Font Size

Screen

Profile

Layout

Direction

Menu Style

Cpanel

Rin's Article

เทพนิยาย "เจ้าสูง เจ้าอ้วน และเจ้าตาอินทรี"

E-mail Print PDF
 
เนตรนภา ยาเนซโกวา แก้วแสงธรรม
แปล/ บรรณาธิการ
จากเทพนิยายเช็กเรื่อง Tall, Fat and Eagle-eyed – texts to accompany pictures 
 
 
โครงการโดย วุฒิสภา ของสาธารณรัฐเช็ก  
เพื่อแปลวรรณกรรมเช็ค ออกเป็นภาษาต่างๆ ทั่วโลก สำหรับเด็ก
 
 

เจ้าสูง เจ้าอ้วน และเจ้าตาอินทรี

 
เรื่องประกอบภาพ
เทพนิยาย
เหมาะสมสำหรับการเรียนภาษา
 
 
 
 
 
 
ผู้แปล และ ท่าน ส.ว. เช็ก เจ้าของโครงการ 

 
 
 

1. Once upon a time, there was a King who had a son. One day, he called him in and said: “I am an old man, you must get married son and I would like to see your bride, the future queen, before I die”. The son replied: “I would love to please you father but I do not know of any girl who could be my wife”. 

1.กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาพระองค์หนึ่ง ทรงมีพระโอรส วันหนึ่ง ทรงเรียกพระโอรสให้เข้าเฝ้า และกล่าวว่า “พ่อแก่แล้ว เจ้าต้องแต่งงาน ลูกรัก พ่ออยากเห็นเจ้าสาวของเจ้า ผู้จะเป็นพระราชินีในอนาคต ก่อนที่พ่อจะตาย” พระโอรสตอบ “ลูกอยากให้พ่อสบายใจ แต่ยังไม่รู้ว่าหญิงใดสมควรเป็นมเหสีของลูก”

 
 
 
 
 
2. The King handed him a golden key with the words: “Go to the top of the tower, there you will find pictures in a secret gallery; look at them and then come and tell me which one you like the most". The Prince did not hesitate and immediately left for the tower…

2. พระราชามอบกุญแจทองคำให้แก่เจ้าชาย แล้วตรัสว่า “จงไปที่บนยอดหอคอย ที่นั่น เจ้าจะพบห้องแสดงภาพ จงดูภาพเหล่านั้น แล้วกลับมาบอกข้า ว่าเจ้าชอบภาพใดมากที่สุด” เจ้าชายไม่รอช้า รีบออกไปยังหอคอยในทันที 

 
 
 
3. He unlocked the iron door at the top of the tower and stepped into a room which held twelve pictures, each in a golden frame. Each picture was of a different princess with a royal crown on her head; each one more beautiful than the other.

3. พระองค์ทรงเปิดประตูเหล็กที่ยอดหอคอย และก้าวเข้าไปในห้องที่มีภาพเขียนสิบสองภาพ แต่ละภาพอยู่ในกรอบทอง แต่ละภาพเป็นภาพเจ้าหญิงสวมมงกุฏ แต่ละคนก็สวยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน 

 
 
 
 
4. As he stared at them all with amazement, he noticed that the thirteenth picture was covered by a white curtain. He opened the curtain to see what it was hiding.

4. เจ้าชายมองดูรูปวาดอย่างประหลาดใจ เขาสังเกตเห็นภาพที่สิบสามถูกคลุมไว้ด้วยผ้าม่านสีขาว จึงเปิดม่านออก


 
 
5. He saw a princess all in white with a silver belt and a pearl crown. She was beautiful, but sad and pale. The Prince stood in front of the picture for a long time until his heart began to hurt and then whispered: “I want this girl to be my wife and nobody else.” At that moment, all the other pictures in the room disappeared. 

5. เจ้าชายเห็นภาพเจ้าหญิงในชุดสีขาวล้วน สวมเข็มขัดเงินและมงกุฎมุก เธอสวยแต่ดูเศร้าและซีดเซียว เจ้าชายยืนดูภาพเขียนนั้นเป็นเวลานานจนสะเทือนใจ เขาบอกตัวเองว่า “ข้าต้องการแต่หญิงผู้นี้เท่านั้นมาเป็นภรรยา ไม่ใช่ใครคนอื่น” ทันใดนั้น ภาพอื่นๆ ในห้องก็หายไป


 
 
 
6. When he got back and told his father of his decision, the old King suddenly became glum: “That girl is under the spell of an evil sorcerer, held in the iron castle. Those who try to free her never come back. Go and try your luck but come back home safely and with a bride”.

6. เมื่อเจ้าชายกลับมาบอกพระราชาถึงเจ้าหญิงที่เขาเลือก พระราชาผู้แก่ชราก็มีสีหน้าเศร้าลงทันที “เจ้าหญิงผู้นั้นต้องมนต์ของพ่อมดชั่วร้าย และถูกขังอยู่ในปราสาทเหล็ก ใครก็ตามที่พยายามช่วยเธอ ไม่เคยได้กลับมา เจ้าจงไปช่วยนางเถิด และขอให้ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยพร้อมกับเจ้าสาว”


 
 
 
7. The Prince said goodbye to his father, mounted his horse and off he went. On his way, he got lost in the dark forest and suddenly, he heard a voice: “Wait, take me as your servant you will not be sorry”. “Who are you?” said the Prince "and what are you good at?" “They call me Tall and I can stretch myself so that I can be taller than the tallest tree in this forest". 

7. เจ้าชายกล่าวลาพระราชา ขึ้นม้าออกเดินทาง แต่ในระหว่างทาง เขาหลงไปในป่าทึบ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง “ช้าก่อน จงรับข้าเป็นผู้ช่วย แล้วท่านจะไม่เสียใจ” “เจ้าเป็นใคร” เจ้าชายถาม “และเจ้ามีฝีมือด้านไหน” “ผู้คนเรียกข้าว่าเจ้าสูง เพราะข้าสามารถยืดตัวได้สูงกว่าต้นไม้ที่สูงที่สุดในป่านี้”


 
 
 
 
8. Then he did exactly what he said. He stretched himself higher than the tallest tree and picked up the birds nest from the top and gave it to the Prince. “Nice trick but I would prefer it if you could show me the way out of this forest”, said the Prince. Tall stretched himself again, looked around and said: “This is the quickest way out of the forest". 

8. เจ้าสูงก็ทำตามที่เขาพูด เขายืดตัวจนสูงกว่าต้นไม้ที่สูงที่สุด และหยิบรังนกบนยอดไม้มอบให้เจ้าชาย “เจ้าเก่งดีนี่ี แต่ตอนนี้ ข้าอยากจะให้เจ้าหาทางออกจากป่ามากกว่า” เจ้าชายพูด เจ้าสูงจึงยืดตัวอีกครั้ง มองไปทั่ว แล้วพูดว่า “ทางนี้เป็นทางออกจากป่าที่เร็วที่สุด”


 
 
 
 
9. When they got out of the forest, they spotted a fat man. “He is my friend sir, you should hire him too. He will serve you well”, said Tall. "Who are you and what can you do", asked the Prince. “My friends call me Fat because I can grow really fat any time I want”, answered the fat man. “Then show me!" 

9. เมื่อพวกเขาออกมาจากป่า ก็พบคนอ้วนคนหนึ่ง “เขาเป็นเพื่อนของข้าเอง ท่านก็น่าจะรับเขาไว้ด้วย เขาจะช่วยท่านได้เป็นอย่างดี” เจ้าสูงพูด “เจ้าเป็นใคร เจ้าทำอะไรได้” เจ้าชายถาม “เพื่อนของข้าเรียกข้าว่าเจ้าอ้วน เพราะข้าสามารถพองตัวอ้วนเมื่อไรก็ได้ที่ข้าต้องการ” คนอ้วนตอบ “ลองทำให้ข้าดูหน่อย”


 
 
 
10. “Sir, ride away fast – back to the forest,” screamed Fat as he started to swell. When the Prince saw Tall run away, he spurred his horse on and was lucky to escape as Fat would have crushed him, as his stomach grew in all directions.

10. “ท่านรีบขี่ม้ากลับไปที่ป่าเถอะ” เจ้าอ้วนตะโกนบอก พร้อมกับเริ่มพองตัว เจ้าชายเห็นเจ้าสูงวิ่งออกไป เขาจึงเร่งม้าตาม โชคดีที่หนีออกไปทันก่อนที่จะเจ้าโดนอ้วนทับ เพราะท้องของเจ้าอ้วนพองออกไปทุกทิศทุกทาง 

 
 
 
11. Then Fat stopped; he puffed away so much that the trees started to bend and then he deflated himself. “You got me running," laughed the prince. “One does not meet a man like you every day; come with me.” 

11. เจ้าอ้วนพองตัวใหญ่มากจนทำต้นไม้พังระเนระนาด จากนั้นเขาก็หดตัวลง “เจ้าทำให้ข้าต้องวิ่งหนี” เจ้าชายหัวเราะ “ข้าคงไม่ได้พบคนอย่างเจ้าบ่อยๆ มากับข้าเถอะ”

 
 
 
 
12. The road took them to the rocks where they met a young man who had a scarf over his eyes. “Why do you cover your eyes? You cannot see where you going,” wondered the prince aloud. “This is because I can see so well, I have to cover my eyes. When I look at something, it catches fire and the things that cannot burn, burst into pieces. This is why they call me Eagle-eyed. 

12. ทั้งหมดเดินตามเส้นทางจนถึงแนวหิน และพบชายหนุ่มผู้พันผ้าไว้รอบตา “ทำไมเจ้าถึงต้องคลุมตา เจ้ามองไม่เห็นหรือ” เจ้าชายพูดออกมาตามที่ตัวเองคิด “เพราะข้าสามารถมองเห็นได้เกินไปจนข้าต้องคลุมตาต่างหาก เวลาข้ามองสิ่งใด มันจะลุกเป็นไฟ ส่วนสิ่งของที่ติดไฟไม่ได้ ก็จะระเบิดออกเป็นชิ้น ผู้คนเรียกข้าว่าตาอินทรี”

 
 
 
 
13. Than he turned around, took the scarf off and peered at the rock with his glowing eyes. The rock began to crack and pieces started to fly in all directions. Soon there was nothing left of it but a pile of sand. 

13. ว่าแล้วเขาก็หันหลัง เปิดผ้าคลุมออก มองไปที่ก้อนหินด้วยตาที่เรืองแสง ก้อนหินเริ่มจากรอยร้าว กลายเป็นแตก และระเบิดออกเป็นชิ้น กระเด็นไปทุกทาง จนกระทั่งหินหายไปทั้งหมด เหลือแต่เพียงกองทราย 

 
 
 
 
14. Suddenly, something twinkled in the sand. Eagle-eyed passed it to the prince. It was pure gold. “Good Lord! Man, you are priceless," laughed the prince, "I would be a fool not to hire you." 


14. ทันใดนั้น มีบางสิ่งส่องประกายวาววับในกองทราย ตาอินทรีหยิบมันมาให้เจ้าชาย มันคือทองคำบริสุทธิ์ “คุณพระช่วย เจ้ามีความสามารถเกินกว่าจะประมาณได้” เจ้าชายหัวเราะ “ข้าคงโง่ ถ้าไมรับเจ้าไว้”
 
 
 
 
15. “As your eyesight is so good, tell me, how far the iron castle is and what is happening in there right now”, asked the Prince. “They are just getting the dinner ready," said Eagle-eyed. “And what is my Princess doing”? “She is in the tall tower; the sorcerer is keeping her there. We will be there by dusk”. 

15.”ในเมื่อเจ้ามีตาทิพย์ ก็บอกข้าเถอะ ว่าปราสาทเหล็กอยู่ไกลแค่ไหน และเกิดอะไรขึ้นที่นั่น” เจ้าชายถาม “พวกเขากำลังเตรียมอาหารเย็น” ตาอินทรีตอบ “แล้วเจ้าหญิงของข้ากำลังทำอะไร” “เจ้าหญิงอยู่ในหอคอยสูง พ่อมดขังเธอไว้ พวกเราจะไปถึงที่นั่นในเวลาพลบค่ำ” 

 
 
 
 
16. Off they went, through the rocks, over high mountains and deep forests, further and further. Whenever they hit an obstacle on the road, the three men cleared it right away. It was after dusk when they finally spotted the iron castle. 

16. พวกเขาจึงออกเดินทาง ผ่านโขดหิน ภูเขาสูง และป่าลึก พวกเขาเดินทางไปไกลออกไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่พบอุปสรรค เจ้าสูง เจ้าอ้วน และเจ้าตาอินทรี ก็สามารถแก้ไขได้ จนกระทั่งเวลามืด ในที่สุด พวกเขาก็เห็นปราสาทเหล็ก


 
 
 
17. They entered over the iron bridge and passed the gate which suddenly dropped down behind them and the Prince and his helpers were taken captive. 

17. พวกเขาข้ามสะพานเหล็ก และเดินเข้าไปในประตู ทันใดนั้นประตูก็ปิดทันที เจ้าชายและผู้ช่วยทั้งสามจึงถูกขัง


 
 
 
18. They saw many people, masters as well as servants at the courtyard and in the stables but none of them moved - they had all been turned into stone. 

18. พวกเขาเห็นคนมากมายในลานกว้างและคอกม้า ทั้งเจ้านายและคนรับใช้ แต่ไม่มีใครขยับตัว ทุกคนกลายเป็นหิน

 
 
 
19. They entered a hall where in the middle stood a table laden with food and drink. The table was set for four people. They hesitated a little, but when nobody came, they began to tuck in. 

19. เมื่อเข้าไปในห้องโถง ซึ่งกลางห้องมีโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารและเครื่องดื่ม โต๊ะมีที่นั่งสำหรับสี่คน พวกเขาลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อไม่เห็นใครเข้ามา ก็นั่งลงดื่มกิน 


 
 
 
20. Just as they finished, the door flew open and the Sorcerer, dressed in black with grey beard down to his knees entered the room. He wore three iron hoops instead of belt. He was holding the hand of the beautiful Princess, dressed in white with a pearl crown on her head. She was pale and sad and looked as if she had just risen from her grave. 

20. เมื่อพวกเขารับประทานเสร็จ ประตูจึงเปิดออก พ่อมดชุดดำผู้ไว้เคราเทายาวถึงเข่าก็เข้ามาในห้อง พ่อมดสวมห่วงเหล็กสามห่วงแทนเข็มขัด เขาจูงเจ้าหญิงแสนสวยเข้ามาด้วย เธอแต่งชุดขาวและสวมมงกุฎมุก เจ้าหญิงดูเศร้าและซีดเซียว ราวกับว่าพึ่งฟื้นขึ้นมาจากหลุมฝังศพ

 
 
 
21. “I know why you came. You want to take her with you? Take her, but you must be able to guard her for three nights, not to let her disappear. Otherwise, you will turn to stone just like the others before you”, screeched the Sorcerer. After that, he seated the Princess into the armchair and left. 

21. “ข้ารู้ว่าพวกเจ้ามาที่นี่ทำไม พวกเจ้าอยากพาเจ้าหญิงไปใช่ไหม เอาเธอไปได้ ถ้าพวกเจ้าสามารถเฝ้าเจ้าหญิงให้ได้นานสามคืน ไม่ให้เธอหายไปไหน ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าจะกลายเป็นหินเช่นเดียวกับคนอื่น” พ่อมตะโกนก้อง เขาพาเจ้าหญิงไปนั่ง จากนั้นก็เดินออกไป

 
 
 
22. She was so beautiful that the Prince could not take his eyes off her for a minute although she would not answer any questions and appeared as if she was made of marble. Tall stretched himself alongside the room walls, Fat sealed the door with his body and Eagle-eyed with the Prince watch the Princess. They were so tired that they all soon fell asleep and slept through the night.

22. เจ้าหญิงสวยมากจนเจ้าชายไม่สามารถละสายตาจากเธอ แต่เธอไม่ยอมพูดและนิ่งเงียบราวกับเป็นหินอ่อน เจ้าสูงยืดตัวขึ้นตามผนังห้อง ในขณะที่เจ้าอ้วนก็พองตัวขึ้นบังประตู ส่วนเจ้าตาอินทรีกับเจ้าชายก็คอยเฝ้าเจ้าหญิง แต่พวกเขาเหนื่อยมากจนเผลอหลับไปในเวลากลางคืน

 
 
 
23. The next morning, the Prince woke up first. When he saw that the Princess was gone, he quickly woke his servants. “Calm down, Master,” said Eagle-eyed, who looked out of the window. “There is an oak tree in the middle of the forest and on the top it is an acorn and she is inside it”. 

23.เช้าวันต่อมา เจ้าชายตื่นเป็นคนแรกและพบว่าเจ้าหญิงหายตัวไป เขารีบปลุกผู้ช่วยให้ตื่น “ใจเย็นๆ เจ้าชาย” เจ้าตาอินทรีพูดขึ้น เขามองออกไปนอกหน้าต่าง “มีต้นโอ๊กต้นหนึ่งอยู่กลางป่า ในลูกไม้ลูกหนึ่ง มีเจ้าหญิงอยู่ข้างใน”

 
 
 
24. Tall put Eagle-eyed on his back and off they went each step worth tens of miles. Eagle-eyed showed him the way. They found the tree, took the acorn and within minutes they were back in the castle. They passed the acorn to the Prince, he dropped it to the floor and the Princess was suddenly standing next to him. 

24. เจ้าสูงแบกเจ้าตาอินทรีไว้บนบ่าแล้วออกไป แต่ละก้าวระยะทางไกลถึงสิบไมล์ เจ้าตาอินทรีเป็นคนบอกทาง และ พวกเขาพบต้นไม้และเก็บลูกไม้ จากนั้นก็กลับมาถึงปราสาทในไม่กี่นาที พวกเขาส่งลูกไม้ให้เจ้าชาย ซึ่งเมื่อเจ้าชายทิ้งลงพื้น เจ้าหญิงก็ปรากฏตัวขึ้นข้างๆ 

 
 
 
25. The door flew open and the Sorcerer walked inside. When he saw the Princess, he became angry and one of the iron hoops around his waste burst. He then walked away with the Princess. 

25. ประตูเปิดออกและพ่อมดเข้ามาในห้อง เขาโกรธมากเมื่อเห็นเจ้าหญิง ห่วงเหล็กรอบเอวของพ่อมดห่วงหนึ่งก็ระเบิดออก จากนั้นเขาก็พาเจ้าหญิงออกไป 


 
 
 
26. The Prince and his friends waited around the castle all day and saw many knights that had been turned into stone, each one remaining in their last position when the Sorcerer cursed them. One was just about to draw his sword, another was falling over while trying to escape and another was just about to eat some roast meat. Everything around the castle was bare and dead, there were trees without leaves, an empty river, no fish in the water and no birds.

26. เจ้าชายและเพื่อนทั้งสามรออยู่ที่ปราสาทตลอดวัน พวกเขาพบอัศวินมากมายที่ถูกทำให้กลายเป็นหิน แต่ละคนอยู่ในท่าทางสุดท้ายก่อนที่จะโดนสาป คนหนึ่งกำลังจะชักดาบ อีกคนกำลังจะหกล้มเมื่อพยายามหนี คนที่สามกำลังจะกินเนื้อย่าง ทุกสิ่งทุกอย่างในปราสาทดูเวิ้งว้างและไร้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ที่ไร้ใบ แม่น้ำที่ว่างเปล่า ไม่มีปลาในน้ำหรือนกบนฟ้า 

 
 
 
27. Each morning, lunchtime and evening, the Prince and his servants found a generous banquet waiting for them. Lots of different food would arrive on the table by itself and drinks would be poured into glasses by themselves. 

27. ทุกเช้า เที่ยง และเย็น เจ้าชายและคนรับใช้ทั้งสามจะพบอาหารมื้อใหญ่เตรียมไว้ให้พวกเขา อาหารมากมายหลายอย่างลอยมาเองจนถึงโต๊ะ ส่วนเครื่องดื่มก็รินลงแก้วโดยอัตโนมัติ

 
 
 
28. The door opened again after the dinner and the evil Sorcerer brought the Princess to be guarded in the night again. Despite promising themselves that this time they would not let the Princess disappear, they all fell asleep again. 

