เจ้าสูง เจ้าอ้วน และเจ้าตาอินทรี



ชื่อเพลง เลิกกัน ถามฉันหรือยัง
ทำนอง ยังไม่มี
เนื้อร้อง โดย เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา
เธอบอกเราต้องเลิกกัน เพราะแตกต่าง
รักที่ให้ไม่ใช่แค่รักจางๆ
แต่คือใจทั้งใจ
ไม่มีเรา ไม่ใช่แค่ไม่มีชีวิต
แต่คือหมดลมหายใจที่ร่วมฝัน
ที่รักเธอไม่ใ่ช่เพราะดีที่สุดจากร้อยพัน
แต่เพราะรักเธอได้คนเดียวเท่านั้น
เลิกกัน ถามฉันสักคำก่อน
อย่าเพิ่งตัดรอน หัวใจไปเฉยๆ
โลกจะร้อน ภูเขาพ่นไฟ เธอคือดวงใจเหมือนเคย
ให้เลิกกับเธอ ลืมไปได้เลย คำถามนั้นคือสายลม
คนควรค่าแก่การรักอย่างเธอ
ไม่มีทางจะปล่อยไป
ใครเลิกรักเธอได้
แต่ไม่ใช่ฉัน
เธอเลิกกับฉันไม่ได้
ฉันไม่ฟังคำนั้น
เพราะเธอเคยบอก อยากให้ฉันเป็นคนที่รักเธอ
...
เพลง ไม่คิดรัก
เนื้อร้อง โดย เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา
(ทำนอง ไม่คิดถาม ของเฉลียง)
รักก็ยังไม่เคย... ไม่เคยรักเลย
ถามออกไปก็เชย... ไม่เคยรักใคร
แต่ถ้ามองตาให้กันดี คงรู้คำตอบ
ว่าในใจมีใครบ้างไหมให้ลืม
เพราะอย่างไรฉันเคยมีใจให้เธอ
แม้ไม่คิดว่ามันจะเป็นรักมั่น
แต่แค่ในใจเคยรักเธอในฝัน
ตื่นขึ้นมาก็ยังปวดใจแทบตาย
ฉันไม่เคยคิดถามว่ารักเธออยู่ใช่ไหม
รู้คำตอบในใจว่ารักใช่แค่ในฝัน
หากรู้กันอยู่ว่ารัก รักเธอ...ทุกวัน
อย่าเลย อย่าถาม
รักก็ยังไม่เคย...ไม่เคยรักเลย
แค่คิดถึงก็เลยเกินความสัมพันธ์
แต่ยังมีความในใจเก็บไว้เรื่องหนึ่ง
เคยคิดถึงกันในฝันหรือเปล่า
บทที่ ๑ ความรัก และความเกลียด
สังเกตุไหมว่า ตอนที่เรายังเด็กๆ ยังบริสุทธิ์อยู่มาก เวลาเราแอบชอบใคร เบื้องแรกเราจะทำเป็นเกลียดเขาคนนั้น
ไม่ใช่แค่เพราะเรียกร้องความสนใจ แสดงออกไม่เป็น แต่เพราะหลายๆ ครั้ง "ความรักมักมาในรูปของความเกลียด" แม่ตีลูกเหมือนเกลียดแต่จริงๆ แล้วรัก เช่นนั้นแล้ว คุณจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าเมื่อใครสักคนเกลียดคุณ นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้แคร์คุณเลย จริงๆ แล้ว เขาอาจจะรักคุณมากก็ได้
รักหรือเกลียด บางครั้งก็ใกล้กันจนแทบแยกไม่ออก
เวลาเพื่อนโกรธเรา น้อยใจเรา เขาก็จะบอกว่า "ถ้าไม่แคร์ คงไม่เจ็บ" แหม เพื่อนเก๊าะ! ฟังดูแล้วน่าเวียนหัว แต่เป็นความจริง ถ้าเขาไม่รักเราก่อนในเบื้องต้น เขาย่อมไม่มีเหตุผลให้เกลียดเราเลย ถ้าไม่รัก ทำไมจะต้องแคร์ใช่ไหม
ดังนั้น ถ้าเจอใครมาแสดงออกว่าเกลียดเรา ลองมองในแง่ดีก็ได้ ว่าเขาคงจะแคร์เรามาก หรือจริงๆ แล้ว ลึกๆ เขารักเรานะ
นอกจากนี้ ทุกข์สำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของเราก็คือ ทุกข์ในเรื่องที่ว่า "เราอยากให้คนที่เกลียดเรารักเรา" มีหลายครั้งที่เราทุกข์ใจ เสียใจ ที่เขามาเข้าใจผิด ดุด่า ว่ากล่าว ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจเรา ซึ่งหากว่าคนๆ นั้น เป็นคนที่เราไม่แคร์ ไม่ได้รักและใส่ใจ เราก็จะร้องเพลง "ช่างมัน ฉันไม่แคร์" แต่พอเป็นคนที่เรามีใจให้ ถูกเส้นถูกคอ พอเขามาทำท่าไม่ได้รักและดีตอบเรา เราก็เปลี่ยนตัวเองเป็นศัตรูต่อเขาเหมือนกัน และทุกข์ว่าทำไมเขาไม่รักอยากที่เราอยากให้เขารัก
คนเรานี่ ความอยากไม่เคยพอ
เขาเกลียด อยากเปลี่ยนให้เขารัก
เมื่อเขารัก บ่อยครั้งก็ทำให้เขาเกลียด
เมื่อรักอย่างไม่มีปัญญา ก็จะเป็นวังวนเวียนวนอยู่อย่างนี้ เพราะรักอย่างมีกิเลสตัณหา และมีเงื่อนไขว่า "ฉันจะรักเธอ ต่อเมื่อเธอทำตัวหรือทำอะไรๆ ถูกใจฉัน เป็นไม่อย่างที่ฉันต้องการ ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ฉันเคยรักเธอได้ ก็เปลี่ยนเป็นเกลียดเธอได้เหมือนกัน" เพราะรักกันซะอย่างนี้ มันเลยไม่ยั่งยืน จริงๆ นะ
เมื่อไหร่ เปลี่ยนรักที่ว่ารักๆ ให้เป็น "เมตตา" หรือรักอย่างกรุณาได้ เข้าใจในความเป็นเขา พอใจในความเป็นเรา เท่านี้แหละ จะรักหรือเกลียด ก็ไม่มีปัญหา เพราะรักหรือเกลียด เราไม่ต้องไปวัดที่ใจคนอื่น แต่อยู่กลางใจของเราเอง ใครจะเกลียดเราก็ช่าง ใครจะรักเราก็ดี แต่เราไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เราจะไม่วัดคุณค่าของคนๆ นั้น แค่เพราะเขารักเราหรือไม่ เปลี่ยนใจวางไว้ที่ใหม่เลย
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งในเรื่องรักๆ เกลียดๆ คือ "การที่เราต้องการให้คนทั้งโลกมารัก" และ "แม้คนเดียวที่เกลียดเรา เราก็เป็นทุกข์ได้มาก" ร้องไห้ได้เป็นวรรคเป็นเวร
ไม่ต้องร้องเพลง "เพราะฉันเป็นคนอ่อนไหว" หรอก เป็นเพราะเราอยากให้เขาเป็นดั่งใจเราต้องการต่างหาก โดยลืิมไปว่า สิ่งต่างๆ ในโลก และบุคคลต่างๆ เขาก็เป็นไปตามที่เขาเป็น ไม่ใช่ตามที่เราต้องการ เราทุกข์เพราะเราไม่ได้ดั่งใจต้องการ ก็เท่านั้น
ปล่อยวางความอยากได้ และ "วางใจ" ให้เป็น ก็จะไม่ทุกข์เพราะความคิด
รักหรือเกลียด เราต้องไปสนใจทำไม ใครจะรักเรา ใครจะเกลียดเรา คุณค่าในตัวเรา ก็เช่นเดิม มันไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงเหมือนการโหวตเอเอฟ เราไม่ต้องให้ใครตัดสินเราหรอก เราอยู่กับตัวเรามากที่สุด ให้เรารู้ตัวเราเองมากที่สุด
เมื่อมีใครมารัก จงเมตตาตอบ
เมื่อมีคนมาเกลียด ก็จงแผ่เมตตาให้เขา อย่าไปสาปแช่ง ให้นึกภาพเขายิ้ม แล้วก็แผ่เมตตาให้เขา ขอให้เขามีความสุข นานๆ วันเข้า จากที่เราเกลียดเขาตอบ เราก็จะรักเขาได้ พลังของการแผ่เมตตามีจริงแบบนี้
ที่สุดแล้ว การวางใจเรื่องความรักและความเกลียด เป็นเรื่องสำคัญของชีวิต ที่หากเรารู้ว่าควรวางใจอย่างไร เราก็จะเห็นว่า รักไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าจะเข้าใจเลย และความเกลียดก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่ต้องเกลียดตอบซะหน่อย
บทที่ ๔ รักแท้ และรักปลอม
ใครๆ ก็อยากมี "รักแท้" ทั้งนั้น บทเพลงทั้งโลก ก็ร้องเพลงในความหมายเดียวกัน คือ รักที่ควรเชิดชูคือ รักแท้
ใครมารักเราเล่นๆ เห็นเป็นของเล่น มีตบ!...
