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม
 พิมพ์หน้านี้

พระนิพพานเป็นเรื่องที่ทุกคน ต้องไปให้ถึง

คนไทยไม่น้อยเข้าใจผิดคิดว่า  พระนิพพานไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง  หรือไม่ก็เป็นทางเลือกที่ตนจะไปก็ได้หรือไม่ไปก็ได้  ซึ่งล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิด  พระนิพพานเป็นเรื่องที่ทุกคน ต้องไปให้ถึงเพราะเป็นเรื่องเดียวที่สามารถ กอบกู้อิสระภาพทางใจ กลับคืนให้เจ้าของชีวิตอย่างแท้จริง มิฉะนั้นแล้วจะถูกภัยของมิคสัญญียุคคุกคามเอาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง   ซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัวมาก ฉะนั้นหากผู้อ่านสามารถรู้ได้เท่านี้และทำได้เท่าที่แนะนำก็เพียงพอแล้วจริงๆ  คุณจะมีชีวิตอย่างเป็นสุขและตายอย่างเป็นสุข
ข้อความต่อไปนี้ เป็นข้อปฏิบัติที่นำท่านไปสู่พระนิพพาน โปรดเลือกเอาตามอัธยาศัย
 

ถาม คนที่ปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน จะใคร่ครวญอย่างไร จึงจะง่ายและสั้นที่สุด
 
ตอบ เจ้าจงใคร่ครวญอย่างนี้
จงคิดว่าเราเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย
ทรัพย์สินก็ไม่มี
ญาติ เพื่อน ลูก หลาน เหลน ก็ไม่มี
แม้ร่างกายเราก็ไม่มี
เพราะทุกอย่างที่กล่าวมามีสภาพพังหมด เราจะทำกิจที่ต้องทำตามหน้าที่
เมื่อสิ้นภาระคือร่างกายพังแล้ว เราจะไปพระนิพพาน
เมื่อความป่วยไขัปรากฎจงดีใจว่า วาระที่เราจะมีโอกาส เข้าสู่พระนิพพานมาถึงแล้ว เราสิ้นทุกข์แล้ว คิดไว้อย่างนี้ทุกวัน จิตจะชินเห็นเหตุผล เมื่อจะตายอารมณ์จะสบาย แล้วก็จะเข้าพระนิพพานได้ทันที
 

ถาม คำแนะนำการปฏิบัติธรรม เพื่อไปนิพพานอย่างง่ายๆมีบ้างไหม
 
ตอบ มี ขอแนะนำดังนี้ ให้ทุกคนคิดไว้เสมอว่า
 
๑. ก่อนจะหลับต้องไหว้พระ ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ แล้ว ภาวนา พุท-โธ สัก ๒-๓ ครั้งด้วยความตั้งใจ
 
๒. ตัดสินใจอธิษฐานว่า “ถ้าข้าพเจ้าตายจากชาตินี้แล้ว ขอไปนิพพานจุดเดียว “
 
๓. หลังจากนั้นก็นึกภาวนา พุทโธ ไปจนกว่าจะหลับ หรือไม่หลับก็ตามใจ
 
๔. พอรู้สึกตัวตื่นตอนเช้าใหม่ๆ ยังไม่ทันลุกขึ้น ก็นึกในใจอีก โดยนึกถึงพระพุทธเจ้า แล้วอธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าตายวันนี้หรือเมื่อไหร่ก็ตาม ขอไปนิพพานจุดเดียว”
 
๕. แล้วก็ตั้งใจทำบุญตามโอกาสต่างๆ รักษาศีลได้บ้าง พลาดไปบ้าง มีโกรธ มีโลภ มีหลงบ้าง เป็นของธรรมดาเป็นครั้งคราว แต่ไม่มีเจตนาที่จะละเมิดศีล ๕ อย่างเด็ดขาด
 
เมื่อถึงเวลาใกล้ตายจริงๆ บุญทั้งหมดจะเข้ามารวมตัวกัน และในที่สุดท่านก็เข้านิพพาน การจะเข้านิพพานได้ เป็นของไม่ยาก การจะเข้านิพพานได้หรือไม่ มีข้อสังเกต ๒ ประการ คือ
 
หนึ่ง ก่อนจะตายเห็นพระพุทธเจ้า ชัดเจนอยู่เบื้องหน้า แสดงว่าคนนั้นไปนิพพานแน่
 
และประการที่สองก่อนจะตายทุกคน มีความเบื่อหน่ายในร่างกาย เพราะมีทุกขเวทนามาก คิดว่าร่างกายนี้เป็นของไม่ดี เราไม่ต้องการมันอีก เพียงแค่นี้เราจะไปนิพพานทันที 
 
 

 
จิตทรงสมาธิคืออย่างไร
Posted by ปยุต , ผู้อ่าน : 125 , 23:10:53 น.   
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม 
 พิมพ์หน้านี้ 

จิตทรงสมาธิคืออย่างไร

โอกาสนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ได้สมาทานพระรัตนตรัยแล้ว ต่อนี้ไป ขอท่านทั้งหลาย จงตั้งใจ สงบอารมณ์ให้เป็นสมาธิ คือ
ในอันดับแรก ขณะที่รับฟังเสียง ตั้งใจฟังเสียงให้รู้เรื่องทุกถ้อยคำ 

การตั้งใจฟังเสียงทุกถ้อยคำแสดงว่า
จิตทรงสมาธิ เพราะว่า สมาธิ แปลว่า ตั้งใจ ไว้ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง โดยเฉพาะเวลาที่เราตั้งใจฟังเสียง ถ้าหูได้ยินเสียงจิตรู้เรื่องตาม ก็ชื่อว่า อารมณ์เป็นสมาธิ ถ้าหากว่าท่านใช้ปัญญาพิจารณาไปตาม กระแสเสียงด้วยหรือตามถ้อยคำ และเนื้อความที่กล่าว ก็ชื่อว่า เป็นการใช้ปัญญาในด้านวิปัสสนาญาณ นี่มีความสำคัญ 

หลังจากพูดจบแล้วขอบรรดาท่านพุทธบริษัท พยายามทรงอารมณ์ให้เป็นสมาธิ โดยการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก เวลาหายใจเข้า รู้อยู่ว่า หายใจเข้า เวลาหายใจออก รู้อยู่ว่า หายใจออก หายใจเข้า ยาวหรือสั้น หายใจออก ยาวหรือสั้น ก็รู้ อยู่ อย่างนี้จัดว่า มีอารมณ์เป็นสมาธิ ถ้าจะใช้คำภาวนาก็ให้ใช้ว่า พุทโธ เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท เวลาหายใจออกนึกว่า โธ อย่างนี้อารมณ์เป็นสมาธิ ขณะใด การที่รู้ลมหายใจเข้า หายใจออก รู้คำภาวนา นั่นเป็นสมาธิ สมาธิก็จัดไว้หลายระดับ คือ 

ขณิกสมาธิ เรียกว่า สมาธิเล็กน้อย 

อุปจารสมาธิ สมาธิใกล้เข้าถึงปฐมฌาน 


แล้วขึ้นไปเป็น ฌาน คือ ฌานที่ 1 ฌานที่ 2 ฌานที่ 3 และฌานที่ 4 

และอารมณ์ที่เป็นสมาธิ จะอยู่ระดับใดก็ตาม ก็ถือว่า อยู่ในเกณฑ์ของความดี เพราะจิตเราตั้งอยู่ในกุศล 

อีกประการหนึ่ง ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน พยายามทรงอารมณ์จิตให้อยู่ใน
พรหมวิหาร 4 เป็นปกติ

คือว่า 
เราจะมีความรักในคนอื่นและสัตว์อื่น นอกจากตัวเรา เสมอด้วยตัวเรา เราจะมีความสงสารเกื้อกูลเขาให้เป็นสุข ตามกำลังที่เราพึงจะทำได้ เราไม่มีอารมณ์ อิจฉาริษยาบุคคลอื่น เห็นใครได้ดีก็ พลอยยินดีตาม ถ้าสิ่งใดเป็นเหตุเกินวิสัย ด้วยอำนาจกฎของกรรม หรือ กฎของธรรมดาเกิดขึ้น เราจะไม่มีความหวั่นไหวในจิต นี่อารมณ์อย่างนี้

ถ้าบรรดา ท่านพุทธบริษัท ทรงไว้ได้ ก็จัดว่า เป็นศูนย์กำลังใจ ที่มีความสำคัญที่สุด อันจะพึงก้าวเข้าไปสู่ความดี แต่ถ้าพุทธบริษัท มีคติตรงกันข้าม  คิดเห็นว่า
คนอื่นเป็นศัตรูสำหรับเรา มีอารมณ์ปรารถนา ในการกลั่นแกล้งบุคคลอื่น ด้วยการเสียดสีด้วยวาจาบ้าง แสดงอาการทางกายบ้าง อย่างนี้เป็นต้น และมีอารมณ์อิจฉาริษยาบุคคลอื่น เมื่อเห็นเขาได้ดีอดทนอยู่ไม่ไหว เห็นคนอื่นได้ดี หาทางกลั่นแกล้งกล่าววาจาเสียดสี กระทบกระแทก ให้เกิดความช้ำใจ อาการตรงกันข้ามกับพรหมวิหาร 4 แบบนี้  เป็น ปัจจัยให้ท่านทั้งหลายลงอเวจีมหานรก เป็นอารมณ์ชั่ว ถ้าอารมณ์ชั่ว ที่มันจับอยู่ในใจตลอดเวลา มันก็เป็น อาจิณกรรม กรรมนั้นบันดาลให้เราลงอเวจีมหานรก
 
 

 
 
การทำบุญให้กับสัมภเวสี
Posted by ปยุต , ผู้อ่าน : 541 , 11:21:32 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม
พิมพ์หน้านี้

การทำบุญสงเคราะห์ญาติหรือผู้ที่ไม่ใช่ญาติสำหรับผู้ที่ตายไปเป็น สัมภเวสี  ต้องทำอย่างไรจึงจะบรรลุผลอย่างแท้จริง
 
ต้องรู้นะว่าการตายไปเป็น สัมภเวสี คือตายอย่างไร คือบุคคลที่ตาย ด้วยอำนาจอุปฆาตกรรม คือยังไม่สิ้นอายุขัย เช่น ฟ้าผ่าตาย สุนัขกัดตาย งูกัดตาย คลอดบุตรตาย ถูกฆ่าตาย รถชนตาย สรุปว่าตายปัจจุบันทันด่วนนั่นเอง
 
คนที่ตายตามอายุขัย ตายปุ๊บจะต้องไปเกิดตามกำลังบุญและกำลังบาป ถ้าเวลากำลังจะสิ้นใจนั้น คบบาป ต้องไปตามบาปทันที ( นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ) ถ้าคบบุญ ไปตามบุญทันที (มนุษย์ เทวดา พรหม นิพพาน )
 