28. ประตูห้องเปิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อพวกเขากินอาหารเย็นเสร็จ พ่อมดผู้ชั่วร้ายพาเจ้าหญิงกลับมาให้พวกเขาเฝ้าอีกคืน คราวนี้พวกเขาสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ให้เจ้าหญิงหายไปไหน แต่แล้วพวกเขาก็ผล็อยหลับไปอีก 

 
 
 
29. The Prince woke up with the dawn and when the Princess was nowhere to be seen, he woke Eagle-eyed. “Get up and find the Princess”. He rubbed his eyes and said: “I can see her; two hundred miles from here is a rock. There is a jewel inside that rock and she is the jewel”.

29. เจ้าชายตื่นขึ้นตอนเช้ามืด และไม่พบเจ้าหญิง เขาปลุกเจ้าตาอินทรี “ตื่น ตื่น แล้วหาเจ้าหญิงเถอะ” ตาอินทรีขยี้ตาแล้วพูดว่า “ข้าเห็นเจ้าหญิงแล้ว ไกลออกไปสองร้อยไมล์ มีหินก้อนหนึ่ง กลางหินก้อนนั้นมีอัญมณี เจ้าหญิงก็คืออัญมณีก้อนนั้น”


 
 
 
30. Tall put Eagle-eyed on his back again and off they went each step worth twenty miles. Eagle-eyed than peered at the rock with his glowing eyes and the rock burst into a thousand pieces and among those pieces they found a beautiful sparkling jewel. They took it and rushed back to meet the Prince. 

30. เจ้าสูงแบกเจ้าตาอินทรีขึ้นหลังแล้วออกเดินทางอีกครั้ง คราวนี้เขาก้าวได้ไกลยี่สิบไมล์ในแต่ละก้าว ตาอินทรีเพ่งมองก้อนหินด้วยตาเรืองแสง จนก้อนหินระเบิดออกเป็นเศษหินนับพันชิ้น แล้วก็พบอัญมณีเม็ดงามแวววาวอยู่ในกองเศษหิน พวกเขาเก็บมันแล้วรีบกลับไปหาเจ้าชาย

 
 
 
31. As soon as the Prince dropped the jewel to the floor, the Princess was standing next to him. She was not as pale anymore. At that moment, the door flew open again and the angry Sorcerer entered the room. When he saw the Princess, he screamed furiously and with that the second iron hoop burst and flew from his waist. He grabbed the Princess and then they both disappeared inside the castle. 

31. เมื่อเจ้าชายทิ้งอัญมณีลงพื้น เจ้าหญิงก็ปรากฏตัวขึ้นข้างเขา เธอดูไม่ซีดเซียวเท่าวันก่อน ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก พ่อมดที่เกรี้ยวกราดเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นเจ้าหญิง เขาตะโกนด้วยความโมโห ห่วงเหล็กห่วงที่สองก็ระเบิดจนปลิวออกจากเอวของพ่อมด เขาคว้าตัวเจ้าหญิงและทั้งสองก็หายเข้าไปในปราสาท

 
 
 
32. After that, everything that day was just like the day before. In the evening, the Sorcerer brought the Princess once again and spoke with ridicule: “We shall
see if it is you or me who will win”. With that he left the room. They promised themselves again that this time, they would not leave anything to chance, but despite all their efforts, they fell asleep again, this time with the sunrise. 

32. หลังจากนั้น ทุกอย่างก็เป็นเหมือนวันก่อน จนในตอนเย็น พ่อมดพาเจ้าหญิงเข้ามาอีกครั้ง และเยาะเย้ยว่า “เราจะได้เห็นกันว่าเจ้าหรือข้าจะเป็นผู้ชนะ” แล้วพ่อมดก็ออกไป พวกเขาสัญญากับตัวเองอีกว่าจะไม่ยอมพลาดอีก แต่ถึงแม้จะพยายามเต็มที่ พวกเขาก็หลับอีกครั้ง จนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้น

 
 
 
33. The unhappy Prince woke Eagle-eyed: “The Princess has disappeared again, try to find her”. Eagle-eyed looked around and said: “Three hundred miles away, there is a lake, the lake holds a shell and the shell holds a ring with a pearl and that’s her. Do not worry my Prince, we will bring her back". Tall put both of his friends on his back and off they went with each step worth thirty miles. 

33. เจ้าชายตกใจปลุกเจ้าตาอินทรี “เจ้าหญิงหายไปอีกแล้ว ไปหาเธอกันเถอะ” ตาอินทรีมองไปรอบๆ และพูดว่า “สามร้อยไมล์จากที่นี่ มีทะเลสาบ ในทะเลสาบมีเปลือกหอย และในเปลือกหอยมีแหวนที่มีไข่มุก ซึ่งก็คือเจ้าหญิง ท่านอย่าได้กังวลไปเลย เจ้าชาย พวกเราจะพาเธอกลับมาเอง” สูงแบกเพื่อนทั้งสองคนขึ้นหลัง และก้าวออกไปยาวถึงสามสิบไมล์ในแต่ละก้าว


 
 
 
34. When they reached the lake, Eagle-eyed showed him where to reach for the shell. Tall was stretching his hand as much as he could but he could not reach the bottom of the lake. 

34. เมื่อพวกเขาไปถึงทะเลสาบ เจ้าตาอินทรีชี้ให้เจ้าสูงเห็นว่าเปลือกหอยอยู่ไหน เจ้าสูงยืดแขนออกไปให้ยาวที่สุด แต่ก็ยังเอื้อมไม่ถึงก้นทะเลสาบ

 
 
 
 
35. “Wait my friends, I will help”, said fat and started to blow up his stomach as much as he could. Then he lay down on the lakeside and started to drink. Soon, the water in the lake began to go down and Tall could easily reach the bottom and fish out the shell with the ring. 

35. “เดี๋ยวก่อนเพื่อน เราจะช่วยเอง” เจ้าอ้วนพูด แล้วขยายท้องออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นก็นั่งลงข้างทะเลสาบแล้วเริ่มดื่มน้ำ ไม่นานน้ำในทะเลสาบเริ่มลดลงจนเจ้าสูงสามารถเอื้อมถึงก้นทะเลสาบและหยิบเปลือยหอยได้ 

 
 
 
 
36. He took the ring out, loaded his friends on his back and rushed back to the Prince. But he could not run very fast because Fat still had too much lake water in his stomach. So he shook him by his shoulders in one of the deep valleys. Soon, the valley was under water. 

36. เขาหยิบแหวนในเปลือกหอยออกมา แบกเพื่อนขึ้นหลังและรีบกลับไปหาเจ้าชาย แต่ไม่สามารถวิ่งได้เร็ว เพราะเจ้าอ้วนมีน้ำจากทะเลสาบอยู่ในท้อง เจ้าสูงต้องจับเจ้าอ้วนเขย่าในหุบเขา จนน้ำก็ท่วมทั้งเขา

 
 
 
 
37. The red sky announced sunrise but the Prince’s friends were still not back yet. When first sun light cut through the sky from the east, the Prince’s anxiety reached its peak. At that moment the door opened and the evil Sorcerer stood on the door step. He looked around and when he could not see the Princess, he laughed horribly. 

37.ท้องฟ้าเป็นสีแดงเมื่อพระอาทิตย์กำลังขึ้น แต่เพื่อนของเจ้าชายยังกลับมาไม่ถึง เมื่อแสงอาทิตย์แรกส่องขึ้นมาจากทางทิศตะวันออก เจ้าชายจึงเป็นกังวลอย่างที่สุด ทันใดนั้น ประตูห้องเปิดออกและพ่อมดที่ชั่วร้ายก้าวเข้ามา เขามองไปรอบห้อง เมื่อไม่เห็นเจ้าหญิง พ่อมดก็หัวเราะอย่างน่ากลัว

 
 
 
 
38. When Eagle-eyed saw what was happening, he told Tall who took one final step and threw the ring through the window into the room where the Prince was standing. At that moment, the pearl on the ring cracked and smiling Princess, with rosy cheeks, appeared next to the Prince. 

38. เจ้าตาอินทรีเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น เขาบอกเจ้าสูงให้ก้าวยาวๆ เป็นก้าวสุดท้าย แล้วขว้างแหวนผ่านหน้าต่างเข้าไปในห้องตรงที่เจ้าชายยืนอยู่ ทันใดนั้น ไข่มุกบนแหวนก็แตกออก เจ้าหญิงที่แก้มสีชมพูระเรื่อปรากฏตัวยืนยิ้มอยู่ข้างเจ้าชาย

 
 
 
 
39. The Sorcerer screamed with rage so much that the castle started to shake and as the third hoop on his waste cracked and fell off, he turned into a black crow and flew out of the window. The Princess was very grateful to the Prince for freeing her and that her cheeks were all rosy once again. 

39. พ่อมดร้องลั่นด้วยความโกรธจนปราสาทสั่นสะเทือน ห่วงเหล็กห่วงที่สามที่คาดเอวแตกออกและหล่นกระจาย พ่อมดกลายร่างเป็นกาดำและบินออกไปนอกหน้าต่าง เจ้าหญิงรู้สึกซาบซึ้งใจที่เจ้าชายช่วยเธอไว้ แก้มของเธอกลับมาเป็นสีชมพูอีกครั้ง

 
 
 
 
40. At that moment, everything in the castle and the surroundings came back to life again. One swayed on his sword, another fell over and hurt his nose. Another one finally bit into his roast meat. Everyone finally finished what they started before the spell was cast. The horses neighed, the fish swam in the stream and the birds happily sang. 

40. และแล้ว ทุกอย่างในปราสาทและสิ่งต่างๆ ก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง อัศวินแกว่งดาบ อีกคนหกล้มจนเจ็บจมูก อีกคนงับเนื้อย่าง ทุกคนทำสิ่งที่ทำค้างไว้เมื่อก่อนถูกสาป ม้าส่งเสียงร้อง ปลาว่ายในลำธาร ส่วนนกก็พากันร้องเพลงอย่างมีความสุข

 
 
 
 
41. Everybody was grateful to the Prince but he only smiled and said: “If it was not for my loyal friends, Tall, Fat and Eagle-eyed, I would end up like you”. He than set off with the Princess and his three friends back home to see the King. All the men that they freed followed them. 

41. ทุกคนต่างซาบซึ้งในเจ้าชาย แต่เจ้าชายยิ้มตอบและพูดว่า “ถ้าไม่ได้เพื่อนผู้ซื่อสัตย์ของเรา ทั้งเจ้าสูง เจ้าอ้วน และเจ้าตาอินทรี เราเองก็คงต้องกลายเป็นหินเหมือนพวกเจ้า” เจ้าชายออกเดินทางพร้อมกับเจ้าหญิงและเพื่อนทั้งสามเพื่อกลับไปหาพระราชา โดยมีผู้คนที่พวกเขาช่วยให้พ้นคำสาปตามไปด้วย 

 
 
 
 
42. The old King cried with happiness that his son was so lucky, because he believed that he would never see him again. Soon after, they had a big wedding. The King handed the crown and sceptre as well as the whole kingdom to the Prince. 

42. พระราชาชราร้องไห้ด้วยความสุขที่เจ้าชายโชคดีได้กลับมา เพราะคิดว่าจะไม่ได้เจอลูกอีกแล้ว ไม่นาน พวกเขาก็จัดงานแต่งงานอย่างใหญ่โต พระราชามอบมงกุฎและคทาให้เจ้าชาย รวมทั้งยกอาณาจักรให้ทั้งหมด

 
 
 
 
43. When the wedding was over, Tall, Fat and Eagle-eyed announced to the young King that they would leave and look for other work. He tried persuading them to stay, but they would not listen. So he and his young Queen gave them a big send off party as well as hampers with food and they have been wandering the world ever since.

43. เมื่องานแต่งงานเสร็จสิ้นลง เจ้าสูง เจ้าอ้วน และเจ้าตาอินทรี บอกพระราชาหนุ่มว่าพวกเขาจะต้องไปแล้ว เพื่อทำหน้าที่อื่นๆ พระราชาหนุ่มพยายามขอให้ทั้งสามอยู่ต่อ แตเขาทั้งสามก็ไม่ยอม พระราชาหนุ่มและราชินีสาวจึงจัดงานเลี้ยงใหญ่ รวมทั้งจัดหาหีบอาหารให้ แล้วเจ้าสูง เจ้าอ้วน และเจ้าตาอินทรี ก็ออกเดินทางไปทั่วโลกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

 
Last Updated on Thursday, 15 July 2010 13:28

หลักธรรมที่ปรากฏในภาพจิตรกรรมฝาผนัง : วัดทุ่งศรีเมือง วัดบ้านนาควาย และวัดหนองมะนาว

E-mail Print PDF

 
การศึกษาหลักธรรมที่ปรากฏในภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดอุบลราชธานี :
ศึกษาเฉพาะกรณีวัดทุ่งศรีเมือง   วัดบ้านนาควาย และวัดหนองมะนาว

 
คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์

พระสุธีธรรมานุวัตร

พระมหาทวี มาปญฺโญ

อาจารย์ดร. ประพันธ์ ศุภษร
 
(ลิขสิทธิ์เป็นของ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)) 
 

 

 

โดย
นางเนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา
มหาบัณฑิต พุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 


 

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นสื่อที่มีบทบาทสำคัญอย่างหนึ่งในการเผยแพร่พุทธธรรม[1] จังหวัดอุบลราชธานีปรากฏภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังในสามวัดที่น่าศึกษาได้แก่
วัดทุ่งศรีเมืองแบบภาคกลาง วัดบ้านนาควายหรือวัดนาควาย แบบภาคกลาง มีท้องถิ่นด้วย วัดหนองมะนาว ฝีมือช่างพื้นบ้านแท้ๆ การศึกษาหลักธรรมที่ถ่ายทอดผ่านภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังในสามวัดนี้ จะทำให้ทราบถึงคุณค่าของหลักธรรม  นำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางขึ้น
 

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1.เพื่อศึกษาประวัติ ความเป็นมา และความสำคัญของภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนัง
2.เพื่อศึกษาหลักธรรมที่ถ่ายทอดผ่านภาพเขียนจิตรกรรม
3.เพื่อศึกษาอิทธิพลของหลักธรรมที่ปรากฏในภาพเขียน ที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวจังหวัดอุบลราชธานี


ผลการศึกษา
 
หลักธรรมที่ถ่ายทอดผ่านภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถ

๓.๑ วัดทุ่งศรีเมือง
 
๓.๑.๑ ไตรภูมิ : เบญจศีล และหลักกรรม
 
ภาพเขียนที่วัดทุ่งศรีเมืองนำเสนอไตรภูมิเป็นภาพของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แต่ไม่มีภาพที่แสดงกามภูมิคือนรกระดับต่าง ๆ ไม่มีภาพนรกและการลงโทษ ภาพไตรภูมิในวัดทุ่งศรีเมืองเป็นภาพยอดภูเขาพระสุเมรุอัน มีรูปเขียนเป็นภาพพระพรหม (กายสีเขียว) ประทับในปราสาท นอกจากนี้ยังปรากฏภาพเทพชุมนุม แนวคิดเรื่องไตรภูมิ ทำให้คนเชื่อเรื่องเทวดาและผี เชื่อเรื่องสวรรค์และนรก เมื่อเชื่อเรื่องสวรรค์จึงให้ความสำคัญกับหลักธรรมคำสอนในเรื่องเบญจศีลหรือศีล ๕ ซึ่งเป็นข้อห้าม เเละหลักกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

ภาพไตรภูมิที่ปรากฏในวัดทุ่งศรีเมือง จึงไม่ได้สื่อให้เห็นถึงความมีอยู่ของสวรรค์และเทพเท่านั้น สอนหลักธรรมเรื่องศีลให้ปุถุชนพึงรักษาศีลเพื่อที่จะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีกว่าโลกมนุษย์ โดยการปฏิบัติตามศีลในแนวทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมีทั้งศีล ๕ และศีล ๘ นั่นเอง

หลักกรรม บุคคลหากทำดี  เมื่อตายไปแล้ว ย่อมได้เกิดเป็นเทพในสวรรค์ดังที่เห็นในภาพเขียน หรือหากทำชั่ว ย่อมไปเกิดในอบายหรือนรก

๓.๑.๒ นารีผล : กิเลส
 
มักกะลีผล มีอยู่ที่ป่าหิมพานต์ ออกผลเป็นรูปหญิงสาวงดงาม เมื่อครบ ๗ วัน ผลก็เน่า
 
การปรากฏภาพต้นนารีผล[2] ในอุโบสถวัดทุ่งศรีเมืองนั้น เขียนจากอิทธิผลของวรรณกรรมท้องถิ่นอีสานเรื่องสินไซ ตอนที่ท้าวสินไซไปตามนางสุมณฑา ได้พบต้นนารีผลและได้เป็นภรรยา[3] ความงามของนารีผลก็มีไว้เพื่อทดสอบกิเลสปุถุชนเช่นเดียวกัน หลักธรรมจากเรื่องนารีผลที่ปรากฏในอุโบสถวัดทุ่งศรีเมือง จึงได้แก่ การเห็นโทษของกิเลสและการดับกิเลส  

๓.๑.๓ หลักธรรมจากภาพเขียนเรื่องพุทธประวัติ
 
ภาพเขียนพุทธประวัติในวัดที่หลายตอน ซึ่งล้วนแต่สอนให้เห็นถึงกฎแห่งกรรม หรือการกระทำทั้งนั้น รวมถึงเป็นการเชิดชูคุณงามความดี และบอกเล่าพุทธประวัติของพระศาสดา

ก. มารผจญ : กิเลส
ภาพเขียนเรื่องผจญมารในวัดทุ่งศรีเมือง จึงแสดงให้เห็นถึง “มาร” ซึ่งหมายถึง กิเลส ทั้งภายนอกและภายในใจของเรานั่นเอง ภาพเขียนวัดทุ่งศรีเมือง จึงเป็นหลักธรรมเรื่องการเอาชนะมาร ซึ่งหมายถึงการชนะกิเลสต่าง ๆ ในจิตใจของเรา ด้วยการใช้หลักมรรคมีองค์ ๘ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

  ข. ตอนนาคปรก : เมตตา
ภาพพระพุทธเจ้าทรงนาคปรก[4] ที่ปรากฏในวัดทุ่งศรีเมือง แสดงถึงความเลื่อมใสที่มนุษย์และสัตว์โลกมีแต่พระศาสนา และแสดงถึงมีเมตตาของพระพุทธองค์ที่แผ่กว้างไพศาล  ในแง่ธรรม สะท้อนหลักธรรมเรื่อง “เมตตา” ซึ่งพระพุทธองค์มีให้ครบถ้วนทุกชนชั้น ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ เมตตาเป็นหลักธรรมหนึ่งใน “พรหมวิหาร ๔”
 
  ค. เจ้าชายสิทธัตถะพบเทวฑูตทั้งสี่ : ปัญญา
ภาพเจ้าชายสิทธิทัตถะได้พบเทวฑูตทั้งสี่ ที่ปรากฏในวัดทุ่งศรีเมือง[5] ทำให้พระองค์มีความดำริที่จะออกบวช โดยที่เมื่อก่อนนั้นพระองค์อาจจะหลงอยู่กับความสุขสนุกสนานตามประสาคนหนุ่ม เมื่อเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย ก็สักแต่ว่าเห็น ไม่ได้นำมาพิจารณาด้วยปัญญาแต่อย่างใด แต่พอแก่ตัวเข้า จึงเห็นได้ด้วยปัญญา ภาพนี้จึงสอนหลักธรรมเรื่อง “ปัญญา”
 
ง. พระพุทธเจ้าเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ : อริยสัจ ๔
แสดงให้เห็นถึง หลักธรรมเรื่องการสละกิเลสทางโลก เดินทางไปสู่หนทางแห่งความจริงอันประเสริฐ จึงย่อมมีผู้ร่วมอนุโมทนา ทั้งมนุษย์ สัตว์ และเทวดาอย่างจริงใจ เพราะไม่ใช่เรื่องที่ใครก็จะตัดสินใจที่จะเดินทางไปได้ แต่ผู้ที่ทำได้ ก็เพราะเป็นผู้ที่เห็นอริยสัจ ๔ ได้แก่ เห็นทุกข์ เห็นเหตุแห่งทุกข์ เห็นความดับทุกข์ และเห็นทางดับทุกข์ นั่นเอง
 
จ. พระพุทธเจ้าปรินิพพาน : ความไม่ประมาท และหลักปฏิจจสมุทปบาท
แสดงให้เห็นถึงความสืบเนื่องของพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ทำให้เห็นกระบวนการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ครบสมบูรณ์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท และแสดงให้เห็นว่าความตายเป็นธรรมดาของชีวิตที่ไม่มีผู้ใดหลีกหนีพ้น แม้แต่พระพุทธเจ้า


๓.๑.๔ ปาจิตตกุมารชาดก : เบญจศีล (การประพฤติพรหมจรรย์)

ภาพตอนพระปาจิตต์กับนางอรพินทุ์กำลังข้ามแม่น้ำที่ปรากฏในวัดทุ่งศรีเมือง สอนให้ผู้ดูภาพจิตรกรรมเห็นถึงความพยายามในการข้ามพ้นวัฎฎะสงสารของมนุษย์ผู้ครองเรือน ที่มักถูกกิเลสทั้งภายนอกและภายในขัดขวางเป็นอุปสรรคในดับกิเลส

การประพฤติพรหมจรรย์ ตามหลักศีล ๕ ของมนุษย์จะเป็นเกราะกำบังสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ไม่ใช่กล้ำกราย อีกทั้งทำให้ผู้ที่มีศีลเอง หลุดพ้นจากวัฎฎะสงสาร ซึ่งเป็นห่วงทำให้เกิดภพ เกิดชาติ


๓.๑.๕ พระเวสสันดรชาดก : ทานบารมี

ภาพเขียนพระเวสสันดรชาดก ในอุโบสถวัดทุ่งศรีเมือง แสดงให้ผู้ดูเห็นถึงหลักธรรมสำคัญที่สุดของมนุษย์ในสังคม นั่นคือ การให้ทาน

....
 