จริงแล้ว รักปลอมๆ นี่มีประโยชน์มหาศาล แต่เรามักมองไม่เห็น รักปลอมๆ ทำให้เราเจริญสติตลอด ไม่ประมาท รักไป เราก็เตือนตัวเองไปด้วยว่า เขาไม่ได้รักเราจริงนะ เราจะไปถลำใจมากกว่านี้ไม่ได้นะ เป็นเพื่อนๆ กันได้ ไปนั่งเล่น ดูหนังได้ แต่ห้ามจริงจัง ห้ามอยากได้แหวนหมั้่นจากผู้ชายกระล่อน ปลิ้นปล้อน เจ้าชู้ ตอแหล *(&^%$##!!! คนนี้เด็ดขาด
เห็นไหมว่า เมื่อไหร่เจอรักปลอมๆ นี่เป็นแบบฝึกหัดให้เรารู้จักเจริญสติตลอด
เมื่อรักเจอรักแท้นั่นแหละ ทำให้เราหลงทางได้ง่ายๆ ยึดมั่นว่ารักนั้นชั่วฟ้าดินสลาย รักแท้ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง รักเดียวใจเดียว รักมั่นคงดั่งภูผา ฯลฯ จะว่าไปแล้ว บทเพลงอมตะเหล่านี้ ไม่เห็นจริงเท่าไหร่เลย
ไม่มีอะไรยั่งยืน แน่นอน ... เรารู้ดี รักแท้ก็แค่ระยะเวลาหนึ่ง แต่เราทุ่มใจ ยึดมั่นไปหมดทั้งใจแล้ว เทให้หมดหน้าตัก สุดท้ายเมื่อรักที่เคยแท้เปลี่ยนแปลงไปตามคืนและวันอันเปลี่ยนผัน เราก็ทำใจไม่ได้ เพราะไม่เคยเจริญสติ เผื่อใจไว้เลย
รักแท้ กลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายเราได้มากที่สุด
รักปลอม กลับให้บทเรียน และสติกับเรา
ที่กล่าวเช่นนี้ แน่นอน ไม่ได้หมายความว่าให้คุณไปมอบรักปลอมๆ ให้กับใคร แล้วบอกว่า ฉันรักเธอ แต่ต้องไปเจริญสติเอาเองนะ เดาเองว่าช่วงไหนรักปลอมๆ อย่างมีคุณค่า ทดสอบปัญญาเอาเอง... ไม่ช่ายยย
แต่จะบอกแค่ว่า ถ้าเจอรักปลอมๆ ก็ไม่ต้องไปตกใจ เมื่อรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าเจอรักปลอมเข้าใจแล้ว ให้ดีใจเลยว่า เรานี่เก่งนะ เรารู้ตัวแล้วว่าเราเจอรักปลอม ขณะเดียวกัน ถ้าเจอเพื่อนกำลังหลงใหลได้ปลื้มกับรักแท้ ก็อาจจะพาเพื่อนสนทนาธรรมขำๆ กันสักหน่อยว่า เพื่อนเอ๋ย รักแท้มีอยู่จริง แต่ต้องเป็นรักอย่างเมตตา ไม่ใช่ยึดมั่นว่ารักนี้เราจองนะเพื่อนสาว
รักปลอมก็มีคุณค่าแบบรักปลอม รักแท้ก็มีคุณค่าแบบรักแท้ในตัวของมันเอง
เจอรักเมื่อไหร่ ให้ดีใจเมื่อนั้นว่า โอกาสเจริญสติมาถึงแล้ว เราทั้งรักปลอม และรักแท้ ก็ต้องรู้จักมีสติทั้งนั้นแหละ ชิมิ.
บทที่ ๒ บันไดขั้นแรกของความรัก
เมื่อก่อนจะรักใคร ถ้าเป็นเพลงก็จะบอกว่า "ถามใจตัวเองให้ดี" แต่ถ้าจะถามว่า เมื่อรักกันแล้ว และจะเดินร่วมทางกัน ก้าวขาหน้าไปด้วยกัน ควรจะก้าวผ่านบันไดขั้นไหนเป็นขั้นแรก
ก็ต้องขอตอบว่า "ให้ปล่อยมือกันเดียวนั้นเลย" ไม่ต้องจูงมือกัน และคุณก็ไม่ต้องเดินผ่านบันไดเดียวกันด้วย ถ้าอีกคนหนึ่งอยากจะไปลิฟต์ ก็ให้เขาไป เราอยากจะเป็นจีจ้า โหนสลิง ก็ได้
รักที่ดี ไม่ต้องตัวติดกันเป็นแฝดสยาม ควรให้อิสระ ให้ต่างฝ่ายต่างเป็นตัวของตัวเอง กวียิบราน บอกไว้คนจำได้ทั่วโลก คือ รักเหมือนเสาของมหาวิหาร ยืนด้วยกัน แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กัน เพราะเมื่ออยู่ใกล้กันตลอดเวลา เสาจะค่ำยันมหาวิหารได้อย่างไร
คนรักสองคนก็เหมือนกัน บันไดก้าวแรกที่ต้องเดินไปด้วยกัน คือ รื้อบันไดอันนั้นซะ
อย่าเป็นเจ้าเข้าเจ้าของกัน เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของใครได้ อย่าไปยึดมั่นว่าเขาเป็นของเรา ปัญหาของความรักส่วนใหญ่มาจากข้อนี้เป็นข้อแรก
สอง อย่าเปลี่ยนเขา ให้เขาเป็นตัวของตัวเอง เพราะธรรมชาติของคน เปลี่ยนได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น ควรยอมรับในตัวตน และสนับสนุนให้เขาทำความฝันของเขาต่อไป อย่างนั้นคนรักของเราจะมีความสุขมาก เคยมีงานวิจัย เขาบอกว่ารักที่มีความสุขสมบูรณ์ที่สุด คือ รักที่สามารถทำให้แต่ละฝ่ายเป็นตัวของตัวเองได้ และยอมรับซึ่งกันและกัน
การที่คนสองคน เลือกรักกัน เหมือนมีแค่สองคน แต่มีขั้นตอนให้เดินผ่าน อีกหลายขั้น กว่าจะปรับตัวอยู่ด้วยกันได้อย่างสบาย ... แต่ก็ไม่ใช่ว่าแต่ละขั้นนั้นเป็นอุปสรรค เพราะแต่ละช่วงเวลาของความรัก ก็มีคุณค่า ความหมาย ในแบบของมันเอง เวลาเราอยู่จุดต่างๆ ก็ให้เรารู้และเข้าใจในธรรมชาติของความรัก แล้วจะไม่สับสัน
เช่น เมื่อเริ่มแรก อาจมีปัญหาไม่ค่อยเข้าใจกันและกันเท่าไหร่ วางตัวไม่ถูก ก็อย่ามองไปที่ข้อเสีย หงุดหงิด และตัดสินกันเร็วเกินไปว่าเราเข้ากันไม่ได้ โธ่ ก็แน่นอนล่ะ เข้ากันไม่ได้อยู่แล้ว เพราะยังไม่รู้จักกันดีจริงๆ เลย ให้มองข้อดีของช่วงเวลานี้ว่า สนุกที่จะได้ค้นหาตัวตนของกันและกัน
เปรียบความรักได้ดีที่สุด ก็คือ ต้นไม้ ที่เติบโตแผ่กิ่งก้าน หรืออาจแห้งเหี่ยวเฉาตาย หากไม่ได้รับการดูแล หรือฝ่าฟันฤดูอันแล้งแล้งไปไม่ได้ แต่ทุกปลายทางของความรัก ก็ต้องมีก้าวแรก ถ้าเริ่มต้นก้าวแรกได้ดี ตั้งไข่เป็น วางโจทย์ความรักได้ถูก อย่างน้อยก็ไม่หลงทางตั้งแต่เริ่มเดิน...
