ไม่ว่าคุณจะชอบหรือชัง สนธิ ลิ้มทองกุล ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เขาคือคนที่พลิกวงการสื่อสารมวลชนและการเมืองในประเทศไทยอย่างแท้จริง กล่าวได้ว่า คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นหนึ่งในไม่กี่คนของประเทศไทยที่เรียกได้ว่า "ผู้มาก่อนกาลเวลา" บุคคลที่ได้รับเกียรติในสมญานามนี้ ที่นึกได้ตอนนี้ ก็มี จิตร ภูมิศักดิ์, อ.ประเสริฐ นาสกุล เป็นต้น
สิ่งที่คนเหล่านี้มีเหมือนกันคือ การสามารถอธิบายเรื่องที่คนทั่วไปไม่อาจมองเห็นได้ในขณะนั้น ได้อย่างพิสดารจนเหลือเชื่อ แต่สุดท้ายก็พิสูจน์ได้ด้วย กาลเวลานั่นเอง
เว็บไซต์ www.manager.co.th จะเป็นเว็บข่าวแรกๆ ทึ่คนรักข่าวจะต้องพิมพ์ และคลิ๊ก ไม่เว้นแม้แต่ฝ่ายตรงข้าม ใช่สนธิ คนนี้หรือไม่ที่กล้าเปิดให้คนอ่านข่าวทางเว็บไซต์ ทั้งๆที่ยังทำสื่อสิ่งพิมพ์อยู่
ผมกล้าบอกได้อย่างไม่อายว่า ไม่ว่ามิตรหรือศัตรูของคุณสนธิ ย่อมมิอาจไม่ยกย่องคนๆนี้ได้ เพราะอย่างน้อยคนอย่างสนธิ นั้นมิได้ดีเลิศดุจพระอรหันต์ แต่เขาก็ทำหน้าที่ของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือ สื่อมวลชนที่แท้จริง เป็นสื่อมวลชนที่ไม่ยอมสยบอยู่ใต้อำนาจเผด็จการ มีจิตสำนึกแห่งหน้าที่เป็นอย่างสูง ไม่หวั่นเกรงอิทธิพลมืดใดๆ หากสิ่งที่คุณสนธิ เห็นว่าสิ่งที่ทำนั้นคือสิ่งที่ ถูกต้อง
เมื่อเห็นคุณสนธิ ในปัจจุบัน ผมนึกถึง สื่อสารมวลชน นักหนังสือพิมพ์ยุกแรกๆที่ยืนหยัดต่อสู้กับอำนาจเผด็จการอย่างไม่ครั่นคร้าม อาทิ ท่านกุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา), อิศรา อมันตกุล และสุวัฒน์ วรดิลก เป็นต้น ท่านเหล่านี้มีความเหมือนกันคือ การคิดถึงชาติบ้านเมิองมากกว่าตัวเอง ยอมถูกจองจำ พันธนาการร่างกาย แต่ไม่สามารถคุมขังจิตใจแห่งเสรีชนได้
หากจะกล่าวว่า สนธิ ไม่มีวันตายคงไม่เกินเลยเพราะ ปัจจุบันชาวพันธมิตรได้เติบใหญ่ทางความคิดจนสามารถเป็นสนธิ คนต่อไป ช่วยถ่ายทอดความรู้ ปัญญาให้แก่ประชาชน เพื่อรู้เท่าทันทางการเมืองต่อไป
สนธิ ไม่มีวันตาย และไม่มีวันสาบสูญ
don
......................