ทีนี้คนที่ตายก่อนอายุขัย ยังไม่มีสิทธิ์ไปตามบุญและบาป จะไปอบายภูมิก็ไม่ได้ ไปสวรรค์ก็ไม่ได้
ตอนนี้แหละเขาเรียกว่า สัมภเวสี
 
บุคคลที่ตายไปเป็นสัมภเวสี ถ้าหากว่า ญาติพี่น้อง สามี ภรรยา ลูกหลาน มีความฉลาด เมื่อทำบุญจะถวาย สังฆทาน หรืออะไรก็ตาม ต้องระบุชื่อเจาะจงให้แต่ผู้เดียว อย่าเผื่อคนอื่น อย่างนี้จะได้รับทันที เป็นผี (โอปปาติกะ ) ที่มีความสุข แล้วก็คนนั้นเมื่อถึงวาระอายุขัย จะไม่ไปนรกแล้ว แต่จะไปสวรรค์ก่อน ตามกำลังบุญที่อุทิศให้ โดยผู้นั้นได้อนุโมทนาบุญนั้นด้วย
 
(คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง   จ.อุทัยธานี)
 
 

  

ทำไมต้องนึกถึงความตายเป็นอารมณ์

เมื่อมีชีวิตเกิดมา ก็ได้ชื่อว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง   ในการนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ พระพุทธเจ้าท่านแปลว่าเป็นมรณานุสสติกรรมฐาน จัดว่าเป็นความประมาทในชีวิต ถ้าเราคิดอยู่เสมอว่า ถ้าเราตายแล้ว ตัวเรายังไม่เป็นพระอรหันต์เพียงใด เราก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะ

ดังนั้นก่อนตาย ก็ควรแสวงหาความดีไว้                                                                                                         

ข้อแรก คือ การให้ทาน

ทานเป็นปัจจัยแห่งความรัก  ทานเป็นปัจจัยแห่งการผูกมิตร หมายความว่าจะไปที่ไหนก็ตาม บุคคลที่รับทานจากเรา ย่อมแสดงความเป็นมิตรกับเรา

ด้วยอานิสงส์แห่งทาน เมื่อตายจากความเป็นมนุษย์แล้ว  คนที่ให้ทานจะไม่พบกับความยากจนเข็ญใจ ถ้าเรายังไม่ถึงนิพพานเพียงใด เราก็จะมีความสุขในการเสวยทรัพย์สมบัติ

ข้อที่สอง ถ้าเตรียมตัวเพื่อตาย โดยการมี ศีลบริสุทธิ์ 

คนที่มีศีลบริสุทธิ์ตายไปแล้ว มีอายุยืนนาน มีรูปร่างหน้าตาสะสวย แล้วก็เมื่อเป็นมนุษย์ จะมีทรัพย์สมบัติ ไม่ถูก อัคคีภัย โจรภัย อุทกภัย หรือวาตภัยทำลาย เพราะอำนาจของศีลเป็นขอบเขต มีคนในปกครอง ก็อยู่ในโอวาท ไม่มีใครฝ่าฝืน วาจาเป็นที่รักของบุคคลอื่น สติสัมปชัญญะสมบูรณ์

ข้อที่สาม ควรมีการภาวนานึกถึงความดีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปฏิบัติเป็นต้น อันนี้องค์สมเด็จพระทศพลให้ฝึกไว้เพื่อเป็นการดึงสติสัมปชัญญะ ไม่ให้ลืมไม่ให้เลอะ ขณะที่เรากำลังจะตาย

ถ้าเวลาที่เรากำลังจะตาย  เมื่อเราเคยฝึก ภาวนา ไว้ก่อน จะทำให้อารมณ์จิตชินในด้านกุศล เมื่อจิตของเรานึกถึงกุศลส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือภาวนาว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็ตาย(จิตละออกจากกายเนื้อ เข้าสู่อทิสมานกาย) อบายภูมิไม่มีสำหรับเรา  เรามีที่ไปอยู่ อย่างเลวเราก็เป็นมนุษย์ชั้นดี   มิฉะนั้นก็เป็นเทวดา  หรือไม่ก็เป็นพรหม

ขอให้ท่านทั้งหลายจงจดจำและปฏิบัติไว้เป็นปกติ จึงจะได้ชื่อว่า ไม่เสียทีในการเกิด  เพราะเมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ตายแล้วต้องไปเกิดในอบายภูมิเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน อีก นับได้ว่าเราแย่มากๆ เป็นการขาดทุนอย่างยิ่ง 

การสร้างความดีที่เราเรียกว่า ทำบุญ  เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มีความสุข ความเจริญยิ่งๆขึ้นไป เป็นเรื่องที่ควรเตรียมไว้ทุกขณะจิต  
เราตายแล้วจะไม่เป็นผู้ลำบาก ไม่เป็นผู้มีความทุกข์ เราจะมีความสุขตามสมควร


 


 

 
พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงบุคคลที่ไม่กลัวตาย มีอย่างไรบ้าง
Posted by ปยุต , ผู้อ่าน : 197 , 21:48:18 น.   
หมวด : ศาสนา 


ถาม พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงบุคคลที่ไม่กลัวตาย มีอย่างไรบ้าง


ตอบ พระพุทธองค์ได้ตรัสถึง บุคคลที่ไม่มีความกลัว ไม่มีความสะดุ้งต่อความตายดังต่อไปนี้


๑.บุคคลบางคนเป็นผู้ที่ลด เลิก ละ ความมักมาก หมกมุ่นในกามได้ ทั้งยังมองเห็นโทษของกามมีประการต่างๆ ครั้นป่วยไข้หนัก(ใกล้ตาย) ก็ไม่มีความวิตกกังวลว่า กามคุณที่แสนรักแสนอาลัยนี้กำลังจะจากเขาไป เขาย่อมไม่เศร้าโศกเสียใจ ไม่ทุบอกชกหัวร่ำไห้แต่อย่างใด พวกนี้ไม่มีความสะดุ้งตกใจกลัวต่อความตาย


๒. คนบางคนมองเห็นสัจจะของชีวิตว่า มีเกิด ตัองมีแก่ เจ็บตายเป็นธรรมดา ไม่มัวเมาประมาทในร่างกาย ซึ่งมีปกติ เน่าเปื่อยนั้น แล้วสร้างคุณงามความดี และปฏิบัติธรรมให้รู้ความจริงของชีวิตมากขึ้น ครั้นป่วยหนัก (ใกล้ตาย) ก็ไม่มีความวิตกกังวลว่า กายที่สวยหรือสง่างามกำลังจะจากเขาไป เขาย่อมไม่เศร้าโศกเสียใจ คนพวกนี้ไม่มีความสะดุ้งกลัวต่อความตายเลย


๓. คนบางคนมองเห็นว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา (ไม่ใช่เราและตัวตนของเรา) แล้วพากเพียรทำความดี ทางกาย ทางวาจา และทางใจ ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวเรื่อยๆมา เห็นชีวิตมีความตายอยู่ทุกอิริยาบถไม่ประมาท ครั้นป่วยหนัก(ใกล้ตาย) ก็ไม่มีความวิตกกังวลว่า ตนไม่เคยได้ทำบุญหรือความดีใดๆไว้เลย ดังนั้นเมื่อใกล้ตาย จึงไม่มีความสะดุ้งตกใจ กลัวความตายแต่อย่างใด


๔. คนบางคนเป็นผู้สนใจในการศึกษาธรรม และปฏิปทาต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนามาตลอด ไม่ปล่อยความสงสัยไว้ในใจ เมื่อเจ็บไข้หนัก(ใกล้ตาย) ก็ไม่มีวิตกกังวลในใจว่า ตอนเป็นหนุ่มสาว เขาไม่ได้ปฏิบัติศึกษาธรรม ปล่อยให้มีความสงสัยอยู่จนป่านนี้ ดังนั้นพวกนี้จึงไม่สะดุ้งกลัวต่อความตายใดๆ
 



 

 

การปฏิบัติกรรมฐานอย่างง่ายๆ
ถาม การปฏิบัติกรรมฐานอย่างง่ายๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองให้ยุ่งยาก อยู่ที่ไหนก็ตาม ทำได้เสมอ มีอย่างไร

ตอบ การปฏิบัติกรรมฐานจริงๆ อันดับแรกคือพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก่อน โดยพิจารณาให้เห็นว่า โลกเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง คำว่าโลก คือร่างกายของเรานี่เอง มันไม่เที่ยง ร่างกายของเราเป็นทุกข์ ร่างกายของเราเป็นอนัตตา ตายไปในที่สุด ในเมื่อเรามีสภาพแบบนี้ คนอื่นก็มีสภาพแบบนี้เช่นเดียวกัน หลังจากนั้นก็คุมสติสัปชัญญะ ยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นอารมณ์ ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ด้วยการเอาจิตภาวนา ภาวนานี่เป็นการทรงสติสัมปชัญญะ ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ ใช้คำภาวนาว่า พุทโธ เป็นพุทธานุสสติ ลมหายใจเข้านี่เป็นตัวต้น ตัวสร้างสมาธิ หายใจเข้านึกว่า พุท หายใจออกนึกว่า โธ นี่เบื้องต้นนะ แล้วหลังจากนั้น ก็ พยายามทรงศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ตลอดไป และตั้งใจไว้ว่า ตายเมื่อไรขอไปอยู่นิพพาน โดยไม่ขอเกิดเป็น มนุษย์ เทวดา พรหม แค่นี้ เมื่อตายแล้ว อย่างต่ำสวรรค์เป็นที่ไป อย่างสูงนิพพานเป็นที่หมายได้แน่นอน 



 

มาฝึกอารมณ์จิตพระโสดาบันกันดีไหม


ความจริงพระโสดาบันไม่ใช่ของสูง เป็นของธรรมดา ที่เรียกกันว่า ชาวบ้านชั้นดี ท่านพระอริยะเบื้องสูงท่านกล่าวว่า ธรรมที่จะทำให้คนเป็นพระโสดาบัน เหมือนกับของเด็กเล่น คือเป็นของทำง่ายๆ เพียงแต่มีพรหมวิหาร ๔ ประจำใจ เราก็เป็นพระโสดาบันได้แบบสบายๆ เมื่อกล่าวโดย


สรุป พระโสดาบัน มีอารมณ์โดยย่อดังนี้


๑.มีความรู้สึกว่า ชีวิตนี้ต้องตายแน่


๒.ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า


๓.ฆราวาสมีศีล ๕ ทรงอารมณ์เป็นปกติ


ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นอารมณ์ในขณะที่ปฏิบัติ เมื่ออารมณ์ทรงตัวแล้ว อารมณ์ที่ปักหลักมั่นคงอยู่กับใจจริงๆ ก็เหลือเพียงสอง ที่ท่านเรียกว่า องค์ ก็คือ 


หนึ่ง ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้าอย่างมั่นคงจริงจัง 


สอง มีศีล ๕ บริสุทธิ์ผุดผ่องจริง


สุดท้าย ด้วยคุณบารมี ของพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆ รัตนะ ทั้งสามประการ จงดลบันดาลให้ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย จงมีแต่ความสุขสวัสดิพิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล ให้จงเจริญไปด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ มี อายุ วรรณะ สุขะพละ และปฏิภาณ ปรารถนาสิ่งใด ขอให้ได้สิ่งนั้น สมความปรารถนาจงทุกประการ ณ กาลบัดนี้ และตลอดไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน


 

(348975)  

from blog by รศ. ประยุทธ เกิดนวล
re-post by Netnapa.net 
 
 

 

Last Updated ( Sunday, 28 February 2010 02:44 )
 
การเป็นตัวของตัวเอง (อยู่กับตัวเองเป็นอย่างไร, อยู่กับคนอื่นก็เป็นอย่างนั้นแหละ) PDF Print E-mail
Rin's Article
Written by Netnapa   
Friday, 26 February 2010 21:42

เมื่อสิ่งแวดล้อมก็งามดี มีแต่ตัวเราที่น่าเกลียด 

..... 