๓.๒ หลักธรรมที่มีถ่ายทอดผ่านภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถ วัดบ้านนาควาย

๓.๒.๑ พระพุทธเจ้าประทับในปราสาท (ไตรภูมิ) : นรกและสวรรค์ ชาติก่อนชาติหน้า (สังสารวัฎ) บุญและบาป

แสดงให้เห็นว่าสวรรค์มีจริง

 
๓.๒.๒ พุทธประวัติ

ภาพเขียนตอนพระพุทธองค์ได้เห็นเทวฑูตทั้งสี่[6] จนเกิดความสลดสังเวชในพระทัยจึงออกบวช ภาพนี้สอนหลักธรรมเรื่อง “ปัญญา”

พระพุทธเจ้าเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์[7] ภาพทรงปลงผมออกผนวช [8] และภาพตรัสรู้[9] ภาพเหล่านี้สอนเรื่องการสละกิเลสทางโลกเพื่อประโยชน์ทางธรรม วิถีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ของชีวิตเช่นนี้ได้ หนทางหลุดพ้นจากวัฏสงสาร จะต้องสละเพศผู้ครองเรือนเป็นสมณะ ซึ่งหมายถึงการสละกิเลสตัณหาในทางโลกนั่นเอง

ส่วนหลักธรรมจากภาพเขียนเรื่องพระพุทธเจ้าออกเผยแผ่ธรรม[10] ทรงสอนเรื่องอริยสัจ ๔

หลักธรรมจากภาพเขียนเรื่องพระพุทธเจ้าปรินิพพาน[11] คือเรื่องปฏิจจสมุทปบาทและก่อนที่พระพุทธจะดับขันธ์ปรินิพพาน ได้แสดงปัจฉิมโอวาทในเรื่องความไม่ประมาท สอนให้มองเห็นความตาย ไม่ประมาท และยอมรับกับความเป็นจริงของชีวิต
 
....

๓.๓ หลักธรรมที่มีถ่ายทอดผ่านภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถ วัดหนองมะนาว

ภาพเขียน ณ หอแจกของวัดหนองมะนาว นำเสนอเรื่องราวเพียงเรื่องเดียว คือ มหาเวสสันดรชาดก[12] โดยเรื่องนี้มีการสอดแทรกเรื่องพระมาลัย[13] และพระอุปคุต[14] ลงไปในเรื่องด้วย

หลักธรรมจากภาพพระมาลัยที่ปรากฏในวัดหนองมะนาวนั้น มาจากเรื่องเล่าในหนังสือเทศน์มาลัยหมื่นมาลัยแสนของอีสาน ว่าครั้งหนึ่งพระมาลัยเถระได้ขึ้นไปไหว้พระธาตุจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และพบกับพระศรีอารียเมตตรัย ผู้ที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต พระศรีอาริยเมตตรัย ได้สั่งความมากับพระมาลัยเถระว่าถ้ามนุษย์อยากจะพบศาสนาของพระองค์ จะต้องปฏิบัติตนอย่างไร ดังนี้  ๑. จงอย่า ฆ่า ตี บิดา มารดา และสมณพราหมณาจารย์  ๒.จงอย่าทำร้ายพระ พุทธเจ้า และยุยงให้สงฆ์แตกกัน และ และ ๓.ให้ตั้งใจฟังเทศน์เรื่องพระเวสสันดรให้จบในวันเดียว เมื่อฟังแล้วจงนำเอาไปประพฤติปฏิบัติตาม จะได้เกิดประสบพบศาสนาของตน 

เมื่อพระมาลัยเถระกลับมาถึงแล้วก็แจ้งเรื่องให้หมู่มนุษย์ทั้งหลายทราบ หมู่มนุษย์ปรารถนาจะพบศาสนา พระศรีอริยเมตตรัย จึงพากันทำบุญฟังเทศน์และบุญเวสสันดร หรือ “บุญพระเหวด” มาจนถึงทุกวันนี้

ขณะที่ภาพพระอุปคุตมาจากความเชื่อกันว่าในการทำบุญแต่ละครั้งจะมีมารเข้ามาขัดขวางทำลายพิธี จึงต้องนิมนต์พระอุปคุตมาร่วมพิธีเพื่อช่วยขจัดอันตรายต่าง ๆ และเกิดความสวัสดิมงคล จึงมีการการนิมนต์พระอุปคุตจะเริ่มทำก่อนวันเทศน์มหาชาติหนึ่งวัน

ส่วนเรื่องพระเวสสันดร ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าเป็นภาพจิตรกรรมที่สอนเน้นย้ำให้คนเห็นความสำคัญของการให้ทาน

นอกจากหลักธรรมจากภาพเขียนฝาผนังแล้ว ในหอแจกวัดหนองมะนาว ช่างยังสอดแทรกวาทะธรรมไว้อีกด้วย เช่น ที่ด้านนอกเขียนหลักธรรม ความว่า “เกิดเป็นนามรูปแล้วแตกดับ แต่หนุ่มห่อนลี้ลับล่วงพ้น เจ็บไข้ทุกโศรกทัน ทุกท่านเที่ยวแฮ ตายแน่ควรรีบรั้น เร่งร้อนทำบุญ”[15] เป็นการแสดงหลักธรรมเรื่องปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น

ภาพเขียนเรื่องพระมาลัยในวัดหนองมะนาว ทำให้เห็นความมีอยู่ของสวรรค์และโลกนี้โลกหน้า ดังนั้นจึงควรสั่งสมความดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และมีความนอบน้อมแก่ผู้มีศีล คือ บุพการี สมณพราหมณาจารย์ สงฆ์ และพระพุทธเจ้า ด้วยการทำบุญ ฟังธรรม และปฏิบัติธรรม

ขณะที่ภาพพระอุปคุตชี้ให้เห็นความมีอยู่ของเทพและผี มารต่างๆ สอนให้มนุษย์ทำบุญและแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์น้อยใหญ่ และแม้แต่มารหรือผู้ที่ต่ำกว่า

             
...
 
บทคัดย่อ

จิตรกรรมฝาผนังอีสานบ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ใจ และความจริงใจในการสร้างสรรค์ศิลปะเพื่อรับใช้สังคมอีสาน ในส่วนของจังหวัดอุบลราชธานี พบจิตรกรรมฝาผนังที่สำคัญใน ๓ วัด ที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนอุบลราชธานี กล่าวคือ
 
วัดทุ่งศรีเมือง เป็นภาพเขียนที่ได้รับอิทธิพลจากจิตกรรมประเพณีภาคกลาง มีคุณค่าทั้งทางศิลปะ และคุณค่าทางความรู้ของศาสนา ถ่ายทอดเรื่องพุทธประวัติ พระเวสสันดรชาดก ปาจิตตกุมารชาดก ไตรภูมิ มัคคะลีผล และสังศิลป์ชัย ภาพเขียนที่อุโบสถวัดบ้านนาควายเป็นเรื่องพุทธประวัติตอนต่าง ๆ ครบถ้วนตั้งแต่เทวดาอัญเชิญพระพุธเจ้าลงมาจุติ จนถึงตอนสาวกชุมนุมถวายพระเพลิง และด้านนอกสิมเขียนภาพมารผจญ และภาพเขียนที่หอแจก วัดหนองมะนาว ปรากฏภาพเขียนเรื่องพระเวสสันดรชาดก 
 
หลักธรรมจากภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่พบในวัดทั้งสาม ซึ่งมีภาพเขียนเหมือนกัน และแต่ละภาพก็สะท้อนหลักธรรมเดียวกัน กล่าวคือ ภาพไตรภูมิแสดงถึงหลักธรรมเรื่องหลักเบญจศีลหรือศีล ๕ หลักกรรมและปฏิจจสมุปบาท, ภาพพุทธประวัติในส่วนของมารผจญ แสดงหลักธรรมเรื่องการเอาชนะกิเลส, ภาพพระพุทธประสูติและปรินิพพาน แสดงหลักธรรมเรื่องหลักปฏิจจสมุปบาท, ภาพพระพุทธเจ้าพบเทวทูตทั้งสี่และเสด็จออกบวช แสดงหลักธรรมเรื่องปัญญาและการดับกิเลส, ขณะที่ภาพเรื่องพระเวสสันดรชาดก แสดงหลักธรรมเรื่องทานบารมีและหลักกฎแห่งกรรม ในส่วนของวรรณกรรมท้องถิ่นเรื่องพระปาจิตตกุมารชาดก และมัคคะลีผล (นารีผล) ในเรื่องสังศิลป์ชัย แสดงหลักธรรมเรื่องกิเลส ตัณหา หรือการเอาชนะกิเลส
 
หลักธรรมที่ปรากฏในภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตชาวอุบลราชธานี ในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านความเชื่อ ส่งผลต่อความเชื่อเรื่องบุญบาป นรกสวรรค์ ชาตินี้ชาติหน้า ผีและเทวดา พระโพธิสัตว์, ด้านวิถีชีวิตส่งผลต่อการประกอบอาชีพแบบการเกษตรแบบพอเพียงและแบ่งปัน การเมืองการปกครองและสังคม แบบฮีตสิบสองคองสิบสี่, ด้านศิลปวัฒนธรรมทำให้เกิดเอกลักษณ์การสร้างสิมและจิตรกรรมฝาผนังแบบอีสานที่เรียกว่าฮูปแต้ม แบบอีสานที่เน้นประโยชน์ใช้สอย และด้านพิธีกรรมศาสนา ทำให้เกิดพิธีบุญผะเหวต การแห่เทียนเข้าพรรษา การแห่นางแมวขอฝน การแข่งเรือ ประเพณีการบวช ฯลฯ 


....
 
[2] ดูภาพประกอบที่ ๑๑ ในภาคผนวก หน้า ๙๒

[3] สำนวนอีสานของสำรวย เย็นเฉื่อย (๒๕๔๕) เล่าถึงตอนนี้ว่า “...สินไซย่างต่ออีก ไปพ่อต้นไม้ออกหน่วยเป็นแม่หญิงซื่อต้นนารีผล สินไซกะเร็วกับวิทยาธร เพื่อยาดนารีผลกันจนสินไซซนะ สินไซมักนารีผล จั่งได้นางนารีผลเป็นเมีย สินไซอยากพ่ออาแฮงกะเลยย่างต่ออีก ไปพ่อกินรี สินไซมักนางกินรี จั่งได้นางกินรีเป็นเมีย สินไซอยากพ่ออาแฮงกะเลยย่างต่ออีก ไปจนพ่อเมืองยักษ์”

[4] ดูภาพประกอบที่ ๑๔ ในภาคผนวก หน้า ๙๔

[5] ดูภาพประกอบที่ ๔ ในภาคผนวก หน้า ๘๗

[6] ดูภาพประกอบที่ ๒๒ในภาคผนวก หน้า ๙๙

[7] ดูภาพประกอบที่ ๒๓ในภาคผนวก หน้า ๙๙

[8] ดูภาพประกอบที่ ๒๔ในภาคผนวก หน้า ๑๐๐

[9] ดูภาพประกอบที่ ๒๕ในภาคผนวก หน้า ๑๐๐

[10] ดูภาพประกอบที่ ๒๖ในภาคผนวก หน้า ๑๑๑

[11] ดูภาพประกอบที่ ๒๗ในภาคผนวก หน้า ๑๑๑

[12] ดูภาพผนวก เรื่องย่อพระเวสสันดร หน้า ๑๒๖

[13] ดูภาพประกอบที่ ๓๔ในภาคผนวก หน้า ๑๑๕

[14] ดูภาพประกอบที่ ๔๐ในภาคผนวก หน้า ๑๑๘

[15] ดูภาพประกอบที่ ๓๐ในภาคผนวก หน้า ๑๑๓

 
Last Updated on Thursday, 15 July 2010 12:45

แต่งเพลง ตามใจเรา

E-mail Print PDF

ชื่อเพลง  เลิกกัน ถามฉันหรือยัง

ทำนอง ยังไม่มี

เนื้อร้อง โดย เนตรนภา  แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา

 

เธอบอกเราต้องเลิกกัน เพราะแตกต่าง

รักที่ให้ไม่ใช่แค่รักจางๆ

แต่คือใจทั้งใจ

 

ไม่มีเรา  ไม่ใช่แค่ไม่มีชีวิต

แต่คือหมดลมหายใจที่ร่วมฝัน

ที่รักเธอไม่ใ่ช่เพราะดีที่สุดจากร้อยพัน

แต่เพราะรักเธอได้คนเดียวเท่านั้น

 

เลิกกัน  ถามฉันสักคำก่อน

อย่าเพิ่งตัดรอน หัวใจไปเฉยๆ

โลกจะร้อน ภูเขาพ่นไฟ เธอคือดวงใจเหมือนเคย

ให้เลิกกับเธอ  ลืมไปได้เลย คำถามนั้นคือสายลม

 

คนควรค่าแก่การรักอย่างเธอ  

ไม่มีทางจะปล่อยไป

ใครเลิกรักเธอได้ 

 แต่ไม่ใช่ฉัน

เธอเลิกกับฉันไม่ได้ 

ฉันไม่ฟังคำนั้น

เพราะเธอเคยบอก อยากให้ฉันเป็นคนที่รักเธอ

 

 

...

 

เพลง ไม่คิดรัก 

เนื้อร้อง โดย เนตรนภา  แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา

(ทำนอง ไม่คิดถาม ของเฉลียง)

 

 

 

รักก็ยังไม่เคย... ไม่เคยรักเลย

ถามออกไปก็เชย... ไม่เคยรักใคร

แต่ถ้ามองตาให้กันดี คงรู้คำตอบ

ว่าในใจมีใครบ้างไหมให้ลืม

 

เพราะอย่างไรฉันเคยมีใจให้เธอ

แม้ไม่คิดว่ามันจะเป็นรักมั่น

แต่แค่ในใจเคยรักเธอในฝัน

ตื่นขึ้นมาก็ยังปวดใจแทบตาย

 

ฉันไม่เคยคิดถามว่ารักเธออยู่ใช่ไหม

รู้คำตอบในใจว่ารักใช่แค่ในฝัน

หากรู้กันอยู่ว่ารัก รักเธอ...ทุกวัน

อย่าเลย  อย่าถาม

 

รักก็ยังไม่เคย...ไม่เคยรักเลย 

 แค่คิดถึงก็เลยเกินความสัมพันธ์

แต่ยังมีความในใจเก็บไว้เรื่องหนึ่ง

เคยคิดถึงกันในฝันหรือเปล่า

 

 

Last Updated on Wednesday, 21 July 2010 23:43

สุขจัง เพราะรักจริงๆ ... คู่มือฉลาดมีรัก

E-mail Print PDF

บทที่ ความรัก และความเกลียด

 

สังเกตุไหมว่า ตอนที่เรายังเด็กๆ ยังบริสุทธิ์อยู่มาก เวลาเราแอบชอบใคร เบื้องแรกเราจะทำเป็นเกลียดเขาคนนั้น

ไม่ใช่แค่เพราะเรียกร้องความสนใจ แสดงออกไม่เป็น แต่เพราะหลายๆ ครั้ง "ความรักมักมาในรูปของความเกลียด" แม่ตีลูกเหมือนเกลียดแต่จริงๆ แล้วรัก เช่นนั้นแล้ว คุณจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าเมื่อใครสักคนเกลียดคุณ นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้แคร์คุณเลย จริงๆ แล้ว เขาอาจจะรักคุณมากก็ได้

รักหรือเกลียด บางครั้งก็ใกล้กันจนแทบแยกไม่ออก

เวลาเพื่อนโกรธเรา น้อยใจเรา เขาก็จะบอกว่า "ถ้าไม่แคร์ คงไม่เจ็บ" แหม เพื่อนเก๊าะ! ฟังดูแล้วน่าเวียนหัว แต่เป็นความจริง ถ้าเขาไม่รักเราก่อนในเบื้องต้น เขาย่อมไม่มีเหตุผลให้เกลียดเราเลย ถ้าไม่รัก ทำไมจะต้องแคร์ใช่ไหม

ดังนั้น ถ้าเจอใครมาแสดงออกว่าเกลียดเรา ลองมองในแง่ดีก็ได้ ว่าเขาคงจะแคร์เรามาก หรือจริงๆ แล้ว ลึกๆ เขารักเรานะ  

นอกจากนี้ ทุกข์สำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของเราก็คือ ทุกข์ในเรื่องที่ว่า "เราอยากให้คนที่เกลียดเรารักเรา"  มีหลายครั้งที่เราทุกข์ใจ เสียใจ ที่เขามาเข้าใจผิด ดุด่า ว่ากล่าว ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจเรา ซึ่งหากว่าคนๆ นั้น เป็นคนที่เราไม่แคร์ ไม่ได้รักและใส่ใจ  เราก็จะร้องเพลง "ช่างมัน ฉันไม่แคร์" แต่พอเป็นคนที่เรามีใจให้ ถูกเส้นถูกคอ พอเขามาทำท่าไม่ได้รักและดีตอบเรา เราก็เปลี่ยนตัวเองเป็นศัตรูต่อเขาเหมือนกัน และทุกข์ว่าทำไมเขาไม่รักอยากที่เราอยากให้เขารัก

คนเรานี่ ความอยากไม่เคยพอ 

เขาเกลียด อยากเปลี่ยนให้เขารัก

เมื่อเขารัก บ่อยครั้งก็ทำให้เขาเกลียด

เมื่อรักอย่างไม่มีปัญญา ก็จะเป็นวังวนเวียนวนอยู่อย่างนี้ เพราะรักอย่างมีกิเลสตัณหา และมีเงื่อนไขว่า "ฉันจะรักเธอ ต่อเมื่อเธอทำตัวหรือทำอะไรๆ ถูกใจฉัน เป็นไม่อย่างที่ฉันต้องการ ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ฉันเคยรักเธอได้ ก็เปลี่ยนเป็นเกลียดเธอได้เหมือนกัน" เพราะรักกันซะอย่างนี้ มันเลยไม่ยั่งยืน จริงๆ นะ