บทที่ ๓ คิดถึงให้ตาย
ในเรื่องของความรัก "ความคิดถึง" เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ
เริ่มต้นที่ความคิดถึง แต่บางครั้ง ผลลัพธ์มากมายมหาศาล ความคิดถึงแปลงร่างเป็นบทเพลงก็ได้ ภาพเขียนราคาแพงก็ได้ หรือกลายเป็นการฆ่าตัวตาย ซึมเศร้า เหงาหงอย หวาดระแวงก็ได้เหมือนกัน
ความรักกลายเป็นเรื่องยาก เพราะความคิดถึง ทนคิดถึงกันไม่ได้ ต้องตัวติดกันตลอดเวลา ทำอะไรด้วยกันตลอดเวลา เหลือแค่หายใจร่วมกัน นอกจากนั้นแทบจะได้ว่าหารแชร์กันทุกอย่างแล้ว เพราะทนความห่างไกล คิดถึงกันไม่ได้ หลายๆ คู่ ละทิ้งชีวิตส่วนตัว อนาคต ความฝัน เพื่อจะได้อยู่ด้วยกันให้หายคิดถึง
มันได้หรืิอเสียกันแน่ การทำลายความคิดถึงด้วยการอยู่ด้วยกันตลอด มันทำให้ความคิดถึงจบง่ายๆ อย่างนั้นจริงหรือ รักง่ายอย่างนั้นจริงหรือ
เพื่อให้ เราอยู่ตรงกลางระหว่างความรักและความคิดถึงต่างหาก เราจะคิดถึงอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องรักด้วย และเราจะรักอย่างเดียว โดยไม่คิดถึง ก็จะกลายเป็นความทอดทิ้งและเหินห่าง
ทำอย่างไรให้สองอันนี้มาอยู่ตรงกลาง เป็นทางสายกลาง เมื่อคิดถึงก็คิดถึงแล้วมีความสุข มีแรงบันดาลใจ มีแรงลุกขึ้นมาสร้างสรรค์ทำสิ่งต่างๆ เราวางใจในเรื่องคิดถึงได้ถูกต้อง ใจเราสมดุลดี
แต่ถ้าคิดถึงแล้วหงอยไปเลย ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีสมาธิ เราบอกว่าเราอยู่โดยขาดเขาไม่ได้ ขาดใจโลด อันนี้ เราคิดถึงเขาจริงๆ หรือว่าเรา"พร่อง" ในตัวของเราเอง เพราะหวาดระแวง อยู่คนเดียวไม่ได้ เป็นคนหลักลอย ขี้เกียจ ไม่อยากทำอะไร นอกจากจี้ตามประคบเขา ได้ควบคุม เป็นเจ้าของ แล้วถูกใจ กลัวสูญเสียมากเกินไป
ลองถามตัวเองว่า ข้อดีของการคิดถึงมีอะไรบ้าง ทำไมเราจำเป็นเราเลิกคิดถึงกัน ไม่เห็นต้องหาวิธีเลิกคิดถึงกันเลย คิดถึงกันนี่แหละดี เพราะทุกอย่างมีวงจร "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป" ความคิดถึงก็เหมือนกัน สักวันมันก็จะดับไปเหมือนกัน เป็นวัฎจักร มีช่วงที่เราคิดถึงได้มันดีแล้ว ที่ได้มีความสุขในแบบคิดถึง เพราะเดี๋ยวๆ ความคิดถึงมันก็ดับ
เมื่อดับแล้ว พบว่าตัวเองตัวติดกันเป็นเงี่ยงอยู่กับเหงือกปลาแล้วจะหนาวววว.
บทที่ ๔ รสชาติของความรัก
น้ำทะเลมีรสเดียว คือ รสเค็มฉันใด พระธรรมมีรสเดียว คือ รสแห่งความหลุดพ้น ฉันใด ความรักก็มีรสเดียว คือ รสแห่งเมตตาฉันนั้น
ทำไมถึงได้บอกว่า รักคือเมตตา ฟังดูเชยแหลก รักมีได้ตั้งหลายรส ทั้งรสคิดถึง รสเสน่หา รสปรารถนา ฯลฯ เหตุใดหยิบเอาแต่เมตตามาพูดถึง
อยากให้ลองนึกถึงคนที่เรารัก ... ให้เขาลอยมาใกล้ๆ เห็นหน้าเขาชัด แล้วถามตัวเองว่า ความรักที่เรามีต่อเขา มันหมายถึงอะไร เรารักเขาด้วยความรู้สึกเช่นไหน
ถ้ารู้สึกว่า เห็นรอยยิ้มเขาแล้ว เราก็มีความสุขไปด้วย นี่คือ เราเมตตาเขา เห็นเขาสุข เราก็สุขไปด้วยใช่ไหม
ถ้ารู้สึกว่า อยากให้เขาได้ดี มีความสำเร็จ มีสุขภาพแข็ง ดูดี นี่คือ เราเมตตาเขา เห็นเขาสำเร็จ เราก็พลอยยินดีไปด้วย ภาคภูมิใจไปด้วยใช่ไหม
ถ้ารู้สึกว่า เมื่อไหร่เห็นเขาทุกข์ เราก็พลอยทุกข์ไปด้วย อยากช่วยเหลือ รับฟัง แบ่งเบา อยากไปอยู่ใกล้ๆ เป็นเพื่อนปลอบประโลม คือ เมื่อเขาทุกข์ เราก็ทุกข์ไปด้วย นี่คือเมตตาไม่อยากให้เขาทุกข์ อยากให้เขาสุขใช่ไหม
ถ้าเราเห็นคนรัก แล้วเรารู้สึกเช่น นี่คือเรารักนะ เรารักจริงๆ ไม่ใช่รักในแบบที่เห็นเขาแล้ว อยากเห็นเขาเอาของขวัญมาให้เรา มาอยู่กับเรา ไม่ไปทำมาหากินอย่างอื่น อยากให้เขาใส่เสื้อตัวที่เราซื้อให้ อยากให้เขาดูต่ำต้อยด้อยค่ากว่าเรา นี่คือไม่ใช่ความรัก มันคือความสัมพันธ์เท่านั้นเอง
ดังนั้น รสของความรัก คือ รสของเมตตา
หากมีรักแบบเมตตาได้ รักนั้นจะเป็นรักที่มีคุณค่า มีความสุข และไม่มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ให้เราตามแก้เลย ลองดูเพื่อนๆ รอบข้างเถอะ ใครมีปัญหาทะเลาะกับคนรัก เบาะแว้งกันตลอด ความสัมพันธ์ไม่ลงรอย เพราะไม่ได้รักแบบเมตตา รักแล้วเห็นแก่ตัว ยังเมตตากันและกันไม่พอ ยังเข้าข้างแต่ตัวเองอยู่
คู่ไหนเขารักด้วยรสเมตตา ก็มีแต่ส่งเสริมกันให้สมบูรณ์พูนสุขยิ่งขึ้น ไปด้วยกันได้ดี เรียกว่าคบกันแล้วเจริญนั่นแหละ เพราะเกื้อกูลกัน ไม่ใช่มาหาประโยชน์ต่อกัน มาเรียกร้องต่อกัน ทำให้แต่ละฝ่ายไม่ได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
ธรรมชาติของการเป็นคู่ การที่เราต้องการมีคู่ เพื่อนคู่คิด ก็เพราะเพื่อเติมเต็มสิ่งที่เราขาด คำปรึกษา ความอบอุ่นที่เราอยากมี ความเข้าใจ ฯลฯ หากคนรักเมตตาให้สิ่งนี้กับเราได้ ร้อยทั้งร้อย เราไม่ไปมองหาใครอีกเลย ดังนั้นถ้าเราไม่อยากให้คนรักเราไปมีกิ๊ก เราก็ต้องเมตตากับเขาให้มากๆ เช่นกัน
เห็นไหมว่า ในเรื่องของความรักนั้น รักไม่ใช่เรื่องยาก เมตตาก็ไม่ใช่เรื่องยาก การลุกขึ้นมาเห็นแก่ตัวต่างหาก เป็นเรื่องยาก เพราะสร้างปัญหา ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งต่อสู้กันไม่จบ ลุกขึ้นมาเมตตากันง่ายกว่า ดูแลและเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ของอย่างนี้ ยิ่งทำยิ่งจารึกติดอยู่ในใจนานนับวัน กลายเป็นความผูกพันที่ดี กลายเป็นความรักที่เรียกว่ารักแท้ และอย่าคิดว่ารักแท้นั้นหยุดเวลาไว้แล้ว รักแท้เราก็ต้องหมั่นเติมเมตตาอย่าหยุด เหมือนบัตรเติมเงิน เมื่อไหร่เคยเมตตาแล้วจู่ๆ หมดเมตตา ความรักก็กลายมาเป็นความสัมพันธ์อีกแล้วให้เราเจริญเมตตากับคนที่เรารักตลอดและสม่ำเสมอ อย่าห่างหาย อย่าเปลี่ยนแปลง ทำจนเป็นวิสัย