 

บางครั้ง เมื่อเราอยู่กับคนแปลกหน้า

หรือท่ามกลางคนมากมายในสังคม

เราอยากเป็นคนดี เราอยากเป็นคนที่ทำให้แผ่นดินสูงขึ้น

แต่เราก็วางตัวไม่ถูก เราล้นออกมาในความเป็นเราเอง

ควบคุมตัวเองไม่ได้

การกระทำ คำพูด ความคิด

ดูน่ารำคาญ

การแสดงออกของเราดูไม่สมบูรณ์

คำพูดของเราเลอะเทอะ ร่ำไร และไม่ได้เรื่อง

...

ทำตัวไม่ถูก

อยากทำดี แต่อึดอัด

อยากเป็นคนดี แต่ทำไม่ได้

ไต่ไปไม่ถึง

บางครั้งก็มีกำลังพอ (ทำได้)

บางทีก็ท้อถอย

อยากใส่เกียร์ "เป็นตัวของตัวเอง" เต็มที่

เลวให้ถึงใจ เพราะทำได้ง่ายกว่า

ไม่แคร์ใคร ไม่สนใจ

อยากทำอะไรก็ทำ

ทั้งที่หนักหัวตัวเอง และหนักหัวคนอื่น

ใจหนึ่งก็เกรงใจ อีกใจหนึ่งก็กลัวเกรง

อ้ำๆ อึ้งๆ

สงสัยกับคำว่า "เป็นตัวของตัวเอง" แต่มันเท่ากับคำว่า คนเลว

กับการไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่มันเท่ากับคำว่า คนดี

เราเสแสร้งแกล้งเป็นคนดีกันเช่นนั้นหรือ 

กับการที่เรายังไม่ใช่คนดี แต่เราแกล้งทำดี มันคือความเลวอันหนึ่งใช่ไหม 

....

 

 

 

 

 

อยากจะรู้ว่าทำไม เธอไม่เคยจะพอใจ

ไม่แคร์กับสิ่งที่ฉันทำไปทุกอย่าง... 

 

ฉันคิด

ฉันคำนึง

ฉันใคร่ครวญถึงมันอย่างอ่อนล้า

 

 

ที่สุดก็พบว่า

เมื่ออยู่กับตัวเอง ฉันเป็นคนเช่นไร

ฉันก็จะเป็นคนเช่นนั้นแหละ กับการอยู่กับผู้อื่น

นั่นหมายถึงว่า

เมื่อฉันอยู่กับตัวเอง ฉันทำสิ่งๆ ต่างเพราะรู้จักตัวเอง เข้าใจการกระทำของตัวเอง

เมื่ออยู่กับคนอื่น ฉันก็จะเป็นอย่างที่ฉันเป็น โดยเชื่อในพื้นฐานที่หวังว่าเขาคงพอจะเข้าใจในความเป็นเรา

หรือหากว่า จะมีคนไม่เข้าใจ

เราก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไป

เราอยู่กับคนอื่น แต่ก็ให้เหมือนเราอยู่กับตัวเอง

คือหวังใจว่า คนอื่น = ตัวเราเอง 

เพราะหากเราไม่คิดหวังเช่นนี้ เราไม่สามารถเป็นคนดีในแบบของเราได้ 

 

 

 

ความหวัง...​ของฉันเหมือนไฟที่ใกล้ดับ

ถอดแล้วทั้งหัวใจ...

 

 

 

จบไปด้วยเพลงนี้ ชอบฟังเพลงนี้วันนี้ 

 

 

 

 

 

text by Netnapa Janeckova 

(348597)







Last Updated ( Friday, 26 February 2010 22:42 )
 
เรื่องที่ไม่อยากเล่า (ก็กลับเล่า) เรื่องที่ควรเล่า (ก็กลับลืม) / เดินไปใต้ฟ้ายุโรป.... เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา PDF Print E-mail
Rin's Article
Written by Netnapa   
Tuesday, 23 February 2010 17:46

 

~For My Reader~
 

 

บทนำ 

เริ่มต้นเดินทาง ยากเสมอ

เขียนหนังสือ ยากที่ย่อหน้าแรก 



คุณเป็นนักอ่าน
คิดว่าตัวเองคือคนอยู่ข้่างหลัง
หากรู้ไม่ว่า คุณไม่ใช่คนหน้าตัวหนังสือ
แต่เป็นคนที่อยู่ในใจของคนเขียน
คือแรงบันดาลใจ
เป็นพลังให้อยากเล่า
และที่มาของตัวอักษร
ความจริงก็คือ...
คนอ่านคือ "คนรัก" ของคนเขียน

.... 

 

ประโยคเริ่มต้นง่ายๆ ของหนังสือท่องเที่ยวก็คือ "ชีวิตคือการเดินทาง" (คล้ายๆ กับเมื่อจะพูดเรื่องบ้านก็เริ่มต้นด้วยบ้านคือวิมานของเรา), อะไรมันจะง่ายอย่างนั้น  ใช่ ชีวิตคือการเดินทาง แต่การเขียนหนังสือก็น่าจะมีมากกว่าหนึ่งหนทาง...แต่ไม่ว่าจะยังไง ก็ถือได้ว่าฉันขึ้นต้นย่อหน้าแรกของหนังสือได้เรียบร้อยแล้ว

อะไรก็ตาม การเริ่มต้นนี่ล่ะยากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเดินทางก้าวแรก เขียนหนังสือย่อหน้าแรก มีแฟนคนแรก เข้าโรงเรียนครั้งแรก หรือแม้แต่โกหกครั้งแรก  เมื่อเริ่มต้นเขียนหนังสือย่อหน้าแรกได้แล้ว ฉันก็จะขอจบย่อหน้าที่สองด้วยการบอกว่า สาเหตุที่ฉันต้องเขียนหนังสือเดินทางเล่มนี้ก็เพราะว่าการเดินทางไม่ใช่ชีวิต,ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต, หากมันคือส่วนหนึ่งของชีวิต  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นส่วนสำคัญมากหรือสำคัญน้อย แต่มันก็มีเรื่องเล่าในแบบของมัน จากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดจบ มีองค์ประกอบครบให้เราอ้างอิงถึง เป็นต้นว่า วิธีการไป การจัดกระเป๋า การเลือกเพื่อนร่วมทาง หัวข้อที่จะคุยระหว่างเบื่อๆ วิวข้างนอกสวยแค่ไหน ซื้ออะไรไปฝากเพื่อน จะกินอย่างไร เข้าเมืองตาหลิ่วอย่างไร และเรื่องอะไรที่เรารับไม่ได้ระหว่างเดินทาง 

 

เราอาจเดินทางไปในรอยทางเดียวกันบนรองเท้าคนละคู่ สายตาคนละแบบ และคนละช่วงเวลา แต่ทว่า ความรู้สึกและความทรงจำเราอาจเหมือนกันก็ได้ นั่นไม่ใช่ปัญหา มาฟังฉันเล่าเถอะ ฉันจะเล่าในแบบของฉัน และเธอฟังในแบบของเธอ 


คุณอาจไม่อยากอ่านเล่มนี้ด้วยข้ออ้างได้มากมาย เช่นว่า คงไม่มีโอกาสเดินทางไปในเส้นทางสายเดียวกัน หรือว่าไม่รู้จักคนเล่าดีพอ ก็จริงนะ แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องไปที่เดียวกับฉัน เราไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน แต่สาเหตุที่คุณควรจะอ่าน ก็เหมือนกับที่มีผู้ชายคนหนึ่ง คุกเข่าขอร้องให้คุณแต่งงานด้วย ทั้งที่มันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต ควรจะคิดให้นานๆ  แต่หากไม่จำเป็นจริงๆ ณ วินาทีตรงหน้านั้น (พร้อมประกายของเพชร) คุณก็คงจะไม่ปฏิเสธเขาใช่ไหม

การที่ฉันขอให้คุณอ่านเรื่องนี้ก็เหมือนกัน .. โดยไม่จำเป็นต้องคุกเข่า แต่ฉันเขียนทั้งหมดด้วยหัวใจ จากทุกรอยเท้าที่ย่ำไปในยุโรป เวลาทุกนาที สมบัติพัสถาน และการคิดถึงบ้านเมื่อจากมาไกลๆ ทั้งหมดนี้เป็นเดิมพันวางไว้ตรงหน้า เพื่อให้คุณหันมามอง

 

รู้ไหม เรื่องอกหักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งในโลก คือ การที่นักเขียนอกหักจากคนอ่าน คือการที่คนอ่านหักอกคนเขียน

 

รู้ไหมว่า การยื่นมือรับแหวน อาจจะไม่ต่างจากการหยิบหนังสือเล่มหนึ่ง 

 

สัญญาหน้าร้านหนังสือที่ชั้นวางแผง ว่าถ้าฉันเขียน คุณจะอ่าน (ในวันที่คุณบ่นว่าหาหนังสือทีี่อยากอ่านไม่เจอ) คุณเคยสั่งการณ์ในสายลมให้ใครสักคนออกไปจากบ้าน แล้วกลับมาพร้อมกับเรื่องสนุกๆ ที่วางไว้บนชั้นหนังสือในร้านหนังสือใกล้บ้าน แล้วคุณบอกว่าถ้ามีใครทำแบบนั้น คุณเอามันกลับบ้านไปด้วย

... คือคุณใช่ไหมล่ะ!?

 

 

 

รู้ไหม เมื่อหมั้นหมายกับใคร  

เราควรจะแต่งงานกับคนๆ นั้น. 

 

 

 

 

 บทที่ สอง

หนังสือ คือ แหวนหมั้น

และฉันอยากแต่งงานกับคุณ 

 

 

อาจมีคนบอกรักด้วยหนังสือ

แต่มีใครขอแต่งงานด้วยหนังสือ?