เมื่อไหร่ เปลี่ยนรักที่ว่ารักๆ ให้เป็น "เมตตา" หรือรักอย่างกรุณาได้ เข้าใจในความเป็นเขา พอใจในความเป็นเรา เท่านี้แหละ จะรักหรือเกลียด ก็ไม่มีปัญหา  เพราะรักหรือเกลียด เราไม่ต้องไปวัดที่ใจคนอื่น แต่อยู่กลางใจของเราเอง ใครจะเกลียดเราก็ช่าง ใครจะรักเราก็ดี แต่เราไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เราจะไม่วัดคุณค่าของคนๆ นั้น แค่เพราะเขารักเราหรือไม่ เปลี่ยนใจวางไว้ที่ใหม่เลย 

ปัญหาอีกอย่างหนึ่งในเรื่องรักๆ เกลียดๆ คือ "การที่เราต้องการให้คนทั้งโลกมารักและ "แม้คนเดียวที่เกลียดเรา เราก็เป็นทุกข์ได้มาก" ร้องไห้ได้เป็นวรรคเป็นเวร

ไม่ต้องร้องเพลง "เพราะฉันเป็นคนอ่อนไหว" หรอก เป็นเพราะเราอยากให้เขาเป็นดั่งใจเราต้องการต่างหาก โดยลืิมไปว่า สิ่งต่างๆ ในโลก และบุคคลต่างๆ เขาก็เป็นไปตามที่เขาเป็น ไม่ใช่ตามที่เราต้องการ เราทุกข์เพราะเราไม่ได้ดั่งใจต้องการ ก็เท่านั้น

ปล่อยวางความอยากได้ และ "วางใจ" ให้เป็น ก็จะไม่ทุกข์เพราะความคิด

รักหรือเกลียด เราต้องไปสนใจทำไม ใครจะรักเรา ใครจะเกลียดเรา คุณค่าในตัวเรา ก็เช่นเดิม มันไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงเหมือนการโหวตเอเอฟ เราไม่ต้องให้ใครตัดสินเราหรอก เราอยู่กับตัวเรามากที่สุด ให้เรารู้ตัวเราเองมากที่สุด

เมื่อมีใครมารัก จงเมตตาตอบ

เมื่อมีคนมาเกลียด ก็จงแผ่เมตตาให้เขา อย่าไปสาปแช่ง ให้นึกภาพเขายิ้ม แล้วก็แผ่เมตตาให้เขา ขอให้เขามีความสุข นานๆ วันเข้า จากที่เราเกลียดเขาตอบ เราก็จะรักเขาได้ พลังของการแผ่เมตตามีจริงแบบนี้

ที่สุดแล้ว การวางใจเรื่องความรักและความเกลียด เป็นเรื่องสำคัญของชีวิต  ที่หากเรารู้ว่าควรวางใจอย่างไร เราก็จะเห็นว่า รักไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าจะเข้าใจเลย และความเกลียดก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่ต้องเกลียดตอบซะหน่อย

บทที่ รักแท้ และรักปลอม

 

ใครๆ ก็อยากมี "รักแท้" ทั้งนั้น บทเพลงทั้งโลก ก็ร้องเพลงในความหมายเดียวกัน คือ รักที่ควรเชิดชูคือ รักแท้ 

ใครมารักเราเล่นๆ เห็นเป็นของเล่น มีตบ!...

จริงแล้ว รักปลอมๆ นี่มีประโยชน์มหาศาล แต่เรามักมองไม่เห็น รักปลอมๆ ทำให้เราเจริญสติตลอด ไม่ประมาท รักไป เราก็เตือนตัวเองไปด้วยว่า เขาไม่ได้รักเราจริงนะ เราจะไปถลำใจมากกว่านี้ไม่ได้นะ เป็นเพื่อนๆ กันได้ ไปนั่งเล่น ดูหนังได้ แต่ห้ามจริงจัง ห้ามอยากได้แหวนหมั้่นจากผู้ชายกระล่อน ปลิ้นปล้อน เจ้าชู้ ตอแหล *(&^%$##!!! คนนี้เด็ดขาด

เห็นไหมว่า เมื่อไหร่เจอรักปลอมๆ นี่เป็นแบบฝึกหัดให้เรารู้จักเจริญสติตลอด

เมื่อรักเจอรักแท้นั่นแหละ ทำให้เราหลงทางได้ง่ายๆ ยึดมั่นว่ารักนั้นชั่วฟ้าดินสลาย รักแท้ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง รักเดียวใจเดียว รักมั่นคงดั่งภูผา ฯลฯ จะว่าไปแล้ว บทเพลงอมตะเหล่านี้ ไม่เห็นจริงเท่าไหร่เลย

ไม่มีอะไรยั่งยืน แน่นอน ... เรารู้ดี รักแท้ก็แค่ระยะเวลาหนึ่ง แต่เราทุ่มใจ ยึดมั่นไปหมดทั้งใจแล้ว เทให้หมดหน้าตัก สุดท้ายเมื่อรักที่เคยแท้เปลี่ยนแปลงไปตามคืนและวันอันเปลี่ยนผัน เราก็ทำใจไม่ได้ เพราะไม่เคยเจริญสติ เผื่อใจไว้เลย

รักแท้ กลายเป็นสิ่งที่ทำร้ายเราได้มากที่สุด

รักปลอม กลับให้บทเรียน และสติกับเรา

ที่กล่าวเช่นนี้ แน่นอน ไม่ได้หมายความว่าให้คุณไปมอบรักปลอมๆ ให้กับใคร แล้วบอกว่า ฉันรักเธอ แต่ต้องไปเจริญสติเอาเองนะ เดาเองว่าช่วงไหนรักปลอมๆ อย่างมีคุณค่า ทดสอบปัญญาเอาเอง... ไม่ช่ายยย

แต่จะบอกแค่ว่า ถ้าเจอรักปลอมๆ ก็ไม่ต้องไปตกใจ เมื่อรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าเจอรักปลอมเข้าใจแล้ว ให้ดีใจเลยว่า เรานี่เก่งนะ เรารู้ตัวแล้วว่าเราเจอรักปลอม ขณะเดียวกัน ถ้าเจอเพื่อนกำลังหลงใหลได้ปลื้มกับรักแท้ ก็อาจจะพาเพื่อนสนทนาธรรมขำๆ กันสักหน่อยว่า เพื่อนเอ๋ย รักแท้มีอยู่จริง แต่ต้องเป็นรักอย่างเมตตา ไม่ใช่ยึดมั่นว่ารักนี้เราจองนะเพื่อนสาว

รักปลอมก็มีคุณค่าแบบรักปลอม รักแท้ก็มีคุณค่าแบบรักแท้ในตัวของมันเอง

เจอรักเมื่อไหร่ ให้ดีใจเมื่อนั้นว่า โอกาสเจริญสติมาถึงแล้ว เราทั้งรักปลอม และรักแท้ ก็ต้องรู้จักมีสติทั้งนั้นแหละ ชิมิ.

 

บทที่ บันไดขั้นแรกของความรัก 

 

เมื่อก่อนจะรักใคร ถ้าเป็นเพลงก็จะบอกว่า "ถามใจตัวเองให้ดี" แต่ถ้าจะถามว่า เมื่อรักกันแล้ว และจะเดินร่วมทางกัน ก้าวขาหน้าไปด้วยกัน ควรจะก้าวผ่านบันไดขั้นไหนเป็นขั้นแรก

ก็ต้องขอตอบว่า "ให้ปล่อยมือกันเดียวนั้นเลย" ไม่ต้องจูงมือกัน และคุณก็ไม่ต้องเดินผ่านบันไดเดียวกันด้วย ถ้าอีกคนหนึ่งอยากจะไปลิฟต์ ก็ให้เขาไป เราอยากจะเป็นจีจ้า โหนสลิง ก็ได้

รักที่ดี ไม่ต้องตัวติดกันเป็นแฝดสยาม ควรให้อิสระ ให้ต่างฝ่ายต่างเป็นตัวของตัวเอง กวียิบราน บอกไว้คนจำได้ทั่วโลก คือ รักเหมือนเสาของมหาวิหาร ยืนด้วยกัน แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้กัน เพราะเมื่ออยู่ใกล้กันตลอดเวลา เสาจะค่ำยันมหาวิหารได้อย่างไร

คนรักสองคนก็เหมือนกัน บันไดก้าวแรกที่ต้องเดินไปด้วยกัน คือ รื้อบันไดอันนั้นซะ

อย่าเป็นเจ้าเข้าเจ้าของกัน เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของใครได้ อย่าไปยึดมั่นว่าเขาเป็นของเรา ปัญหาของความรักส่วนใหญ่มาจากข้อนี้เป็นข้อแรก 

สอง อย่าเปลี่ยนเขา ให้เขาเป็นตัวของตัวเอง เพราะธรรมชาติของคน เปลี่ยนได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น ควรยอมรับในตัวตน และสนับสนุนให้เขาทำความฝันของเขาต่อไป อย่างนั้นคนรักของเราจะมีความสุขมาก เคยมีงานวิจัย เขาบอกว่ารักที่มีความสุขสมบูรณ์ที่สุด คือ รักที่สามารถทำให้แต่ละฝ่ายเป็นตัวของตัวเองได้ และยอมรับซึ่งกันและกัน

การที่คนสองคน เลือกรักกัน เหมือนมีแค่สองคน แต่มีขั้นตอนให้เดินผ่าน อีกหลายขั้น กว่าจะปรับตัวอยู่ด้วยกันได้อย่างสบาย ... แต่ก็ไม่ใช่ว่าแต่ละขั้นนั้นเป็นอุปสรรค เพราะแต่ละช่วงเวลาของความรัก ก็มีคุณค่า ความหมาย ในแบบของมันเอง เวลาเราอยู่จุดต่างๆ ก็ให้เรารู้และเข้าใจในธรรมชาติของความรัก แล้วจะไม่สับสัน

เช่น เมื่อเริ่มแรก อาจมีปัญหาไม่ค่อยเข้าใจกันและกันเท่าไหร่ วางตัวไม่ถูก ก็อย่ามองไปที่ข้อเสีย หงุดหงิด และตัดสินกันเร็วเกินไปว่าเราเข้ากันไม่ได้ โธ่ ก็แน่นอนล่ะ เข้ากันไม่ได้อยู่แล้ว เพราะยังไม่รู้จักกันดีจริงๆ เลย ให้มองข้อดีของช่วงเวลานี้ว่า สนุกที่จะได้ค้นหาตัวตนของกันและกัน

เปรียบความรักได้ดีที่สุด ก็คือ ต้นไม้ ที่เติบโตแผ่กิ่งก้าน หรืออาจแห้งเหี่ยวเฉาตาย หากไม่ได้รับการดูแล หรือฝ่าฟันฤดูอันแล้งแล้งไปไม่ได้ แต่ทุกปลายทางของความรัก ก็ต้องมีก้าวแรก ถ้าเริ่มต้นก้าวแรกได้ดี ตั้งไข่เป็น วางโจทย์ความรักได้ถูก อย่างน้อยก็ไม่หลงทางตั้งแต่เริ่มเดิน...

 

บทที่ คิดถึงให้ตาย

 

ในเรื่องของความรัก "ความคิดถึง" เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ

เริ่มต้นที่ความคิดถึง แต่บางครั้ง ผลลัพธ์มากมายมหาศาล ความคิดถึงแปลงร่างเป็นบทเพลงก็ได้ ภาพเขียนราคาแพงก็ได้ หรือกลายเป็นการฆ่าตัวตาย ซึมเศร้า เหงาหงอย หวาดระแวงก็ได้เหมือนกัน

ความรักกลายเป็นเรื่องยาก เพราะความคิดถึง ทนคิดถึงกันไม่ได้ ต้องตัวติดกันตลอดเวลา ทำอะไรด้วยกันตลอดเวลา เหลือแค่หายใจร่วมกัน นอกจากนั้นแทบจะได้ว่าหารแชร์กันทุกอย่างแล้ว เพราะทนความห่างไกล คิดถึงกันไม่ได้ หลายๆ คู่ ละทิ้งชีวิตส่วนตัว อนาคต ความฝัน เพื่อจะได้อยู่ด้วยกันให้หายคิดถึง

มันได้หรืิอเสียกันแน่ การทำลายความคิดถึงด้วยการอยู่ด้วยกันตลอด มันทำให้ความคิดถึงจบง่ายๆ อย่างนั้นจริงหรือ รักง่ายอย่างนั้นจริงหรือ

เพื่อให้ เราอยู่ตรงกลางระหว่างความรักและความคิดถึงต่างหาก เราจะคิดถึงอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องรักด้วย และเราจะรักอย่างเดียว โดยไม่คิดถึง ก็จะกลายเป็นความทอดทิ้งและเหินห่าง

ทำอย่างไรให้สองอันนี้มาอยู่ตรงกลาง เป็นทางสายกลาง เมื่อคิดถึงก็คิดถึงแล้วมีความสุข  มีแรงบันดาลใจ มีแรงลุกขึ้นมาสร้างสรรค์ทำสิ่งต่างๆ เราวางใจในเรื่องคิดถึงได้ถูกต้อง ใจเราสมดุลดี

แต่ถ้าคิดถึงแล้วหงอยไปเลย ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีสมาธิ เราบอกว่าเราอยู่โดยขาดเขาไม่ได้ ขาดใจโลด อันนี้ เราคิดถึงเขาจริงๆ หรือว่าเรา"พร่อง" ในตัวของเราเอง เพราะหวาดระแวง อยู่คนเดียวไม่ได้ เป็นคนหลักลอย ขี้เกียจ ไม่อยากทำอะไร นอกจากจี้ตามประคบเขา ได้ควบคุม เป็นเจ้าของ แล้วถูกใจ กลัวสูญเสียมากเกินไป

ลองถามตัวเองว่า ข้อดีของการคิดถึงมีอะไรบ้าง ทำไมเราจำเป็นเราเลิกคิดถึงกัน ไม่เห็นต้องหาวิธีเลิกคิดถึงกันเลย คิดถึงกันนี่แหละดี เพราะทุกอย่างมีวงจร "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป" ความคิดถึงก็เหมือนกัน สักวันมันก็จะดับไปเหมือนกัน เป็นวัฎจักร มีช่วงที่เราคิดถึงได้มันดีแล้ว ที่ได้มีความสุขในแบบคิดถึง เพราะเดี๋ยวๆ ความคิดถึงมันก็ดับ

เมื่อดับแล้ว พบว่าตัวเองตัวติดกันเป็นเงี่ยงอยู่กับเหงือกปลาแล้วจะหนาวววว

 

บทที่ รสชาติของความรัก

 

น้ำทะเลมีรสเดียว คือ รสเค็มฉันใด พระธรรมมีรสเดียว คือ รสแห่งความหลุดพ้น ฉันใด ความรักก็มีรสเดียว คือ รสแห่งเมตตาฉันนั้น

ทำไมถึงได้บอกว่า รักคือเมตตา ฟังดูเชยแหลก รักมีได้ตั้งหลายรส ทั้งรสคิดถึง รสเสน่หา รสปรารถนา ฯลฯ เหตุใดหยิบเอาแต่เมตตามาพูดถึง

อยากให้ลองนึกถึงคนที่เรารัก ... ให้เขาลอยมาใกล้ๆ เห็นหน้าเขาชัด แล้วถามตัวเองว่า ความรักที่เรามีต่อเขา มันหมายถึงอะไร เรารักเขาด้วยความรู้สึกเช่นไหน

ถ้ารู้สึกว่า เห็นรอยยิ้มเขาแล้ว เราก็มีความสุขไปด้วย นี่คือ เราเมตตาเขา เห็นเขาสุข เราก็สุขไปด้วยใช่ไหม

ถ้ารู้สึกว่า อยากให้เขาได้ดี มีความสำเร็จ มีสุขภาพแข็ง ดูดี นี่คือ เราเมตตาเขา เห็นเขาสำเร็จ เราก็พลอยยินดีไปด้วย ภาคภูมิใจไปด้วยใช่ไหม

ถ้ารู้สึกว่า เมื่อไหร่เห็นเขาทุกข์ เราก็พลอยทุกข์ไปด้วย อยากช่วยเหลือ รับฟัง แบ่งเบา อยากไปอยู่ใกล้ๆ เป็นเพื่อนปลอบประโลม คือ เมื่อเขาทุกข์ เราก็ทุกข์ไปด้วย นี่คือเมตตาไม่อยากให้เขาทุกข์ อยากให้เขาสุขใช่ไหม

ถ้าเราเห็นคนรัก แล้วเรารู้สึกเช่น นี่คือเรารักนะ เรารักจริงๆ ไม่ใช่รักในแบบที่เห็นเขาแล้ว อยากเห็นเขาเอาของขวัญมาให้เรา มาอยู่กับเรา ไม่ไปทำมาหากินอย่างอื่น อยากให้เขาใส่เสื้อตัวที่เราซื้อให้ อยากให้เขาดูต่ำต้อยด้อยค่ากว่าเรา นี่คือไม่ใช่ความรัก มันคือความสัมพันธ์เท่านั้นเอง

ดังนั้น รสของความรัก คือ รสของเมตตา

หากมีรักแบบเมตตาได้ รักนั้นจะเป็นรักที่มีคุณค่า มีความสุข และไม่มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ให้เราตามแก้เลย ลองดูเพื่อนๆ รอบข้างเถอะ ใครมีปัญหาทะเลาะกับคนรัก เบาะแว้งกันตลอด ความสัมพันธ์ไม่ลงรอย เพราะไม่ได้รักแบบเมตตา รักแล้วเห็นแก่ตัว ยังเมตตากันและกันไม่พอ ยังเข้าข้างแต่ตัวเองอยู่

คู่ไหนเขารักด้วยรสเมตตา ก็มีแต่ส่งเสริมกันให้สมบูรณ์พูนสุขยิ่งขึ้น ไปด้วยกันได้ดี เรียกว่าคบกันแล้วเจริญนั่นแหละ เพราะเกื้อกูลกัน ไม่ใช่มาหาประโยชน์ต่อกัน มาเรียกร้องต่อกัน ทำให้แต่ละฝ่ายไม่ได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น

ธรรมชาติของการเป็นคู่ การที่เราต้องการมีคู่ เพื่อนคู่คิด ก็เพราะเพื่อเติมเต็มสิ่งที่เราขาด คำปรึกษา ความอบอุ่นที่เราอยากมี ความเข้าใจ ฯลฯ หากคนรักเมตตาให้สิ่งนี้กับเราได้ ร้อยทั้งร้อย เราไม่ไปมองหาใครอีกเลย ดังนั้นถ้าเราไม่อยากให้คนรักเราไปมีกิ๊ก เราก็ต้องเมตตากับเขาให้มากๆ เช่นกัน

เห็นไหมว่า ในเรื่องของความรักนั้น รักไม่ใช่เรื่องยาก เมตตาก็ไม่ใช่เรื่องยาก การลุกขึ้นมาเห็นแก่ตัวต่างหาก เป็นเรื่องยาก เพราะสร้างปัญหา ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งต่อสู้กันไม่จบ ลุกขึ้นมาเมตตากันง่ายกว่า ดูแลและเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ของอย่างนี้ ยิ่งทำยิ่งจารึกติดอยู่ในใจนานนับวัน กลายเป็นความผูกพันที่ดี กลายเป็นความรักที่เรียกว่ารักแท้ และอย่าคิดว่ารักแท้นั้นหยุดเวลาไว้แล้ว รักแท้เราก็ต้องหมั่นเติมเมตตาอย่าหยุด เหมือนบัตรเติมเงิน เมื่อไหร่เคยเมตตาแล้วจู่ๆ หมดเมตตา ความรักก็กลายมาเป็นความสัมพันธ์อีกแล้วให้เราเจริญเมตตากับคนที่เรารักตลอดและสม่ำเสมอ อย่าห่างหาย อย่าเปลี่ยนแปลง ทำจนเป็นวิสัย