ส่วนคนที่คิดว่า มีแต่ "รัก" แต่ลืม "เมตตา" ก็อย่าลืมกลับมา "ใส่ใจ" ลงไปในความรัก สร้าง "รัก" วันนี้ที่มันดูเป็น "รักแกนๆ" ให้กลายเป็น "รักแท้" ด้วยเมตตาเถิด เมตตาขณะรักกันนั้นง่ายกว่าเกลียดกันในความรัก จริงไหมล่ะ
บทที่ ๕ รักแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยน
นักวิจัยชาวจีน ได้ทำโพลล์และพบว่า คู่รักสามีภริยาจะมีความสุขที่สุดในช่วง 3 ปีแรกของการแต่งงาน จะรักกันได้อย่างสบาย เพราะต่างฝ่ายต่างก็ยังพอทนนิสัยไม่ดีของอีกฝ่ายหนึ่งได้
"ทนนิสัยไม่ดีของอีกฝ่ายได้" นี่ใช่ไหมที่จะเป็นคีย์ทำให้รักเราไม่เก่าเลย
ทำไมไม่เปลี่ยนตัวเอง ทำไมจะต้องบอกว่าให้ทนให้ได้ แล้วจะมีความสุข นี่คือความรักจริงๆ หรือ
ไม่ใช่แค่งานวิจัยของอาตี๋อย่างเดียว ก่อนหน้านี้ฉันก็เคยอ่านเจองานวิจัยของฝรั่ง ที่บอกว่าคีย์สำคัญของความสำเร็จในชีวิตคือ การให้แต่ละคนได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่พยายามเปลี่ยนแปลงกันและกัน เมื่อต่างฝ่ายสามารถเปิดเผยตัวเองได้ ก็จะรู้สึกรีแลกซ์ในความสัมพันธ์ และก็ไปกันได้ยาว
สองอย่างนี้สอดคล้องกันอย่างน่าประหลาด และบางทีก็อาจตรงใจกับคุณใช่ไหมละ แล้วรู้ไหม มันตรงกับหลักธรรมในเรื่องไหน
"พอใจกับสิ่งที่เรามีอยู่" ไงล่ะ การไม่ไปมองเห็นสนามหญ้าหน้าบ้านของคนอื่นเขียวขจีน่าเดินเล่นมากกว่าสนามหญ้าหน้าบ้านตัวเอง เพราะการรู้จักพอ คือ เคล็ดลับของความสุข ถ้าไม่รู้จักพอ ไม่ว่าจะได้มากแค่ไหน ก็ไม่เคยมีความสุขเลย เพราะพอไม่เป็น หยุดไม่เป็น
บางคนก็อาจจะบอกว่า ก็ฉันยังไม่พอ เพราะยังน้อยกว่าคนอื่นอยู่มาก จะไปเปรียบเทียบกับคนอื่นได้อย่างไรว่าของฉันมันพอแล้ว มาตรฐานของคำว่าพอ มักเป็นที่ถกเถียง ว่า "พอที่พอจริงๆ" มันคืออะไรกันแน่
ก็ขอให้มองคำว่า "พอ" ไปกับคำว่า "ทางสายกลาง" อะไรที่เป็นทางสายกลาง อยู่กลางๆ ไม่ตึง ไม่หย่อน ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกิน นี่เรียกว่าทางสายกลาง ไม่ใช่จุดกึ่งกลางนะ แต่เป็นทางสายกลางที่เป็นความพอดี
วัดได้่ง่ายๆ ว่า ถ้ามีน้อยกว่านี้ก็ไม่เป็นไร ยังพอได้ ถ้ามีมากกว่านี้ก็ไม่เป็นไร ยังพออยู่ได้ ความพอเป็นทางสายกลางคือ ถ้าเพิ่มหรือลดนิดหน่อย ก็ไม่ถือว่าเปลี่ยนแปลงมาก เรียกว่าอยู่ในจุดที่ "สมดุล" นั่นเอง
กับคนรักก็เหมือนกัน ถ้าเมื่อไหร่เราอยากเปลี่ยนเขา ก็ลองถามเราก่อนว่า ถ้าเขาอยากเปลี่ยนเราบ้าง เราจะรู้สึกอย่างไร เราก็คงรู้เลยใช่ไหมว่า เปลี่ยนน่ะก็เปลี่ยนได้อยู่หรอก แต่เปลี่ยนได้แค่เริ่มต้น สักระยะหนึ่ง เมื่อเราไม่ไหวเมื่อไหร่ เราก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมอย่างแน่นอน
ถ้าคิดได้ดังนี้แล้ว ก็รู้ใช่ไหมว่า การพยายามเปลี่ยนใครสักคนนั้นเป็นเรื่องยากและเหนื่อยแค่ไหน และความเสี่ยงสูงด้วยที่จะสูญเวลาเปล่า ดังนั้นการยอมรับหรือพอใจในสิ่งที่เขาเป็นอยู่ ยอมรับในความเป็นเขา จะง่ายกว่าไหม
ถ้าหากว่าสิ่งที่เขาเป็น เป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้จริงๆ ถ้าเขาเปลี่ยนเรื่องนี้ได้ เรื่องอื่นเราก็ฉลุย ก็ยังพยายามจะเปลี่ยนอยู่อีก เราก็หันมาถือเรื่องทางสายกลาง ความสมดุล มองว่าข้อเสียของเขาที่เรารับไม่ได้ ก็เป็นด้านหนึ่งของข้อดีที่เราชอบ หากเขาไม่มีข้อเสียในเรื่องนี้ ก็อาจจะไม่มีข้อดีในด้านที่เราชอบก็ได้
พูดไปก็เหมือนเรื่องซ้ำๆ แต่เราควรรู้ซึ้งให้ถึงรูขุมขน คือ มนุษย์ตราบยังเดินดิน ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ เราต้องมองข้อดีของเขา ถ้าเรามองข้อเสีย เราง่อยใจแย่ การมองคนต้องหัดมองให้เห็นข้อดี แล้วเราจะมีความสุข
รักคนได้ง่าย เกลียดคนได้ยาก ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งจริงๆ
เราสามารถยอมรับข้อเสียมากมายของตัวเองได้ และมีเหตุผลอธิบายได้ด้วย เพราะเราเข้าใจตัวเราเอง กับคนรักก็เหมือนกัน หากคุณ "เข้าใจ" คนรักของคุณ คุณจะไม่มีคำว่าไม่พอใจแน่นอน มีแต่คำว่าเข้าใจ
สรุปแล้วที่ยังอยากเปลี่ยนเขา ก็เพราะยังไม่เข้าใจในความเป็นเขานั่นแหละ
บทที่ ๖ มีรัก ก็ต้องรัก ไม่ใช่เกลียด
เคยเห็นคู่รัก ทะเลาะกันเป็นวรรคเป็นเวร ทุกวันสามเวลาหลังเล่นเฟซบุคไหม บางครั้งเขาทะเลาะกันจนเรางงว่า นี่มันรักกัน หรือเกลียดกันกันแน่ เป็นคู่รัก หรือคู่เกลียด เง็ง
ทำไม วันๆ ไม่นั่งรักกัน แต่มานั่งทะเลาะกัน ความจริงแล้วคือเขายังไงกันกันแน่ กองเชียร์ คนดูชักงงแล้วนะ
เรื่องนี้ฉันเจอบ่อย เพราะมีเพื่อนๆ มาปรึกษาเรื่องรักที่เป็นไปพร้อมกับเรื่องทะเลาะอยู่เสมอ ... งอน โกรธ น้อยใจ เสียใจ ไม่ได้ดั่งใจ เจ็บใจ ไม่พอใจ ไม่ได้ดั่งใจ ฯลฯ อะไรนิดอะไรหน่อยก็ทะเลาะกัน