ข้อความข้างต้น ฉันนำมาจากความคิดเห็นของผู้อ่านจากเวบผู้จัดการที่ฉันเห็นว่า แสดงความคิดเห็นได้ตรง กับที่ฉันคิด แต่พูดออกมาไม่ได้ชัด ... เลยขออนุญาตหยิบมาไว้
ฉันสะดุดใจมากที่สุด กับ คำว่า "ผู้มาก่อนเวลา" คุณสนธิ เป็นบุคคลเช่นนั้นจริงๆ
ระยะเวลาที่ฉันได้ทำงานในบริษัทของคุณสนธินั้นแค่สองปี ไม่มากไม่มาย แต่เนื่องจากได้มีโอกาสเรียนรู้งานค่อนข้างมาก ประสบการณ์ของฉันเป็นเครื่องยืนยันหนึ่งที่ทำให้อย่างน้อยตัวเองก็เชื่อมั่นที่จะกล้าพูดว่า คุณสนธิคือผู้ที่มาก่อนเวลา สำหรับสังคมไทยจริงๆ โดยเฉพาะในแวดวงสื่อมวลชน หรือนักหนังสือพิมพ์
ข่าวสารและความสำเร็จจากเวบไซต์ผู้จัดการ ที่ทำให้ท่านต้องคลิกเข้าอ่านทุกวัน วันละหลายเที่ยว ไม่ว่าจะรักหรือชังผู้จัดการ คงเป็นเครื่องยืนยันหนึ่งได้ดี
ฉันเพียงแต่ขอฉายภาพบางด้าน ที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นผู้มาก่อนของคุณสนธิในด้านสื่อมวลชน ซึ่งทำให้การทำหน้าที่ของนักหนังสือพิมพ์ผู้นี้ ถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติการเสนอข่าวสารของเมืองไทยอย่างแท้จริง เพราะส่งผลกระทบต่อการเปิดรับข่าวสารจริงๆ ของคนไทยในทุกวันนี้ในยุคอินเตอร์เน็ต
ฉันฝึกงานที่ผู้จัดการตั้งแต่ปีสามและปีสี่ โดยในปีสี่นั่นเอง ที่คุณสนธิได้กลับจากนอก และกลับมาพลิกฟื้นชีวิตให้กับผู้จัดการอีกครั้ง ฉันจึงถือได้ว่าเป็น "เด็ก น้องนุชสุดท้าย" เกือบจะคนเดียวในบริษัท ที่อาจจะไม่สวย (หึหึ) แต่ก็ดูสาวที่สุด แม้จะไม่ถูกใจนาย แต่ก็อืมมม.... มันก็พอดูให้หายคันลูกกะตาได้บ้างแหละ
จำได้ว่า คุณสนธิเรียกฉันว่า "หนู" ก่อนจะเปลี่ยนเป็น "เอ็ง" และ "มึง" บ้างเป็นบางครั้งในตอนต่อมา
ตอนใกล้เรียนจบปีสี่ ตอนนั้นฉันยังไม่มีมือถือ พี่ฮอลล์หน้าคูณภาพชีวิต อุตส่าห์ไปเรียกหาฉันที่คณะ เพื่อตามมาให้สมัครทำงานผู้จัดการ ฉันจึงถือเป็นพนักงานคนแรก ที่คุณสนธิจ้างในยุคหลังจากที่คุณสนธิกลับจากเมืองนอกใหม่ๆ
ตอนนั้นได้ข่าวเลาๆ ว่า จะให้ฉันเป็นนักข่าว "ออนไลน์" อะไรประมาณนั่นแหละ ก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก
ก่อนที่ผู้จัดการออนไลน์จะถือกำเนิดเป็นครั้งแรก เช่นเดียวกับการถือกำเนิดครั้งแรกของเวบข่าวออนไลน์ในประเทศไทย หลายๆ ท่าน คงจำหน้าตาของผู้จัดการออนไลน์ตอนนั้นไม่ได้ แต่ฉันจำได้ติดตาเลย มันเป็นหน้าข่าวแบบง่ายๆ เพราะการขึ้นข่าวยังต้องเขียนโค๊ตแบบ HTML อยู่ ส่วนภาพก็ยังเป็นฟิล์ม ประมาณว่าต้องสแกนจากฟิล์มมาขึ้นเวบ เทคโนโลยียังไม่ให้ แต่กลับต้องรีบทำงานให้ไวกว่าคนอื่น