 

 

เริ่มต้นย่อหน้าแรกของบทแรกว่ายากแล้ว การเริ่มต้นย่อหน้าแรกของบทที่สอง ก็ใช่ว่าจะง่าย การเริ่มต้นทุกสเต็ปไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นนำให้เราเข้ารกหรือเข้าพง แบบที่ฉันกำลังทำนี่แหละ

 

ก่อนที่จะพงให้มากกว่านี้ เรามาเข้าเรื่องกันก่อน (เป็นการเชื่อมประเด็นที่เชยเสียจริง) เรื่องที่ว่าก็คือว่า ระหว่างการเขียนหนังสือ การเดินทาง และความรัก คุณรู้ไหม มีอะไรที่เหมือนกัน

 

"อ่อนหวานเหมือนความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก"  นั่นคือสิ่งที่ทั้งสามอย่างเหมือนกัน การเขียนหนังสือคือความอ่อนหวานแบบความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก เพราะเมื่อความคิดเลื่อนไหล และพรั่งพรูออกมาเป็นตัวอักษร มันสวยงามเหมือนประกายความคิด เหมือนประกายของฝนดาวตกที่เป็นโมเมนต์แห่งความสุขที่น่าจดจำ

 

การเดินทาง อ่อนหวานเหมือนความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก เพราะ ณ จุดที่รอยเท้ากับหัวใจเราบรรจบกัน เราไม่เคยลืมภาพความทรงจำนั้นได้เลย 

 

ความรักอ่อนหวานเหมือนความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก  เพราะเมื่อใดที่ความรักหล่นจากหัวใจ เรารับรู้ได้ว่าโลกทั้งโลกสั่นกระเทือน วูบไหว และอ่อนหวานทั้งยามเจ็บและยามสุขจากความรัก

 

ทำไมเมื่อเดินทาง เราจึงต้องทั้งมีความรัก และต้องเขียนหนังสือ?

 

ฉันอยากให้คุณย้อนไปอ่านชื่อเรื่องของบทนี้ค่ะ 

 

 

 

หนังสือไม่ยืนยง

เส้นทางไม่ยาวนาน

ความรักอาจเปลี่ยนแปลง

ไม่มีอะไรถาวร

เมื่อทุกอย่างเป็นอนิจจัง

เราควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่ยั่งยืนให้ได้

ใช้ความเปลี่ยนแปลงให้เป็นประโยชน์

อยู่กับโมงยามนั้นก่อนจะสิ้นสูญ

รู้จักการซึมซาบ และดื่มด่ำให้เป็น

ก่อนจะดับหายไปตามกาลเวลา

 

 

 

บทที่สาม

บทคัดย่อ

 

 

 

ฉันอยู่ยุโรปมาแล้วห้าปี ฉันแต่งงานที่นี่ ประเทศที่ไปบ่อยคือ เช็ค ออสเตรีย เยอรมัน ฝรั่งเศส และบางเมืองในเบลเยี่ยมกับอิตาลี ฉันจะเล่าเรื่องพวกนี้ให้คุณฟังในแแบบเห็นภาพ ซึ่งหมายความว่า มีภาพเยอะๆ เต็มหน้า และมีคำบรรยายใต้ภาพ หมดยุคของการเล่าด้วยตัวหนังสือแล้วใช่ไหม เมื่อภาพหนึ่งภาพให้ความหมายมากกกว่าคำล้านคำ และเราเพราะมีกล้องดิจิตอล

 

พูดถึงประเทศเช็ค มันเป็นประเทศที่สวยงาม พูดถึงประเทศออสเตรีย มันเป็นประเทศที่สวยงาม พูดถึงประเทศเยอรมัน มันเป็นประเทศที่สวยงาม พูดถึงฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยี่ยม มันเป็นประเทศที่สวยงาม ใช่ อะไรๆ มันก็สวยงามทั้งนั้นแหละ แต่สวยงามแบบไหนล่ะ นี่แหละคือปัญหา

 

หน้าที่ของบทคัดย่อ คือ การสรุปที่มาของปัญหา และให้คำตอบแบบสั้น  คำตอบนั้นก็คือว่า เช็คสวยเพราะเป็นเมืองเก่าทั้งเมือง คลาสสิคแบบโรแมนติก แต่มีอารมณ์แบบซึ้งเศร้า, ออสเตรียสวยแบบธรรมชาติ ภูเขาตระหง่านตา และเมืองเก่าที่ซ่อนอยู่ในความเป็นเมืองใหญ่ที่เจริญ ท้าทายให้ค้นหาการผสมผสานอย่างลงตัวนั้น, เยอรมัน ก็คล้ายๆ กับออสเตรียนั่นแหละ จะแยกถูกได้ต้องอ่านในรายละเอียด และส่วนฮังการี ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม จะยังไม่กล่าวในเล่มนี้  

 

สิบห้าเมืองในสามประเทศ เยอรมัน เช็ค และออสเตรีย เป็นเมืองไฮไลต์ของทั้งสามประเทศที่จะเล่า  และนี่ล่ะคือปัญหา

 

ปัญหาเกิดขึ้นแก่บทคัดย่อ เพราะอ่านแล้วต้องอยากไปแน่ๆ  และต้องการแสวงหาวิธีการไปให้ได้ ซึ่งในบทสรุปสุดท้าย ฉันก็ได้ทำการวิจัย และพรรรณาหาคำตอบให้แล้วค่ะ  

 

 

 

 มากมายเรื่องเล่าที่เจอ

ร้อยเมืองในโลกที่ผ่าน

อาจมีบางอย่างที่ข้ามไปไม่ได้เล่า

ทั้งที่บางเรื่องก็อยากเล่า

ทั้งที่บางเรื่องที่ควรเล่า ก็กลับลืม

ไม่มีอะไรประมาณได้แน่นอน

เรื่องเล่าของเรา ณ เวลาต่างๆ 

เหตุการณ์เดียวกัน ให้เล่ากี่ครั้งก็ไม่ซ้ำแบบ

ดังนั้น เราจึงควรอยู่กับปัจจุบัน

และทำหน้าที่ตรงหน้าก็พอ

ฟังเท่าที่ได้ยิน

เขียนเท่าที่จินตนาการออก

ปัจจุบันเท่่านั้นเรามีอยู่ 

 

 

 

ภาพพระอาจารย์  ว. วชิรเมธี  ณ กรุงปราก ฉันถ่าย

หลังจากท่านสอนฉันว่า เขียนหนังสือไม่ต้องบิวด์

ไม่มีบิวล์อารมณ์ เขียนเลยทันที ณ อารมณ์นั้นๆ

เสร็จแล้วเสร็จเลย อย่าลังเล 

 

 

 

 

 

(347163


Last Updated ( Tuesday, 23 February 2010 22:58 )
 
ตลาดนัด ในออสเตรีย PDF Print E-mail
Info
Written by Netnapa   
Monday, 22 February 2010 23:38

Austria's Most Popular Markets

Farmers’ market, flea market or potters’ market: markets are a feast for all senses, a celebration of colors, scents and voices.

Flea market in Vienna
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
VIENNA

Naschmarkt
The long esplanade covering the course of the Wien river already served as market place for dairy products as early as the 18th century. Naschmarkt, located between Kettenbrückengasse and Karlsplatz, is a premier open-air fruit and vegetable market that should be on everyone's itinerary. Naschmarkt is an ethnic melting pot full of vibrant life and exotic scents. With endless rows of stalls selling fruit, vegetables, seafood, spices, homemade pasta, pickles of all kinds, cheeses, breadsthis superb market can satisfy the most demanding culinary requirements. Interspersed are small bistros, as diverse and multi-cultural as the stalls and the market itself. From Asian to trendy, likeVienna’s hippest places to be Deli and do-an. 

Naschmarkt is open Monday to Friday from 6am to 6.30pm and Saturday from 6am to 5pm. Mornings are the best time to absorb the markets sights and flavors. The majority of the bars, bistros etc. is open until 10pm, some even later. 

Brunnenmarkt
As said before, Naschmarkt is a must for every visitor to Vienna. If you wish to explore the city off the tourist paths then Brunnenmarkt in Wien-Ottakring is a great place to experience multicultural Vienna. Brunnenmarkt, located between Thaliastrasse and Ottakringer Strasse, is best described as an oriental bazaar. A great number of vendors sell all varieties of goods to Vienna’s immigrant community – particularly its large Turkish population. The market dates back to 1786 when Emperor Joseph II. had consented to a marketplace around the fountain (“Brunnen”). In 1880 the fountain had to make way for a horse-drawn train, the market and the name remained though. Brunnenmarkt is one of Vienna’s last street markets which means that all stalls are taken down in the evening and put up again the next morning. A good time to visit is late in the afternoon when the vendors want to get rid of their goods. If you are hungry then you will find plenty of snack stands and inns selling all kinds of ethnic food. 
The market is open Friday 6am to 7.30pm and Saturday 6am to 5pm; the bistros are open Monday to Saturday from 6am to 10pm. 

Viktor-Adler-Markt
An especially authentic market in Wien Favoriten is the 125-year old Viktor-Adler-Markt offering a great variety of culinary delights including fruits and vegetables, selected wines, first-class oitake the time then there are plenty of things to see, explore and discover here.ls, all kinds of delis as well as local, Turkish, Greek and Indian specialties. Rows upon rows of stalls create veritable lanes and alleyways, and if you  In the summer this market is a pleasant place to stroll around as the stalls are protected from the sun by parasols and awnings. 
Opening hours: Monday to Friday, 6am to 7.30pm, Saturday 6am to 5pm and every fist Saturday per month from 6am to 6pm; inns and bistros are open Monday to Saturday 6am to 10pm. 


SALZBURG

Schrannenmarkt
Schrannenmarkt in Salzburg, opposite Schloss Mirabell, is Austria’s third largest street market besides Naschmarkt and Brunnenmarkt in Vienna. On sale are flowers, leatherwear, health foods andfoodstuffs in general including everything from eel to plums. The majority of the meat and dairy products are produced by the vendors themselves – which you can taste! There are also plenty of snack stalls selling everything from fried chicken to crullers.
Schrannenmarkt was first held in 1906; its name can has Italian roots: scranna means bench, “Schrannen” were stands for meat and bread, but also warehouses. Schrannenmarkt is open on Thursdays from 5am to 1pm. Is Thursday a bank holiday or the 24th or 31st of December, the market is held on Wednesday. 

Kapitelmarkt
Kapitelmarkt is located at the foot of Festung Hohensalzburg and a tourist draw not least thanks to its location. Situated between the Cathedral Arcades and the old St. Peter churchyard, this market sellssouvenirs of all kinds, gifts, and tasty tidbits. The Market is open 7am to 10pm from 1 February to 10 November. 

Hamburg Fish Market in Salzburg
Why go far when you can find all the great things here? Once a year Südtirolerplatz in front of the Salzburg train station provides the backdrop for a typical fish market from Hamburg. Lovers of sea food will find themselves amply catered for with salmon, scampi, rock lobster and other specialties which you can either eat at the market or prepare at home. There is also live music and entertainment at the market which takes place from the end of May to the beginning of July.