ส่วนคนที่คิดว่า มีแต่ "รัก" แต่ลืม "เมตตา" ก็อย่าลืมกลับมา "ใส่ใจ" ลงไปในความรัก สร้าง "รัก" วันนี้ที่มันดูเป็น "รักแกนๆ" ให้กลายเป็น "รักแท้" ด้วยเมตตาเถิด เมตตาขณะรักกันนั้นง่ายกว่าเกลียดกันในความรัก จริงไหมล่ะ 

 

บทที่ รักแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยน

 

นักวิจัยชาวจีน ได้ทำโพลล์และพบว่า คู่รักสามีภริยาจะมีความสุขที่สุดในช่วง 3 ปีแรกของการแต่งงาน จะรักกันได้อย่างสบาย เพราะต่างฝ่ายต่างก็ยังพอทนนิสัยไม่ดีของอีกฝ่ายหนึ่งได้ 

"ทนนิสัยไม่ดีของอีกฝ่ายได้"  นี่ใช่ไหมที่จะเป็นคีย์ทำให้รักเราไม่เก่าเลย 

ทำไมไม่เปลี่ยนตัวเอง ทำไมจะต้องบอกว่าให้ทนให้ได้ แล้วจะมีความสุข นี่คือความรักจริงๆ หรือ

ไม่ใช่แค่งานวิจัยของอาตี๋อย่างเดียว ก่อนหน้านี้ฉันก็เคยอ่านเจองานวิจัยของฝรั่ง ที่บอกว่าคีย์สำคัญของความสำเร็จในชีวิตคือ การให้แต่ละคนได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่พยายามเปลี่ยนแปลงกันและกัน เมื่อต่างฝ่ายสามารถเปิดเผยตัวเองได้ ก็จะรู้สึกรีแลกซ์ในความสัมพันธ์ และก็ไปกันได้ยาว

สองอย่างนี้สอดคล้องกันอย่างน่าประหลาด และบางทีก็อาจตรงใจกับคุณใช่ไหมละ แล้วรู้ไหม มันตรงกับหลักธรรมในเรื่องไหน

"พอใจกับสิ่งที่เรามีอยู่" ไงล่ะ การไม่ไปมองเห็นสนามหญ้าหน้าบ้านของคนอื่นเขียวขจีน่าเดินเล่นมากกว่าสนามหญ้าหน้าบ้านตัวเอง เพราะการรู้จักพอ คือ เคล็ดลับของความสุข ถ้าไม่รู้จักพอ ไม่ว่าจะได้มากแค่ไหน ก็ไม่เคยมีความสุขเลย เพราะพอไม่เป็น หยุดไม่เป็น

บางคนก็อาจจะบอกว่า ก็ฉันยังไม่พอ  เพราะยังน้อยกว่าคนอื่นอยู่มาก จะไปเปรียบเทียบกับคนอื่นได้อย่างไรว่าของฉันมันพอแล้ว มาตรฐานของคำว่าพอ มักเป็นที่ถกเถียง ว่า "พอที่พอจริงๆ"  มันคืออะไรกันแน่

ก็ขอให้มองคำว่า "พอ" ไปกับคำว่า "ทางสายกลาง" อะไรที่เป็นทางสายกลาง อยู่กลางๆ ไม่ตึง ไม่หย่อน ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกิน นี่เรียกว่าทางสายกลาง ไม่ใช่จุดกึ่งกลางนะ แต่เป็นทางสายกลางที่เป็นความพอดี

วัดได้่ง่ายๆ ว่า ถ้ามีน้อยกว่านี้ก็ไม่เป็นไร ยังพอได้ ถ้ามีมากกว่านี้ก็ไม่เป็นไร ยังพออยู่ได้ ความพอเป็นทางสายกลางคือ ถ้าเพิ่มหรือลดนิดหน่อย ก็ไม่ถือว่าเปลี่ยนแปลงมาก เรียกว่าอยู่ในจุดที่ "สมดุล" นั่นเอง 

กับคนรักก็เหมือนกัน ถ้าเมื่อไหร่เราอยากเปลี่ยนเขา ก็ลองถามเราก่อนว่า ถ้าเขาอยากเปลี่ยนเราบ้าง เราจะรู้สึกอย่างไร เราก็คงรู้เลยใช่ไหมว่า เปลี่ยนน่ะก็เปลี่ยนได้อยู่หรอก แต่เปลี่ยนได้แค่เริ่มต้น สักระยะหนึ่ง เมื่อเราไม่ไหวเมื่อไหร่ เราก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมอย่างแน่นอน

ถ้าคิดได้ดังนี้แล้ว ก็รู้ใช่ไหมว่า การพยายามเปลี่ยนใครสักคนนั้นเป็นเรื่องยากและเหนื่อยแค่ไหน และความเสี่ยงสูงด้วยที่จะสูญเวลาเปล่า ดังนั้นการยอมรับหรือพอใจในสิ่งที่เขาเป็นอยู่ ยอมรับในความเป็นเขา จะง่ายกว่าไหม

ถ้าหากว่าสิ่งที่เขาเป็น เป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้จริงๆ ถ้าเขาเปลี่ยนเรื่องนี้ได้ เรื่องอื่นเราก็ฉลุย  ก็ยังพยายามจะเปลี่ยนอยู่อีก  เราก็หันมาถือเรื่องทางสายกลาง ความสมดุล มองว่าข้อเสียของเขาที่เรารับไม่ได้ ก็เป็นด้านหนึ่งของข้อดีที่เราชอบ หากเขาไม่มีข้อเสียในเรื่องนี้ ก็อาจจะไม่มีข้อดีในด้านที่เราชอบก็ได้ 

พูดไปก็เหมือนเรื่องซ้ำๆ แต่เราควรรู้ซึ้งให้ถึงรูขุมขน คือ มนุษย์ตราบยังเดินดิน ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ เราต้องมองข้อดีของเขา ถ้าเรามองข้อเสีย เราง่อยใจแย่ การมองคนต้องหัดมองให้เห็นข้อดี แล้วเราจะมีความสุข 

รักคนได้ง่าย เกลียดคนได้ยาก ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งจริงๆ

เราสามารถยอมรับข้อเสียมากมายของตัวเองได้ และมีเหตุผลอธิบายได้ด้วย เพราะเราเข้าใจตัวเราเอง กับคนรักก็เหมือนกัน หากคุณ "เข้าใจ" คนรักของคุณ คุณจะไม่มีคำว่าไม่พอใจแน่นอน มีแต่คำว่าเข้าใจ

สรุปแล้วที่ยังอยากเปลี่ยนเขา ก็เพราะยังไม่เข้าใจในความเป็นเขานั่นแหละ 

 

บทที่ ๖  มีรัก ก็ต้องรัก ไม่ใช่เกลียด

 

เคยเห็นคู่รัก ทะเลาะกันเป็นวรรคเป็นเวร ทุกวันสามเวลาหลังเล่นเฟซบุคไหม บางครั้งเขาทะเลาะกันจนเรางงว่า นี่มันรักกัน หรือเกลียดกันกันแน่ เป็นคู่รัก หรือคู่เกลียด เง็ง

ทำไม วันๆ ไม่นั่งรักกัน แต่มานั่งทะเลาะกัน ความจริงแล้วคือเขายังไงกันกันแน่ กองเชียร์ คนดูชักงงแล้วนะ

เรื่องนี้ฉันเจอบ่อย เพราะมีเพื่อนๆ มาปรึกษาเรื่องรักที่เป็นไปพร้อมกับเรื่องทะเลาะอยู่เสมอ ... งอน โกรธ น้อยใจ เสียใจ ไม่ได้ดั่งใจ เจ็บใจ ไม่พอใจ ไม่ได้ดั่งใจ ฯลฯ อะไรนิดอะไรหน่อยก็ทะเลาะกัน

คนที่ทะเลาะกัน เพราะไม่พอใจ เกิดจากเส้นขีดเรื่อง "ความอดทน" กับ "ทะเลาะไม่เป็น" เรื่องความไม่พอใจ เรามีกันทั้งนั้นแหละ แต่จะแสดงออกแบบไหน คือ จะชวนทะเลาะ หรือพูดดีๆ ให้เหตุผล ให้ความเย็น ใช้วิธีการที่ละมุนละม่อม ระงับความโกรธได้ นอกจากนี้ขีดความอดทนของแต่ละคน มันจะบอกว่า เราทนความไม่พอใจได้แค่ไหน ถึงจะไม่โกรธ ไม่เป็นเรื่อง ความอดทนเรามีไหม หรือว่ามีแต่รัก แต่ความอดทนไม่มีเลย ขันติไม่เป็น อะไรนิดอะไรหน่อย ก็วี๊ดดด จากที่รักก็เลยแสดงออกเป็นเกลียด จริงๆ ก็รักนะ แต่เพราะอดทนไม่ได้ กับอดทนไม่ได้ แล้วจะทะเลาะก็ทะเลาะไม่เป็น

การทะเลาะให้เป็น เป็นศิลปะที่เราไม่่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ คิดว่าทะเลาะก็คือทะเลาะ คิดว่าวิธีการแก้ไขการไม่ทะเลาะ ก็คือ ห้ามทะเลาะ จริงๆ แล้ว เราจะทะเลาะกันก็ได้ เพราะทะเลาะแล้ว อาจจะแก้ปัญหาได้ด้วยซ้ำ ไม่กินแหนงแคลงใจกัน ไม่เก็บกดระเบิดในใจคนเดียวจนกลายเป็นบ้าเป็นหลัง

การทะเลาะกันเชิงสร้างสรรค์ คนรักของฉัน ให้แนวทางไว้ว่า ต้องเริ่มด้วยการ ๑. ทะเลาะกันได้ แต่ต้องพูดจากันด้วยความสุภาพ ห้ามใช้คำหยาบ ห้ามเสียงดัง บางครั้งคำพูดเหมือนแรง แต่เสียงไม่แรง และคำสุภาพ มันก็จะแรงในความหมาย แต่ไม่แรงในสถานการณ์และอารมณ์ ด่านแรกนี่ช่วยได้มาก

๒. ด่านต่อมาในเรื่องการทะเลาะอย่างสร้างสรรค์ ก็คือ  ต้องยอมรับฟัง เมื่อใครคนหนึ่ง ยกธงว่า ฉันจะชวนทะเลาะแล้วนะ แต่จะทะเลาะอย่างดี อีกฝ่ายก็ต้องฟัง ไม่ใช่เดินหนี เพราะปัญหาหลายๆ อย่าง เปลี่ยนแปลงประเด็นจากเรื่องหนึ่ง กลายเป็นเรื่องของ "เธอไม่รับฟังฉัน ไม่สนใจปัญหาฉัน" ไปได้ง่ายจริงๆ หากไม่รับฟังนี่ ปัญหาบานปลาย

๓. เมื่อต่างฝ่านต่างได้พูดแล้ว ก็ต้องปรับเข้าหากันคนละครึ่ง อย่างที่เขาบอกถ้อยทีถ้อยอาศัย เธอแรง ฉันเบา เธอเบา ฉันก็เบา ไม่ใช่เอาเต็มเหนี่ยวนะ คิดใหม่ ... เวลาทะเลาะ ถ้าเจอกันครึ่งทาง ปัญหาก็หมดไปครึ่งหนึ่งเหมือนกัน

เหลืออีกครึ่งหนึ่ง เอาความรักที่เรามีมาจับ มาเป็นตัวแก้ ... แล้วความรัก ก็จะยังเป็นความรัก ไม่ใช่ความเกลียด  เพราะคนรัก มีไว้ให้รัก ไม่ได้มีไว้ให้เกลียด 

 

...ฉันมีชีวิตไว้ให้เธอรัก

เพราะฉันเป็น "คนรัก"

ไม่ใช่คนเกลียด...

ที่รัก โปรดจำ

บทที่ รัก รักอยู่ หมดรัก

 

ในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรม สิ่งหนึ่งที่จะเห็นคือ การเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

สิ่งนี้เป็นวงจรของทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่าง กล่าวคือ ของทุกอย่าง เมื่อมีเกิดขึ้น ย่อมคงสภาพอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แล้วก็จะต้องถึงเวลาดับสูญสลายไป ไม่ว่าจะเป็นคน สิ่งของ ความรู้สึก ทั้งรัก โลภ โกรธ หลง เสียใจ ฯลฯ อะไรๆ ก็ตาม ถ้าลองได้เกิดขึ้นแล้ว มันก็จะดำเนินไประยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะดับไปในที่สุด ทุกสรรพสิ่งดำรงอยู่ภายใต้กฏนี้

ความรักก็เฉกเดียวกัน เกิดรัก รักอยู่ และหมดรัก 

และที่บอกว่า รัก รักอยู่ หมดรัก ไม่ใช่จะบอกว่ารักแท้ไม่มีอยู่จริงนะ เพราะถ้าทุกๆ คนเชื่อว่ารักแล้วสุดท้ายก็หมดรักอยู่ดี โลกนี้คงไม่มีพลังรักไว้ค้ำจุนโลก การเข้าใจวงจรของความรักก็เพื่อจะบอกว่า รักนั้นเกิดๆ ดับๆ ตลอดเวลา เดี๋ยวรักมาก รักน้อย รักใหม่ รักอีก รักดับ รักซ้ำ รักเพิ่ม ฯลฯ มันเป็นอย่างนี้ร่ำไป หมุนเวียนจนกว่าจะหมดรักไปจริงๆ ไปจากใจ

ดังนั้น ถ้าหากเราอยากให้รักนี้ยาวนานไปตราบชั่วอายุขัยของเรา เราก็ทำให้รักเกิดๆ ดับๆ ตลอดเวลา อย่าหยุดหาย ว่ากันง่ายๆ อย่างนี้แหละ เมื่อรักต้องเปลี่ยนแปลง ก็อยู่กับความเปลี่ยนแปลงนั้นให้ได้ และเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงนั้นเสียเอง

รักดับได่้ ก็เกิดขึ้นใหม่ได้ ไม่ต้องไปใจเสีย ความรักแต่ละวงจะสั้นบ้าง ยาวบ้าง ก็ตามเหตุและปัจจัย คือมันก็เกิดวงจรกับเรากับคนรักของเรานี่แหละ ดับๆ เกิดๆ ตลอด เดี๋ยวรัก เดี๋ยวเลิกในความรู้สึก ไม่ได้เลิกในทางการ การรักๆ เลิกๆ อย่างนี้ เกิดได้ไม่ใช่ข้อเสีย กลับเป็นข้อดีที่กระตุ้นเพลิงรักไม่ให้มอดด้วยซ้ำ

ดังนั้น เมื่อไหร่ที่เห็นคนรักง่อยๆ ลง ไม่ค่อยสนใจเราอย่างเคย เหมือนความรักเริ่มมอดๆ ลง ก็ไม่ต้องไปฟูมฟาย คิดว่าต้องเลิกร้าง สิ่งที่เราสามารถทำได้คือเติมเชื้อรักเข้าไปใหม่ ให้มันเกิดขึ้นได้อีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่าหยุด และอย่าเหนื่อยกับความรัก เขามีใจให้เราอยู่แล้ว ควันมันมีอยู่แล้ว เติมลมเข้าไป ก็กระพือได้อีก เป็นที่รู้กัน

ชีวิตเรามันก็เป็นอย่างนี้ในทุกๆ เรื่องนั่นแหละ ไม่ใช่เฉพาะกับความรัก ความขยันในการทำงาน มันก็มีดับๆ เกิดๆ ขยันมาก ขยันน้อย สลับกันไป อย่างนี้เป็นต้น

หากเข้าใจวงจรเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ว่ามันมีระยะวงจรได่้ทุกระยะ ไม่ใช่แค่ระยะยาวๆ เท่านั้น แม้ลมหายใจหนึ่ง ก็อาจเกิดการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของความรู้สึกในใจเราบางอย่างได้ เพียงแต่เราจะมองเห็นหรือเปล่าเท่านั้นเอง

ดังนั้น เมื่อเห็นวงจรรักวงจรย่อยๆ ของเรา มีสั้นบ้าง ยาวบ้าง ก็มองให้เห็นและมองให้เป็น ยิ้มรับกับทุกช่วงของความรัก เมื่อรักแล้ว ก็รักความเปลี่ยนแปลงของความรักด้วย เพราะถ้ารักไม่ได้ ก็แย่เลย ทุกข์ไม่รู้จบ เพราะไม่อยากให้รักเปลี่ยนแปลง มองว่ารักเปลี่ยน คือ หมดรัก

ความจริงแล้ว รักเปลี่ยนนี้ แปลว่ารักยังอยู่ต่างหาก...

เมื่อไหร่ที่รักไม่เปลี่ยน คือ หมดรักแล้ว รักหายไปแล้ว จึงไม่สามารถเปลี่ยนได้ เพราะไม่มีตัวตนให้เปลี่ยน

อย่างนี้น่ากลัวกว่าอีก.

Last Updated on Wednesday, 31 March 2010 17:31

อดีตรักไม่ฝังใจ

E-mail Print PDF

White lotus flower with pink trim 

 

คืนวันล่วงไปทุกลมหายใจ สายน้ำไม่เคยไกลกลับ ทุกครั้งที่เราหายใจ เราเป็นคนใหม่ เหมือนทุกครั้งที่สายน้ำไหล สายน้ำนั้นก็ไม่เคยเหมือนเดิม

เมื่อวานนี้สายโทรศัพท์จากเบอร์ที่ไม่คุ้นดังหลายครั้ง ปกติฉันไม่ชอบรับสายแปลกๆ ไม่รู้เป็นไง จะให้พลาดงานหมื่นแสน หรืออะไรก็ตาม จะโทรกลับก็เมื่ออารมณ์ดีหรือว่างเท่านั้น คงเพราะถ้าฉันมีอะไรทำอยู่แล้วในมือ ไม่อยากจะเสียสมาธิกับอย่างอื่น และไม่อยากจะรับงานเพิ่มเลย 

แต่คราวนี้โทรศัพท์สายแปลกนั้น โทรมาหลายรอบ จนกระทั่งฉันนวดเสร็จแล้ว และวันนี้ฉันเคลียร์งานต้นฉบับอีกเล่มลุล่วง เรียกได้ว่าอารมณ์ดี ก็เลยรับสายนั้น แล้วเสียงปลายสายก็อึกอัก ทำให้ฉันงุนงงเข้าไปอีก เหมือนลำบากใจที่จะพูดอะไร และใช้คำพูดไม่ถูก

กลไกการป้องกันตัวทำให้ฉันตอบ ใช่ค่ะ ใช่ค่ะ กลับไป แบบเย็นชาไว้ก่อน แล้วเธอจึงได้เข้าประเด็นว่า

"ไม่ทราบจำ...นี่ได้ไหมคะ"

"จำได้ค่ะ"

"เอ่ออ... คือ เป็นแฟนของ... นะคะ"

"อ๋อค่ะ" อืม เรียกชื่อคนนั้น เหมือนที่เราเคยเรียกด้วย  

"คือ พอดีจะแต่งงานแล้ว และจะย้ายไปอยู่ที่บ้าน และเห็นว่ามีของบางอย่างที่อาจจะสำคัญสำหรับคุณ และคุณอยากจะเก็บไว้"

นั่นไง แล้วชีวิตก็พาให้เรามาเจอเหตุการณ์ที่ หึ หึ ขอเรียกว่า "ตะลึงตึงตึง"​ตื่นเต้นพอควรก็แล้วกัน เหตุการณ์ที่ว่านั้น คือ แฟนใหม่ของคนที่เราเคย.... โทรมาแสดงตัว แล้วก็.... มีเรื่องของสมบัติพัสถาน สิ่งที่สำคัญต่อความรู้สึก ที่อยากให้เรากลับไปเอา

ฉันรับปากว่าจะลองไปดู แต่คงจะไปเร็วกว่าที่เธอต้องการไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าว่างเมื่อไหร่ (จริงๆ คือ ไม่รู้พร้อมจะไปเมื่อไหร่) เธอบอกให้ฉันไปเอาภายในอาทิตย์สองอาทิตย์นี้ได้ไหม ฉันไม่ได้โกรธหรอกนะที่เธอเร่ง แต่ฉันยังงงๆ อยู่เท่านั้นเอง ห้าปีแล้ว ไม่ได้ข่าวคราว และไม่เคยคิดสืบข่าวคราว วันหนึ่งก็มาเจอข่าวจะแต่งงานแล้ว 

กับเขาคนนั้น ตอนเลิกกัน เราก็ไม่ได้ทะเลาะกันอะไรมากมายเท่าไหร่ แถมตอนคบกัน ก็ไม่เคยทะเลาะกัน แต่ทำไมเวลาเลิกกัน ไม่เคยเผาผีกันก็ไม่รู้ เหมือนหมดบุญหมดกรรมต่อกันขึ้นมาเฉยๆ

...