ผู้จัดการออนไลน์ในยุคแรก จึงเป็นการเอาข่าวของนักข่าวใหม่ ที่ไปวิ่งข่าวของตัวเอง เชิง "สกู๊ป" มาขึ้นเวบให้อ่านก่อน ก่อนที่วันต่อๆ มา จะรายงานในหนังสือพิมพ์ ต่อมาเมื่อสกู๊ปข่าวเริ่มทำให้คุณอ่านรู้จักผู้จัดการออนไลน์มากขึ้น ก็มีการเพิ่มข่าวเบรกกิ้งนิวส์ เข้าไป ให้ดูเรียลไทม์ขึ้น โดยเราจ้างพนักงานคอยดึงข่าวจากวิทยุ และโทรทัศน์ทุกช่อง มอนิเตอร์ ขึ้นเวบอออนไลน์ ในยุคที่ทีวียังไม่มีเวบเป็นของตัวเอง วิธีมอนิเตอร์ข่าวแบบนี้จึงถือว่า ง่าย แต่ตรง และใช้ได้
ลำดับต่อมา เราบูรณาการข่าวให้มากขึ้น และดึงดูดผู้อ่านมากขึ้น ด้วยการดึงข่าวจากผู้จัดการรายวัน และรายสัปดาห์ มาจึงเวบออนไลน์ก่อน แล้วจึงรายงานในกระดาษ นั่นจึงทำให้ผู้อ่านเริ่มเข้าเวบออนไลน์มากขึ้น เพราะข่าวไวกว่า ... ถึงตอนนี้ ทีมกระดาษเริ่มรู้สึกว่า ออนไลน์ไม่ได้ทำอะไร นอกจากมอนิเตอร์ข่าว หรือรวบรวมข่าว พร้อมกับฉก และขโมยของคนอื่นไป ทีมออนไลน์จึงต้องขยายทีมมากขึ้น และทำข่าวของตัวเองให้มากขึ้น และเร็วขึ้น
โดยประเด็นอะไรที่เกิดขึ้นระหว่างวัน หนังสือรายงานไม่ทัน ทีวีรายงานไม่ทัน (เพราะต้องรอข่าวภาคค่ำ หรือข่าวภาคเที่ยง เป็นช่วงๆ) วิทยุก็รายงานไม่ครบถ้วน นี่คือสิ่งที่ออนไลน์จะทำ นั่นคือ ทำข่าวที่เกิดขึ้นระหว่างวัน รายงานอย่างทันท่วงที ช่วงนี้ทีมออนไลน์จึงต้องทำงานหนัก แข่งกับเวลา และแข่งคุณภาพกับสื่ออื่นๆ
เมื่อเนื้อหาของออนไลน์เริ่มอยู่ตัว สเตปต่อมา จึงเป็นการสร้างเครือข่ายข้อมูลข่าวสารให้เวบออนไลน์ด้วยการ เพิ่มข้อมูล องค์ประกอบของข่าวชิ้นหนึ่งๆ ให้ครบถ้วน ทั้งข้อมูลพื้นฐาน บทวิเคราะห์ ภาพ วิดีโอ เสียง ฯลฯ ด้วยความที่ออนไลน์มีพื้นที่ไม่จำกัด การเพิ่มจำนวนคลิกลิงก์ของผู้ข่าว ต่อข่าวชิ้นหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่นักข่าวออนไลน์จะทำ เพื่อให้ข่าวออนไลน์ชณะสื่ออื่นอย่างใสสะอาด เป็นทั้งข่าวที่ไว ครบ และสื่อสารแบบสองทาง
เมื่อสามารถใส่ความคิดเห็นได้ มีคอลัมนิสต์ที่ดึงดูด มีมัลติมีเดีย ฯลฯ ข่าวออนไลน์ก็ชนะใจคนยุคไอทีได้อย่างไม่ยาก
ทุกอย่างสิ่งเหล่านี้เป็นสเตปๆ ไป โดยคุณสนธิ เป็นผู้วางรากฐาน การบริหารแต่ละช่วง ล่วงหน้าเป็นสเตปๆ อย่าง "อ่านขาด" แบบที่พวกเราตามไม่ทัน อย่างที่คนไทยในตอนนั้นไม่มีคำว่า เวบข่าวออนไลน์อยู่ในหัวเลย