TIROL

Potters’ Market in Hall
The medieval town of Hall in Tirol will again stage Tirol’s largest Potters’ Market featuring pottery from Austria and its neighboring countries. Children can learn how a clump of clay is turned into a nice vase for mum and practice their newly acquired skills. Master potters will demonstrate step by step how their objects and artworks are being created. 
The Potters’ Market is held on 15 and 16 September 2007 at Oberer Stadtplatz in Hall. 

Flea Market in Innsbruck
From Tirol’s largest Potters’ Market to Tirol’s largest Flea Market. Where? In Innsbruck, of course! Every Saturday a multitude of vendors, browsers and buyers meet up at the beautiful Alter Hafen. In case of rain the Flea Market is held indoors. To ensure that the market retains its old-day swap meet charm no more than one fifth of the vendors may be commercial exhibitors. Sellers from Asia, Africa and Europe lend the market a colorful and international flair. 
The Flea Market is open every Saturday from 7am to 2pm and every first Sunday a month from 9am to 4pm. 


LINZ

Flea Market on the Linz Hauptplatz
Every Saturday Hauptplatz in Linz is turned into marketplace where all kinds of odds and ends are sold from one-armed dolls to glittering chandeliers. Between November and February the flea market is held in front of the Neues Rathaus. 
Linz Hauptplatz: 1 March to 9 November 
Neues Rathauses: 10 November to end of February
Every Saturday from 7am to 2pm. 


CARINTHIA

Ursulamarkt
Ursulamarkt has a 700-year old tradition. The market at the Klagenfurt Trade Fair area attracts some 330 vendors selling goods like pottery and wooden toys. For kids there is a petting zoo and there are stalls selling fried sausages, roast chestnuts, mulled wine and the like. 
Ursulamarkt is always held in October, around the feast day of St. Ursula on 21 October. 

Ceramics and Pottery Market in Villach
Another traditional market, although more because of its handicrafts then its age: since 1988 Villach has been playing host to the meanwhile quite famous Alpen-Adria Keramikmarkt . Every year some 80 potters from across Europe meet up here to present and sell their objects including home and garden items, decorative pottery, home accessories, ceramic pottery, decoration, assorted pottery, jewelry and much more. The market is complemented by an exhibition on international ceramics art. 
This year the Villach Keramikmarkt is held from Thursday, 24 May, to Saturday, 26 May 2007. 

St. Veiter Wiesenmarkt
St. Veiter Wiesenmarkt in Sankt Veit an der Glan is Carinthia’s largest traditional funfair. For almost 650 years now the event has been held every last Saturday in September. Wiesenmarkt traditionally starts with a colorful parade through town in which all culture and heritage clubs of Sankt Veit participate. After the “messengers” has read out the market rules the 10-day festival finally starts. The market has lost some of its traditional character as the amusement park and party marquees have grown in size. Wiesenmarkt nonetheless still features large agricultural shows, animal markets, flea markets and antiquity markets. The spectacle attracts some 500,000 visitors from Carinthia and neighboring Italy and Slovenia. 

GRAZ

Farmers’ Market at Kaiser-Josef-Platz
In Mediterranean-style Graz you always feel a little bit closer to the South. This feeling is especially strong on Kaiser-Josef Markt, a small and friendly farmers’ market where you can buy healthy and locally produced food such as meat, cheese, fruit and vegetables. Not to be missed is the culinary specialty of Styria: the highly esteemed “Kürbiskernöl” (pumpkinseed oil) which is made by pressing the roasted seeds of pumpkins. 
Open Monday to Saturday from 6am to 1pm. 

Farmer’s Market on Lendplatz
Local growers and producers come to the Farmers’ Market on Lendplatz to sell their fresh produce. In the summer a pleasant way of spending one’s afternoon is to sit in one of the shady beer gardens (e.g. at Gasthaus Lendplatzl) and watch the vibrant life and colorful goings-on of the market. Lendplatz has always been a popular meeting place for the Graz suburbanites who come for the market just as much as for the quaint inns. 
The market is open Monday to Saturday from 6am to 1pm. 

Grazer Fetzenmärkte
In Styria flea markets are called “Fetzenmarkt” (= rag market). It’s quite obvious where the name comes from but it would be wrong to believe that all you get is junk and old rags. Quite the contrary is true actually: old watches, china, small antiquities, lamps, antiquarian books and old picture postcards set collector’s hearts at flutter. Markets have been held here since 1749, the year Empress Maria Theresia granted the right to set them up, and meanwhile the largest flea markets have turned into veritable town fairs. And since neither browsing nor shopping are fun with an empty belly, breakfast is available form 5am. Later on food stalls open up selling roast pork, sausages, fried chicken and Kebab. Fetzenmärkte are always held at the Grazer Messe, Fröhlichgasse parking lot. 
• Mittfastenmarkt: Fri, 16 March, and Sat, 17 March, 5am to 6pm. 
• Portiunkulamarkt: Fri, 13 July, and Sat, 14 July, 5am to 6pm.
• Aegydimarkt: Fri, 31 August, and Sat, 1 September, 5am to 6pm.
• Andrämarkt: Fri, 30 November, and Sat, 1 December, 5am to 6pm.
 
ข้อมูลจาก http://www.austria.info/uk/practical-information/austria-s-most-popular-markets-1141124.html 
Last Updated ( Monday, 22 February 2010 23:38 )
 
ไม่ฝืนธรรมชาติของตนเอง PDF Print E-mail
Rin's Article
Written by Netnapa   
Saturday, 28 November 2009 07:37

ได้ยินบ่อยๆ ที่เขาบอกว่า "คนเข้าวัดนี่ล่ะน่ากลัว ตัวแสบเลย" ฉันพยายามคิดหาคำตอบกับสิ่งนี้ว่าทำไม เพราะหลายๆ ครั้ง  มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ สองสามวันก่อน ฉันได้คำตอบนั้นกับตัวเองคือ สาเหตุที่คนเข้าวัดน่ากลัว ไม่น่าไว้วางใจ เพราะเขาเข้าวัด ได้รับการถ่ายทอดหลักธรรม มีความเข้าใจอยากทำดี ประกาศตนว่าอยากทำดี แต่ความอยากและความสามารถนั้นคนละเรื่องกัน... เมื่ออยาก แต่ทำไม่ได้ หากได้พูดพร่ำออกไปแล้ว ทำไม่ได้ ทุกข์ โลภ โกรธ เข้าครอบงำแล้ว ก็เลว ก็ชั่วเหมือนคนอื่น เวลาดีมันก็ดีอยู่หรอก ดูอยู่ในศีลในธรรม แต่เวลารัก โลภ โกรธ หลง เข้าครอบงำ มันก็ชั่วเหมือนทุกคน
 
นี่แหละที่ทำให้คนไม่เข้าวัด ที่เลวๆ ชั่วๆ พูดเลวๆ ชั่วๆ แต่ก็ดูตรงกับความเป็นจริง คิดว่า คนเข้าวัดนี่มันอันตราย
 
มันอันตรายว่ามันคิดได้ พูดได้ แต่ทำไม่ได้นี่แหละ ... แต่ถ้ามองว่า อยากน้อยเขาก็คิด ก็พูด และก็ทำไม่ได้เหมือนเราๆ (ฮา) เป็นธรรมดา 
 
ก็ขอให้มองว่า คนเข้าวัดนี่ ไม่ใช่คนบรรลุ เพียงแต่เป็นคนธรรมดาที่อยากฝึกตนให้ดี แต่เขาก็ยังดีไม่พอ บางครั้งการพูดจาเหมือนมือถือสาก ปากถือศีล ก็เพราะว่ายังทำไม่ได้...​ก็ให้ถือว่าเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมสุข เหมือนๆ กันหมดในโลกนี้
 
....
 
ห้องสมุดวัดบวร 
 
ห้องสมุดมหามกุฎ 
 
 
 
พานักเขียนของสำนักพิมพ์ฉัน ไปออกทีวี เล่าเรื่องในหนังสือ
"พาท่องโลกทิพย์" โดย เกียรติ โสภณ
 
 
 
พิธีกร คือ พี่เมย์
 
ไปดูมวยที่เวทีมวยบ้านกลาง ปทุมธานี 
 
 
 
ช่วงนี้ ใกล้สิ้นปีแล้ว ฉันอยู่เมืองไทย มีกิจกรรมให้ทำตลอดทุกวัน กลับถึงบ้านดึกดื่นทุกวัน กิจกรรมนั้นก็หลากหลาย ทั้งกิจกรรมด้านการงาน ด้านเพื่อนฝูง ด้านความต้องการส่วนตัว รู้สึกว่าเวลาที่เราใช้นี่คุ้มค่าเหลือเกิน
 
กลับถึงบ้าน ก่อนนอน ก็อ่านหนังสือได้ดี เดือนนี้น่าจะอ่านเป็นร้อยเล่มแล้ว เดี๋ยวนี้อ่านหนังสือเร็ว คืนหนึ่งๆ อ่านได้จบหกเล่ม อ่านได้จบสิบเล่มก็มี เพราะว่าเดี๋ยวนี้อ่านแบบจับประเด็น ไม่อ่านทุกคำ แต่อ่านประเด็นที่เราสนใจ สแกนอ่านทุกหน้าจนครบ ก็ถือว่าได้ความรู้ ได้ความบันเทิง ได้สนองความอยากรู้
 
แล้วความรู้ มันก็ประมวลในหัว กลายเป็นแนวคิดบางอย่างที่เกิดขึ้นกับการใช้ชีวิต
 
สิ่งที่ฉันอ่านช่วงนี้คือ ประวัติสังฆราชกรุงรัตนโกสินทร์ บันทึกพงศาวดาร จดหมายสมเด็จของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ วรรณกรรมเก่าของสุนทรภู่ หนังสือของหลวงวิจิตรวาทการ ปิ่น มุทุกันต์ ความรู้เรื่องพุทธมหายาน ศาลเจ้าจีน เทพเจ้าจีน ศิลปะจีนยุคต่างๆ วัฒนธรรมแบบเซน ฯลฯ อ่านได้เยอะมากช่วงนี้
 
แล้วก็เข้าห้องสมุดวัดบวรเกือบทุกวัน ๆ ละ สองสามชั่วโมง ก็ได้รู้สึกเสียดายว่า ทุกวันนี้คนเรา พากันสร้างอุโบสถ ซึ่งมันก็ดีอยู่หรอกในคอนเซ็ปต์ของการสร้างอุโบสถ แต่มันเยอะเกินไป หลายๆ อุโบสถเป็นแต่เพียงอุโบสถอันว่างเปล่า ไม่มีคนปฏิบัติ เป็นอุโบสถที่พูดไม่ได้ ให้ความรู้ ให้สติปัญญาไม่ได้
 
แต่พอได้ไปเห็นห้องสมุดของวัดต่างๆ เล็กเหลือเกิน คับแคบ และหนังสือเก่า ไม่มีพื้นที่เก็บ ทิ้งระเกะระกะ เอาหนังสือใหม่ที่บางเล่มก็แย่ ไม่มีประโยชน์เข้ามาแทน ทุกวันนี้เห็นผ้าป่าห้องสมุดวัด ไม่มี ... แล้วอย่างนี้ เยาวชน หรือคน จะไปเอาปัญญา เอาความรู้ด้วยตัวเองจากที่ไหน ต้องรอให้พระเทศน์ ต้องรอให้คนอื่นบอกสิ่งที่เขาต้องการบอก ไอ้ความสนใจของตัวเอง การค้นคว้า คิดเอง ตอบเอง ของเรา มันจะไม่มี ถ้าไม่รู้จักค้นคว้าหาคำตอบเอง มันหาไม่ได้
 
ไม่ได้จะบ่นหรอกนะ แค่อยากจารึกแนวคิดนี้ไว้ในกูเกิ้ล เผื่อจะเจอคนที่คิดเหมือนกัน แล้ววันหลังได้ช่วยหารือกันบ้าง 
 
.....
 