ฉันวางสายจากสายนั้น สายที่เธอออกตัวว่า "ไม่ได้โทรมาว่านะคะ"​ แล้วก็นั่งคิด ความรู้สึกเกิดขึ้นไม่มาก มีคำถามตลกๆ เกิดขึ้นนิดหน่อยว่า อ๋อ เขาจะได้แต่งงานกัน เธอเป็นคนยังไงนะ เขาเจอกันที่ไหน เขารักกันอย่างไร เราดีต่อกันไหม เขาจะแต่งงานกันอย่างไร เขาจะตกแต่งบ้านอย่างไร ฯลฯ 

คำถามของปุถุชนเกิดขึ้นมาตามกิเลศปรุงแต่ง แล้วจิตที่อยากจะเป็นคนดี ก็ส่งเอสเอ็มเอสไป แสดงความยินดีต่อข่าวแต่งงาน และแสดงความขอบคุณที่แจ้งข่าวเรื่องของของฉัน พร้อมสัญญาว่าจะไปรับให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้

สักพัก เธอเอสเอ็มเอสกลับมาขอบคุณ และขอให้ฉันมีความสุขในชีวิต

...

ฉันปิดเอสเอ็มเอส แล้วก็ยิ้ม

ณ วันหนึ่งเคยรัก

ณ วันนี้ ไม่หลงเหลือความรักแล้ว แต่ความปรารถนาดียังมีอยู่

 

...

 

 Pink water lily in a pond

.... 

เมื่อก่อนเคยสงสัย

เรารักกันไหม

เราดีต่อกันแค่ไหน

รักของเราจะยั่งยืนหรือเปล่า

 

เวลาผ่านไป ฉันพบคำตอบ

ที่มันแตกต่างจากที่เคยคาดหวัง

แต่ ณ วันนี้ ที่มันแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

ฉันกลับไม่รู้สึกเสียใจเลย

ดีใจด้วยซ้ำ ที่มันไม่เป็นอย่างที่ฉันคิด

 

อภัยให้ฉัน ที่ทำให้เวลาเธอสูญเปล่า

อโหสิให้ฉัน หากทำให้คืนวันเธอแหว่งวิ่นไปบ้าง

ตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันยิ้มให้เธอ

นั่นคือ ความบริสุทธิใจ

ต่อเมื่อฉันเดินจากไป

มันคล้ายกับมีอะไรบางอย่างบอกให้ฉันต้องทำ

สัญชาตญาณนั้นรุนแรง

 

และวันนี้ก็พบคำตอบ มันคือความจริง

เราควรต้องจากกัน 

 

อดีตรักไม่จำเป็นต้องฝังใจ

เหลือไว้เพียงความปรารถนาดี

ไม่จำเป็นต้องพบ

ฉันเชื่อว่าเธอจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้

อย่างเป็นสุข

 

จากคนเคยรัก กลายเป็นคนทั่วไป

ความรักไม่เหลืออยู่

แต่ความปรารถนาดียังมีอยู่ 

 

เมื่อดีต่อกัน ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ

เมื่อจาก ไม่จำเป็นต้องเอ่ยลา 

ทุกอย่างเป็นไปด้วยตัวของมันเอง

ในโลกนี้ไม่มีอะไร

อดีต ไม่มี

มีแต่ปัจจุบัน 

 

 

 (355618)

Last Updated on Monday, 15 March 2010 22:26

กูไม่รู้ กูโง่

E-mail Print PDF

ทุกวันนี้ที่มานั่งเขียนบลอก เหมือนแนวจะสอนสั่งนี่ เพราะคิดว่าตัวเองฉลาดนะ

คิดว่าตัวเองมาอวดฉลาดอยู่หน้าเวบ

ความจริงแล้ว ก็คือ โง่นั่นแหละ ไม่รู้แล้วอยากอวดฉลาด

เนตรนภา ฉายา โงโง่จัง 

 

ก็ไม่รู้นะ หลายๆ เรื่องที่เจอ สิ่งที่รบกวนความรู้สึกเรา มันทำให้เรารู้ตัวนะว่า เออ กูโง่นี่ เรื่องแค่นี้ก็รับมือไม่ได้ เจ็บปวด ทุกข์ทรมานกับมันมาก ปรับตัวไม่ได้ ยอมรับไม่ได้ ก้มหัวให้ไม่ได้ เพราะว่ากูโง่

อีกเรื่องหนึ่ง คือ จริงๆ แล้ว ที่เขียนมาทั้งหมด ทำเหมือนรู้ คือจริงๆ แล้ว ไม่รู้หรอก จริงๆ แล้วโง่

...

ไม่รู้เป็นไร พอวันนี้มันนั่งยอมรับตัวเองได้ว่า

เออ เราไม่รู้

เออ เราโง่

นี่ ทุกๆ อย่าง ในความคิดมันเบาขึ้นเยอะ

การที่เราแบก เราทำเป็นรู้ นี่มันหนัก

....

เขาถึงได้บอกว่า คนฉลาด คือ คนที่โง่เป็น

เขาถึงได้บอกว่า คนที่รู้ว่าตัวเองโง่ คือ คนฉลาด

...

ชอบภาคตัวเองที่โง่จัง 

Last Updated on Thursday, 04 March 2010 22:48

ทัศนะของข้าพเจ้าเรื่อง ผู้หญิงข้ามเพศ

E-mail Print PDF
User Rating: / 2
PoorBest 
 
 
มีคนจำนวนมากในโลกทุกวันนี้
ที่ไม่ได้ตัดสินความดีชั่ว จากเพศ ฐานะ และการศึกษา
จะดี จะชั่ว จะเลว มันเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล เป็นกรณีส่วนบุคคล
หากเราก็เป็นหนึ่งในคนที่คิดแบบนี้
เมื่อเราเองทำผิด เราก็ไม่คิดว่าคนอื่นจะมองว่าเราผิด เพราะเราจน ขี้เหร่ หรือเป็นหญิง-ชาย
แต่ผิด เพราะว่าเรา -ผิด-
Netnapa 
 
 
 
ภาพที่เอามาโชว์วันนี้ เป็นภาพจากคุณไชยศ อีกแล้วค่า (ขอบคุณมากค่ะ)
เอามาโพสต์ เพราะคิดว่า ภาพนี้ (ตัวเอง) สวย อิอิ 
 
 
บังคับให้ลูกทัวร์ ถ่ายให้ อีกแระเรา
 
 
ไม่่น่าหลับตาเร้ยย... ฉากหลังอย่างอลัง
 
....
 
 
รายการวู๊ดดี้ เมื่ออาทิตย์ก่อน และอาทิตย์นี้ ฉายประเด็นร้อนเรื่อง "ผู้หญิงข้ามเพศ" ได้อย่างผุเด็ดเผ็ดมัน เหมือนทอล์คโชว์ระหว่างผู้หญิงข้ามเพศ ของทางฝั่งนก ยลดา สาวสวย และฝั่งกระเทย อย่างนักร้องชื่อดัง มัม โมลานิค และจิ๋ม ประธานชมรมผู้หญิงไม่แท้แต่ไม่เฟค 
 
ต้องยอมรับว่า นอกจากความบันเทิง (ที่สอดแทรกความตลกในแบบเพศที่สาม?) แล้ว ประเด็นพูดคุยครั้งนี้ ยังให้แง่คิดทั้งประเด็นน้อยประเด็นใหญ่ที่น่าคิดตาม
 
แต่ละคนก็คงมีมุมมองต่างกันไป
 
และฉันก็มีมุมที่มองในแบบของฉัน
 
ไม่ว่าเราเห็นเหมือนกันหรือไม่ .... และไม่ว่าฉันจะเห็นด้วยกับคุณหรือไม่ ก็ขอบอกว่า
 
ทุกคนมีสิทธิเต็มที่ที่จะแสดงความคิดเห็น
 
ภาษิตบอกว่า "ถึงฉันไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณพูด แต่ขอสู้เพื่อสิทธิในการแสดงความเห็นของคุณค่ะ!"
 
 
 
 
ตอนที่ 1
 
 
 
 
 
 
ตอนที่ 2 
 
 
 
ตอนที่ 3
 
 
  
 
 
ตอนที่ 4 
 
 
อะไรคือ สัจธรรม  
 
อะไรคือผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ
 
อะไรคือความเท่าเทียม 
 
 
 
ตอนที่ 5
 
ธรรมชาติ เป็นสิ่งที่เราปฏิเสธ ไม่ได้
มันเกิดขึ้นแล้ว ก่อนที่เราจะถือกำเนิด
เป็น กรรมเก่า หมายถึง ผลจากการกระทำในอดีตที่ส่งผลถึงปัจจุบัน
 
อดีต เป็นธรรมชาติ ที่เราเลือกไม่ได้ 
แต่เมื่อเราอยู่ในปัจจุบัน เราเลือกได้ ว่าจะเป็นอะไร ก็ขึ้นอยู่กับเรา
เรามีสิทธิเสรีเต็มที่
 
แต่อีกด้านหนึ่ง สิทธิเสรีที่เรามีเต็มที่นั้น เราก็ต้องถามตัวเองว่า
เราต้องการมีสิทธินั้นเพื่ออะไร
เพื่อความต้องการของเราล้วนๆ
หรือเพื่อต้องการพัฒนาปัญญาของเรา พัฒนาชีวิต และลดกิเลสของเรา...

 
จะเรียกร้องให้คนอื่นเข้าใจเรา
หรือเราเข้าใจตัวเอง...ก็ถือว่าเพียงพอ?
 
จะเรียกร้องให้คนอื่นให้สิทธิแก่เรา
หรือเราจะให้สิทธิแก่ตัวเอง
 
อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า
สิทธินั้น ย่อมมาพร้อมกับคำว่า หน้าที่รับผิดชอบ
 
และหน้าที่รับผิดชอบที่สำคัญของพลเมืองหนึ่ง ก็คือ
การรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม 
 
 
 
ตอนที่ 6 
 
"จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว"
ร่างกายของเรา เป็นสสาร เป็นวัตถุ
จิตใจของเรา เป็นอารมณ์ ความรู้สึก เป็นความคิด เป็นจิตวิญญาณ
ทั้งร่ายกายและจิตใจ คือ องค์ประกอบของ ขันธ์ 5
 
แท้ที่จริงแล้ว ความเป็นผู้หญิง วัดที่ร่างกาย หรือจิตใจ
ผู้หญิงข้ามเพศบอกว่า เธอป่วยตั้งแต่เกิด เพราะอยู่ในร่างที่ผิดเพศ
จิตใจของธอ เป็นหญิง  แต่ในร่างเป็นชาย ที่มีเนื้องอกอวัยวะเพศชายออกมา
เมื่อผ่านการตัดแล้ว เธอจึงมีสิทธิที่จะใช้นางสาวตามกฏหมาย
เพราะทั้งจิตใจและร่างกายของเธอ เป็นเหมือนผู้หญิงทุกอย่าง
 
แม้ว่าจะไม่มีมดลูก
แม้ว่าจะตั้งครรภ์ ให้กำเนิดบุตรไม่ได้
แต่เธอก็เป็นผู้หญิง เพราะหากเปรียบกันกับผู้หญิงจริงๆ ที่ไม่สามารถมีลูกได้ หรือผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
พวกเธอก็ไม่แตกต่าง
 
 
ในทางพุทธศาสนา จิตใจสำคัญกว่าร่างกาย
แต่พุทธก็ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นจริงของขันธ์ 5 ของธรรมชาติ 
แต่การที่ให้เอาจิตใจอยู่เหนือร่างกาย
หมายถึงว่า ให้เอาจิตใจ อยู่เหนือ และเอาชนะความทุกข์ทางกาย
ซึ่งอาจจะเป็นความเจ็ปป่วย ความร้อน ความหนาว ความไข้
ความต้องการทางเพศ แรงขับทางเพศ ฯลฯ 
 
จิตอยู่เหนือกาย
เพราะอาจบัญชาความเป็นไปของร่างกายได้ 
เช่น จิตอาจทำให้ร่างกายป่วย หรือเอาชนะโรคภัยได้
 
แต่ในแง่ของธรรมชาติ
จิตใจ ก็ถือเป็นองค์ประกอบของขันธ์ 5 ที่สำคัญเท่ากับร่างกายที่เป็นสสาร
และสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน 
 
  
 
 
 
ตอนที่ 7
 
"การที่เราใส่กระโปรงอย่างเรียบร้อย เราไม่มีสิทธิเลยหรือคะ
การรับปริญญา เป็นสิ่งที่เรารอคอย"
 
 
"กระเทย เป็นผู้ป่วยถาวร ที่ป่วยทางจิตถาวร ที่ต้องได้รับการตามใจ"
 
"มีกระเทยหัวโปก กระเทยอีกมากมาย
ที่จะเติบโต เป็นกระเทยที่ดี"
 
....
 
 การที่เราจะเรียกร้องสิ่งใด หรือไขว่คว่้าหาสิ่งใดนั้น
ให้มองถึง "เจตนา" และ "ผลของการไขว่คว้า" นั้น ว่ามันเป็นอรรถประโยชน์ มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย หรือมีข้อเสียมากกว่าข้อดี
นอกจากนี้ พระพุทธเจ้า ยังให้หลักการไว้ว่า ให้ลองถาม "ผู้รู้" หรือผู้เชี่ยวชาญ ว่าท่านสรรเสริญ หรือว่าคัดค้าน
 
หลักการข้อนี้สำคัญและดีมาก
เพราะการถามความเห็น ไม่ใช่สักแต่ว่าถาม ถามใครก็ได้
ถ้าจะถามให้ดี ต้องถามผู้รู้
และเป็นผู้รู้ที่มีจิตเป็นธรรม ไม่ใช่แค่ผู้รู้ทางวิชาการ และมีอคติ
เห็นไหมว่า หลักพุทธ วางแนวทางไว้ดีมาก และครบถ้วน 
 
ส่วนฉัน แม้ไม่ใช่ผู้รู้
แต่ก็ขอมองในมุมของผู้หนึ่งว่า 
 
เจตนา ของผู้หญิงข้ามเพศนั้น มีเจตนาที่ดี
คือ มีความเพียร เพื่อความเท่าเทียมกันในสังคม
 
ผลของการรณรงค์ ของผู้หญิงข้ามเพศ เพื่อให้กฏหมายรองรับการเป็นเพศหญิงอย่างสมบูรณ์นั้น
ก็ไม่ใช่ว่า ไม่มีประโยชน์
มีประโยชน์ คือ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ในเรื่องความเท่าเทียม
เป็นการทำให้สังคมสงบสุข ทุกส่วนอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นสุข
 
แต่ในส่วนของข้อเสียก็มี
และข้อดีหรือข้อเสียมีมากกว่ากัน เราก็ต้องชั่งดูอย่างเป็นธรรม
 
และไม่ลืมมองดูว่า สังคมไทย มีความพร้อมหรือไม่สำหรับกฏหมายในเรื่องนี้
เพราะจะเห็นได้ว่า ประเทศอื่นที่มีกฏหมายรองรับ เพราะคนเขามีความพร้อม
กฏหมายมีความศักดิ์สิทธิ ผู้คนเคารพกฏหมาย
และสังคมมีความเท่าเทียม อีกทั้งเปิดรับเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศอย่างเป็นระบบมากกว่าบ้านเรา
เยาวชนก็มีสิ่งที่เรียกว่า ดูแลตัวเอง ตัดสินใจเป็น มากกว่าเยาวชนบ้านเรา ที่โตช้ากว่า
 
ทางออกของประเด็นนี้คืออะไร
ทางออกของประเด็นนี้ ดังที่คุณนก ยลดา บอกว่า
สังคมไทยเป็นสังคมพุทธ และมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจกัน
ดังนั้น ในแง่ไม่เป็นทางการ สังคมไทยมีความเมตตาให้แก่กันอยู่แล้ว 
หากรณรงค์ในทางสังคม จะเห็นได้ว่า
สังคมไทยเปิดรับเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีลดน้อยลงแต่อย่างใด
ผู้หญิงในสังคมไทย มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชาย มากขึ้นทุกวัน
กระเทย เกย์ ทอม ดี้ เพศที่สาม ที่สี่ ผู้หญิงข้ามเพศ เป็นสิ่งที่สังคมให้การยอมรับมากขึ้นทุกวัน
พร้อมๆ กับ ปัญหาของเยาวชนที่เราพบว่า มีการเบี่ยงเบนทางเพศมากขึ้นเรื่อยๆ
 อันนี้ เราเคยถามตัวเองหรือไม่ ว่าจะควบคุมอย่างไร
ปกป้องเยาวชนของเราอย่างไร
ผู้หญิงข้ามเพศ มีทางออกให้แก่เรื่องนี้อย่างไรบ้าง
 
 
ดังนั้น การรณรงค์ของผู้หญิงข้ามเพศ
ควรเป็นไป พร้อมกับการเสนอทางออกให้สังคมทราบว่า
หากสังคม ให้สิทธิแก่ผู้หญิงข้ามเพศ ดังที่ต้องการแล้ว
หน้าที่ที่จะมาพร้อมกับสิทธิของผู้หญิงข้ามเพศคืออะไร
รวมทั้งบทลงโทษ ของการใช้สิทธิของผู้หญิงข้ามเพศในทางที่ทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม
เช่นเพศอื่นๆ ด้วย
  เพื่อเป็นข้อมูลรอบด้าน ประกอบการตัดสินใจของสังคม 
 

 
ตอนที่ 8
 
ระหว่าง
 
1. you are what you believe
 
2. you are what you put accept
 
3. You are what you are
 
4. I am what I am
 
 
....
 
ตะวันตก สอนให้เราเป็นตัวของตัวเอง
เพราะเชื่อว่า การเป็นตัวของตัวเอง free will หรือการทำตามแรงปรารถนาของตนเอง
ทำให้ชีวิตๆ หนึ่งที่เกิดมา ถูกเติมเต็ม และมีความสุข
ให้ชีวิตได้เต็มที่ที่เกิดมาชาติหนึ่ง ไม่มีชาติหน้า
มีแค่ชีวิตเดียว 
 
หลักพุทธ สอนให้เราทำตัวสอดคล้องกับธรรมชาติ  
และให้ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็เชื่อว่ามีออดีตชาติ และมีชาติหน้า 
หลักการสำคัญของพุทธ ไม่ใช่การทำตามความต้องการ
แต่คือการเอาชนะกิเลส ซึ่งหมายถึง ความอยากในแบบที่ทำให้จิตเศร้าหมอง

 
การพัฒนาปัญญาในด้านใดๆ ก็ตาม
ต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาที่เป็นคุณค่าแท้
ไม่ใช่คุณค่าเทียม
ซึ่งจะเห็นได้ว่า กฏหมายเป็นเพียงหลักการกว้างๆ 
คุณค่าของการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฏหมาย
 
....
 