การบริหารคอนเทนต์ แน่นอนว่าจะละเลยด้านเทคโนโลยีไปไม่ได้ แต่คุณสนธิก็สามารถบริหารจัดการทีมงานที่ดูแลด้านเทคโนโลยีให้โตควบคู่ไปกับเนื้อหาอย่างสมมาตร ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใชเรื่องง่าย เพราะต้องรองรับคนจำนวนมาก ต้องมีความไว และเสถียร และกล้าลงทุน กับสิ่งที่ยังไม่มีใครใช้ จึงมีราคาแพง แต่ก็ยังไม่มีรายได้อะไร เพราะตอนนั้นจะหาใครลงโฆษณาออนไลน์ก็แสนยาก แต่คุณสนธิก็กล้าลงทุน
สิ่งเหล่านี้เป็นการปฏิวัติสื่อออนไลน์จริงๆ ตามขั้นตอน โดยที่ผู้ชายผู้มาก่อนเวลาคนนี้ ได้ทำให้สังคมไทยโตเร็วขึ้นทางด้านสื่อสารมวลชน เทียบทันต่างประเทศ นี่คือสิ่งที่ผู้มาก่อนเวลาทำได้
ยกตัวอย่างภาพง่ายๆ ที่ฉันจำได้ดี ภาพตอนหลังๆ สำหรับทีมผู้จัดการยุคนี้ อาจจะเป็นภาพคุณสนธิถือไอโฟนร้อยเครื่องมาจากอเมริกา ก่อนใครในประเทศไทย แล้วแจกพนักงาน แต่ภาพของคนรุ่นฉันคือ คุณสนธิหิ้ว "กล้องดิจิตอล" จากอเมริกา มาให้พนักงานออนไลน์ หนึ่งในนั้นเป็นฉันที่ได้อภิสิทธิ์ฉกเครื่องไว้ใช้ประจำ
จำได้ว่า ตอนเอามาใช้ตอนแรกยุ่งยากมาก แต่ต้องใช้ให้ได้ เพราะต้องรายงานข่าวไวกว่าคนอื่น ตอนไปทำข่าว ช่างภาพคนอื่น เอาตาใส่ไว้หลังเลนส์ แต่ฉันกลับยื่นกล้องดิจิตอลที่ยังไม่มีใครมีในเมืองไทย ยื่นไปด้านหน้า คนก็งงเป็นไก่ตาแตกว่านี่มันกล้องรุ่นไหน พอเห็นว่าเป็นกล้องที่มีภาพแสดงหลังเลนส์ด้วย แถมยังโชว์ภาพที่ถ่ายแล้วให้ดูได้ทันที มนุษยชาติก็งงเป็นไก่ตาแตกเข้าไปอีก
... มันความทรงจำหนึ่งที่ฉันจะบอกเล่าให้แก่คุณได้เห็นภาพว่า คำว่า "ผู้มาก่อนเวลา" นั้น มีอยู่จริงๆ บุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลที่เราควรติดตาม เพื่อเรียนรู้จากเขาให้มาก เพราะเขามี "ตาพิเศษ" เห็นและเข้าใจในสิ่งที่อนาคตจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในเวลาปัจจุบัน เราเห็นเป็นเรื่องเกินเลย เพ้อฝัน หรือไม่จำเป็น เป็นไปไม่ได้ มองภาพไม่ออก
"ผู้มาก่อนเวลา" ดูเหมือนอยู่ผิดที่ผิดทาง แต่ในความจริงนั้น เราอาจเรียกเขาในอีกสมญานามหนึ่งได้ง่ายๆ ว่า "ผู้นำ"



คุณลี่จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป แบบกันเองค่ะ แบกเป้สนุก และประหยัด
คุณเจี๊ยบ นักเขียนตะลอนทัวร์อิตาลี่ จะพาคุณเที่ยวเนเธอร์แลนด์แบบเพื่อนอันอบอุ่น