คนที่ทะเลาะกัน เพราะไม่พอใจ เกิดจากเส้นขีดเรื่อง "ความอดทน" กับ "ทะเลาะไม่เป็น" เรื่องความไม่พอใจ เรามีกันทั้งนั้นแหละ แต่จะแสดงออกแบบไหน คือ จะชวนทะเลาะ หรือพูดดีๆ ให้เหตุผล ให้ความเย็น ใช้วิธีการที่ละมุนละม่อม ระงับความโกรธได้ นอกจากนี้ขีดความอดทนของแต่ละคน มันจะบอกว่า เราทนความไม่พอใจได้แค่ไหน ถึงจะไม่โกรธ ไม่เป็นเรื่อง ความอดทนเรามีไหม หรือว่ามีแต่รัก แต่ความอดทนไม่มีเลย ขันติไม่เป็น อะไรนิดอะไรหน่อย ก็วี๊ดดด จากที่รักก็เลยแสดงออกเป็นเกลียด จริงๆ ก็รักนะ แต่เพราะอดทนไม่ได้ กับอดทนไม่ได้ แล้วจะทะเลาะก็ทะเลาะไม่เป็น
การทะเลาะให้เป็น เป็นศิลปะที่เราไม่่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ คิดว่าทะเลาะก็คือทะเลาะ คิดว่าวิธีการแก้ไขการไม่ทะเลาะ ก็คือ ห้ามทะเลาะ จริงๆ แล้ว เราจะทะเลาะกันก็ได้ เพราะทะเลาะแล้ว อาจจะแก้ปัญหาได้ด้วยซ้ำ ไม่กินแหนงแคลงใจกัน ไม่เก็บกดระเบิดในใจคนเดียวจนกลายเป็นบ้าเป็นหลัง
การทะเลาะกันเชิงสร้างสรรค์ คนรักของฉัน ให้แนวทางไว้ว่า ต้องเริ่มด้วยการ ๑. ทะเลาะกันได้ แต่ต้องพูดจากันด้วยความสุภาพ ห้ามใช้คำหยาบ ห้ามเสียงดัง บางครั้งคำพูดเหมือนแรง แต่เสียงไม่แรง และคำสุภาพ มันก็จะแรงในความหมาย แต่ไม่แรงในสถานการณ์และอารมณ์ ด่านแรกนี่ช่วยได้มาก
๒. ด่านต่อมาในเรื่องการทะเลาะอย่างสร้างสรรค์ ก็คือ ต้องยอมรับฟัง เมื่อใครคนหนึ่ง ยกธงว่า ฉันจะชวนทะเลาะแล้วนะ แต่จะทะเลาะอย่างดี อีกฝ่ายก็ต้องฟัง ไม่ใช่เดินหนี เพราะปัญหาหลายๆ อย่าง เปลี่ยนแปลงประเด็นจากเรื่องหนึ่ง กลายเป็นเรื่องของ "เธอไม่รับฟังฉัน ไม่สนใจปัญหาฉัน" ไปได้ง่ายจริงๆ หากไม่รับฟังนี่ ปัญหาบานปลาย
๓. เมื่อต่างฝ่านต่างได้พูดแล้ว ก็ต้องปรับเข้าหากันคนละครึ่ง อย่างที่เขาบอกถ้อยทีถ้อยอาศัย เธอแรง ฉันเบา เธอเบา ฉันก็เบา ไม่ใช่เอาเต็มเหนี่ยวนะ คิดใหม่ ... เวลาทะเลาะ ถ้าเจอกันครึ่งทาง ปัญหาก็หมดไปครึ่งหนึ่งเหมือนกัน
เหลืออีกครึ่งหนึ่ง เอาความรักที่เรามีมาจับ มาเป็นตัวแก้ ... แล้วความรัก ก็จะยังเป็นความรัก ไม่ใช่ความเกลียด เพราะคนรัก มีไว้ให้รัก ไม่ได้มีไว้ให้เกลียด
...ฉันมีชีวิตไว้ให้เธอรัก
เพราะฉันเป็น "คนรัก"
ไม่ใช่คนเกลียด...
ที่รัก โปรดจำ
บทที่ ๗ รัก รักอยู่ หมดรัก
ในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรม สิ่งหนึ่งที่จะเห็นคือ การเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
สิ่งนี้เป็นวงจรของทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่าง กล่าวคือ ของทุกอย่าง เมื่อมีเกิดขึ้น ย่อมคงสภาพอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แล้วก็จะต้องถึงเวลาดับสูญสลายไป ไม่ว่าจะเป็นคน สิ่งของ ความรู้สึก ทั้งรัก โลภ โกรธ หลง เสียใจ ฯลฯ อะไรๆ ก็ตาม ถ้าลองได้เกิดขึ้นแล้ว มันก็จะดำเนินไประยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะดับไปในที่สุด ทุกสรรพสิ่งดำรงอยู่ภายใต้กฏนี้
ความรักก็เฉกเดียวกัน เกิดรัก รักอยู่ และหมดรัก
และที่บอกว่า รัก รักอยู่ หมดรัก ไม่ใช่จะบอกว่ารักแท้ไม่มีอยู่จริงนะ เพราะถ้าทุกๆ คนเชื่อว่ารักแล้วสุดท้ายก็หมดรักอยู่ดี โลกนี้คงไม่มีพลังรักไว้ค้ำจุนโลก การเข้าใจวงจรของความรักก็เพื่อจะบอกว่า รักนั้นเกิดๆ ดับๆ ตลอดเวลา เดี๋ยวรักมาก รักน้อย รักใหม่ รักอีก รักดับ รักซ้ำ รักเพิ่ม ฯลฯ มันเป็นอย่างนี้ร่ำไป หมุนเวียนจนกว่าจะหมดรักไปจริงๆ ไปจากใจ
ดังนั้น ถ้าหากเราอยากให้รักนี้ยาวนานไปตราบชั่วอายุขัยของเรา เราก็ทำให้รักเกิดๆ ดับๆ ตลอดเวลา อย่าหยุดหาย ว่ากันง่ายๆ อย่างนี้แหละ เมื่อรักต้องเปลี่ยนแปลง ก็อยู่กับความเปลี่ยนแปลงนั้นให้ได้ และเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงนั้นเสียเอง
รักดับได่้ ก็เกิดขึ้นใหม่ได้ ไม่ต้องไปใจเสีย ความรักแต่ละวงจะสั้นบ้าง ยาวบ้าง ก็ตามเหตุและปัจจัย คือมันก็เกิดวงจรกับเรากับคนรักของเรานี่แหละ ดับๆ เกิดๆ ตลอด เดี๋ยวรัก เดี๋ยวเลิกในความรู้สึก ไม่ได้เลิกในทางการ การรักๆ เลิกๆ อย่างนี้ เกิดได้ไม่ใช่ข้อเสีย กลับเป็นข้อดีที่กระตุ้นเพลิงรักไม่ให้มอดด้วยซ้ำ
ดังนั้น เมื่อไหร่ที่เห็นคนรักง่อยๆ ลง ไม่ค่อยสนใจเราอย่างเคย เหมือนความรักเริ่มมอดๆ ลง ก็ไม่ต้องไปฟูมฟาย คิดว่าต้องเลิกร้าง สิ่งที่เราสามารถทำได้คือเติมเชื้อรักเข้าไปใหม่ ให้มันเกิดขึ้นได้อีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่าหยุด และอย่าเหนื่อยกับความรัก เขามีใจให้เราอยู่แล้ว ควันมันมีอยู่แล้ว เติมลมเข้าไป ก็กระพือได้อีก เป็นที่รู้กัน
ชีวิตเรามันก็เป็นอย่างนี้ในทุกๆ เรื่องนั่นแหละ ไม่ใช่เฉพาะกับความรัก ความขยันในการทำงาน มันก็มีดับๆ เกิดๆ ขยันมาก ขยันน้อย สลับกันไป อย่างนี้เป็นต้น
หากเข้าใจวงจรเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ว่ามันมีระยะวงจรได่้ทุกระยะ ไม่ใช่แค่ระยะยาวๆ เท่านั้น แม้ลมหายใจหนึ่ง ก็อาจเกิดการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของความรู้สึกในใจเราบางอย่างได้ เพียงแต่เราจะมองเห็นหรือเปล่าเท่านั้นเอง
ดังนั้น เมื่อเห็นวงจรรักวงจรย่อยๆ ของเรา มีสั้นบ้าง ยาวบ้าง ก็มองให้เห็นและมองให้เป็น ยิ้มรับกับทุกช่วงของความรัก เมื่อรักแล้ว ก็รักความเปลี่ยนแปลงของความรักด้วย เพราะถ้ารักไม่ได้ ก็แย่เลย ทุกข์ไม่รู้จบ เพราะไม่อยากให้รักเปลี่ยนแปลง มองว่ารักเปลี่ยน คือ หมดรัก
ความจริงแล้ว รักเปลี่ยนนี้ แปลว่ารักยังอยู่ต่างหาก...
เมื่อไหร่ที่รักไม่เปลี่ยน คือ หมดรักแล้ว รักหายไปแล้ว จึงไม่สามารถเปลี่ยนได้ เพราะไม่มีตัวตนให้เปลี่ยน
อย่างนี้น่ากลัวกว่าอีก.
คืนวันล่วงไปทุกลมหายใจ สายน้ำไม่เคยไกลกลับ ทุกครั้งที่เราหายใจ เราเป็นคนใหม่ เหมือนทุกครั้งที่สายน้ำไหล สายน้ำนั้นก็ไม่เคยเหมือนเดิม
เมื่อวานนี้สายโทรศัพท์จากเบอร์ที่ไม่คุ้นดังหลายครั้ง ปกติฉันไม่ชอบรับสายแปลกๆ ไม่รู้เป็นไง จะให้พลาดงานหมื่นแสน หรืออะไรก็ตาม จะโทรกลับก็เมื่ออารมณ์ดีหรือว่างเท่านั้น คงเพราะถ้าฉันมีอะไรทำอยู่แล้วในมือ ไม่อยากจะเสียสมาธิกับอย่างอื่น และไม่อยากจะรับงานเพิ่มเลย
แต่คราวนี้โทรศัพท์สายแปลกนั้น โทรมาหลายรอบ จนกระทั่งฉันนวดเสร็จแล้ว และวันนี้ฉันเคลียร์งานต้นฉบับอีกเล่มลุล่วง เรียกได้ว่าอารมณ์ดี ก็เลยรับสายนั้น แล้วเสียงปลายสายก็อึกอัก ทำให้ฉันงุนงงเข้าไปอีก เหมือนลำบากใจที่จะพูดอะไร และใช้คำพูดไม่ถูก
กลไกการป้องกันตัวทำให้ฉันตอบ ใช่ค่ะ ใช่ค่ะ กลับไป แบบเย็นชาไว้ก่อน แล้วเธอจึงได้เข้าประเด็นว่า
"ไม่ทราบจำ...นี่ได้ไหมคะ"
"จำได้ค่ะ"
"เอ่ออ... คือ เป็นแฟนของ... นะคะ"
"อ๋อค่ะ" อืม เรียกชื่อคนนั้น เหมือนที่เราเคยเรียกด้วย
"คือ พอดีจะแต่งงานแล้ว และจะย้ายไปอยู่ที่บ้าน และเห็นว่ามีของบางอย่างที่อาจจะสำคัญสำหรับคุณ และคุณอยากจะเก็บไว้"
นั่นไง แล้วชีวิตก็พาให้เรามาเจอเหตุการณ์ที่ หึ หึ ขอเรียกว่า "ตะลึงตึงตึง"ตื่นเต้นพอควรก็แล้วกัน เหตุการณ์ที่ว่านั้น คือ แฟนใหม่ของคนที่เราเคย.... โทรมาแสดงตัว แล้วก็.... มีเรื่องของสมบัติพัสถาน สิ่งที่สำคัญต่อความรู้สึก ที่อยากให้เรากลับไปเอา
ฉันรับปากว่าจะลองไปดู แต่คงจะไปเร็วกว่าที่เธอต้องการไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าว่างเมื่อไหร่ (จริงๆ คือ ไม่รู้พร้อมจะไปเมื่อไหร่) เธอบอกให้ฉันไปเอาภายในอาทิตย์สองอาทิตย์นี้ได้ไหม ฉันไม่ได้โกรธหรอกนะที่เธอเร่ง แต่ฉันยังงงๆ อยู่เท่านั้นเอง ห้าปีแล้ว ไม่ได้ข่าวคราว และไม่เคยคิดสืบข่าวคราว วันหนึ่งก็มาเจอข่าวจะแต่งงานแล้ว
กับเขาคนนั้น ตอนเลิกกัน เราก็ไม่ได้ทะเลาะกันอะไรมากมายเท่าไหร่ แถมตอนคบกัน ก็ไม่เคยทะเลาะกัน แต่ทำไมเวลาเลิกกัน ไม่เคยเผาผีกันก็ไม่รู้ เหมือนหมดบุญหมดกรรมต่อกันขึ้นมาเฉยๆ
...
ฉันวางสายจากสายนั้น สายที่เธอออกตัวว่า "ไม่ได้โทรมาว่านะคะ" แล้วก็นั่งคิด ความรู้สึกเกิดขึ้นไม่มาก มีคำถามตลกๆ เกิดขึ้นนิดหน่อยว่า อ๋อ เขาจะได้แต่งงานกัน เธอเป็นคนยังไงนะ เขาเจอกันที่ไหน เขารักกันอย่างไร เราดีต่อกันไหม เขาจะแต่งงานกันอย่างไร เขาจะตกแต่งบ้านอย่างไร ฯลฯ
คำถามของปุถุชนเกิดขึ้นมาตามกิเลศปรุงแต่ง แล้วจิตที่อยากจะเป็นคนดี ก็ส่งเอสเอ็มเอสไป แสดงความยินดีต่อข่าวแต่งงาน และแสดงความขอบคุณที่แจ้งข่าวเรื่องของของฉัน พร้อมสัญญาว่าจะไปรับให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้
สักพัก เธอเอสเอ็มเอสกลับมาขอบคุณ และขอให้ฉันมีความสุขในชีวิต
...
ฉันปิดเอสเอ็มเอส แล้วก็ยิ้ม
ณ วันหนึ่งเคยรัก
ณ วันนี้ ไม่หลงเหลือความรักแล้ว แต่ความปรารถนาดียังมีอยู่
...

....
เมื่อก่อนเคยสงสัย
เรารักกันไหม
เราดีต่อกันแค่ไหน
รักของเราจะยั่งยืนหรือเปล่า
เวลาผ่านไป ฉันพบคำตอบ
ที่มันแตกต่างจากที่เคยคาดหวัง
แต่ ณ วันนี้ ที่มันแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ฉันกลับไม่รู้สึกเสียใจเลย
ดีใจด้วยซ้ำ ที่มันไม่เป็นอย่างที่ฉันคิด
อภัยให้ฉัน ที่ทำให้เวลาเธอสูญเปล่า
อโหสิให้ฉัน หากทำให้คืนวันเธอแหว่งวิ่นไปบ้าง
ตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันยิ้มให้เธอ
นั่นคือ ความบริสุทธิใจ
ต่อเมื่อฉันเดินจากไป
มันคล้ายกับมีอะไรบางอย่างบอกให้ฉันต้องทำ
สัญชาตญาณนั้นรุนแรง
และวันนี้ก็พบคำตอบ มันคือความจริง
เราควรต้องจากกัน
อดีตรักไม่จำเป็นต้องฝังใจ
เหลือไว้เพียงความปรารถนาดี
ไม่จำเป็นต้องพบ
ฉันเชื่อว่าเธอจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้
อย่างเป็นสุข
จากคนเคยรัก กลายเป็นคนทั่วไป
ความรักไม่เหลืออยู่
แต่ความปรารถนาดียังมีอยู่
เมื่อดีต่อกัน ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ
เมื่อจาก ไม่จำเป็นต้องเอ่ยลา
ทุกอย่างเป็นไปด้วยตัวของมันเอง
ในโลกนี้ไม่มีอะไร
อดีต ไม่มี
มีแต่ปัจจุบัน
(355618)
ทุกวันนี้ที่มานั่งเขียนบลอก เหมือนแนวจะสอนสั่งนี่ เพราะคิดว่าตัวเองฉลาดนะ
คิดว่าตัวเองมาอวดฉลาดอยู่หน้าเวบ
ความจริงแล้ว ก็คือ โง่นั่นแหละ ไม่รู้แล้วอยากอวดฉลาด
เนตรนภา ฉายา โงโง่จัง
ก็ไม่รู้นะ หลายๆ เรื่องที่เจอ สิ่งที่รบกวนความรู้สึกเรา มันทำให้เรารู้ตัวนะว่า เออ กูโง่นี่ เรื่องแค่นี้ก็รับมือไม่ได้ เจ็บปวด ทุกข์ทรมานกับมันมาก ปรับตัวไม่ได้ ยอมรับไม่ได้ ก้มหัวให้ไม่ได้ เพราะว่ากูโง่
อีกเรื่องหนึ่ง คือ จริงๆ แล้ว ที่เขียนมาทั้งหมด ทำเหมือนรู้ คือจริงๆ แล้ว ไม่รู้หรอก จริงๆ แล้วโง่
...
ไม่รู้เป็นไร พอวันนี้มันนั่งยอมรับตัวเองได้ว่า
เออ เราไม่รู้
เออ เราโง่
นี่ ทุกๆ อย่าง ในความคิดมันเบาขึ้นเยอะ
การที่เราแบก เราทำเป็นรู้ นี่มันหนัก
....
เขาถึงได้บอกว่า คนฉลาด คือ คนที่โง่เป็น
เขาถึงได้บอกว่า คนที่รู้ว่าตัวเองโง่ คือ คนฉลาด
...
ชอบภาคตัวเองที่โง่จัง




เมื่อสิ่งแวดล้อมก็งามดี มีแต่ตัวเราที่น่าเกลียด
.....
บางครั้ง เมื่อเราอยู่กับคนแปลกหน้า
หรือท่ามกลางคนมากมายในสังคม
เราอยากเป็นคนดี เราอยากเป็นคนที่ทำให้แผ่นดินสูงขึ้น
แต่เราก็วางตัวไม่ถูก เราล้นออกมาในความเป็นเราเอง
ควบคุมตัวเองไม่ได้
การกระทำ คำพูด ความคิด
ดูน่ารำคาญ
การแสดงออกของเราดูไม่สมบูรณ์
คำพูดของเราเลอะเทอะ ร่ำไร และไม่ได้เรื่อง
...
ทำตัวไม่ถูก
อยากทำดี แต่อึดอัด
อยากเป็นคนดี แต่ทำไม่ได้
ไต่ไปไม่ถึง
บางครั้งก็มีกำลังพอ (ทำได้)
บางทีก็ท้อถอย
อยากใส่เกียร์ "เป็นตัวของตัวเอง" เต็มที่
เลวให้ถึงใจ เพราะทำได้ง่ายกว่า
ไม่แคร์ใคร ไม่สนใจ
อยากทำอะไรก็ทำ
ทั้งที่หนักหัวตัวเอง และหนักหัวคนอื่น
ใจหนึ่งก็เกรงใจ อีกใจหนึ่งก็กลัวเกรง
อ้ำๆ อึ้งๆ
สงสัยกับคำว่า "เป็นตัวของตัวเอง" แต่มันเท่ากับคำว่า คนเลว
กับการไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่มันเท่ากับคำว่า คนดี
เราเสแสร้งแกล้งเป็นคนดีกันเช่นนั้นหรือ
กับการที่เรายังไม่ใช่คนดี แต่เราแกล้งทำดี มันคือความเลวอันหนึ่งใช่ไหม
....
อยากจะรู้ว่าทำไม เธอไม่เคยจะพอใจ
ไม่แคร์กับสิ่งที่ฉันทำไปทุกอย่าง...
ฉันคิด
ฉันคำนึง
ฉันใคร่ครวญถึงมันอย่างอ่อนล้า
ที่สุดก็พบว่า
เมื่ออยู่กับตัวเอง ฉันเป็นคนเช่นไร
ฉันก็จะเป็นคนเช่นนั้นแหละ กับการอยู่กับผู้อื่น
นั่นหมายถึงว่า
เมื่อฉันอยู่กับตัวเอง ฉันทำสิ่งๆ ต่างเพราะรู้จักตัวเอง เข้าใจการกระทำของตัวเอง
เมื่ออยู่กับคนอื่น ฉันก็จะเป็นอย่างที่ฉันเป็น โดยเชื่อในพื้นฐานที่หวังว่าเขาคงพอจะเข้าใจในความเป็นเรา
หรือหากว่า จะมีคนไม่เข้าใจ
เราก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไป
เราอยู่กับคนอื่น แต่ก็ให้เหมือนเราอยู่กับตัวเอง
คือหวังใจว่า คนอื่น = ตัวเราเอง
เพราะหากเราไม่คิดหวังเช่นนี้ เราไม่สามารถเป็นคนดีในแบบของเราได้
ความหวัง...ของฉันเหมือนไฟที่ใกล้ดับ
ถอดแล้วทั้งหัวใจ...
จบไปด้วยเพลงนี้ ชอบฟังเพลงนี้วันนี้
text by Netnapa Janeckova
(348597)

บทนำ
เริ่มต้นเดินทาง ยากเสมอ
เขียนหนังสือ ยากที่ย่อหน้าแรก

ประโยคเริ่มต้นง่ายๆ ของหนังสือท่องเที่ยวก็คือ "ชีวิตคือการเดินทาง" (คล้ายๆ กับเมื่อจะพูดเรื่องบ้านก็เริ่มต้นด้วยบ้านคือวิมานของเรา), อะไรมันจะง่ายอย่างนั้น ใช่ ชีวิตคือการเดินทาง แต่การเขียนหนังสือก็น่าจะมีมากกว่าหนึ่งหนทาง...แต่ไม่ว่าจะยังไง ก็ถือได้ว่าฉันขึ้นต้นย่อหน้าแรกของหนังสือได้เรียบร้อยแล้ว
อะไรก็ตาม การเริ่มต้นนี่ล่ะยากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเดินทางก้าวแรก เขียนหนังสือย่อหน้าแรก มีแฟนคนแรก เข้าโรงเรียนครั้งแรก หรือแม้แต่โกหกครั้งแรก เมื่อเริ่มต้นเขียนหนังสือย่อหน้าแรกได้แล้ว ฉันก็จะขอจบย่อหน้าที่สองด้วยการบอกว่า สาเหตุที่ฉันต้องเขียนหนังสือเดินทางเล่มนี้ก็เพราะว่าการเดินทางไม่ใช่ชีวิต,ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต, หากมันคือส่วนหนึ่งของชีวิต ซึ่งไม่ว่าจะเป็นส่วนสำคัญมากหรือสำคัญน้อย แต่มันก็มีเรื่องเล่าในแบบของมัน จากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดจบ มีองค์ประกอบครบให้เราอ้างอิงถึง เป็นต้นว่า วิธีการไป การจัดกระเป๋า การเลือกเพื่อนร่วมทาง หัวข้อที่จะคุยระหว่างเบื่อๆ วิวข้างนอกสวยแค่ไหน ซื้ออะไรไปฝากเพื่อน จะกินอย่างไร เข้าเมืองตาหลิ่วอย่างไร และเรื่องอะไรที่เรารับไม่ได้ระหว่างเดินทาง
เราอาจเดินทางไปในรอยทางเดียวกันบนรองเท้าคนละคู่ สายตาคนละแบบ และคนละช่วงเวลา แต่ทว่า ความรู้สึกและความทรงจำเราอาจเหมือนกันก็ได้ นั่นไม่ใช่ปัญหา มาฟังฉันเล่าเถอะ ฉันจะเล่าในแบบของฉัน และเธอฟังในแบบของเธอ
คุณอาจไม่อยากอ่านเล่มนี้ด้วยข้ออ้างได้มากมาย เช่นว่า คงไม่มีโอกาสเดินทางไปในเส้นทางสายเดียวกัน หรือว่าไม่รู้จักคนเล่าดีพอ ก็จริงนะ แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องไปที่เดียวกับฉัน เราไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน แต่สาเหตุที่คุณควรจะอ่าน ก็เหมือนกับที่มีผู้ชายคนหนึ่ง คุกเข่าขอร้องให้คุณแต่งงานด้วย ทั้งที่มันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต ควรจะคิดให้นานๆ แต่หากไม่จำเป็นจริงๆ ณ วินาทีตรงหน้านั้น (พร้อมประกายของเพชร) คุณก็คงจะไม่ปฏิเสธเขาใช่ไหม
การที่ฉันขอให้คุณอ่านเรื่องนี้ก็เหมือนกัน .. โดยไม่จำเป็นต้องคุกเข่า แต่ฉันเขียนทั้งหมดด้วยหัวใจ จากทุกรอยเท้าที่ย่ำไปในยุโรป เวลาทุกนาที สมบัติพัสถาน และการคิดถึงบ้านเมื่อจากมาไกลๆ ทั้งหมดนี้เป็นเดิมพันวางไว้ตรงหน้า เพื่อให้คุณหันมามอง
รู้ไหม เรื่องอกหักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งในโลก คือ การที่นักเขียนอกหักจากคนอ่าน คือการที่คนอ่านหักอกคนเขียน
รู้ไหมว่า การยื่นมือรับแหวน อาจจะไม่ต่างจากการหยิบหนังสือเล่มหนึ่ง
สัญญาหน้าร้านหนังสือที่ชั้นวางแผง ว่าถ้าฉันเขียน คุณจะอ่าน (ในวันที่คุณบ่นว่าหาหนังสือทีี่อยากอ่านไม่เจอ) คุณเคยสั่งการณ์ในสายลมให้ใครสักคนออกไปจากบ้าน แล้วกลับมาพร้อมกับเรื่องสนุกๆ ที่วางไว้บนชั้นหนังสือในร้านหนังสือใกล้บ้าน แล้วคุณบอกว่าถ้ามีใครทำแบบนั้น คุณเอามันกลับบ้านไปด้วย
... คือคุณใช่ไหมล่ะ!?
รู้ไหม เมื่อหมั้นหมายกับใคร
เราควรจะแต่งงานกับคนๆ นั้น.
บทที่ สอง
หนังสือ คือ แหวนหมั้น
และฉันอยากแต่งงานกับคุณ

อาจมีคนบอกรักด้วยหนังสือ
แต่มีใครขอแต่งงานด้วยหนังสือ?
เริ่มต้นย่อหน้าแรกของบทแรกว่ายากแล้ว การเริ่มต้นย่อหน้าแรกของบทที่สอง ก็ใช่ว่าจะง่าย การเริ่มต้นทุกสเต็ปไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นนำให้เราเข้ารกหรือเข้าพง แบบที่ฉันกำลังทำนี่แหละ
ก่อนที่จะพงให้มากกว่านี้ เรามาเข้าเรื่องกันก่อน (เป็นการเชื่อมประเด็นที่เชยเสียจริง) เรื่องที่ว่าก็คือว่า ระหว่างการเขียนหนังสือ การเดินทาง และความรัก คุณรู้ไหม มีอะไรที่เหมือนกัน
"อ่อนหวานเหมือนความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก" นั่นคือสิ่งที่ทั้งสามอย่างเหมือนกัน การเขียนหนังสือคือความอ่อนหวานแบบความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก เพราะเมื่อความคิดเลื่อนไหล และพรั่งพรูออกมาเป็นตัวอักษร มันสวยงามเหมือนประกายความคิด เหมือนประกายของฝนดาวตกที่เป็นโมเมนต์แห่งความสุขที่น่าจดจำ
การเดินทาง อ่อนหวานเหมือนความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก เพราะ ณ จุดที่รอยเท้ากับหัวใจเราบรรจบกัน เราไม่เคยลืมภาพความทรงจำนั้นได้เลย
ความรักอ่อนหวานเหมือนความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก เพราะเมื่อใดที่ความรักหล่นจากหัวใจ เรารับรู้ได้ว่าโลกทั้งโลกสั่นกระเทือน วูบไหว และอ่อนหวานทั้งยามเจ็บและยามสุขจากความรัก
ทำไมเมื่อเดินทาง เราจึงต้องทั้งมีความรัก และต้องเขียนหนังสือ?
ฉันอยากให้คุณย้อนไปอ่านชื่อเรื่องของบทนี้ค่ะ
หนังสือไม่ยืนยง
เส้นทางไม่ยาวนาน
ความรักอาจเปลี่ยนแปลง
ไม่มีอะไรถาวร
เมื่อทุกอย่างเป็นอนิจจัง
เราควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่ยั่งยืนให้ได้
ใช้ความเปลี่ยนแปลงให้เป็นประโยชน์
อยู่กับโมงยามนั้นก่อนจะสิ้นสูญ
รู้จักการซึมซาบ และดื่มด่ำให้เป็น
ก่อนจะดับหายไปตามกาลเวลา
บทที่สาม
บทคัดย่อ

ฉันอยู่ยุโรปมาแล้วห้าปี ฉันแต่งงานที่นี่ ประเทศที่ไปบ่อยคือ เช็ค ออสเตรีย เยอรมัน ฝรั่งเศส และบางเมืองในเบลเยี่ยมกับอิตาลี ฉันจะเล่าเรื่องพวกนี้ให้คุณฟังในแแบบเห็นภาพ ซึ่งหมายความว่า มีภาพเยอะๆ เต็มหน้า และมีคำบรรยายใต้ภาพ หมดยุคของการเล่าด้วยตัวหนังสือแล้วใช่ไหม เมื่อภาพหนึ่งภาพให้ความหมายมากกกว่าคำล้านคำ และเราเพราะมีกล้องดิจิตอล
พูดถึงประเทศเช็ค มันเป็นประเทศที่สวยงาม พูดถึงประเทศออสเตรีย มันเป็นประเทศที่สวยงาม พูดถึงประเทศเยอรมัน มันเป็นประเทศที่สวยงาม พูดถึงฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยี่ยม มันเป็นประเทศที่สวยงาม ใช่ อะไรๆ มันก็สวยงามทั้งนั้นแหละ แต่สวยงามแบบไหนล่ะ นี่แหละคือปัญหา
หน้าที่ของบทคัดย่อ คือ การสรุปที่มาของปัญหา และให้คำตอบแบบสั้น คำตอบนั้นก็คือว่า เช็คสวยเพราะเป็นเมืองเก่าทั้งเมือง คลาสสิคแบบโรแมนติก แต่มีอารมณ์แบบซึ้งเศร้า, ออสเตรียสวยแบบธรรมชาติ ภูเขาตระหง่านตา และเมืองเก่าที่ซ่อนอยู่ในความเป็นเมืองใหญ่ที่เจริญ ท้าทายให้ค้นหาการผสมผสานอย่างลงตัวนั้น, เยอรมัน ก็คล้ายๆ กับออสเตรียนั่นแหละ จะแยกถูกได้ต้องอ่านในรายละเอียด และส่วนฮังการี ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม จะยังไม่กล่าวในเล่มนี้
สิบห้าเมืองในสามประเทศ เยอรมัน เช็ค และออสเตรีย เป็นเมืองไฮไลต์ของทั้งสามประเทศที่จะเล่า และนี่ล่ะคือปัญหา
ปัญหาเกิดขึ้นแก่บทคัดย่อ เพราะอ่านแล้วต้องอยากไปแน่ๆ และต้องการแสวงหาวิธีการไปให้ได้ ซึ่งในบทสรุปสุดท้าย ฉันก็ได้ทำการวิจัย และพรรรณาหาคำตอบให้แล้วค่ะ
มากมายเรื่องเล่าที่เจอ
ร้อยเมืองในโลกที่ผ่าน
อาจมีบางอย่างที่ข้ามไปไม่ได้เล่า
ทั้งที่บางเรื่องก็อยากเล่า
ทั้งที่บางเรื่องที่ควรเล่า ก็กลับลืม
ไม่มีอะไรประมาณได้แน่นอน
เรื่องเล่าของเรา ณ เวลาต่างๆ
เหตุการณ์เดียวกัน ให้เล่ากี่ครั้งก็ไม่ซ้ำแบบ
ดังนั้น เราจึงควรอยู่กับปัจจุบัน
และทำหน้าที่ตรงหน้าก็พอ
ฟังเท่าที่ได้ยิน
เขียนเท่าที่จินตนาการออก
ปัจจุบันเท่่านั้นเรามีอยู่

ภาพพระอาจารย์ ว. วชิรเมธี ณ กรุงปราก ฉันถ่าย
หลังจากท่านสอนฉันว่า เขียนหนังสือไม่ต้องบิวด์
ไม่มีบิวล์อารมณ์ เขียนเลยทันที ณ อารมณ์นั้นๆ
เสร็จแล้วเสร็จเลย อย่าลังเล
(347163)
Page 1 of 3
คุณแอ้ม จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป อยากเล่นสกี และพักโฮมสเตย์กับคนไทย ลองดูที่่นี่่ค่ะ | บทความ ข้อเขียนต่างๆ ของฉัน: จิตรกรรมฝาผนัง ธรรมะ เที่ยววัดต่างๆ ในไทย How to เรื่องเที่ยวเที่ยว ปกิณกะ แต่งเพลงเอง แปลวรรณกรรมเด็กเช็ก ลิงค์ที่เป็นประโยชน์:
เวบเพื่อนๆ:
|