 
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามนะคะ
ฉันขอเป็นอีกคนหนึ่งที่จะบอกว่า
 
ไม่ว่าคุณจะมีอวัยวะใด
ร่างกายของคุณจะเป็นอย่างไร
หากจะมีกฏหมายออกมารองรับอย่างไร
ฉันก็อนุโมทนายินดีด้วยทั้งนั้น
 
 
เพียงแต่จะชี้ให้เห็นว่า
ความทุกข์ที่คุณเผชิญอยู่นี้
ไม่ใช่ทุกข์ที่ยิ่งใหญ่
 
ทุกข์ของชีวิตที่สำคัญกว่านั้น
คือ การพัฒนาปัญญา และจิตใจของตัวเอง
ให้เบิกบาน หลุดพ้นจากกิเลส และมีสติอยู่เสมอ
 
 
หากคุณมีศักยภาพพร้อมแล้ว 
 จงเดินข้ามผ่านประเด็นในอดีต
และก้าวไปข้างหน้า เพื่อทำตามฝันที่แท้จริงของคุณ
 
ฉันเชื่อว่า ฝันของคุณต้องมีมากกว่าหนึ่ง
มากกว่าการต้องการเป็นผู้หญิงอย่างสมบูรณ์แน่ๆ 
เพราะหากคุณเชื่อว่าคุณเป็นอยู่แล้ว
ก็ไม่มีอะไรต้องรั้งรอ
เดินไปข้างหน้าต่อ ในอีกก้าวของชีวิตได้เลยค่ะ 
 
....
 
 
ก็แค่ความเห็นของคนๆ หนึ่ง
 
 
ปล. แต่จะเห็นว่า ตั้งใจเขียนมาก เป็นวรรคเป็นเวร ราวกับบลอกตัวเองมีคนละอ่านวันละพันคน ฮ่า ฮ่า
 
(350108)
text by Netnapa Janeckova 
 
 
Last Updated on Tuesday, 02 March 2010 00:55

การเป็นตัวของตัวเอง (อยู่กับตัวเองเป็นอย่างไร, อยู่กับคนอื่นก็เป็นอย่างนั้นแหละ)

E-mail Print PDF

เมื่อสิ่งแวดล้อมก็งามดี มีแต่ตัวเราที่น่าเกลียด 

..... 

 

บางครั้ง เมื่อเราอยู่กับคนแปลกหน้า

หรือท่ามกลางคนมากมายในสังคม

เราอยากเป็นคนดี เราอยากเป็นคนที่ทำให้แผ่นดินสูงขึ้น

แต่เราก็วางตัวไม่ถูก เราล้นออกมาในความเป็นเราเอง

ควบคุมตัวเองไม่ได้

การกระทำ คำพูด ความคิด

ดูน่ารำคาญ

การแสดงออกของเราดูไม่สมบูรณ์

คำพูดของเราเลอะเทอะ ร่ำไร และไม่ได้เรื่อง

...

ทำตัวไม่ถูก

อยากทำดี แต่อึดอัด

อยากเป็นคนดี แต่ทำไม่ได้

ไต่ไปไม่ถึง

บางครั้งก็มีกำลังพอ (ทำได้)

บางทีก็ท้อถอย

อยากใส่เกียร์ "เป็นตัวของตัวเอง" เต็มที่

เลวให้ถึงใจ เพราะทำได้ง่ายกว่า

ไม่แคร์ใคร ไม่สนใจ

อยากทำอะไรก็ทำ

ทั้งที่หนักหัวตัวเอง และหนักหัวคนอื่น

ใจหนึ่งก็เกรงใจ อีกใจหนึ่งก็กลัวเกรง

อ้ำๆ อึ้งๆ

สงสัยกับคำว่า "เป็นตัวของตัวเอง" แต่มันเท่ากับคำว่า คนเลว

กับการไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่มันเท่ากับคำว่า คนดี

เราเสแสร้งแกล้งเป็นคนดีกันเช่นนั้นหรือ 

กับการที่เรายังไม่ใช่คนดี แต่เราแกล้งทำดี มันคือความเลวอันหนึ่งใช่ไหม 

....

 

 

 

 

 

อยากจะรู้ว่าทำไม เธอไม่เคยจะพอใจ

ไม่แคร์กับสิ่งที่ฉันทำไปทุกอย่าง... 

 

ฉันคิด

ฉันคำนึง

ฉันใคร่ครวญถึงมันอย่างอ่อนล้า

 

 

ที่สุดก็พบว่า

เมื่ออยู่กับตัวเอง ฉันเป็นคนเช่นไร

ฉันก็จะเป็นคนเช่นนั้นแหละ กับการอยู่กับผู้อื่น

นั่นหมายถึงว่า

เมื่อฉันอยู่กับตัวเอง ฉันทำสิ่งๆ ต่างเพราะรู้จักตัวเอง เข้าใจการกระทำของตัวเอง

เมื่ออยู่กับคนอื่น ฉันก็จะเป็นอย่างที่ฉันเป็น โดยเชื่อในพื้นฐานที่หวังว่าเขาคงพอจะเข้าใจในความเป็นเรา

หรือหากว่า จะมีคนไม่เข้าใจ

เราก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไป

เราอยู่กับคนอื่น แต่ก็ให้เหมือนเราอยู่กับตัวเอง

คือหวังใจว่า คนอื่น = ตัวเราเอง 

เพราะหากเราไม่คิดหวังเช่นนี้ เราไม่สามารถเป็นคนดีในแบบของเราได้ 

 

 

 

ความหวัง...​ของฉันเหมือนไฟที่ใกล้ดับ

ถอดแล้วทั้งหัวใจ...

 

 

 

จบไปด้วยเพลงนี้ ชอบฟังเพลงนี้วันนี้ 

 

 

 

 

 

text by Netnapa Janeckova 

(348597)







Last Updated on Friday, 26 February 2010 22:42

เรื่องที่ไม่อยากเล่า (ก็กลับเล่า) เรื่องที่ควรเล่า (ก็กลับลืม) / เดินไปใต้ฟ้ายุโรป.... เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา

E-mail Print PDF

 

~For My Reader~
 

 

บทนำ 

เริ่มต้นเดินทาง ยากเสมอ

เขียนหนังสือ ยากที่ย่อหน้าแรก 



คุณเป็นนักอ่าน
คิดว่าตัวเองคือคนอยู่ข้่างหลัง
หากรู้ไม่ว่า คุณไม่ใช่คนหน้าตัวหนังสือ
แต่เป็นคนที่อยู่ในใจของคนเขียน
คือแรงบันดาลใจ
เป็นพลังให้อยากเล่า
และที่มาของตัวอักษร
ความจริงก็คือ...
คนอ่านคือ "คนรัก" ของคนเขียน

.... 

 

ประโยคเริ่มต้นง่ายๆ ของหนังสือท่องเที่ยวก็คือ "ชีวิตคือการเดินทาง" (คล้ายๆ กับเมื่อจะพูดเรื่องบ้านก็เริ่มต้นด้วยบ้านคือวิมานของเรา), อะไรมันจะง่ายอย่างนั้น  ใช่ ชีวิตคือการเดินทาง แต่การเขียนหนังสือก็น่าจะมีมากกว่าหนึ่งหนทาง...แต่ไม่ว่าจะยังไง ก็ถือได้ว่าฉันขึ้นต้นย่อหน้าแรกของหนังสือได้เรียบร้อยแล้ว

อะไรก็ตาม การเริ่มต้นนี่ล่ะยากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเดินทางก้าวแรก เขียนหนังสือย่อหน้าแรก มีแฟนคนแรก เข้าโรงเรียนครั้งแรก หรือแม้แต่โกหกครั้งแรก  เมื่อเริ่มต้นเขียนหนังสือย่อหน้าแรกได้แล้ว ฉันก็จะขอจบย่อหน้าที่สองด้วยการบอกว่า สาเหตุที่ฉันต้องเขียนหนังสือเดินทางเล่มนี้ก็เพราะว่าการเดินทางไม่ใช่ชีวิต,ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต, หากมันคือส่วนหนึ่งของชีวิต  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นส่วนสำคัญมากหรือสำคัญน้อย แต่มันก็มีเรื่องเล่าในแบบของมัน จากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดจบ มีองค์ประกอบครบให้เราอ้างอิงถึง เป็นต้นว่า วิธีการไป การจัดกระเป๋า การเลือกเพื่อนร่วมทาง หัวข้อที่จะคุยระหว่างเบื่อๆ วิวข้างนอกสวยแค่ไหน ซื้ออะไรไปฝากเพื่อน จะกินอย่างไร เข้าเมืองตาหลิ่วอย่างไร และเรื่องอะไรที่เรารับไม่ได้ระหว่างเดินทาง 

 

เราอาจเดินทางไปในรอยทางเดียวกันบนรองเท้าคนละคู่ สายตาคนละแบบ และคนละช่วงเวลา แต่ทว่า ความรู้สึกและความทรงจำเราอาจเหมือนกันก็ได้ นั่นไม่ใช่ปัญหา มาฟังฉันเล่าเถอะ ฉันจะเล่าในแบบของฉัน และเธอฟังในแบบของเธอ 


คุณอาจไม่อยากอ่านเล่มนี้ด้วยข้ออ้างได้มากมาย เช่นว่า คงไม่มีโอกาสเดินทางไปในเส้นทางสายเดียวกัน หรือว่าไม่รู้จักคนเล่าดีพอ ก็จริงนะ แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องไปที่เดียวกับฉัน เราไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน แต่สาเหตุที่คุณควรจะอ่าน ก็เหมือนกับที่มีผู้ชายคนหนึ่ง คุกเข่าขอร้องให้คุณแต่งงานด้วย ทั้งที่มันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต ควรจะคิดให้นานๆ  แต่หากไม่จำเป็นจริงๆ ณ วินาทีตรงหน้านั้น (พร้อมประกายของเพชร) คุณก็คงจะไม่ปฏิเสธเขาใช่ไหม

การที่ฉันขอให้คุณอ่านเรื่องนี้ก็เหมือนกัน .. โดยไม่จำเป็นต้องคุกเข่า แต่ฉันเขียนทั้งหมดด้วยหัวใจ จากทุกรอยเท้าที่ย่ำไปในยุโรป เวลาทุกนาที สมบัติพัสถาน และการคิดถึงบ้านเมื่อจากมาไกลๆ ทั้งหมดนี้เป็นเดิมพันวางไว้ตรงหน้า เพื่อให้คุณหันมามอง

 

รู้ไหม เรื่องอกหักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งในโลก คือ การที่นักเขียนอกหักจากคนอ่าน คือการที่คนอ่านหักอกคนเขียน

 

รู้ไหมว่า การยื่นมือรับแหวน อาจจะไม่ต่างจากการหยิบหนังสือเล่มหนึ่ง 

 

สัญญาหน้าร้านหนังสือที่ชั้นวางแผง ว่าถ้าฉันเขียน คุณจะอ่าน (ในวันที่คุณบ่นว่าหาหนังสือทีี่อยากอ่านไม่เจอ) คุณเคยสั่งการณ์ในสายลมให้ใครสักคนออกไปจากบ้าน แล้วกลับมาพร้อมกับเรื่องสนุกๆ ที่วางไว้บนชั้นหนังสือในร้านหนังสือใกล้บ้าน แล้วคุณบอกว่าถ้ามีใครทำแบบนั้น คุณเอามันกลับบ้านไปด้วย

... คือคุณใช่ไหมล่ะ!?

 

 

 

รู้ไหม เมื่อหมั้นหมายกับใคร  

เราควรจะแต่งงานกับคนๆ นั้น. 

 

 

 

 

 บทที่ สอง

หนังสือ คือ แหวนหมั้น

และฉันอยากแต่งงานกับคุณ 

 

 

อาจมีคนบอกรักด้วยหนังสือ

แต่มีใครขอแต่งงานด้วยหนังสือ?

 

 

เริ่มต้นย่อหน้าแรกของบทแรกว่ายากแล้ว การเริ่มต้นย่อหน้าแรกของบทที่สอง ก็ใช่ว่าจะง่าย การเริ่มต้นทุกสเต็ปไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นนำให้เราเข้ารกหรือเข้าพง แบบที่ฉันกำลังทำนี่แหละ

 

ก่อนที่จะพงให้มากกว่านี้ เรามาเข้าเรื่องกันก่อน (เป็นการเชื่อมประเด็นที่เชยเสียจริง) เรื่องที่ว่าก็คือว่า ระหว่างการเขียนหนังสือ การเดินทาง และความรัก คุณรู้ไหม มีอะไรที่เหมือนกัน

 

"อ่อนหวานเหมือนความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก"  นั่นคือสิ่งที่ทั้งสามอย่างเหมือนกัน การเขียนหนังสือคือความอ่อนหวานแบบความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก เพราะเมื่อความคิดเลื่อนไหล และพรั่งพรูออกมาเป็นตัวอักษร มันสวยงามเหมือนประกายความคิด เหมือนประกายของฝนดาวตกที่เป็นโมเมนต์แห่งความสุขที่น่าจดจำ

 

การเดินทาง อ่อนหวานเหมือนความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก เพราะ ณ จุดที่รอยเท้ากับหัวใจเราบรรจบกัน เราไม่เคยลืมภาพความทรงจำนั้นได้เลย 

 

ความรักอ่อนหวานเหมือนความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก  เพราะเมื่อใดที่ความรักหล่นจากหัวใจ เรารับรู้ได้ว่าโลกทั้งโลกสั่นกระเทือน วูบไหว และอ่อนหวานทั้งยามเจ็บและยามสุขจากความรัก

 

ทำไมเมื่อเดินทาง เราจึงต้องทั้งมีความรัก และต้องเขียนหนังสือ?

 

ฉันอยากให้คุณย้อนไปอ่านชื่อเรื่องของบทนี้ค่ะ 

 

 

 

หนังสือไม่ยืนยง

เส้นทางไม่ยาวนาน

ความรักอาจเปลี่ยนแปลง

ไม่มีอะไรถาวร

เมื่อทุกอย่างเป็นอนิจจัง

เราควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่ยั่งยืนให้ได้

ใช้ความเปลี่ยนแปลงให้เป็นประโยชน์

อยู่กับโมงยามนั้นก่อนจะสิ้นสูญ

รู้จักการซึมซาบ และดื่มด่ำให้เป็น

ก่อนจะดับหายไปตามกาลเวลา

 

 

 

บทที่สาม

บทคัดย่อ

 

 

 

ฉันอยู่ยุโรปมาแล้วห้าปี ฉันแต่งงานที่นี่ ประเทศที่ไปบ่อยคือ เช็ค ออสเตรีย เยอรมัน ฝรั่งเศส และบางเมืองในเบลเยี่ยมกับอิตาลี ฉันจะเล่าเรื่องพวกนี้ให้คุณฟังในแแบบเห็นภาพ ซึ่งหมายความว่า มีภาพเยอะๆ เต็มหน้า และมีคำบรรยายใต้ภาพ หมดยุคของการเล่าด้วยตัวหนังสือแล้วใช่ไหม เมื่อภาพหนึ่งภาพให้ความหมายมากกกว่าคำล้านคำ และเราเพราะมีกล้องดิจิตอล

 

พูดถึงประเทศเช็ค มันเป็นประเทศที่สวยงาม พูดถึงประเทศออสเตรีย มันเป็นประเทศที่สวยงาม พูดถึงประเทศเยอรมัน มันเป็นประเทศที่สวยงาม พูดถึงฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยี่ยม มันเป็นประเทศที่สวยงาม ใช่ อะไรๆ มันก็สวยงามทั้งนั้นแหละ แต่สวยงามแบบไหนล่ะ นี่แหละคือปัญหา

 

หน้าที่ของบทคัดย่อ คือ การสรุปที่มาของปัญหา และให้คำตอบแบบสั้น  คำตอบนั้นก็คือว่า เช็คสวยเพราะเป็นเมืองเก่าทั้งเมือง คลาสสิคแบบโรแมนติก แต่มีอารมณ์แบบซึ้งเศร้า, ออสเตรียสวยแบบธรรมชาติ ภูเขาตระหง่านตา และเมืองเก่าที่ซ่อนอยู่ในความเป็นเมืองใหญ่ที่เจริญ ท้าทายให้ค้นหาการผสมผสานอย่างลงตัวนั้น, เยอรมัน ก็คล้ายๆ กับออสเตรียนั่นแหละ จะแยกถูกได้ต้องอ่านในรายละเอียด และส่วนฮังการี ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม จะยังไม่กล่าวในเล่มนี้  

 

สิบห้าเมืองในสามประเทศ เยอรมัน เช็ค และออสเตรีย เป็นเมืองไฮไลต์ของทั้งสามประเทศที่จะเล่า  และนี่ล่ะคือปัญหา

 

ปัญหาเกิดขึ้นแก่บทคัดย่อ เพราะอ่านแล้วต้องอยากไปแน่ๆ  และต้องการแสวงหาวิธีการไปให้ได้ ซึ่งในบทสรุปสุดท้าย ฉันก็ได้ทำการวิจัย และพรรรณาหาคำตอบให้แล้วค่ะ  

 

 

 

 มากมายเรื่องเล่าที่เจอ

ร้อยเมืองในโลกที่ผ่าน

อาจมีบางอย่างที่ข้ามไปไม่ได้เล่า

ทั้งที่บางเรื่องก็อยากเล่า

ทั้งที่บางเรื่องที่ควรเล่า ก็กลับลืม

ไม่มีอะไรประมาณได้แน่นอน

เรื่องเล่าของเรา ณ เวลาต่างๆ 

เหตุการณ์เดียวกัน ให้เล่ากี่ครั้งก็ไม่ซ้ำแบบ

ดังนั้น เราจึงควรอยู่กับปัจจุบัน

และทำหน้าที่ตรงหน้าก็พอ

ฟังเท่าที่ได้ยิน

เขียนเท่าที่จินตนาการออก

ปัจจุบันเท่่านั้นเรามีอยู่ 

 

 

 

ภาพพระอาจารย์  ว. วชิรเมธี  ณ กรุงปราก ฉันถ่าย

หลังจากท่านสอนฉันว่า เขียนหนังสือไม่ต้องบิวด์

ไม่มีบิวล์อารมณ์ เขียนเลยทันที ณ อารมณ์นั้นๆ

เสร็จแล้วเสร็จเลย อย่าลังเล 

 

 

 

 

 

(347163


Last Updated on Tuesday, 23 February 2010 22:58

ไม่ฝืนธรรมชาติของตนเอง

E-mail Print PDF

ได้ยินบ่อยๆ ที่เขาบอกว่า "คนเข้าวัดนี่ล่ะน่ากลัว ตัวแสบเลย" ฉันพยายามคิดหาคำตอบกับสิ่งนี้ว่าทำไม เพราะหลายๆ ครั้ง  มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ สองสามวันก่อน ฉันได้คำตอบนั้นกับตัวเองคือ สาเหตุที่คนเข้าวัดน่ากลัว ไม่น่าไว้วางใจ เพราะเขาเข้าวัด ได้รับการถ่ายทอดหลักธรรม มีความเข้าใจอยากทำดี ประกาศตนว่าอยากทำดี แต่ความอยากและความสามารถนั้นคนละเรื่องกัน... เมื่ออยาก แต่ทำไม่ได้ หากได้พูดพร่ำออกไปแล้ว ทำไม่ได้ ทุกข์ โลภ โกรธ เข้าครอบงำแล้ว ก็เลว ก็ชั่วเหมือนคนอื่น เวลาดีมันก็ดีอยู่หรอก ดูอยู่ในศีลในธรรม แต่เวลารัก โลภ โกรธ หลง เข้าครอบงำ มันก็ชั่วเหมือนทุกคน
 
นี่แหละที่ทำให้คนไม่เข้าวัด ที่เลวๆ ชั่วๆ พูดเลวๆ ชั่วๆ แต่ก็ดูตรงกับความเป็นจริง คิดว่า คนเข้าวัดนี่มันอันตราย
 
มันอันตรายว่ามันคิดได้ พูดได้ แต่ทำไม่ได้นี่แหละ ... แต่ถ้ามองว่า อยากน้อยเขาก็คิด ก็พูด และก็ทำไม่ได้เหมือนเราๆ (ฮา) เป็นธรรมดา 
 
ก็ขอให้มองว่า คนเข้าวัดนี่ ไม่ใช่คนบรรลุ เพียงแต่เป็นคนธรรมดาที่อยากฝึกตนให้ดี แต่เขาก็ยังดีไม่พอ บางครั้งการพูดจาเหมือนมือถือสาก ปากถือศีล ก็เพราะว่ายังทำไม่ได้...​ก็ให้ถือว่าเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมสุข เหมือนๆ กันหมดในโลกนี้
 
....
 