ได้บอกเอาไว้ว่า ช่วงนี้จากการอ่าน ก็ได้สังเคราะห์ค้นพบการใช้ชีวิตแบบใหม่
 
ก็อยากจะประกาศ เล่าไว้ ณ ที่นี้ เพราะดีใจว่า เดี๋ยวนี้เวบฉันมีคนเข้าวันละหลายร้อยคน ถ้าเอาสิ่งที่มีประโยชน์กับการใช้ชีวิต และความคิด มาเล่าสู่กันฟังบ้าง ก็อาจจะดีนะ เพราะว่าเรามีคนคอยอ่าน คอยฟังเรา โดยที่เราไม่ต้องไปตะโกนที่ไหน ...
 
ก็ดีใจที่ได้มีช่องเล่า ช่องแสดงออกของตัวเอง หลังจากเขียนคนเดียว อ่านคนเดียวมาตั้งหลายปี วันหนึ่ง สิ่งเล็กๆ ที่เราสร้างทีละขั้นๆ มันก็กลายเป็นกลุ่มก้อนที่จับต้องได้ เราไม่ต้องไปง้อใคร เพราะเรามีพื้นที่ของเราเอง
 
ก็อยากจะบอกว่า ได้ค้นพบว่า
 
การใช้ชีวิตของคนเรา... "จงอย่าฝืนธรรมชาติของตัวเอง"
 
ไม่ฝืนธรรมชาติของตัวเอง ตัวเราเป็นคนอย่างไร พยายามอย่าฝืน อยู่กับมัน ยอมรับมัน แม้มันจะดี จะชั่ว ก็อย่าปฏิเสธ
 
เพราะว่าคนเรามีพลังสองอย่างในตัว ทั้งบวกและลบ มีบวกอยู่ในบางด้าน มีลบอยู่ในบางด้าน มันเป็นสมดุลในกันและกัน ไม่มีใครดีไปทุกด้าน และชั่วไปทุกด้าน
 
ด้านบวก เมื่อไหร่แสดงผล เราก็โอเค อยู่ได้ มีความสุข ไม่มีแรงต้าน เราพอใจที่ด้านบวกของเราแสดงตัวออกมา
 
แต่เมื่อไหร่ ด้านลบของเราแสดงผล ถามว่าเราฝืนได้ไหม เราฝืนไม่ได้ เพราะคล้ายๆ มันมีพลังบางอย่างที่ต้องแสดงตัวออกมา เมื่อได้แสดงตัวออกมา ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง มันก็จะหมดลง แล้วด้านบวกของเราก็จะแสดงผลเข้ามาแทน
 
สลับกันไปอย่างนี้ เหมือนกลางวันกับกลางคืน มันต้องมีช่วงเวลาผลัดกันแสดงตัว ผลัดกันพักผ่อน เป็นวัฏจักร
 
การที่เราจะฝืนให้พระอาทิตย์ขึ้นตลอดเวลา เหมือนกับพยายามอยู่และยอมรับแต่พลังบวกของตัวเอง เหมือนเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติ เมื่อไหร่ที่พระอาทิตย์ขึ้นตลอดเวลา เราไม่ได้พักผ่อนนอนหลับ ได้ทำสิ่งต่างๆ มากมาย ก็จริงอยู่ แต่ร่างกายและจิตใจ ย่อมเสื่อทรามลงในระยะเวลาอันสั้น เพราะขาดความสมดุล
 
พลังดี พลังชั่ว ขั้วบวก ขั้วลบ ในตัวเราก็เหมือนกัน
 
.... 
 
คำว่าทุกข์ในใจก็คือ คล้ายๆ กับว่าพลังด้านลบในใจเรามันต้องการแสดงตัว เพื่อให้ด้านบวกของเราได้พักผ่อน ปัญหาคือในช่วงที่ด้านลบเราแสดง ความอยากดีของเรา เราก็พยายามฝืน ควบคุมเขา ปรับเปลี่ยนเขา อาจเรียกได้ว่าฝืนธรรมชาติ ฝืนตัวเองนั้นแหละ จนมันกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า แรงต้าน ความขัดแย้ง การต่อสู้ด้านใน ฯลฯ นี่แหละที่ทำให้เราทุกข์ สับสน เหนื่อยกับการควบคุมตัวเองตลอดเวลา
 
บางคนจะถามว่า อ๊าว แล้วถ้าเราไม่ควบคุมเวลาพลังลบ ส่วนชั่วในตัวเราแสดงออก อย่างนี้เราก็ทำชั่วได้มากมายหลายประการสิ ถ้าเราไม่ "ข่มใจ"​  ไปตามใจเวลาใจมีรัก โลภ โกรธ หลง ฯลฯ อย่างนี้เราชั่วตายเลย
 
ตอบว่าเมื่อมีรัก โลภ โกรธ หลง ด้านลบที่อาจส่งผลให้คุณทำสิ่งชั่ว เรียกง่ายๆ ยกเกณฑ์เรื่องศีลห้ามาเป็นพื้นว่า ทำให้คุณทำชั่วละเมิดศีลห้า อันนี้... คุณต้องข่มใจสู้กับความชั่ว เป็น "การข่มการกระทำ"​ ไม่ให้เกิดการกระทำขึ้น จนถึงขั้นเรียกว่าทำชั่วได้สำเร็จ แต่คุณฝืนความคิดคุณไม่ได้หรอก เมื่อคุณคิดชั่ว ทำรัก โลภ โกรธ หลง เมื่อคุณคิดฝืนตรงนี้... ภายในคุณจะขัดแย้ง ฝืนธรรมชาติ คุณจะเหนื่อย ผิดหวังในตัวเอง แล้วก็จะกลายเป็นทุกข์ เป็นความล้าสะสม สุดท้ายก็ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ผิดหวังกับตัวเอง กลายเป็นเห็นตัวเองเลว เห็นแค่ความเลวของตัวเอง 
 
ดังนั้น เมื่อคิดชั่ว จงตามความคิดนั้น ไม่ต้องดับ ไม่ต้องกำจัด แต่ให้ "ตามรู้"​ และ "ตะหนัก" ว่า อ๋อ ตอนนี้เรากำลังคิดชั่วนะ เรากำลังรักนะ เรากำลังโลภนะ เรากำลังโกรธนะ เรากำลังเกลียดนะ ฯลฯ
 
เมื่อเรารู้ ก็คือเรามีสติ ตามมันทัน เรารู้จิตของเราแล้วว่ามันอยากจะชั่ว มันคิดชั่ว เราฝืนไม่ได้ แต่เรารู้ตัวเราได้
 
"ความรู้" นี่แหละที่จะทำงาน ทำให้เราควบคุมการกระทำของเราได้  เพราะแทนที่จะ "ทำ" ความชั่วตามจิตคิด มันจะเปลี่ยนมาเป็นทำหน้าที่ "รู้" ว่าจิตคิดชั่ว
 
ถามว่าทำไม มันทำหน้าที่รู้ แล้วมันไม่ทำชั่ว ก็เพราะว่า "มันมีสติกำกับอยู่ด้วยความรู้ตัว" ...นั่นไง
 
ถ้าเราไม่มีสติกำกับรู้ เราจะทำชั่วโดยไม่รู้ตัว เรียกว่าทำชั่วเพราะไม่มีสตินั่นเอง เช่นฆ่าเขาเพราะบันดาลโทสะเหมือนฝีเข้าสิง โกหกเพราะคิดอยากโกหกแล้วไม่ทันรู้ตัว ด่าคนอื่นโดยที่ไม่ทันรู้ตัว แต่พ่นคำด่าออกไปแล้วเป็นชุดๆ
 
นี่แหละค่ะถึงได้บอกว่าเวลาคิดชั่ว เวลาจิตเราอยากเป็นคนชั่ว ไม่ต้องไปฝืนธรรมชาติหรอก  แล้วก็ไม่ต้องไปพยายามดับมันด้วย อย่าเหนื่อยในการพยายามเป็นคนคิดดีให้มันเหนื่อย เวลาคิดชั่วก็ให้ยอมรับมันว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องไปฝืน รอให้มันหมดอำนาจเอง
 
หน้าที่เรา "ตามรู้" เพื่ือมีสติกำกับ ไม่ให้พลังชั่วกลายเป็นการทำชั่ว ก็พอแล้ว
 
เราก็จะไม่เหนื่อยกับการฝืนใจตัวเอง ไม่ต้องผิดหวังในตัวเองว่า ทำไมเรามันคิดชั่วอย่างนี้ฟระ ฯลฯ จงรู้เถิดว่า จิตที่คิดชั่ว เป็นเรื่องปกติ เพราะมีเหตุ สิ่งแวดล้อม มาให้เขาคิดชั่ว ฯลฯ (วิธีแก้จิตไม่ให้คิดชั่ว ก็เช่น ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีกัลยาณมิตร ฝึกจิต ฝึกสมาธิ จัดชีวิตของเราให้มีปัญหามากระทบน้อยที่สุด) แต่เมื่ออำนาจคิดชั่ว ไม่มีโอกาสแสดงตัวเป็นการกระทำ เขาก็จะหมดพลังไปเอง... 
 
... 
 
การต่อสู้กับความชั่วในใจเรานี่ เป็นงานภายในที่หนัก และเราต้องกระทำทุกๆ เวลา อาจจะทุกขณะจิตก็เป็นได้ เพราะจิตคิดชั่วได้ตลอดเวลา หากเราพยายามดับความคิดชั่ว แสดงว่าเรามีงานหนักให้ทำในจิตตลอด จนเกิดเป็นความเครียดสะสม แต่ถ้าเราเปลี่ยนจากการฝืนความคิดชั่ว มาเป็นการตามรู้ความคิดชั่ว เหมือนเงาที่วิ่งตามวัตถุ อย่างนี้เราไม่เหนื่อย เพราะหน้าที่เราแค่ตามรู้ เมื่อตามรู้ ตามดู เราก็จะเข้าใจมัน เมื่อความเข้าใจเกิดขึ้น เราก็จะไม่ทุกข์
 
บางครั้งก็เรียกได้ว่า เราเข้าใจตัวเอง
 
.....
 
 
หลักการนี้ ฉันเอามาประยุกต์ใช้กับการทำงาน แล้วก็รู้สึกว่าเบาขึ้นเยอะเลย และทำงานได้ดีขึ้น นั่นคือฉันเอามาใช้ในการเขียนหนังสือ
 
ทุกวันนี้ ฉันรู้สึกว่า ถ้าได้เขียนบลอก ซึ่งเป็นการเขียนตามใจอยากจะเขียน จะมีความสุข แต่เมื่อไหร่ เขียนหนังสือจริงๆ นี่จะทุกข์มาก ไม่ลื่นไหล เพราะมีโจทย์ มีความกลัว มีความตั้งใจเกินไป มีความอยากได้ อยากดี อยู่เยอะ จนเขียนไม่ออก เขียนไม่เป็นธรรมชาติ
 
แต่เมื่อฉันยอมรับพลังชั่วในตัวเอง คือว่า มีบทความบางอย่างที่ฉันอยากจะเขียน แต่ไม่เขียนสักที นั่งลงเขียนแล้วมันเขียนไม่ได้ เขียนไม่ออกเหมือนใจคิด เขียนไม่ไปตามเวลากำหนดที่ต้องการ ก็จะไม่ฝืน
 
ทิ้งเลย...
 
เหมือนกับว่า แสดงว่าธรรมชาติลึกๆ ของเรา มันไม่พร้อมจะเขียน เรามีความอยาก...​แต่เรายังทำไม่ได้ ...​ เพราะว่าถ้าทำได้ มันต้องอยากทำ และทำออก สำเร็จไปแล้ว
 
ดังนั้น เราจะไม่อยู่ ไม่จี้ กับสิ่งที่เราทำไม่ได้ ...  แต่เราจะอยู่กับสิ่งที่พลังเราแสดงตัวออกมา นั่นคือ สิ่งที่จิตเราอยากทำ แล้วมันขยัน มันอยากทำ ก็อย่าไปฝืน ต้องรีบทำเลย ต้องรีบขยันกับเขาเลย อย่าไปปฏิเสธ กอบโกยความต้องการที่ดีนั้นให้เต็มที่ ถ้าเราไปยึกยักแล้ว มันหมดเวลาเลย
 
ก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ ช่วงนี้เลยได้มีความสุขกับสิ่งที่อยากทำ อยากอ่านก็อ่าน ก็ได้มีความสุขกับการอ่าน เพราะได้ทำสิ่งที่ต้องการ อยากเที่ยวศาลเจ้าจีน ก็เที่ยว ไม่ต้องไปงงตัวเองว่าจู่ๆ ทำไมลุกขึ้นมาอยากเที่ยว จิตลึกๆ ของเรา มันคงมีของเก่าอะไรสะสมอยู่ มันถึงได้กลายเป็นความอยากอันมากขึ้นมา อยากไปห้องสมุดช่วงนี้ก็ไป เพราะอนาคตเวลาที่ควรจะไป อาจจะไม่อยากไปแล้วก็ได้
 
แต่ทั้งนี้ก็ต้องเข้าใจว่า หลักการนี้ไม่ใช่เรื่องเอาแต่ใจ หรือตามแต่ใจตัวเองนะ
 
....
 
หวังว่า บางท่านที่สนใจ จะได้ลองเอาไปหลักนี้ใช้ดูกันบ้าง แล้วได้ผลอย่างไร ก็วานเล่าสู่กันฟัง ... ขอบคุณค่ะ 
 
 
 Rin's Secret Box :)
 
วิธีทำเมื่อจิตคิดชั่ว
 
- คิดชั่ว
- รู้ว่าจิตคิดชั่ว
- ตามดูว่าจิตคิดชั่ว
- ตามดูต่อไป
- เมื่อความคิดชั่ว นำไปสู่การอยากทำชั่ว ก็รู้ว่าอยากทำชั่ว
- รู้ว่าอยากทำชั่ว
- รู้ว่าอยากทำชั่ว
- รู้ว่าอยากทำชั่ว
- ยังรู้อยู่ว่าอยากทำชั่ว
- ตามดูให้ตลอด ว่าเราอยากทำชั่ว
- ตามดู ไม่ลืมตัว รู้ตัวตลอด มีสติกำกับให้ตลอด ว่าสิ่งที่เราอยากทำมันชั่ว 
- รู้ว่าสิ่งที่เราอยากทำ มันชั่ว
- จิตเลิกคิดชั่ว
- รู้ว่าจิตเลิกคิดชั่ว 
- รู้ว่าจิตคิดดี
- รู้ตัวทุกขณะจิต 
- คิดชั่วก็รู้ คิดดีก็รู้
 
 
บทความโดย เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา
๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ 
(273188) 
Last Updated ( Saturday, 28 November 2009 19:18 )
 
ไม่ต้องแก้ แค่... PDF Print E-mail
User Rating: / 1
PoorBest 
Rin's Article
Written by Netnapa   
Saturday, 07 November 2009 19:22
 

ภาพฟ้าวันหนึ่ง เมื่อเดือนก่อน ที่เช็ก
ลำแสงเหมือนส่องมาจากสวรรค์​ แปลกตาดี เลยเอามือถือถ่ายไว้ 
(เผื่อคุณอยากจะรู้) 

 
.... 
 
มีคนโยนศพเข้ามาในบ้านเรา
 
เรานอนเหม็น หงุดหงิด เราบ้า เหม็น คลุ้มคลั่ง
 
วิ่งไปรอบๆ หาที่ซุกหัว
 
เราหาคนมาช่วย
 
คนแรกบอกเรา ถามว่าใครเป็นคนโยน
 
คนที่สอง ช่วยคิดว่า เขาโยนมาได้ยังไง
 
คนที่สาม แนะว่าให้เก็บศพไว้ที่ไหน ถึงเหม็นน่้อยที่สุด
 
...
 
ฉันทำตามไปทีละอย่าง
 
หาชื่อคนที่โยนศพเข้ามาในบ้าน ทำให้บ้านเหม็นเน่า
 
ฉันพบว่า เป็นใครคนหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้บ้านเหม็นเน่าศพน้อยลง
 
 
ต่อมา จึงหาสาเหตุที่ทำให้เขาโยนศพนั้นเข้ามาได้
 
พบว่า เพราะหน้าต่างบ้านเปิดอ้าซ่า แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ศพลดกลิ่นลง
 
มันยังคงเหม็นอบอวลอยู่ในบ้านเต็มที่
 
  
คนที่สามบอกให้หามศพไปไว้ที่ห้องน้ำ ปิดล็อคประตู
 
แต่กลิ่น ไม่ใช่เพียงภาพ ประตูปิดไม่หมด มันลอดออกมาตามช่อง
 
จมูกฉันเหม็นเหลือเกิน
 
...
 
หยุดเชื่อ หยุดฟัง
แล้วหาวิธีแก้ไขด้วยตัวเอง
ฉันพบว่า
ทำไม ไม่โยนศพออกไปข้างนอก
 โยนมันออกไป
ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใคร วิธีไหน วางไว้อย่างไร
แค่โยนออกไป
 
 
หากใครคนหนึ่งโยนสิ่งเน่าๆ เข้ามาให้คุณ
ไม่ต้องจัดการกับสิ่งเน่าๆ นั้น
แค่โยนมันออกไปจากชีวิต
ไม่มีอะไรทำคุณได้
แค่เดี๋ยวเดียว ก็แก้ไขได้
แค่โยนมันไปออกไป...
 
 
 
(260154
 
Last Updated ( Saturday, 07 November 2009 19:37 )
 
ชีวิตนี้ยากนัก หากไม่รู้จักปล่อยวาง PDF Print E-mail
Rin's Article
Written by Netnapa   
Thursday, 27 August 2009 23:32

 

ภาพที่วาด ตอนอยู่วัด 

 

ตั้งแต่ออกกรรมฐานมา ฉันก็เหมือนใช้ชีวิตแบบนั่งดูจิตตัวเอง มีเรื่องมาทดสอบ มีเรื่องให้ดูตลอด เรียกว่าได้เจอของจริง

เลยนั่งดูชีวิตจนเหนื่อย เพราะเอาจิตไปเล่นกับมันด้วย เพราะไปรู้สึกรู้สากับมันด้วย

เพราะคิดว่าชีวิตนี้เป็นของเรา เราเลยไปรู้สึกกับสิ่งที่มากระทบชีวิตเรา

เราคิดว่าสิ่งที่มากระทบเรา คือ สิ่งที่เราต้องรับรู้ ต้องจัดการ

ความจริงแล้ว ไม่เป็นเช่นนั้นเลย

....

บางเรื่องเกิดขึ้นรอบๆ เรา

บางอย่างเกิดขึ้นกับตัวเรา

เราก็รับเอามาใส่ใจทั้งหมด 

...

แต่จริงๆ แล้ว "ตัวเรา" นั้นไม่มี

เมื่อ "ตัวเรา"​ ไม่มี

สิ่งอะไรก็มากระทบไม่ได้

...

มนุษย์เราถ้ารู้สึกรู้สากับทุกๆ เรื่องที่มากระทบ

ยากที่จะใช้ชีวิตได้อยู่ถึงลมหายใจสุดท้ายของอายุขัย 

.... 

และขอให้เราใช้ชีวิตอันน้อยนิดของเรา

อย่าไปเป็น "สิ่งกระทบ"​ สัมผัสอันเจ็บปวดของใครเลย

แม้ว่าเขาจะเป็น "สิ่งกระทบ" อันเจ็บปวดของเรา 

เพราะเรารู้รสชาติเป็นอย่างดีว่า เมื่อร้อน หนาว เจ็บปวด ร้าวราน ฯลฯ มากระทบเรานั้น 

มันยากแค่ไหนสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง

.... 

เราจึงไม่ต้องการสร้างเวรสร้างกรรมกับใคร

และสำหรับใครที่สร้างเวรสร้างกรรมกับเรา

ขอให้เขา จงเป็นสุข ๆ เถิด 

 

 

ยิ่งเราเจ็บปวดจากสิ่งที่คนอื่นทำกับเรามากเท่าไหร่

เรายิ่งไม่อยากเป็นผู้กระทำสิ่งนั้น

เพราะเรารู้รสชาติของความไม่ยุติธรรม

เราจึงต้องสร้างความยุติธรรมด้วยตัวเอง

เราไม่ใช่ผู้ดีเด่น

เป็นเพียงผู้ยากเย็น... ที่กว่าจะผ่านพ้นความร้อนหนาวของชีวิต

เจ็บ... จนเกือบมีเพียงร่างไร้หัวใจ 

....

มนุษย์ ตราบที่เกิดมา ต้องเจ็บปวด 

 

 

 

Last Updated ( Friday, 28 August 2009 00:41 )
 
<< Start < Prev 1 2 3 4 Next > End >>

Page 1 of 4

ทริปสงกรานต์ 9-17 เมษายน


 
 
นั่งรถไม่นาน เส้นทางสายสวย และใช้เวลาดื่มด่ำกับที่เที่ยวแบบพอดี ไม่น้อยเกินไป ไม่เร่งรีบมากเกินไป มีเวลาชื่นชมสิ่งต่างๆ อย่างเต็มที่ และไปอย่างสะดวกสบาย เที่ยวเมืองไฮไลต์ในเช็ค เมืองเล็กน่ารักในออสเตรียและเยอรมัน เส้นทางกลับ เราจะขึ้นเครื่องกลับไทย แวะเที่ยวเวียนนา
 

Last Updated on Tuesday, 13 February 2007 10:59 จองทริปสงกรานต์...

คำถามที่ถามบ่อย

เที่ยวช่วงไหนดีที่สุด 

จริงๆ แล้ว เที่ยวได้ทุกเวลา ถ้าอยากเที่ยวนะคะ เพราะว่าปรากสวยทุกฤดู ไปคนละแบบ ช่วงสงกรานต์ก็ถือว่าเป็นต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่อากาศแปรปรวน อาจฝนชุก หรือหนาว ลมกรรโชก หรืออากาศดี ต้องเช็คอากาศก่อนเดินทางหนึ่งอาทิตย์ค่ะ  ส่วนปิดเทอม ตุลาคม ใบไม้เปลี่ยนสี ฤดูใบไม้ร่วง สวยแบบเย็น จะฉลองปีใหม่หรือคริสมาสต์ ช่วงต้นปีสองเดือนแรก จะหนาวค่ะ มืดเร็ว เที่ยวทรมานไปหน่อย แต่คนน้อยดี เอาล่ะค่ะ อยากมาช่วงไหน ก็มาโลด เพราะฤดูกาลไม่จำกัดการเที่ยวค่ะ 

 

การแลกเงิน
ที่เช็คใช้เงินโครนและเงินยูโร (เงินยูโรใช้ไม่ทุกที่) นะคะ ดังนั้นให้แลกบาทเป็นยูโรมาจากเมืองไทย แต่ถ้าใช้เงินไม่มาก การกดเงินสดจากบัตรเอทีเอ็มที่ใช้กดต่างประเทศได้ ก็สะดวก เพราะเสียค่ากดครั้งละ 100-200 บาท และไม่ต้องไปแลกให้ยุ่งยาก ส่วนการแลกเงิน ที่ปรากมีร้านรับแลกชัดเจนตามสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ควรตรวจเช็คหลายๆ ร้าน เพราะอัตราต่างกันพอสมควร ส่วนใหญ่จะอ้างว่าไม่คิดค่าแลก แต่ก็มีอัตราที่บวกไว้แล้วล่ะค่ะ บางร้านจ่ายด้วยยูโร เราได้เปรียบ บางร้านจ่ายด้วยเงินโครน เราได้เปรียบ เตรียมเครื่องคิดเลขไว้ใกล้ๆ มือเลยนะคะ 
 
การเดินทางในเช็ก
เมโทรและแทรมสะดวกค่ะ เมโทรไปถึงทุกที่ท่องเที่ยว ไม่ต้องห่วง เมโทรปรากมีแค่สามสายเอง ไม่งงค่ะ ไม่งง ส่วนแท็กซี่กรุงปรากขี้โกงมาก อย่าเสี่ยงชีพเป็นดีที่สุด จากสนามบินปราก เข้าสู่ตัวเมือง ง่าย เพราะสนามบินเล็ก มีทั้งบัส และรถตู้สนามบินที่จะไปส่งท่านถึงที่เลย แต่ต้องออกเป็นรอบๆ หรือรอเต็มคันก่อน (คุ้นๆ มั๊ย) 

เตรียมพอคเก็ตมันนีเท่าไหร่ดี
เกี่ยวกับบัดเจทค่าอาหาร และชอปปิ้ง แบบสบายๆ นั้น หริ่นคิดว่า ไม่น่าจะเกินท่านละสามหมื่นบาทนะคะ ถ้าไปประเทศอื่นๆ ใกล้เช็คด้วย หรืออย่างต่ำ ถ้าจะจำกัดงบ ก็ประมาณหนึ่งหมื่นบาท  ปานกลางก็สองหมื่นบาทค่ะ
 
ซื้ออะไรฝากเพื่อน
ของที่ระลึกแต่ละที่จะทั่วๆ ไปนะคะ หนังสือท่องเที่ยว โปสดการ์ด เซรามิค ที่ติดตู้เย็น ตุ๊กตา  ฯลฯ อันนี้ไม่ได้เป็นสินค้าท้องถิ่น แต่ก็เห็นจะซื้อกันทุกที่ เพื่อเป็นที่ระลึก ราคาก็ให้คูณสามเท่าของบ้านเราค่ะ ส่วนสินค้าท้องถิ่นที่เช็ค จะเป็นพวกคริสตัล แบบเครื่องประดับ และพวกถ้วยชาม ฯลฯ และของเล่นไม้ ที่เยอรมันและออสเตรีย ไม่มีอะไรเฉพาะ เป็นของที่ระลึกทั่วไปค่ะ แต่ก็จะเป็นซื้อกันตลอดเกือบทุกที่ ดังนั้นก็จะเสียตังค์กันเกือบทุกที่เหมือนกันค่ะ
โปสการ์ด ราคาประมาณ 50 บาท, ที่ติดตู้เย็น   100-200 บาท, หนังสือท่องเที่ยว 500 บาท, แก้วใสข้างในเป็นสถานที่ท่องเที่ยว 1000 บาท, ตุ๊กตาตัวเล็ก ใส่เสื้อสถานที่ท่องเที่ยว 500 บาท, กระเป๋าที่ระลึก 500 บาท,เสื้อที่ระลึก 500 บาท,คริสตัล สร้อยประดับ 500 บาทขึ้นไป 
 

สายการบินอะไรไปถึงปราก

จากกรุงเทพฯ ไปถึงปราก ไม่มีสายการบินตรงนะคะ  ต้องเปลี่ยนเครื่องเสมอ บินสบายสุดคือ เอว่าแอร์ เปลี่ยนเครื่องที่เวียนนา รอเครื่องแค่สองชั่วโมง บินถึงปรากเช้า ไปเที่ยวต่อได้เลย สายการบินออสเตรียน ก็บินเหมือนเอว่า แต่เครื่องเก่ากว่า แต่แอร์ดุจัง ราคาสองสายการบินนี่สูสีคะ ส่วนสายการบินลุทฮันซ่าไปเปลี่ยนเครื่องที่แฟรงค์เฟิร์์ต ไม่นิยมเพราะตั๋วราคาแพง อ้อ ถ้าจะไปการบินไทย ต้องเปลี่ยนเครื่องที่ปารีสค่ะ แล้วบินต่อด้วยแอร์ฟรานซ์แพงขึ้นมาอีก ถ้าบินถูก ก็เตอร์กิสแอร์ไลน์ เปลี่ยนเครื่องที่ตุรกี แต่รอเครื่องนานมากกหกชั่วโมงแน่ะ อย่างไรก็ตามเครื่องใหม่ทันสมัยค่ะ และไปถึงปรากเช้าเหมือนกัน สายการบินรัสเซียไปเปลี่ยนเครื่องที่มอสโคว์ เครื่องเก่าแต่ราคาถูก แถมอาจแวะเที่ยวรัสเซียได้ เพราะคนไทยไม่ต้องใช้วีซ่าเข้ารัสเซีย สายการบินการ์ต้าก็มีเข้าปรากนะคะ ลองเช็คราคาดู

 

ขอวีซ่าเข้าเช็กยากมั๊ย 

ในทัศนะของหริ่นที่พาญาติและเพื่อนๆ รวมลูกค้า ขอวีซ่ามาแล้วกว่าครึ่งร้อยคน ผ่านทุกคน เคล็ดลับคือ อย่ามึน เตรียมเอกสารให้ครบค่ะ หากต้องการมืออาชีพ ใช้บริการบริษัทหริ่นได้นะคะ :) ไม่เอา ไม่น้อยใจ วันหลังจะอัพเดท วิธีขอวีซ่าให้ค่ะ เรื่องมันยาว 

 

หนังสือท่องเที่ยวเช็กแนะนำ 

มี "ปรากในรอยหนาว" พาเที่ยวทุกสถานที่สำคัญในปรากนะคะ ตอนนี้หาซื้อยาก ต้องสั่งซื้อกับซีเอ็ดค่ะ หนังสือเหลือน้อย แต่ยังพอมีอยู่ และ "13 ปราสาทเล็กโรแมนติกในสาธารณรัฐเช็ก" เขียนโดยหริ่นทั้งสองเล่ม เล่มหลัง ติดต่อซื้อได้ที่ร้านนายอินทร์ค่ะ หนังสือยังมีอยู่ หากสนใจอยากซื้อ e-book ติดต่อ rin@netnapa.net นะคะ

ยินดีต้อนรับค่ะ :)

 

ยินดีต้อนรับค่ะ ทุกๆ ท่าน หริ่นไปๆ มาๆ ระหว่างไทย กับเช็ก นะคะ เปิดบริษัทที่เช็กไว้ต้อนรับท่านที่สนใจอยากเที่ยวเช็ก และประเทศในแถบนี้ ลองคลิกๆ อ่านทำความรู้จักกันก่อน มีอะไรก็เมล์มาถามได้นะคะ ขอบคุณค่ะ

ของขวัญปีใหม่ จากพี่ๆ รายการสุริวิภา

งานเปิดตัวหนังสือเที่ยว ๑๓ ปราสาทเล็กโรแมนติก ในสาธารณรัฐเช็ก

"ปรากในรอยหนาว"​ และ "๑๓ ปราสาทเล็ก โรแมนติกในเช็ก"

 
สอบถามและสั่งซื้อได้ที่ร้านนายอินทร์, ซีเอ็ด และร้านหนังสือทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อโดยตรงจากสำนักพิมพ์ ติดต่อ คุณวิศวะ โทร. 086-582-7786
เวบไซต์ www.octpublishing.com
 

NETNAPA' S WEB GUIDE

เวบท่องเที่ยว

http://www.virtualtravel.cz

เซอร์เวย์สถานที่ก่อนไปจริงแบบสามมิติ

 

เช่ารถ

http://www.123-praha.com/

 

 

จองโรงแรมทั่วยุโรป

www.booking.com

สะดวกสุดแล้ว ใช้บัตรเครดิต ไม่ตัดเงิน 

จองอย่างเดียว แล้วจ่ายเมื่อเช็คอิน

 

เช็คแผนที่

http://mapy.cz/

 

เดย์ทริปในปราก

http://martintour.cz

 

จองตั๋วเครื่องบินในยุโรป

 

จองตั๋วรถไฟในยุโรป

 

จองตั๋วรถบัสในยุโรป

 

 


ใครเคยเที่ยวเช็กกับหริ่น

มากมายเรื่องเล่า ความประทับใจ ภาพสวย ชมภาพคลิกที่นี่ค่ะ