ห้องสมุดวัดบวร 
 
ห้องสมุดมหามกุฎ 
 
 
 
พานักเขียนของสำนักพิมพ์ฉัน ไปออกทีวี เล่าเรื่องในหนังสือ
"พาท่องโลกทิพย์" โดย เกียรติ โสภณ
 
 
 
พิธีกร คือ พี่เมย์
 
ไปดูมวยที่เวทีมวยบ้านกลาง ปทุมธานี 
 
 
 
ช่วงนี้ ใกล้สิ้นปีแล้ว ฉันอยู่เมืองไทย มีกิจกรรมให้ทำตลอดทุกวัน กลับถึงบ้านดึกดื่นทุกวัน กิจกรรมนั้นก็หลากหลาย ทั้งกิจกรรมด้านการงาน ด้านเพื่อนฝูง ด้านความต้องการส่วนตัว รู้สึกว่าเวลาที่เราใช้นี่คุ้มค่าเหลือเกิน
 
กลับถึงบ้าน ก่อนนอน ก็อ่านหนังสือได้ดี เดือนนี้น่าจะอ่านเป็นร้อยเล่มแล้ว เดี๋ยวนี้อ่านหนังสือเร็ว คืนหนึ่งๆ อ่านได้จบหกเล่ม อ่านได้จบสิบเล่มก็มี เพราะว่าเดี๋ยวนี้อ่านแบบจับประเด็น ไม่อ่านทุกคำ แต่อ่านประเด็นที่เราสนใจ สแกนอ่านทุกหน้าจนครบ ก็ถือว่าได้ความรู้ ได้ความบันเทิง ได้สนองความอยากรู้
 
แล้วความรู้ มันก็ประมวลในหัว กลายเป็นแนวคิดบางอย่างที่เกิดขึ้นกับการใช้ชีวิต
 
สิ่งที่ฉันอ่านช่วงนี้คือ ประวัติสังฆราชกรุงรัตนโกสินทร์ บันทึกพงศาวดาร จดหมายสมเด็จของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ วรรณกรรมเก่าของสุนทรภู่ หนังสือของหลวงวิจิตรวาทการ ปิ่น มุทุกันต์ ความรู้เรื่องพุทธมหายาน ศาลเจ้าจีน เทพเจ้าจีน ศิลปะจีนยุคต่างๆ วัฒนธรรมแบบเซน ฯลฯ อ่านได้เยอะมากช่วงนี้
 
แล้วก็เข้าห้องสมุดวัดบวรเกือบทุกวัน ๆ ละ สองสามชั่วโมง ก็ได้รู้สึกเสียดายว่า ทุกวันนี้คนเรา พากันสร้างอุโบสถ ซึ่งมันก็ดีอยู่หรอกในคอนเซ็ปต์ของการสร้างอุโบสถ แต่มันเยอะเกินไป หลายๆ อุโบสถเป็นแต่เพียงอุโบสถอันว่างเปล่า ไม่มีคนปฏิบัติ เป็นอุโบสถที่พูดไม่ได้ ให้ความรู้ ให้สติปัญญาไม่ได้
 
แต่พอได้ไปเห็นห้องสมุดของวัดต่างๆ เล็กเหลือเกิน คับแคบ และหนังสือเก่า ไม่มีพื้นที่เก็บ ทิ้งระเกะระกะ เอาหนังสือใหม่ที่บางเล่มก็แย่ ไม่มีประโยชน์เข้ามาแทน ทุกวันนี้เห็นผ้าป่าห้องสมุดวัด ไม่มี ... แล้วอย่างนี้ เยาวชน หรือคน จะไปเอาปัญญา เอาความรู้ด้วยตัวเองจากที่ไหน ต้องรอให้พระเทศน์ ต้องรอให้คนอื่นบอกสิ่งที่เขาต้องการบอก ไอ้ความสนใจของตัวเอง การค้นคว้า คิดเอง ตอบเอง ของเรา มันจะไม่มี ถ้าไม่รู้จักค้นคว้าหาคำตอบเอง มันหาไม่ได้
 
ไม่ได้จะบ่นหรอกนะ แค่อยากจารึกแนวคิดนี้ไว้ในกูเกิ้ล เผื่อจะเจอคนที่คิดเหมือนกัน แล้ววันหลังได้ช่วยหารือกันบ้าง 
 
.....
 
ได้บอกเอาไว้ว่า ช่วงนี้จากการอ่าน ก็ได้สังเคราะห์ค้นพบการใช้ชีวิตแบบใหม่
 
ก็อยากจะประกาศ เล่าไว้ ณ ที่นี้ เพราะดีใจว่า เดี๋ยวนี้เวบฉันมีคนเข้าวันละหลายร้อยคน ถ้าเอาสิ่งที่มีประโยชน์กับการใช้ชีวิต และความคิด มาเล่าสู่กันฟังบ้าง ก็อาจจะดีนะ เพราะว่าเรามีคนคอยอ่าน คอยฟังเรา โดยที่เราไม่ต้องไปตะโกนที่ไหน ...
 
ก็ดีใจที่ได้มีช่องเล่า ช่องแสดงออกของตัวเอง หลังจากเขียนคนเดียว อ่านคนเดียวมาตั้งหลายปี วันหนึ่ง สิ่งเล็กๆ ที่เราสร้างทีละขั้นๆ มันก็กลายเป็นกลุ่มก้อนที่จับต้องได้ เราไม่ต้องไปง้อใคร เพราะเรามีพื้นที่ของเราเอง
 
ก็อยากจะบอกว่า ได้ค้นพบว่า
 
การใช้ชีวิตของคนเรา... "จงอย่าฝืนธรรมชาติของตัวเอง"
 
ไม่ฝืนธรรมชาติของตัวเอง ตัวเราเป็นคนอย่างไร พยายามอย่าฝืน อยู่กับมัน ยอมรับมัน แม้มันจะดี จะชั่ว ก็อย่าปฏิเสธ
 
เพราะว่าคนเรามีพลังสองอย่างในตัว ทั้งบวกและลบ มีบวกอยู่ในบางด้าน มีลบอยู่ในบางด้าน มันเป็นสมดุลในกันและกัน ไม่มีใครดีไปทุกด้าน และชั่วไปทุกด้าน
 
ด้านบวก เมื่อไหร่แสดงผล เราก็โอเค อยู่ได้ มีความสุข ไม่มีแรงต้าน เราพอใจที่ด้านบวกของเราแสดงตัวออกมา
 
แต่เมื่อไหร่ ด้านลบของเราแสดงผล ถามว่าเราฝืนได้ไหม เราฝืนไม่ได้ เพราะคล้ายๆ มันมีพลังบางอย่างที่ต้องแสดงตัวออกมา เมื่อได้แสดงตัวออกมา ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง มันก็จะหมดลง แล้วด้านบวกของเราก็จะแสดงผลเข้ามาแทน
 
สลับกันไปอย่างนี้ เหมือนกลางวันกับกลางคืน มันต้องมีช่วงเวลาผลัดกันแสดงตัว ผลัดกันพักผ่อน เป็นวัฏจักร
 
การที่เราจะฝืนให้พระอาทิตย์ขึ้นตลอดเวลา เหมือนกับพยายามอยู่และยอมรับแต่พลังบวกของตัวเอง เหมือนเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติ เมื่อไหร่ที่พระอาทิตย์ขึ้นตลอดเวลา เราไม่ได้พักผ่อนนอนหลับ ได้ทำสิ่งต่างๆ มากมาย ก็จริงอยู่ แต่ร่างกายและจิตใจ ย่อมเสื่อทรามลงในระยะเวลาอันสั้น เพราะขาดความสมดุล
 
พลังดี พลังชั่ว ขั้วบวก ขั้วลบ ในตัวเราก็เหมือนกัน
 
.... 
 
คำว่าทุกข์ในใจก็คือ คล้ายๆ กับว่าพลังด้านลบในใจเรามันต้องการแสดงตัว เพื่อให้ด้านบวกของเราได้พักผ่อน ปัญหาคือในช่วงที่ด้านลบเราแสดง ความอยากดีของเรา เราก็พยายามฝืน ควบคุมเขา ปรับเปลี่ยนเขา อาจเรียกได้ว่าฝืนธรรมชาติ ฝืนตัวเองนั้นแหละ จนมันกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า แรงต้าน ความขัดแย้ง การต่อสู้ด้านใน ฯลฯ นี่แหละที่ทำให้เราทุกข์ สับสน เหนื่อยกับการควบคุมตัวเองตลอดเวลา
 
บางคนจะถามว่า อ๊าว แล้วถ้าเราไม่ควบคุมเวลาพลังลบ ส่วนชั่วในตัวเราแสดงออก อย่างนี้เราก็ทำชั่วได้มากมายหลายประการสิ ถ้าเราไม่ "ข่มใจ"​  ไปตามใจเวลาใจมีรัก โลภ โกรธ หลง ฯลฯ อย่างนี้เราชั่วตายเลย
 
ตอบว่าเมื่อมีรัก โลภ โกรธ หลง ด้านลบที่อาจส่งผลให้คุณทำสิ่งชั่ว เรียกง่ายๆ ยกเกณฑ์เรื่องศีลห้ามาเป็นพื้นว่า ทำให้คุณทำชั่วละเมิดศีลห้า อันนี้... คุณต้องข่มใจสู้กับความชั่ว เป็น "การข่มการกระทำ"​ ไม่ให้เกิดการกระทำขึ้น จนถึงขั้นเรียกว่าทำชั่วได้สำเร็จ แต่คุณฝืนความคิดคุณไม่ได้หรอก เมื่อคุณคิดชั่ว ทำรัก โลภ โกรธ หลง เมื่อคุณคิดฝืนตรงนี้... ภายในคุณจะขัดแย้ง ฝืนธรรมชาติ คุณจะเหนื่อย ผิดหวังในตัวเอง แล้วก็จะกลายเป็นทุกข์ เป็นความล้าสะสม สุดท้ายก็ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ผิดหวังกับตัวเอง กลายเป็นเห็นตัวเองเลว เห็นแค่ความเลวของตัวเอง 
 
ดังนั้น เมื่อคิดชั่ว จงตามความคิดนั้น ไม่ต้องดับ ไม่ต้องกำจัด แต่ให้ "ตามรู้"​ และ "ตะหนัก" ว่า อ๋อ ตอนนี้เรากำลังคิดชั่วนะ เรากำลังรักนะ เรากำลังโลภนะ เรากำลังโกรธนะ เรากำลังเกลียดนะ ฯลฯ
 
เมื่อเรารู้ ก็คือเรามีสติ ตามมันทัน เรารู้จิตของเราแล้วว่ามันอยากจะชั่ว มันคิดชั่ว เราฝืนไม่ได้ แต่เรารู้ตัวเราได้
 
"ความรู้" นี่แหละที่จะทำงาน ทำให้เราควบคุมการกระทำของเราได้  เพราะแทนที่จะ "ทำ" ความชั่วตามจิตคิด มันจะเปลี่ยนมาเป็นทำหน้าที่ "รู้" ว่าจิตคิดชั่ว
 
ถามว่าทำไม มันทำหน้าที่รู้ แล้วมันไม่ทำชั่ว ก็เพราะว่า "มันมีสติกำกับอยู่ด้วยความรู้ตัว" ...นั่นไง
 
ถ้าเราไม่มีสติกำกับรู้ เราจะทำชั่วโดยไม่รู้ตัว เรียกว่าทำชั่วเพราะไม่มีสตินั่นเอง เช่นฆ่าเขาเพราะบันดาลโทสะเหมือนฝีเข้าสิง โกหกเพราะคิดอยากโกหกแล้วไม่ทันรู้ตัว ด่าคนอื่นโดยที่ไม่ทันรู้ตัว แต่พ่นคำด่าออกไปแล้วเป็นชุดๆ
 
นี่แหละค่ะถึงได้บอกว่าเวลาคิดชั่ว เวลาจิตเราอยากเป็นคนชั่ว ไม่ต้องไปฝืนธรรมชาติหรอก  แล้วก็ไม่ต้องไปพยายามดับมันด้วย อย่าเหนื่อยในการพยายามเป็นคนคิดดีให้มันเหนื่อย เวลาคิดชั่วก็ให้ยอมรับมันว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องไปฝืน รอให้มันหมดอำนาจเอง
 
หน้าที่เรา "ตามรู้" เพื่ือมีสติกำกับ ไม่ให้พลังชั่วกลายเป็นการทำชั่ว ก็พอแล้ว
 
เราก็จะไม่เหนื่อยกับการฝืนใจตัวเอง ไม่ต้องผิดหวังในตัวเองว่า ทำไมเรามันคิดชั่วอย่างนี้ฟระ ฯลฯ จงรู้เถิดว่า จิตที่คิดชั่ว เป็นเรื่องปกติ เพราะมีเหตุ สิ่งแวดล้อม มาให้เขาคิดชั่ว ฯลฯ (วิธีแก้จิตไม่ให้คิดชั่ว ก็เช่น ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีกัลยาณมิตร ฝึกจิต ฝึกสมาธิ จัดชีวิตของเราให้มีปัญหามากระทบน้อยที่สุด) แต่เมื่ออำนาจคิดชั่ว ไม่มีโอกาสแสดงตัวเป็นการกระทำ เขาก็จะหมดพลังไปเอง... 
 
... 
 
การต่อสู้กับความชั่วในใจเรานี่ เป็นงานภายในที่หนัก และเราต้องกระทำทุกๆ เวลา อาจจะทุกขณะจิตก็เป็นได้ เพราะจิตคิดชั่วได้ตลอดเวลา หากเราพยายามดับความคิดชั่ว แสดงว่าเรามีงานหนักให้ทำในจิตตลอด จนเกิดเป็นความเครียดสะสม แต่ถ้าเราเปลี่ยนจากการฝืนความคิดชั่ว มาเป็นการตามรู้ความคิดชั่ว เหมือนเงาที่วิ่งตามวัตถุ อย่างนี้เราไม่เหนื่อย เพราะหน้าที่เราแค่ตามรู้ เมื่อตามรู้ ตามดู เราก็จะเข้าใจมัน เมื่อความเข้าใจเกิดขึ้น เราก็จะไม่ทุกข์
 
บางครั้งก็เรียกได้ว่า เราเข้าใจตัวเอง
 
.....
 
 
หลักการนี้ ฉันเอามาประยุกต์ใช้กับการทำงาน แล้วก็รู้สึกว่าเบาขึ้นเยอะเลย และทำงานได้ดีขึ้น นั่นคือฉันเอามาใช้ในการเขียนหนังสือ
 
ทุกวันนี้ ฉันรู้สึกว่า ถ้าได้เขียนบลอก ซึ่งเป็นการเขียนตามใจอยากจะเขียน จะมีความสุข แต่เมื่อไหร่ เขียนหนังสือจริงๆ นี่จะทุกข์มาก ไม่ลื่นไหล เพราะมีโจทย์ มีความกลัว มีความตั้งใจเกินไป มีความอยากได้ อยากดี อยู่เยอะ จนเขียนไม่ออก เขียนไม่เป็นธรรมชาติ
 
แต่เมื่อฉันยอมรับพลังชั่วในตัวเอง คือว่า มีบทความบางอย่างที่ฉันอยากจะเขียน แต่ไม่เขียนสักที นั่งลงเขียนแล้วมันเขียนไม่ได้ เขียนไม่ออกเหมือนใจคิด เขียนไม่ไปตามเวลากำหนดที่ต้องการ ก็จะไม่ฝืน
 
ทิ้งเลย...
 
เหมือนกับว่า แสดงว่าธรรมชาติลึกๆ ของเรา มันไม่พร้อมจะเขียน เรามีความอยาก...​แต่เรายังทำไม่ได้ ...​ เพราะว่าถ้าทำได้ มันต้องอยากทำ และทำออก สำเร็จไปแล้ว
 
ดังนั้น เราจะไม่อยู่ ไม่จี้ กับสิ่งที่เราทำไม่ได้ ...  แต่เราจะอยู่กับสิ่งที่พลังเราแสดงตัวออกมา นั่นคือ สิ่งที่จิตเราอยากทำ แล้วมันขยัน มันอยากทำ ก็อย่าไปฝืน ต้องรีบทำเลย ต้องรีบขยันกับเขาเลย อย่าไปปฏิเสธ กอบโกยความต้องการที่ดีนั้นให้เต็มที่ ถ้าเราไปยึกยักแล้ว มันหมดเวลาเลย
 
ก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ ช่วงนี้เลยได้มีความสุขกับสิ่งที่อยากทำ อยากอ่านก็อ่าน ก็ได้มีความสุขกับการอ่าน เพราะได้ทำสิ่งที่ต้องการ อยากเที่ยวศาลเจ้าจีน ก็เที่ยว ไม่ต้องไปงงตัวเองว่าจู่ๆ ทำไมลุกขึ้นมาอยากเที่ยว จิตลึกๆ ของเรา มันคงมีของเก่าอะไรสะสมอยู่ มันถึงได้กลายเป็นความอยากอันมากขึ้นมา อยากไปห้องสมุดช่วงนี้ก็ไป เพราะอนาคตเวลาที่ควรจะไป อาจจะไม่อยากไปแล้วก็ได้
 
แต่ทั้งนี้ก็ต้องเข้าใจว่า หลักการนี้ไม่ใช่เรื่องเอาแต่ใจ หรือตามแต่ใจตัวเองนะ
 
....
 
หวังว่า บางท่านที่สนใจ จะได้ลองเอาไปหลักนี้ใช้ดูกันบ้าง แล้วได้ผลอย่างไร ก็วานเล่าสู่กันฟัง ... ขอบคุณค่ะ 
 
 
 Rin's Secret Box :)
 
วิธีทำเมื่อจิตคิดชั่ว
 
- คิดชั่ว
- รู้ว่าจิตคิดชั่ว
- ตามดูว่าจิตคิดชั่ว
- ตามดูต่อไป
- เมื่อความคิดชั่ว นำไปสู่การอยากทำชั่ว ก็รู้ว่าอยากทำชั่ว
- รู้ว่าอยากทำชั่ว
- รู้ว่าอยากทำชั่ว
- รู้ว่าอยากทำชั่ว
- ยังรู้อยู่ว่าอยากทำชั่ว
- ตามดูให้ตลอด ว่าเราอยากทำชั่ว
- ตามดู ไม่ลืมตัว รู้ตัวตลอด มีสติกำกับให้ตลอด ว่าสิ่งที่เราอยากทำมันชั่ว 
- รู้ว่าสิ่งที่เราอยากทำ มันชั่ว
- จิตเลิกคิดชั่ว
- รู้ว่าจิตเลิกคิดชั่ว 
- รู้ว่าจิตคิดดี
- รู้ตัวทุกขณะจิต 
- คิดชั่วก็รู้ คิดดีก็รู้
 
 
บทความโดย เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา
๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ 
(273188) 
Last Updated on Saturday, 28 November 2009 19:18

Page 1 of 3

  • «
  •  Start 
  •  Prev 
  •  1 
  •  2 
  •  3 
  •  Next 
  •  End 
  • »

เที่ยวยุโรปกับคนไทยในยุโรป

เที่ยวยุโรปอย่างคุ้มค่ากับคุณสไมล์ลี่คุณลี่จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป แบบกันเองค่ะ แบกเป้สนุก และประหยัด
 
เที่ยวฮอลแลนด์ กับคุณเจี๊ยบคุณเจี๊ยบ นักเขียนตะลอนทัวร์อิตาลี่ จะพาคุณเที่ยวเนเธอร์แลนด์แบบเพื่อนอันอบอุ่น
 
เที่ยวออสเตรียแบบโฮมสเตย์ กับคุณแอ้มทริปคุณแอ้ม จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป อยากเล่นสกี และพักโฮมสเตย์กับคนไทย ลองดูที่่นี่่ค่ะ
 
>> สนใจแลกลิงค์ ติดต่อ rinแอดnetnapa.net ค่ะ 
You are here: