Font Size

Screen

Profile

Layout

Direction

Menu Style

Cpanel

Info

ฝากมิตร อ่านธรรม

E-mail Print PDF

 

ภาพจากคุณไชยศ และคุณหนู ขอบคุณมากค่ะ เป็นภาพจากทริปที่ผ่านมา 

ชอบภาพนี้ ตรงหงส์คู่ด้านหลัง 

พรุ่งนี้ ที่วัดไทย จะมีพิธีเปิดเนตร พระประธาน ที่พี่พิ้งค์ ถวาย จากเมืองไทย มาถึงปรากแล้วเมื่ออาทิตย์ก่อน ฉันเตรียมชุดขาวไว้จะไปเข้าวัด เมื่อวันนี้นั่งในรถ ก็ได้เล่าพระประวัติของพระพุทธเจ้าให้คุณสามีฟัง คุณสามีเป็นพุทธ แต่ก็ไม่เคยฟังพระพุทธประวัติหลายๆ ด้าน ฟังแล้ว เธอก็บอกว่า องค์ความรู้พวกนี้ที่เช็คไม่มีเลย ไม่มีหนังสือ หรือถึงมี ก็ไม่เข้าใจ เธอบอกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรปก็เหมือนกัน ถึงอ่านก็ไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่มีพื้นฐานมาก่อน พอมาอ่านของยาก ก็ลิ้งค์ไม่ได้

แล้วเธอก็สั่งการณ์ให้ฉัน เรียบเรียงหนังสืออธิบายพุทธศาสตร์แบบอ่านง่าย ให้ฝรั่งอ่านขึ้นมา เพื่อแปลเป็นภาษาเช็ค ฉันก็เลยมอบหมายให้คุณชายตั้งสมาคมพุทธเถรวาทขึ้นในเช็ค โดยให้เหตุผลว่า ไม่วันใดก็วันหนึ่งข้างหน้า เราต้องทำอยู่แล้ว งั้นทำตั้งแต่วันนี้เลย จะได้สะสมอายุของสมาคมตั้งแต่วันนี้ ... เราตกลงกันว่าจะทำเวบไซต์พุทธศาสตร์ สามภาษา คือ ไทย อังกฤษ และเช็ค

นอกจากพุทธประวัติแล้ว ก็ได้เล่าให้คุณชายฟังถึงพระชาติในอดีตของพระพุทธเจ้า... และเล่าถึงพระชาติ 500 ชาติ ที่เคยเกิดเป็นสัตว์ต่างๆ ด้วย ซึ่งถึงแม้จะเป็นสัตว์ ก็เป็นสัตว์ที่ทรงคุณธรรม ทรงศีล และมีปัญญา เล่าให้คุณชายฟังว่า พระพุทธเจ้าเป็นทรงปลา นก โค ราชสีห์ ฯลฯ คุณชายบอกเพิ่งรู้ และถามด้วยว่ามีข้อมูลพระชาติล่าสุดไหม ตอบไปว่า มีหมดทุกชาติเลย และเล่าพระชาติสุดท้ายที่เป็นพระเวสสันดร บริจาคทานครั้งยิ่งใหญ่ให้คุณชายฟัง คุณชายก็ทึ่งว่าไม่เคยได้ยิน หรือบ่นว่าเคยอ่านมาบ้าง แต่ไม่เข้าใจลึกซึ้ง

เลยได้เล่าสรุปให้คุณชายฟังอีกที ตามความเข้าใจตัวเองว่า

พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่เกิดในอินเดีย โดยเจ้าชายอินเดีย ทรงไม่ได้บอกว่าพระองค์เป็นพระเจ้า แต่ทรงตรัสว่า ทรงค้นพบความจริงของชีวิต และนำมาเผยแพร่เท่านั้น โดยหลักสำคัญที่สอนก็คือ สอนว่า มนุษย์ทำสิ่งใด ก็ได้สิ่งนั้น ดังนั้นการกระทำของคน จึงเป็นตัวตัดสินชะตาชีวิต ไม่ใช่พระเจ้า หากทำดี ก็ได้ดี ทำชั่วก็ได้ชั่ว พระองค์สอนให้คนทำดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์

แนวทางที่สอนให้ทำดีนั้น มีหลายระดับ ระดับของมนุษย์ทั่วไป เรียกว่า ศีลห้า มีกฏห้าข้อ คือ ไม่ฆ่าสัตว์และเบียดเบียนชีวิตและร่างกาย ไม่พูดปด พูดจาไม่เป็นประโยชน์, ไม่ประพฤติผิดทางกาม, ไม่ลักขโมย, ไม่ดื่มสุรา และยาเสพติด

เมื่อหลายคนได้ฟังแล้ว ก็อาจจะบอกว่า นี่คือกฏไม่ให้ทำความชั่ว ไม่ใช่การสอนให้ทำความดี แล้วอย่างไรล่ะ ถึงจะเรียกว่าทำความดี

ก็ตอบได้ว่า การทำความดีก็ล้อไปกับศีลห้านั่นเอง ศีลห้าเรียกเบญจศีล เป็นข้อห้าม, ส่วนการทำความดี เรียกเบญจธรรม เป็นสิ่งที่ควรทำ, จับคู่กับศีลห้า นั่นคือ ศีลห้าไม่ให้ฆ่าและเบียดเบียนชีวิต หลักการทำดีในเบญจธรรม ก็คือ ให้เมตตา และเกื้อกูล, ไม่พูดปด ก็คู่ไปกับ การพูดจาให้ดี มีสาระ มีปิยวาจา, ไม่ประพฤติผิดในกาม ก็คู่กับ การประพฤติพรหมจรรย์ หรือการซื่อสัตย์ต่อคู่ครอง, ไม่ลักขโมย ควบคู่ไปกับการทำความดีในแบบการให้ คือ รู้จักจาคะ เสียสละ, และไม่ดื่มสุราและยาเสพติด ควบคู่ไปกับ การเจริญสติ เพราะยาเสพติดทำให้ขาดสติ เบญจธรรมจะสอนเรื่องการเจริญสติ ให้รู้ตัวเสมอ

คุณชายฟังแล้วก็นิ่งเงียบ 

 

 

นอกจากคุณชายแล้ว เมื่อวันก่อน ก็ได้นั่งรถตู้ไปกับคนขับรถตู้ที่เป็นคนเช็ก ก็ได้เล่าให้เขาฟังเรื่องสมาธิ ว่ามันคืออะไร

ถามเขาว่ากิจกรรมที่เธอชอบทำคืออะไร เขาบอกว่าฟังเพลง กับขับรถ ก็เลยบอกเขาว่านั่นเป็นสมาธิแบบหนึ่ง เพราะจดจ่อกับสิ่งตรงหน้า ขับรถเธอวอกแว่กไม่ได้เลยใช่ไหม เธอชอบฟังเพลง เพราะเธอจดจ่อกับเพลง ไม่ต้องคิดเรื่องอื่น ไม่คิดเรื่องปัญหา อดีต หรือไม่กังวลถึงอนาคต เธอชอบฟังเพลง เพราะมันอยู่กับปัจจุบันตรงหน้า อารมณ์จดจ่อ ถ้าเธอรู้จักวิธีฝึกสมาธิ เธอจะทำได้ดีมากและชอบมาก เพราะมันทำให้เธออยู่กับปัจจุบัน การฟังเพลงไม่ใช่ว่ามันไม่ดี มันก็เป็นความบันเทิง สบายใจแบบหนึ่ง แต่มันสบายใจแค่เดี๋ยวด๋าว พอหยุด มันก็หายไป ... การทำสมาธิฝึกจิตในระยะยาว เมื่อจิตเป็นสมาธิเป็นแล้ว คุณก็จะมีความสุขใจแบบมั่นคง

พูดไปไม่เท่าไหร่ เขาก็น้ำตาไหลพราก ... ไม่รู้ฉันไปพูดอะไรแทงใจดำ ก็เลยชวนมาวัดซะเลยพรุ่งนี้ บอกเขาว่าจะสอนนั่งสมาธิเบื้องต้น

การที่ได้สนทนาธรรมกับชาวต่างชาติ ทำให้เราเริ่มเข้าใจ จับจุดได้ว่าอะไรที่เขาต้องการ อยากทราบ และไม่เข้าใจเรื่องไหน เพราะอะไร

แต่เราก็ทำเท่าที่ปัญญาเราจะทำได้ ซึ่งปัญญาเรานี้ก็ยังน้อยอยู่ แต่ก็มีความตั้งใจว่าอะไรพอทำได้ ก็จะทำ หากอธิบายหลักธรรมใด ไม่ถูกต้อง ผิดเพี้ยนไป ก็ต้องอภัยต่อพระรัตนตรัยว่าไม่ได้มี "เจตนา" จะบิดเบือน เพียงแต่จะอธิบายให้เขาเข้าใจอย่างง่ายๆ ในหลักเบื้องต้นที่คนทั่วไป พอจะเล่าให้ฟังได้ 

อะไรที่จะผิดพลาดไป ก็ขออภัยเป็นทานแก่ตัวเองไว้ก่อนเลย 

 

 

นอกจากนี้ ตั้งแต่เมื่อวาน อ่านเวบไปเรื่อย จนไปเจอบลอกของคุณปยุตต์ ที่ http://www.oknation.net/blog/opapatika/ อ่านแล้ว ก็ได้ความรู้และความรู้สึกที่ดีมาก

เลยเอาสาระมาฝากให้อ่านดูค่ะ  หรือจะตามไปอ่านที่บลอกข้างต้นก็ได้ รับรองไม่ผิดหวังแน่ๆ 

ใช้เวลาให้มีค่านะคะ

ONE LIFE, READ IT WELL :) 

 

 

เรียน คุณปยุต

ชอบอ่านบทความในบลอกของคุณ ไม่ทราบเขียนเองทุกเรื่อง โดยได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร
และขอทราบภูมิหลังของบัณฑิตผู้เขียน

ขอบคุณค่ะ
เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา

 

เรียนคุณเนตรนภา


ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมมะ เป็นคำสอนของหลวงพ่อว้ดท่าซุง(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) อ.เมืองฯ จ.อุทัยธานี
สำนวนและข้อความเนื้อหาเป็นของหลวงพ่อเกือบทุกตัวอักษร 


ผมเพียงแต่นำมาตั้งเป็นปุจฉาและ วางวรรคตอนคำตอบให้อ่านได้เข้าใจง่ายเท่านั้น 
ดังนั้นเมื่อมีคำถามเป็นความคิดเห็นผมจึงไม่ขอตอบ 


เพราะจะเป็นการขยายความออกไปโดยมิใช่คำสอนของหลวงพ่อ อาจทำให้ความหมายเพี้ยนไป
ผมค้ดมาเฉพาะที่เป็นประโยชน์ของการเข้าถึงธรรม ระดับโสดาบันขึ้นไปเป็นหลักสำคัญ
ดังนั้น ท่านใดที่อ่านแล้ว เข้าใจความหมายของการปฎิบัติเพื่อการเป็นพระอริยะสงฆ์ระดับต้น
โดยไม่สงสัยว่าทำไมจึงดูง่ายๆและไม่สงสัยว่า เป็นความจริงหรือที่จะบรรลุผลตามนั้น

แม้ผมไม่มีญานอตีตังสญาน แต่ผมเชื่อว่าคุณน่าจะฝึกอารมณ์พระโสดาบันได้สบายมาก 

เพราะว่ามีเพียงคุณคนเดียวที่เขียนติดต่อกลับมา เนื้อหาธรรมมะและข้อปฎิบัติที่นำมาไว้ในบล็อก 
เพียงพอแล้วสำหรับผู้ที่จะมีดวงตาเห็นธรรมอย่างง่ายๆสบายๆเช่นคุณเนตรนภาเป็นต้น

ขออนุโมทนาในความสำเร็จในการยกอารมณ์จิตตั้งแต่ พระโสดาบันเป็นต้นขึ้นไปตามลำดับ

จาก รศ.ประยุทธ  เกิดนวล  อดีตอาจารย์ ม.ราชภัฏนครสวรรค์(อายุ70ปี)  

 

 

เรื่องที่คัดสรรมาฝากผู้อ่าน จากบลอกของคุณปยุตต์

ขอบพระคุณที่ผู้เขียนสละเวลาอันมีค่า คัดลอกบทความที่มีประโยชน์มาฝากผู้อ่านค่ะ อนุโมทนา

 



คนใกล้จะตาย ควรแนะนำอย่างไร


ตอบ ถ้าป่วยใหม่ๆ มีคำแนะนำดังนี้


๑. ให้นำพระพุทธรูป หน้าตักกว้างไม่ต่ำกว่า ๕ นิ้ว ผ้าไตรจีวร พร้อมอาหารของใช้ที่จำเป็น นำไปให้ผู้ป่วยเห็นและให้ตั้งจิตอธิษฐานว่า “ของทั้งหมดขอถวายเป็นสังฆทาน แก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เพื่ออุทิศส่วนกุศลผลบุญทั้งหมดนี้ให้เจ้ากรรมนายเวร ของผู้ป่วย ได้โมทนาและอโหสิกรรมให้ผู้ป่วยด้วย” แล้วญาติก็นำของทั้งหมด ไปถวายพระเป็นสังฆทาน จิตใจของผู้ป่วยจะได้สบาย เพราะได้เห็นพระพุทธรูปและได้ทำบุญ


๒. ถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีก ก็ควรนำเงินจะมากหรือน้อย ตามแต่ศรัทธา ให้ผู้ป่วยถือเงินไว้ และตั้งจิตอธิษฐานว่า “เงินจำนวนนี้ขอถวายชำระหนี้สงฆ์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถ้าเคยไปหยิบหรือนำของสงฆ์มาโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม”


๓. ในระหว่างที่นอนป่วยอยู่ ควรนำพระพุทธรูปมาตั้งไว้ให้ผู้ป่วยได้มองเห็น อย่าไปตั้งไว้ในที่ผู้ป่วยเห็นไม่ถนัด ผู้ป่วยลืมตามาเมื่อใดก็จะเห็นพระทันที (อย่าตั้งอยู่ในแนวทิศปลายเท้าของผู้ป่วย ) จิตของผู้ป่วยจะได้จับอยู่ที่พระ ใจจะสบายช่วยให้คลายจาก ทุกขเวทนาได้บ้าง และตายเมื่อใดก็จะไม่ลงนรก


๔. ถ้าผู้ป่วยภาวนาไม่ไหว ก็ให้นึกถึงพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ ให้นึกถึงพระไว้ หรือจะนึกถึงพระสงฆ์ก็ได้ อย่าไปแนะนำยาวๆ เพราะเวลานั้นมีทุกขเวทนามาก จะทำให้กลุ้ม ดีไม่ดีจิตใจเขาดีอยู่แล้ว ถ้าแนะนำไม่ดี พูดมากไปเขาจะกลุ้ม จะทำให้ลงนรกไป ให้ดูตาคนป่วย ถ้าตาลอยๆ ตาปรือๆ อย่าไปพูดมาก 


๕. ถ้าป่วยมาก มีทุกขเวทนามาก ควรแนะนำสั้นๆ ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าหรือเรื่องกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งดีกว่า อย่าไปแนะนำยาวๆจะเกิดอาการกลุ้มใจเป็นบาปอีก 


๖. ถ้าต้องการให้ผู้ป่วยตายแล้วไปนิพพาน ให้นึกภาวนาว่า “นิพพานัง สุขัง” ถ้าคิดว่าป้องกันไม่ให้ลงนรก ก็ให้ภาวนาว่า “พุทโธ” ให้บอกสั้นๆอย่ายาว ฉะนั้นการแนะนำคนป่วยก่อนตาย จึงต้องระมัดระวัง ดูกาละ เทศะ ให้ดี ความหวังดีอาจจะกลับกลายผลร้ายแก่ผู้ป่วยได้

 


 

สะเดาะเคราะห์ด้วยตนเอง
Posted by ปยุต , ผู้อ่าน : 165 , 00:40:04 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที
 พิมพ์หน้านี้

การแก้กฎแห่งกรรมด้วยการฝึกอารมณ์จิตพระโสดาบัน คือ

๑. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะพิจารณาว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง จงอย่าคิดว่าความตายจะเข้ามาถึงเราในวันพรุ่งนี้ จงคิดว่าความตายอาจจะมาถึงเราวันนี้อยู่เสมอ การ คิดว่าจะตาย จะได้ทำความดี เมื่อตายแล้วควรหนีอบายภูมิ ( นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน )

๒. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะยึดความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นที่พึ่งด้วยความเคารพ ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า เห็นความดีของพระพุทธเจ้า เห็นความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ความดีของพระอริยสงฆ์ โดยถือเอาพระอรหันต์เป็นสำคัญ จงมอบความนับถือความมั่นใจในพระรัตนตรัยอย่างถวายชีวิต

๓. จงมีสติสัมปชัญญะ ในการปฏิบัติศีลอย่างเคร่งครัด ฆราวาสเฉพาะศีล ๕ เพราะศีล ๕ เป็นศีลของพระโสดาบันและพระสกิทาคามี ส่วนพระอนาคามีจะทรงศีล ๘ สำหรับพระอรหันต์ฆราวาสไม่มี เป็นอรหันต์วันนี้นิพพานวันนี้ เป็นอรหันต์คืนนี้ ไม่เกินพรุ่งนี้ต้องนิพพาน พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า พระโสดาบันก็ดี พระสกิทาคามีก็ดี มีแค่ปัญญาเล็กน้อย มีสมาธิเล็กน้อย แต่ศีลบริสุทธิ์ แค่นี้ก็เป็นพระโสดาบันได้แล้ว ปิดประตูอบายภูมิอย่างเด็ดขาดแน่นอน

๔. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะใชักำลังใจ ของพระอรหันต์ไว้ประจำใจ คือขึ้นชื่อว่ามนุษยโลก มันเป็นทุกข์เราไม่ต้องการมัน เทวโลกกับพรหมโลกมีสุขจริง แต่ไม่นาน เราไม่ต้องการมันอีก เราต้องการจุดเดียวคือ นิพพาน อย่างนี้เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ รักษากำลังใจตามนี้ไว้ เมื่อสิ้นอายุขัยเมื่อไร ก่อนจะตายเป็นอรหันต์เมื่อนั้น แล้วก็ไปนิพพาน

ทั้งหมดนี้...เป็นอริยสมบัติของบุคคล          ในการเข้าสู่กระแสพระนิพพานเป็นเบื้องต้น( โสดาบันและสกิทาคามี ) ซึ่งมาจากการที่ละสังโยชน์ได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส

สำหรับ สักกายทิฏฐิ ในทางปฏิบัติต้องใช้อารมณ์ตามลำดับคือ ใช้อารมณ์ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นสูงสุด

อารมณ์ขั้นต้น ให้ใช้อารมณ์แบบเบาๆ คือมีความรู้สึกตามธรรมดาว่า ชีวิตนี้ต้องตาย ไม่มีใครเลยในโลกนี้ที่จะมีชีวิตได้ตลอดกาลคู่ไปกับฟ้าดิน ในที่สุดก็ต้องตายเหมือนกันหมด แต่ท่านให้ใช้อารมณ์ที่สั้นเข้ามาอีกคือ ให้ทำความรู้สึกไว้เสมอว่า ความตายไม่ใช่จะมาถึงเราในวันพรุ่งนี้ ให้คิดว่า เราอาจจะตายวันนี้ไว้เสมอ จะได้ไม่ประมาทในชีวิต เป็นอารมณ์ของพระโสดาบันและพระสกิทาคามี

อารมณ์ขั้นกลาง ท่านให้ทำความรู้สึกเป็นปกติว่า ร่างกายของคนและสัตว์ตลอดจนวัตถุทุกชนิดเป็นของสกปรกทั้งหมด ร่างกายคนและสัตว์มีสิ่งที่น่ารังเกียจฝังอยู่ก็คือ อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง เป็นต้น เมื่อมีความรู้สึกตามนี้ ก็พยายามทำอารมณ์ให้ทรงตัว จนเกิดความเบื่อหน่ายในร่างกายทั้งหมด ไม่ยึดถือว่าร่างกายใดเป็นที่น่ารักน่าปรารถนา เป็นอารมณ์ของพระอนาคามี

อารมณ์สูงสุด ทำให้มีความรู้สึกตามนี้ คือมีความรู้สึกว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา มีอาการวางเฉยในร่างกายทุกประเภท เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์

คำว่าวิจิกิจฉา แปลว่า สงสัย คือสงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า สงสัยในความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สงสัยในความดีของพระอริยสงฆ์ มีพระอรหันต์เป็นต้น สงสัยว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่จริง ถ้ามีจริงๆ พระพุทธเจ้าน่ะดีไหม คำสอนของพระองค์ดีจริงๆหรือเปล่า นี่สงสัยพระธรรมเลย แล้วสงสัยว่าพระอริยสงฆ์ในพระพุทธศาสนานี่มีจริงหรือไม่มีจริง หนักๆเข้าก็เลยคิดว่าไม่มี เพราะตัวสงสัย พระพุทธเจ้าจริงๆก็ไม่มี พระไตรปิฎกที่มีอ่านกันอยู่ ก็เป็นพระไตรปิฎกโกหกมดเท็จ ใครเขียนขึ้นมาก็ไม่รู้ เขียนแบบโกหกขึ้นมาว่าโลกนั้นมี โลกนี้มี ระลึกชาติไม่ได้ จิปาถะกันไป เลยสงสัยพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาที่เขาบอกว่า พระสงฆ์น่ะเป็นพระสงฆ์จริงๆ หรือว่าเป็นตัวเบียดเบียนประชาชน ทำให้สังคมมีความทุกข์ มีความเร่าร้อน เพราะพระไม่เห็นจะทำอะไร ได้แต่บิณฑบาต แล้วก็กิน กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็บิณฑบาต แล้วก็บอกบุญบ้าง ขอบุญบ้างเรี่ยไรกันบ้าง จิปาถะ ไม่เห็นมีอะไรให้เกิดเป็นประโยชน์ นี่ไม่สงสัยนะ ถึงขั้นไม่เชื่อถือเอาเลย ลักษณะอย่างนี้เป็นสังโยชฃน์ข้อที่ ๒ ที่ทำให้คนเราต้องลงอบายภูมิ ขอยืนยันว่า ถ้ามีอารมณ์อย่างนี้ ต้องลงอบายภูมิ เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน แน่นอน

สีลัพพตปรามาส  คือปฏิบัติในศีลให้ครบถ้วนทุกประการ ด้วยความเต็มใจ การปฏิบัติศีลครบถ้วนสำหรับฆราวาส มีศีล ๕ ใช้ได้แน่นอน ถ้าจะทำให้คนดีจริงๆก็มีกรรมบถ ๑๐ ด้วย ถ้ามีทั้งศีล ๕ มีกรรมบถ ๑๐ อย่างนี้จะมีความสุขอย่างยิ่งทั้งปัจจุบันและสัมปรายภพ ถ้าปฏิบัติตนได้อย่างนี้ องค์สมเด็จพระมหามุนี คือพระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า ท่านทั้งหลาย เมื่อตายแล้วจากชาตินี้ก็ดี หรืออีกกี่ชาติก็ตาม จะไม่พบคำว่าอบายภูมิเลย การเกิดเป็น สัตว์นรกก็ดี เป็นเปรตก็ดี เป็นอสุรกายก็ดี เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ดี ไม่มีสำหรับท่าน จะเวียนว่ายตายเกิดเฉพาะ การเกิดเป็นคน เป็นเทวดา หรือพรหมเท่านั้น

ความจริงพระโสดาบันไม่ใช่ของสูง เป็นของธรรมดา ที่เรียกกันว่า ชาวบ้านชั้นดี ท่านพระอริยะเบื้องสูงท่านกล่าวว่า ธรรมที่จะทำให้คนเป็นพระโสดาบัน เหมือนกับของเด็กเล่น คือเป็นของทำง่ายๆ เพียงแต่มีพรหมวิหาร ๔ ประจำใจ เราก็เป็นพระโสดาบันได้แบบสบายๆ   เมื่อกล่าวโดยสรุป  พระโสดาบัน มีอารมณ์โดยย่อดังนี้

๑.มีความรู้สึกว่า ชีวิตนี้ต้องตายแน่

๒.ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า

๓.ฆราวาสมีศีล ๕ ทรงอารมณ์เป็นปกติ


ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นอารมณ์ในขณะที่ปฏิบัติ เมื่ออารมณ์ทรงตัวแล้ว อารมณ์ที่ปักหลักมั่นคงอยู่กับใจจริงๆ ก็เหลือเพียงสอง ที่ท่านเรียกว่า องค์ ก็คือ

หนึ่ง ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้าอย่างมั่นคงจริงจัง

สอง มีศีล ๕ บริสุทธิ์ผุดผ่องจริง

สุดท้าย ด้วยคุณบารมี ของพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆ รัตนะ ทั้งสามประการ จงดลบันดาลให้ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย จงมีแต่ความสุขสวัสดิพิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล ให้จงเจริญไปด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ มี อายุ วรรณะ สุขะพละ และปฏิภาณ ปรารถนาสิ่งใด ขอให้ได้สิ่งนั้น สมความปรารถนาจงทุกประการ ณ กาลบัดนี้ และตลอดไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน
 

สรุปอีกที


การสะเดาะเคราะห์ สำหรับผู้ไม่เชื่อง่ายดายจนเกินไปต้องอย่างนี้
ต้องแก้กฎแห่งกรรมด้วยการฝึกอารมณ์จิตพระโสดาบัน คือ

๑. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะพิจารณาว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง จงอย่าคิดว่าความตายจะเข้ามาถึงเราในวันพรุ่งนี้ จงคิดว่าความตายอาจจะมาถึงเราวันนี้อยู่เสมอ การ คิดว่าจะตาย จะได้ทำความดี เมื่อตายแล้วควรหนีอบายภูมิ ( นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน )....(ตัด สักกายทิฏฐิ)
 

๒. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะยึดความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นที่พึ่งด้วยความเคารพ ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า เห็นความดีของพระพุทธเจ้า เห็นความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ความดีของพระอริยสงฆ์ โดยถือเอาพระอรหันต์เป็นสำคัญ จงมอบความนับถือความมั่นใจในพระรัตนตรัยอย่างถวายชีวิต.......(ตัด วิจิกิจฉา)
 

๓. จงมีสติสัมปชัญญะ ในการปฏิบัติศีลอย่างเคร่งครัด ฆราวาสเฉพาะศีล ๕ เพราะศีล ๕ เป็นศีลของพระโสดาบันและพระสกิทาคามี........(ตัด สีลัพตปรามาส)

ส่วนพระอนาคามีจะทรงศีล ๘ สำหรับพระอรหันต์ฆราวาสไม่มี เป็นอรหันต์วันนี้นิพพานวันนี้ เป็นอรหันต์คืนนี้ ไม่เกินพรุ่งนี้ต้องนิพพาน พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า พระโสดาบันก็ดี พระสกิทาคามีก็ดี มีแค่ปัญญาเล็กน้อย มีสมาธิเล็กน้อย แต่ศีลบริสุทธิ์ แค่นี้ก็เป็นพระโสดาบันได้แล้ว ปิดประตูอบายภูมิอย่างเด็ดขาดแน่นอน
 
๔. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะใชักำลังใจ ของพระอรหันต์ไว้ประจำใจ คือขึ้นชื่อว่ามนุษยโลก มันเป็นทุกข์เราไม่ต้องการมัน เทวโลกกับพรหมโลกมีสุขจริง แต่ไม่นาน เราไม่ต้องการมันอีก เราต้องการจุดเดียวคือ นิพพาน อย่างนี้เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ ....(ตัด อวิชชา  สังโยชน์ตัวสุดท้าย ตกบันไดพลอยโจน เส้นทางลัดตัดเข้านิพพาน) รักษากำลังใจตามนี้ไว้ เมื่อสิ้นอายุขัยเมื่อไร ก่อนจะตายเป็นอรหันต์เมื่อนั้น แล้วก็ไปนิพพาน  

 



พระนิพพานเป็นเรื่องที่ทุกคน ต้องไปให้ถึง
Posted by ปยุต , ผู้อ่าน : 88 , 21:26:24 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม
 พิมพ์หน้านี้

พระนิพพานเป็นเรื่องที่ทุกคน ต้องไปให้ถึง

คนไทยไม่น้อยเข้าใจผิดคิดว่า  พระนิพพานไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง  หรือไม่ก็เป็นทางเลือกที่ตนจะไปก็ได้หรือไม่ไปก็ได้  ซึ่งล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิด  พระนิพพานเป็นเรื่องที่ทุกคน ต้องไปให้ถึงเพราะเป็นเรื่องเดียวที่สามารถ กอบกู้อิสระภาพทางใจ กลับคืนให้เจ้าของชีวิตอย่างแท้จริง มิฉะนั้นแล้วจะถูกภัยของมิคสัญญียุคคุกคามเอาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง   ซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัวมาก ฉะนั้นหากผู้อ่านสามารถรู้ได้เท่านี้และทำได้เท่าที่แนะนำก็เพียงพอแล้วจริงๆ  คุณจะมีชีวิตอย่างเป็นสุขและตายอย่างเป็นสุข
ข้อความต่อไปนี้ เป็นข้อปฏิบัติที่นำท่านไปสู่พระนิพพาน โปรดเลือกเอาตามอัธยาศัย
 

ถาม คนที่ปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน จะใคร่ครวญอย่างไร จึงจะง่ายและสั้นที่สุด
 
ตอบ เจ้าจงใคร่ครวญอย่างนี้
จงคิดว่าเราเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย
ทรัพย์สินก็ไม่มี
ญาติ เพื่อน ลูก หลาน เหลน ก็ไม่มี
แม้ร่างกายเราก็ไม่มี
เพราะทุกอย่างที่กล่าวมามีสภาพพังหมด เราจะทำกิจที่ต้องทำตามหน้าที่
เมื่อสิ้นภาระคือร่างกายพังแล้ว เราจะไปพระนิพพาน
เมื่อความป่วยไขัปรากฎจงดีใจว่า วาระที่เราจะมีโอกาส เข้าสู่พระนิพพานมาถึงแล้ว เราสิ้นทุกข์แล้ว คิดไว้อย่างนี้ทุกวัน จิตจะชินเห็นเหตุผล เมื่อจะตายอารมณ์จะสบาย แล้วก็จะเข้าพระนิพพานได้ทันที
 

ถาม คำแนะนำการปฏิบัติธรรม เพื่อไปนิพพานอย่างง่ายๆมีบ้างไหม
 
ตอบ มี ขอแนะนำดังนี้ ให้ทุกคนคิดไว้เสมอว่า
 
๑. ก่อนจะหลับต้องไหว้พระ ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ แล้ว ภาวนา พุท-โธ สัก ๒-๓ ครั้งด้วยความตั้งใจ
 
๒. ตัดสินใจอธิษฐานว่า “ถ้าข้าพเจ้าตายจากชาตินี้แล้ว ขอไปนิพพานจุดเดียว “
 
๓. หลังจากนั้นก็นึกภาวนา พุทโธ ไปจนกว่าจะหลับ หรือไม่หลับก็ตามใจ
 
๔. พอรู้สึกตัวตื่นตอนเช้าใหม่ๆ ยังไม่ทันลุกขึ้น ก็นึกในใจอีก โดยนึกถึงพระพุทธเจ้า แล้วอธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าตายวันนี้หรือเมื่อไหร่ก็ตาม ขอไปนิพพานจุดเดียว”
 
๕. แล้วก็ตั้งใจทำบุญตามโอกาสต่างๆ รักษาศีลได้บ้าง พลาดไปบ้าง มีโกรธ มีโลภ มีหลงบ้าง เป็นของธรรมดาเป็นครั้งคราว แต่ไม่มีเจตนาที่จะละเมิดศีล ๕ อย่างเด็ดขาด
 
เมื่อถึงเวลาใกล้ตายจริงๆ บุญทั้งหมดจะเข้ามารวมตัวกัน และในที่สุดท่านก็เข้านิพพาน การจะเข้านิพพานได้ เป็นของไม่ยาก การจะเข้านิพพานได้หรือไม่ มีข้อสังเกต ๒ ประการ คือ
 
หนึ่ง ก่อนจะตายเห็นพระพุทธเจ้า ชัดเจนอยู่เบื้องหน้า แสดงว่าคนนั้นไปนิพพานแน่
 
และประการที่สองก่อนจะตายทุกคน มีความเบื่อหน่ายในร่างกาย เพราะมีทุกขเวทนามาก คิดว่าร่างกายนี้เป็นของไม่ดี เราไม่ต้องการมันอีก เพียงแค่นี้เราจะไปนิพพานทันที 
 
 

 
จิตทรงสมาธิคืออย่างไร
Posted by ปยุต , ผู้อ่าน : 125 , 23:10:53 น.   
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม 
 พิมพ์หน้านี้ 

จิตทรงสมาธิคืออย่างไร

โอกาสนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ได้สมาทานพระรัตนตรัยแล้ว ต่อนี้ไป ขอท่านทั้งหลาย จงตั้งใจ สงบอารมณ์ให้เป็นสมาธิ คือ
ในอันดับแรก ขณะที่รับฟังเสียง ตั้งใจฟังเสียงให้รู้เรื่องทุกถ้อยคำ 

การตั้งใจฟังเสียงทุกถ้อยคำแสดงว่า
จิตทรงสมาธิ เพราะว่า สมาธิ แปลว่า ตั้งใจ ไว้ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง โดยเฉพาะเวลาที่เราตั้งใจฟังเสียง ถ้าหูได้ยินเสียงจิตรู้เรื่องตาม ก็ชื่อว่า อารมณ์เป็นสมาธิ ถ้าหากว่าท่านใช้ปัญญาพิจารณาไปตาม กระแสเสียงด้วยหรือตามถ้อยคำ และเนื้อความที่กล่าว ก็ชื่อว่า เป็นการใช้ปัญญาในด้านวิปัสสนาญาณ นี่มีความสำคัญ 

หลังจากพูดจบแล้วขอบรรดาท่านพุทธบริษัท พยายามทรงอารมณ์ให้เป็นสมาธิ โดยการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก เวลาหายใจเข้า รู้อยู่ว่า หายใจเข้า เวลาหายใจออก รู้อยู่ว่า หายใจออก หายใจเข้า ยาวหรือสั้น หายใจออก ยาวหรือสั้น ก็รู้ อยู่ อย่างนี้จัดว่า มีอารมณ์เป็นสมาธิ ถ้าจะใช้คำภาวนาก็ให้ใช้ว่า พุทโธ เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท เวลาหายใจออกนึกว่า โธ อย่างนี้อารมณ์เป็นสมาธิ ขณะใด การที่รู้ลมหายใจเข้า หายใจออก รู้คำภาวนา นั่นเป็นสมาธิ สมาธิก็จัดไว้หลายระดับ คือ 

ขณิกสมาธิ เรียกว่า สมาธิเล็กน้อย 

อุปจารสมาธิ สมาธิใกล้เข้าถึงปฐมฌาน 


แล้วขึ้นไปเป็น ฌาน คือ ฌานที่ 1 ฌานที่ 2 ฌานที่ 3 และฌานที่ 4 

และอารมณ์ที่เป็นสมาธิ จะอยู่ระดับใดก็ตาม ก็ถือว่า อยู่ในเกณฑ์ของความดี เพราะจิตเราตั้งอยู่ในกุศล 

อีกประการหนึ่ง ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน พยายามทรงอารมณ์จิตให้อยู่ใน
พรหมวิหาร 4 เป็นปกติ

คือว่า 
เราจะมีความรักในคนอื่นและสัตว์อื่น นอกจากตัวเรา เสมอด้วยตัวเรา เราจะมีความสงสารเกื้อกูลเขาให้เป็นสุข ตามกำลังที่เราพึงจะทำได้ เราไม่มีอารมณ์ อิจฉาริษยาบุคคลอื่น เห็นใครได้ดีก็ พลอยยินดีตาม ถ้าสิ่งใดเป็นเหตุเกินวิสัย ด้วยอำนาจกฎของกรรม หรือ กฎของธรรมดาเกิดขึ้น เราจะไม่มีความหวั่นไหวในจิต นี่อารมณ์อย่างนี้

ถ้าบรรดา ท่านพุทธบริษัท ทรงไว้ได้ ก็จัดว่า เป็นศูนย์กำลังใจ ที่มีความสำคัญที่สุด อันจะพึงก้าวเข้าไปสู่ความดี แต่ถ้าพุทธบริษัท มีคติตรงกันข้าม  คิดเห็นว่า
คนอื่นเป็นศัตรูสำหรับเรา มีอารมณ์ปรารถนา ในการกลั่นแกล้งบุคคลอื่น ด้วยการเสียดสีด้วยวาจาบ้าง แสดงอาการทางกายบ้าง อย่างนี้เป็นต้น และมีอารมณ์อิจฉาริษยาบุคคลอื่น เมื่อเห็นเขาได้ดีอดทนอยู่ไม่ไหว เห็นคนอื่นได้ดี หาทางกลั่นแกล้งกล่าววาจาเสียดสี กระทบกระแทก ให้เกิดความช้ำใจ อาการตรงกันข้ามกับพรหมวิหาร 4 แบบนี้  เป็น ปัจจัยให้ท่านทั้งหลายลงอเวจีมหานรก เป็นอารมณ์ชั่ว ถ้าอารมณ์ชั่ว ที่มันจับอยู่ในใจตลอดเวลา มันก็เป็น อาจิณกรรม กรรมนั้นบันดาลให้เราลงอเวจีมหานรก
 
 

 
 
การทำบุญให้กับสัมภเวสี
Posted by ปยุต , ผู้อ่าน : 541 , 11:21:32 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม
พิมพ์หน้านี้

การทำบุญสงเคราะห์ญาติหรือผู้ที่ไม่ใช่ญาติสำหรับผู้ที่ตายไปเป็น สัมภเวสี  ต้องทำอย่างไรจึงจะบรรลุผลอย่างแท้จริง
 
ต้องรู้นะว่าการตายไปเป็น สัมภเวสี คือตายอย่างไร คือบุคคลที่ตาย ด้วยอำนาจอุปฆาตกรรม คือยังไม่สิ้นอายุขัย เช่น ฟ้าผ่าตาย สุนัขกัดตาย งูกัดตาย คลอดบุตรตาย ถูกฆ่าตาย รถชนตาย สรุปว่าตายปัจจุบันทันด่วนนั่นเอง
 
คนที่ตายตามอายุขัย ตายปุ๊บจะต้องไปเกิดตามกำลังบุญและกำลังบาป ถ้าเวลากำลังจะสิ้นใจนั้น คบบาป ต้องไปตามบาปทันที ( นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ) ถ้าคบบุญ ไปตามบุญทันที (มนุษย์ เทวดา พรหม นิพพาน )
 
ทีนี้คนที่ตายก่อนอายุขัย ยังไม่มีสิทธิ์ไปตามบุญและบาป จะไปอบายภูมิก็ไม่ได้ ไปสวรรค์ก็ไม่ได้
ตอนนี้แหละเขาเรียกว่า สัมภเวสี
 
บุคคลที่ตายไปเป็นสัมภเวสี ถ้าหากว่า ญาติพี่น้อง สามี ภรรยา ลูกหลาน มีความฉลาด เมื่อทำบุญจะถวาย สังฆทาน หรืออะไรก็ตาม ต้องระบุชื่อเจาะจงให้แต่ผู้เดียว อย่าเผื่อคนอื่น อย่างนี้จะได้รับทันที เป็นผี (โอปปาติกะ ) ที่มีความสุข แล้วก็คนนั้นเมื่อถึงวาระอายุขัย จะไม่ไปนรกแล้ว แต่จะไปสวรรค์ก่อน ตามกำลังบุญที่อุทิศให้ โดยผู้นั้นได้อนุโมทนาบุญนั้นด้วย
 
(คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง   จ.อุทัยธานี)
 
 

  

ทำไมต้องนึกถึงความตายเป็นอารมณ์

เมื่อมีชีวิตเกิดมา ก็ได้ชื่อว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง   ในการนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ พระพุทธเจ้าท่านแปลว่าเป็นมรณานุสสติกรรมฐาน จัดว่าเป็นความประมาทในชีวิต ถ้าเราคิดอยู่เสมอว่า ถ้าเราตายแล้ว ตัวเรายังไม่เป็นพระอรหันต์เพียงใด เราก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะ

ดังนั้นก่อนตาย ก็ควรแสวงหาความดีไว้                                                                                                         

ข้อแรก คือ การให้ทาน

ทานเป็นปัจจัยแห่งความรัก  ทานเป็นปัจจัยแห่งการผูกมิตร หมายความว่าจะไปที่ไหนก็ตาม บุคคลที่รับทานจากเรา ย่อมแสดงความเป็นมิตรกับเรา

ด้วยอานิสงส์แห่งทาน เมื่อตายจากความเป็นมนุษย์แล้ว  คนที่ให้ทานจะไม่พบกับความยากจนเข็ญใจ ถ้าเรายังไม่ถึงนิพพานเพียงใด เราก็จะมีความสุขในการเสวยทรัพย์สมบัติ

ข้อที่สอง ถ้าเตรียมตัวเพื่อตาย โดยการมี ศีลบริสุทธิ์ 

คนที่มีศีลบริสุทธิ์ตายไปแล้ว มีอายุยืนนาน มีรูปร่างหน้าตาสะสวย แล้วก็เมื่อเป็นมนุษย์ จะมีทรัพย์สมบัติ ไม่ถูก อัคคีภัย โจรภัย อุทกภัย หรือวาตภัยทำลาย เพราะอำนาจของศีลเป็นขอบเขต มีคนในปกครอง ก็อยู่ในโอวาท ไม่มีใครฝ่าฝืน วาจาเป็นที่รักของบุคคลอื่น สติสัมปชัญญะสมบูรณ์

ข้อที่สาม ควรมีการภาวนานึกถึงความดีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปฏิบัติเป็นต้น อันนี้องค์สมเด็จพระทศพลให้ฝึกไว้เพื่อเป็นการดึงสติสัมปชัญญะ ไม่ให้ลืมไม่ให้เลอะ ขณะที่เรากำลังจะตาย

ถ้าเวลาที่เรากำลังจะตาย  เมื่อเราเคยฝึก ภาวนา ไว้ก่อน จะทำให้อารมณ์จิตชินในด้านกุศล เมื่อจิตของเรานึกถึงกุศลส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือภาวนาว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็ตาย(จิตละออกจากกายเนื้อ เข้าสู่อทิสมานกาย) อบายภูมิไม่มีสำหรับเรา  เรามีที่ไปอยู่ อย่างเลวเราก็เป็นมนุษย์ชั้นดี   มิฉะนั้นก็เป็นเทวดา  หรือไม่ก็เป็นพรหม

ขอให้ท่านทั้งหลายจงจดจำและปฏิบัติไว้เป็นปกติ จึงจะได้ชื่อว่า ไม่เสียทีในการเกิด  เพราะเมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ตายแล้วต้องไปเกิดในอบายภูมิเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน อีก นับได้ว่าเราแย่มากๆ เป็นการขาดทุนอย่างยิ่ง 

การสร้างความดีที่เราเรียกว่า ทำบุญ  เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มีความสุข ความเจริญยิ่งๆขึ้นไป เป็นเรื่องที่ควรเตรียมไว้ทุกขณะจิต  
เราตายแล้วจะไม่เป็นผู้ลำบาก ไม่เป็นผู้มีความทุกข์ เราจะมีความสุขตามสมควร


 


 

 
พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงบุคคลที่ไม่กลัวตาย มีอย่างไรบ้าง
Posted by ปยุต , ผู้อ่าน : 197 , 21:48:18 น.   
หมวด : ศาสนา 


ถาม พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงบุคคลที่ไม่กลัวตาย มีอย่างไรบ้าง


ตอบ พระพุทธองค์ได้ตรัสถึง บุคคลที่ไม่มีความกลัว ไม่มีความสะดุ้งต่อความตายดังต่อไปนี้


๑.บุคคลบางคนเป็นผู้ที่ลด เลิก ละ ความมักมาก หมกมุ่นในกามได้ ทั้งยังมองเห็นโทษของกามมีประการต่างๆ ครั้นป่วยไข้หนัก(ใกล้ตาย) ก็ไม่มีความวิตกกังวลว่า กามคุณที่แสนรักแสนอาลัยนี้กำลังจะจากเขาไป เขาย่อมไม่เศร้าโศกเสียใจ ไม่ทุบอกชกหัวร่ำไห้แต่อย่างใด พวกนี้ไม่มีความสะดุ้งตกใจกลัวต่อความตาย


๒. คนบางคนมองเห็นสัจจะของชีวิตว่า มีเกิด ตัองมีแก่ เจ็บตายเป็นธรรมดา ไม่มัวเมาประมาทในร่างกาย ซึ่งมีปกติ เน่าเปื่อยนั้น แล้วสร้างคุณงามความดี และปฏิบัติธรรมให้รู้ความจริงของชีวิตมากขึ้น ครั้นป่วยหนัก (ใกล้ตาย) ก็ไม่มีความวิตกกังวลว่า กายที่สวยหรือสง่างามกำลังจะจากเขาไป เขาย่อมไม่เศร้าโศกเสียใจ คนพวกนี้ไม่มีความสะดุ้งกลัวต่อความตายเลย


๓. คนบางคนมองเห็นว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา (ไม่ใช่เราและตัวตนของเรา) แล้วพากเพียรทำความดี ทางกาย ทางวาจา และทางใจ ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวเรื่อยๆมา เห็นชีวิตมีความตายอยู่ทุกอิริยาบถไม่ประมาท ครั้นป่วยหนัก(ใกล้ตาย) ก็ไม่มีความวิตกกังวลว่า ตนไม่เคยได้ทำบุญหรือความดีใดๆไว้เลย ดังนั้นเมื่อใกล้ตาย จึงไม่มีความสะดุ้งตกใจ กลัวความตายแต่อย่างใด


๔. คนบางคนเป็นผู้สนใจในการศึกษาธรรม และปฏิปทาต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนามาตลอด ไม่ปล่อยความสงสัยไว้ในใจ เมื่อเจ็บไข้หนัก(ใกล้ตาย) ก็ไม่มีวิตกกังวลในใจว่า ตอนเป็นหนุ่มสาว เขาไม่ได้ปฏิบัติศึกษาธรรม ปล่อยให้มีความสงสัยอยู่จนป่านนี้ ดังนั้นพวกนี้จึงไม่สะดุ้งกลัวต่อความตายใดๆ
 



 

 

การปฏิบัติกรรมฐานอย่างง่ายๆ
ถาม การปฏิบัติกรรมฐานอย่างง่ายๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองให้ยุ่งยาก อยู่ที่ไหนก็ตาม ทำได้เสมอ มีอย่างไร

ตอบ การปฏิบัติกรรมฐานจริงๆ อันดับแรกคือพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก่อน โดยพิจารณาให้เห็นว่า โลกเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง คำว่าโลก คือร่างกายของเรานี่เอง มันไม่เที่ยง ร่างกายของเราเป็นทุกข์ ร่างกายของเราเป็นอนัตตา ตายไปในที่สุด ในเมื่อเรามีสภาพแบบนี้ คนอื่นก็มีสภาพแบบนี้เช่นเดียวกัน หลังจากนั้นก็คุมสติสัปชัญญะ ยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นอารมณ์ ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ด้วยการเอาจิตภาวนา ภาวนานี่เป็นการทรงสติสัมปชัญญะ ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ ใช้คำภาวนาว่า พุทโธ เป็นพุทธานุสสติ ลมหายใจเข้านี่เป็นตัวต้น ตัวสร้างสมาธิ หายใจเข้านึกว่า พุท หายใจออกนึกว่า โธ นี่เบื้องต้นนะ แล้วหลังจากนั้น ก็ พยายามทรงศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ตลอดไป และตั้งใจไว้ว่า ตายเมื่อไรขอไปอยู่นิพพาน โดยไม่ขอเกิดเป็น มนุษย์ เทวดา พรหม แค่นี้ เมื่อตายแล้ว อย่างต่ำสวรรค์เป็นที่ไป อย่างสูงนิพพานเป็นที่หมายได้แน่นอน 



 

มาฝึกอารมณ์จิตพระโสดาบันกันดีไหม


ความจริงพระโสดาบันไม่ใช่ของสูง เป็นของธรรมดา ที่เรียกกันว่า ชาวบ้านชั้นดี ท่านพระอริยะเบื้องสูงท่านกล่าวว่า ธรรมที่จะทำให้คนเป็นพระโสดาบัน เหมือนกับของเด็กเล่น คือเป็นของทำง่ายๆ เพียงแต่มีพรหมวิหาร ๔ ประจำใจ เราก็เป็นพระโสดาบันได้แบบสบายๆ เมื่อกล่าวโดย


สรุป พระโสดาบัน มีอารมณ์โดยย่อดังนี้


๑.มีความรู้สึกว่า ชีวิตนี้ต้องตายแน่


๒.ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า


๓.ฆราวาสมีศีล ๕ ทรงอารมณ์เป็นปกติ


ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นอารมณ์ในขณะที่ปฏิบัติ เมื่ออารมณ์ทรงตัวแล้ว อารมณ์ที่ปักหลักมั่นคงอยู่กับใจจริงๆ ก็เหลือเพียงสอง ที่ท่านเรียกว่า องค์ ก็คือ 


หนึ่ง ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้าอย่างมั่นคงจริงจัง 


สอง มีศีล ๕ บริสุทธิ์ผุดผ่องจริง


สุดท้าย ด้วยคุณบารมี ของพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆ รัตนะ ทั้งสามประการ จงดลบันดาลให้ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย จงมีแต่ความสุขสวัสดิพิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล ให้จงเจริญไปด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ มี อายุ วรรณะ สุขะพละ และปฏิภาณ ปรารถนาสิ่งใด ขอให้ได้สิ่งนั้น สมความปรารถนาจงทุกประการ ณ กาลบัดนี้ และตลอดไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน


 

(348975)  

from blog by รศ. ประยุทธ เกิดนวล
re-post by Netnapa.net 
 
 

 

Last Updated on Sunday, 28 February 2010 02:44

ตลาดนัด ในออสเตรีย

E-mail Print PDF

Austria's Most Popular Markets

Farmers’ market, flea market or potters’ market: markets are a feast for all senses, a celebration of colors, scents and voices.

Flea market in Vienna
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
VIENNA

Naschmarkt
The long esplanade covering the course of the Wien river already served as market place for dairy products as early as the 18th century. Naschmarkt, located between Kettenbrückengasse and Karlsplatz, is a premier open-air fruit and vegetable market that should be on everyone's itinerary. Naschmarkt is an ethnic melting pot full of vibrant life and exotic scents. With endless rows of stalls selling fruit, vegetables, seafood, spices, homemade pasta, pickles of all kinds, cheeses, breadsthis superb market can satisfy the most demanding culinary requirements. Interspersed are small bistros, as diverse and multi-cultural as the stalls and the market itself. From Asian to trendy, likeVienna’s hippest places to be Deli and do-an. 

Naschmarkt is open Monday to Friday from 6am to 6.30pm and Saturday from 6am to 5pm. Mornings are the best time to absorb the markets sights and flavors. The majority of the bars, bistros etc. is open until 10pm, some even later. 

Brunnenmarkt
As said before, Naschmarkt is a must for every visitor to Vienna. If you wish to explore the city off the tourist paths then Brunnenmarkt in Wien-Ottakring is a great place to experience multicultural Vienna. Brunnenmarkt, located between Thaliastrasse and Ottakringer Strasse, is best described as an oriental bazaar. A great number of vendors sell all varieties of goods to Vienna’s immigrant community – particularly its large Turkish population. The market dates back to 1786 when Emperor Joseph II. had consented to a marketplace around the fountain (“Brunnen”). In 1880 the fountain had to make way for a horse-drawn train, the market and the name remained though. Brunnenmarkt is one of Vienna’s last street markets which means that all stalls are taken down in the evening and put up again the next morning. A good time to visit is late in the afternoon when the vendors want to get rid of their goods. If you are hungry then you will find plenty of snack stands and inns selling all kinds of ethnic food. 
The market is open Friday 6am to 7.30pm and Saturday 6am to 5pm; the bistros are open Monday to Saturday from 6am to 10pm. 

Viktor-Adler-Markt
An especially authentic market in Wien Favoriten is the 125-year old Viktor-Adler-Markt offering a great variety of culinary delights including fruits and vegetables, selected wines, first-class oitake the time then there are plenty of things to see, explore and discover here.ls, all kinds of delis as well as local, Turkish, Greek and Indian specialties. Rows upon rows of stalls create veritable lanes and alleyways, and if you  In the summer this market is a pleasant place to stroll around as the stalls are protected from the sun by parasols and awnings. 
Opening hours: Monday to Friday, 6am to 7.30pm, Saturday 6am to 5pm and every fist Saturday per month from 6am to 6pm; inns and bistros are open Monday to Saturday 6am to 10pm. 


SALZBURG

Schrannenmarkt
Schrannenmarkt in Salzburg, opposite Schloss Mirabell, is Austria’s third largest street market besides Naschmarkt and Brunnenmarkt in Vienna. On sale are flowers, leatherwear, health foods andfoodstuffs in general including everything from eel to plums. The majority of the meat and dairy products are produced by the vendors themselves – which you can taste! There are also plenty of snack stalls selling everything from fried chicken to crullers.
Schrannenmarkt was first held in 1906; its name can has Italian roots: scranna means bench, “Schrannen” were stands for meat and bread, but also warehouses. Schrannenmarkt is open on Thursdays from 5am to 1pm. Is Thursday a bank holiday or the 24th or 31st of December, the market is held on Wednesday. 

Kapitelmarkt
Kapitelmarkt is located at the foot of Festung Hohensalzburg and a tourist draw not least thanks to its location. Situated between the Cathedral Arcades and the old St. Peter churchyard, this market sellssouvenirs of all kinds, gifts, and tasty tidbits. The Market is open 7am to 10pm from 1 February to 10 November. 

Hamburg Fish Market in Salzburg
Why go far when you can find all the great things here? Once a year Südtirolerplatz in front of the Salzburg train station provides the backdrop for a typical fish market from Hamburg. Lovers of sea food will find themselves amply catered for with salmon, scampi, rock lobster and other specialties which you can either eat at the market or prepare at home. There is also live music and entertainment at the market which takes place from the end of May to the beginning of July.


TIROL

Potters’ Market in Hall
The medieval town of Hall in Tirol will again stage Tirol’s largest Potters’ Market featuring pottery from Austria and its neighboring countries. Children can learn how a clump of clay is turned into a nice vase for mum and practice their newly acquired skills. Master potters will demonstrate step by step how their objects and artworks are being created. 
The Potters’ Market is held on 15 and 16 September 2007 at Oberer Stadtplatz in Hall. 

Flea Market in Innsbruck
From Tirol’s largest Potters’ Market to Tirol’s largest Flea Market. Where? In Innsbruck, of course! Every Saturday a multitude of vendors, browsers and buyers meet up at the beautiful Alter Hafen. In case of rain the Flea Market is held indoors. To ensure that the market retains its old-day swap meet charm no more than one fifth of the vendors may be commercial exhibitors. Sellers from Asia, Africa and Europe lend the market a colorful and international flair. 
The Flea Market is open every Saturday from 7am to 2pm and every first Sunday a month from 9am to 4pm. 


LINZ

Flea Market on the Linz Hauptplatz
Every Saturday Hauptplatz in Linz is turned into marketplace where all kinds of odds and ends are sold from one-armed dolls to glittering chandeliers. Between November and February the flea market is held in front of the Neues Rathaus. 
Linz Hauptplatz: 1 March to 9 November 
Neues Rathauses: 10 November to end of February
Every Saturday from 7am to 2pm. 


CARINTHIA

Ursulamarkt
Ursulamarkt has a 700-year old tradition. The market at the Klagenfurt Trade Fair area attracts some 330 vendors selling goods like pottery and wooden toys. For kids there is a petting zoo and there are stalls selling fried sausages, roast chestnuts, mulled wine and the like. 
Ursulamarkt is always held in October, around the feast day of St. Ursula on 21 October. 

Ceramics and Pottery Market in Villach
Another traditional market, although more because of its handicrafts then its age: since 1988 Villach has been playing host to the meanwhile quite famous Alpen-Adria Keramikmarkt . Every year some 80 potters from across Europe meet up here to present and sell their objects including home and garden items, decorative pottery, home accessories, ceramic pottery, decoration, assorted pottery, jewelry and much more. The market is complemented by an exhibition on international ceramics art. 
This year the Villach Keramikmarkt is held from Thursday, 24 May, to Saturday, 26 May 2007. 

St. Veiter Wiesenmarkt
St. Veiter Wiesenmarkt in Sankt Veit an der Glan is Carinthia’s largest traditional funfair. For almost 650 years now the event has been held every last Saturday in September. Wiesenmarkt traditionally starts with a colorful parade through town in which all culture and heritage clubs of Sankt Veit participate. After the “messengers” has read out the market rules the 10-day festival finally starts. The market has lost some of its traditional character as the amusement park and party marquees have grown in size. Wiesenmarkt nonetheless still features large agricultural shows, animal markets, flea markets and antiquity markets. The spectacle attracts some 500,000 visitors from Carinthia and neighboring Italy and Slovenia. 

GRAZ

Farmers’ Market at Kaiser-Josef-Platz
In Mediterranean-style Graz you always feel a little bit closer to the South. This feeling is especially strong on Kaiser-Josef Markt, a small and friendly farmers’ market where you can buy healthy and locally produced food such as meat, cheese, fruit and vegetables. Not to be missed is the culinary specialty of Styria: the highly esteemed “Kürbiskernöl” (pumpkinseed oil) which is made by pressing the roasted seeds of pumpkins. 
Open Monday to Saturday from 6am to 1pm. 

Farmer’s Market on Lendplatz
Local growers and producers come to the Farmers’ Market on Lendplatz to sell their fresh produce. In the summer a pleasant way of spending one’s afternoon is to sit in one of the shady beer gardens (e.g. at Gasthaus Lendplatzl) and watch the vibrant life and colorful goings-on of the market. Lendplatz has always been a popular meeting place for the Graz suburbanites who come for the market just as much as for the quaint inns. 
The market is open Monday to Saturday from 6am to 1pm. 

Grazer Fetzenmärkte
In Styria flea markets are called “Fetzenmarkt” (= rag market). It’s quite obvious where the name comes from but it would be wrong to believe that all you get is junk and old rags. Quite the contrary is true actually: old watches, china, small antiquities, lamps, antiquarian books and old picture postcards set collector’s hearts at flutter. Markets have been held here since 1749, the year Empress Maria Theresia granted the right to set them up, and meanwhile the largest flea markets have turned into veritable town fairs. And since neither browsing nor shopping are fun with an empty belly, breakfast is available form 5am. Later on food stalls open up selling roast pork, sausages, fried chicken and Kebab. Fetzenmärkte are always held at the Grazer Messe, Fröhlichgasse parking lot. 
• Mittfastenmarkt: Fri, 16 March, and Sat, 17 March, 5am to 6pm. 
• Portiunkulamarkt: Fri, 13 July, and Sat, 14 July, 5am to 6pm.
• Aegydimarkt: Fri, 31 August, and Sat, 1 September, 5am to 6pm.
• Andrämarkt: Fri, 30 November, and Sat, 1 December, 5am to 6pm.
 
ข้อมูลจาก http://www.austria.info/uk/practical-information/austria-s-most-popular-markets-1141124.html 
Last Updated on Monday, 22 February 2010 23:38

ไหว้พระแสนสนุก

E-mail Print PDF

หนึ่งปีที่ผ่านมานอกจากการเมืองจะร้อนระอุชนิดเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปถึง 3 คน หันมามองด้านเศรษฐกิจก็เจอภาวะแฮมเบอร์เกอร์ดีซีส ส่งผลให้ตลาดทั่วโลกดิ่งเหวอย่างหน้าใจหาย แม้กระทั่งในวงการบันเทิงก็เกิดเรื่องร้ายแรงไม่เบาไม่ว่าจะเป็นการสูญเสีย เลิกรา หรือคดีฉาวๆ ของเหล่าคนดังก็มีให้เห็นกันทั้งปี

       

       ในปี 2552 นี้หมอดูหลายๆ สำนักก็ได้ออกมาทำนายดวงเมืองในทำนองเดียวกันว่า บ้านเมืองจะร้อนเป็นไฟ ปัญหาการเมืองจะยังไม่ยุติและเกิดการแตกแยกถึงขั้นเกิดจลาจลในกรุงเทพ จะเกิดการล้มละลายทางเศรษฐกิจชนิดตกต่ำสุดขีดประชาชนอดอยาก เกิดเหตุอุทกภัยกรุงเทพจะจมบาดาล คลื่นยักษ์จะเข้าถล่มภาคใต้อีกครั้ง ส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตครั้งใหญ่ในประเทศ และอีกหลายต่อหลายคำทำนายที่ฟังแล้วชวนขนหัวลุก จนได้รับขนานนามว่าเป็นปี “วัวบ้า

       

       เจอคำทำนายแบบนี้หลายๆ คนคงจะรีบวิ่งแจ้นไปทำบุญสะเดาะเคราะห์กันยกใหญ่ ส่วนจะทำแบบไหนอย่างไรให้ได้ผลนั้นวันนี้ อาจารย์ลักษณ์ เรขานิเทศ งดฟันธงมาแนะเคล็ดลับทำบุญของแต่ละราศี

       

       ราศีมังกร

       “ปีพุทธศักราช 2552 เป็นจุดที่มีดวงชะตาที่ตกและเกิดดับและรุ่งโรจน์ ไม่เกิดก็ตาย ไม่ตายก็เกิด ถ้าสูงวัย ป่วยสุขภาพไม่ดีมีสิทธิ์ตาย โสดอยู่อาจจะตายจากความจนเป็นรวย อาจจะตายจากป่วยเป็นหาย สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ควรหาโอกาสไปกราบสักการะคือ กราบนมัสการพระพุทธรูปปางนาคปรก อยู่ที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย .สุโขทัย องค์นั้นถือว่าเป็นองค์ปฐมกำเนิดของพระพุทธรูปในอาณาจักรชาติไทย ที่นี่เป็นปางนาคปรก 9 เศียร ปกติมีแค่ 7 เศียร หรือสักการะพระพุทธรูปปางนาคปรก 9เศียรในหอพระที่ศาลพระหลักเมือง กราบสักการะพระบรมรูปอดีตบุรพกษัตริย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช ที่จ.เชียงราย เหนือสุดสูงสุด จะเป็นสิริมงคล อย่างยิ่ง สิ่งมงคลที่ชาวราศีมังกรควรพกไว้ประจำตัว เป็นเครื่องรางของขลังที่ทำจากกะลา เขี้ยว งา จะทำให้ท่านพ้นจากโพยภัยและอันตรายทั้งปวง

       

       ราศีกุมภ์

       “ชาวราศีกุมภ์นั้น ตามหลักเกณฑ์ทางโหราศาสตร์ มีดาวราหูเป็นดาวประจำตัว ฉะนั้นสถานที่ที่ควรไปกราบสักการะในปีนี้ได้แก่ พระนารายณ์ทรงครุฑประทับยืนบนพระราหู หน้าพระอุโบสถ วัดไตรมิตร เพื่อความเป็นสิริมงคล และควรหาโอกาสไปกราบนมัสการพระเทพภาวนาวิกรม วัดไตรมิตร ซึ่งท่านเป็นผู้เผยแพร่เรื่องพุทธาเทวานุภาพของพระนารายณ์ทรงครุฑประทับยืนบนพระราหู ไปกราบแล้วขอน้ำพระพุทธมนต์จากท่าน จะเป็นสิริมงคล กราบสักการะพระบรมรูปอดีตบุรพกษัตริย์ในอดีตพระปิยะมหาราช ในวัดเบญจมบพิตรมีพระบรมรูปของท่านอยู่ในวัด ให้ไปกราบขอพรขอพระบารมีจากท่านให้ชีวิตมีความเจริญรุ่งเรือง มีความสุข ความสำเร็จตลอดปี 2552 ของมงคลที่ชาวราศีกุมภ์ ควรมีพกติดตัว ตลอดปี 2552 คือ เหรียญพระนารายณ์ทรงครุฑประทับยืนบนพระราหู ของท่านเจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร อาจจะเป็นเหรียญ หรือผ้ายันต์นารายณ์ทรงครุฑฯ พกไว้ติดตัว จะทำให้ท่านแคล้วคลาด แก้เคราะห์ เสริมบารมี เสริมชะตาของท่าน

       

       ราศีมีน

       ชาวราศีมีนตามหลักเกณฑ์ทางโหราศาสตร์มีเทพพระพฤหัสบดีอันเป็นเทพตัวแทนแห่งปัญญา นักปราชญ์ราชบัณฑิตย์ เป็นผู้ที่มีคุณธรรม มีศีลธรรมประจำใจ ฉะนั้นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ควรไปกราบสักการะเพื่อเสริมชะตาราศี ตลอดปี 2552 คือพระอินทร์ หรือท้าวอัมรินทราธิราชเจ้า ท่านเป็นเทพที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนายิ่งนัก คนที่เกิดราศีมีน เป็นราศีแห่งคนมีธรรมะหรือมีบุญกุศลในจิตใจต้องหาโอกาสไปกราบท่าน องค์ที่น่ากราบไหว้น่าบูชาที่สุด อยู่ตรงสี่แยกราชประสงค์ หน้าห้างโซโก้ ทุกครั้งที่ทำบุญไหว้พระ อย่าลืมอุทิศบุญกุศลให้ท่านท้าวอัมรินทราธิราชท่านองค์พระอินทร์ด้วย กราบนมัสการพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือหลวงพ่อพระทองคำ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยสุโขทัย ปัจจุบันท่านประดิษฐานอยู่ในพระมหามณฑปที่งดงาม อยู่ที่วัดไตรมิตรวิทยาราม ขอพระบารมีของหลวงพ่อทองคำให้ชีวิตมีความสุข ความเจริญรุ่งเรือง ความร่มเย็นแคล้วคลาดจากภยันตราย ดุจพระองค์ท่านที่เป็นนิมิตหมายแห่งความเจริญรุ่งโรจน์ของประเทศชาติ ของมงคลที่ชาวราศีมีนควรมีไว้พกติดตัวตลอดปี 2552 คือ เหรียญพระนารายณ์ทรงครุฑประทับยืนบนพระราหู ของท่านเจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร อาจจะเป็นเหรียญหรือผ้ายันต์ พกไว้ติดตัว เหรียญนี้จะปัดเป่าโพยภัยให้คุณโชคดี มีชีวิตที่สดใสไปทั้งปี

       

       ราศีเมษ

       คุณที่เกิดในราศีเมษ เป็นคนที่เกิดราศีเดียวกับดวงเมือง คุณที่เกิดราศีนี้จึงอยู่ภายใต้อิทธิพลของดวงเมืองประเทศไทยช่วงปีใหม่ ผมแนะนำให้ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังนี้เดินทางทำบุญไหว้พระ 9 วัด เพื่อเสริมชะตาชีวิตกราบนมัสการเจ้าพ่อหลักเมือง  ศาลพระหลักเมือง อยู่ข้างวัดพระแก้ว อธิษฐานขอพรให้มีหลักชัยของชีวิต กราบสักการะขอพรจากเทวดาผู้รักษาเมือง คือ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าพ่อเจตคุปต์ เจ้าพ่อหอกลอง  ศาลพระหลักเมือง สิ่งมงลลเสริมดวงชะตาของคุณคือต้องบูชาพระกริ่งหรือพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพุทธเจ้า จะช่วยคุ้มครองให้แคล้วคลาดจากโพยภัยทั้งปวง และทำให้ชีวิตมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองครับ

       

       ราศีพฤษภ

       ปีที่ผ่านมาราศีพฤษภดวงตกจนรู้สึกจะเซ็งกับชีวิต พอผ่านเข้าปีใหม่ ดวงชะตาโปร่ง โล่ง รุ่งโรจน์ปีเหมือนฟ้าหลังฝน ราศีพฤษภถือว่าเป็นภพกดุมภะของดวงเมือง กดุมภะแปลว่า การเงิน การคลัง ฉะนั้น สถานที่ที่ควรไปไหว้พระเสริมดวงชะตาในปี2552 นั้น ต้องเกี่ยวกับการเงิน และโชคลาภ จะเป็นสิริมงคลสำหรับชีวิตของท่านครับถ้าไหว้พระ ต้องไปกราบนมัสการหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ,พิจิตร ขอพรให้มีโชคลาภ ถ้าไหว้เทพผมแนะนำไปไหว้องค์ไฉ่ซิงเอี๊ยะ หรือองค์ท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวัณท่านเป็นเทพเจ้าแห่งเงินตรา จะช่วยนำพาทำให้คุณมีเงินทองมั่นคง ร่ำรวย ประสบความสำเร็จ องค์ไฉ่ซินเอี้ย องค์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอยู่ที่พุทธสถานจีเต็กลิ้ม จังหวัดนครนายก นี่คือสถานที่ที่ชาวราศีพฤษภต้องไปกราบไหว้ขอพร เพื่อเป็นสิริมงคลในช่วงต้นปีนี้ ฟันธงครับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เสริมดวงชะตาในปี 2552 นี้ ควรบูชาของที่เป็นสิริมงคล เสริมโชคลาภ

       

       ราศีเมถุน

       ปีพุทธศักราช 2552 เป็นปีที่ต้องระวังยิ่งนักครับ ถ้าคนเรารู้ว่าจะมีเคราะห์ ต้องฟังด้วยความระมัดระวังและวางแผนชีวิตด้วยความไม่ประมาท ดวงชะตาก็จะตกไปประมาณสักมกราคมถึงเมษายน หลังจากวันที่ 20 เมษายน ดวงชะตาจึงจะค่อยๆ ดีขึ้นครับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เสริมดวงชะตา ในปี 2552 นี้ สถานที่ที่เป็นสิริมงคลที่ชาวราศีเมถุนควรไปกราบไปไหว้สักการะ ได้แก่ หลวงพ่อพระแก้วมรกต  วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้วครับ องค์พระแก้วมรกตถือเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง ชาวราศีเมถุนควรไปกราบไปไหว้ ขอพรในปีนี้ ให้มีความเจริญรุ่งเรือง มีแก้วแหวนเงินทอง มีเงินไหลมาเทมาตลอดปี 2552 และราศีเมถุนมีพระปางอุ้มบาตรเป็นพระประจำราศี ควรหาโอกาสไปกราบนมัสการ หลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร กรุงเทพฯ ที่มีพระองค์โตยืนอุ้มบาตร จะเป็นมงคลสำหรับชีวิตในปี 2552 นี้ครับ

       

       “สิ่งมงคลเสริมดวงชะตาดวงชะตาปี 2552 นี้ ชาวราศีเมถุนจะต้องระวังเรื่องอุบัติเหตุ ฉะนั้นคุณจะต้องหาหลวงปู่ทวด เป็นพระที่มีพุทธานุภาพคุ้มครองให้พ้นจากอุบัติเหตุเภทภัยในการขับรถยนต์และอุบัติเหตุจากการเดินทางครับ หาบูชาไว้พกติดตัวติดรถ จะทำแคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายต่าง  ทั้งปวง รวมไปถึงตะกรุดเป็นเครื่องรางของโบราณที่ทำให้คุณแคล้วคลาดอีกสิ่งหนึ่งครับ จะเป็นตะกรุดของวัดใดก็ได้ เลือกวัดที่ทำพิธีที่ถูกต้อง หาไว้ติดตัว

ราศีกรกฎ

       ปีพุทธศักราช 2552 ดวงชะตาเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย สลับสับเปลี่ยน ชาวราศีกรกฎเป็นราศีแม่ธาตุน้ำ น้ำนั้นแปลว่ามีพลังที่จะก่อให้เกิดความเป็นคลื่นลมได้อยู่ตลอดเวลาเหมือนน้ำในทะเล ซึ่งไม่สามารถจะคาดการณ์อะไรได้ คุณที่เกิดในราศีกรกฎ เป็นราศีธาตุน้ำ ปี 2552 ต้องไปกราบนมัสการพระพุทธรูปที่อยู่ติดน้ำครับ องค์สำคัญในประเทศไทย ผมเห็นว่ามีอยู่ 2 องค์ กราบนมัสการ หลวงพ่อพระพุทธโสธร .ฉะเชิงเทรา วัดหลวงพ่อโสธรอยู่ติดแม่น้ำบางปะกงครับ เป็นพระปางสมาธิ เป็นพระที่จะเสริมราศีให้กับชาวราศีกรกฎในปี 2552 ครับ

       

       หรือกราบนมัสการหลวงพ่อพระพุทธไตรรัตนนาย วัดพนัญเชิง .พระนครศรีอยุธย อยู่ติดแม่น้ำ สองสายบรรจบกันหน้าวัดพอดี ตรงจุดนี้แหละครับ จะเป็นจุดที่คุณไปไหว้ไปกราบสักการะ จะเสริมชะตาราศีเป็นอย่างดี

       

       กราบสักการะพระบรมรูปของพระมหากษัตริย์ พระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์มีพระราชลัคนาอยู่ราศีกรกฎ ตั้งโต๊ะบวงสรวง หาดอกไม้พวงมาลัยไปกราบสักการะ ขอพรจากพระองค์ท่านให้มีชัยชนะ ให้แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง และอย่าลืมอุทิศบุญกุศลถวายเป็นพระราชกุศลแก่พระองค์ จะเป็นมหากุศล และพระบารมีจะคุ้มครองท่านตลอดปี 2552”

       

       “เมื่อท่านได้ไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ใกล้น้ำแล้ว คุณควรจะมีของมงคลที่เป็นน้ำด้วยเช่นกันครับ ไปไหว้พระที่ใดก็ตามที ให้คุณเตรียมขวดหรือถุงไปตักน้ำมนต์แล้วผสมๆกัน ใส่ไว้ในขวดเล็กๆ ถ้าเป็นไปได้หาขวดใส่น้ำมนต์ที่มีหัวฉีด แล้วพกไว้ในกระเป๋าประจำตัวเลยครับ เวลารู้สึกไม่สบายใจ เอามาประพรมตัวทั่วร่างกาย จะเป็นสิริมงคลครับ

       

       ราศีสิงห์

       “ปีพุทธศักราช 2552 เป็นปีแห่งความกดดันและตึงเครียด คุณจะต้องฟังด้วยความระมัดระวัง เพราะมีมุมที่จะเกิดคราวเคราะห์และคราวโชคที่ผมจะต้องฟันธงให้คุณได้ใช้วางชีวิต ยิ่งหลายคนอายุมาก สูงวัย เจ็บป่วยออดๆแอดๆ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควรไปกราบสักการะขอพรประจำปีคือ พ่อปู่หมอชีวกโกมารภัจจ์ เป็นหมอที่รักษาพระพุทธเจ้า ที่แรกที่อยากให้ไปกราบอยู่หลังพระอุโบสถวัดพระแก้วมรกต อีกที่อยู่ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธหรือที่โรงพยาบาลสงฆ์ ไปกราบขอพรขอพระบารมีของปู่หมอชีวกโกมารภัจจ์ช่วยคุ้มครองรักษาคุณ ให้แคล้วคลาดจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ กราบนมัสการพระพุทธนิมิตรพิชิตมาร พระประธานวัดหน้าพระเมรุ .พระนครศรีอยุธยา เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ที่พม่าไม่เผาทำลายอยู่วัดเดียว ไปกราบขอพรจากท่าน ขอให้มีความสมบูรณ์ แคล้วคลาดจากภยันตรายต่าง  ดุจองค์ท่านที่แคล้วคลาดจากภัยของสงครามเมื่อเสียกรุงครั้งที่ 2 สิ่งที่จะเสริมสิริมงคลให้คุณในราศีสิงห์แคล้วคลาดจากโพยภัยต่างๆในปี 2552 และควรพกติดตัวไว้คือ เส้นเกศาของคุณพ่อคุณแม่เอามาไว้คุ้มครองรักษาตัว จะใส่เป็นกรอบพลาสติกแล้วพกติดตัว

       

       ราศีกันย์

       ปีพุทธศักราช 2552 เป็นปีที่คุณจะรุ่งโรจน์ ประสบความสำเร็จในแทบทุกประการ...ฟันธง ในปี 2552 นี้ สถานที่ที่เป็นสิริมงคลที่ชาวราศีกันย์ควรไปกราบไปไหว้สักการะได้แก่ กราบขอพรจากองค์พระพิฆเณศวร์ พระศิวะเทพ พระแม่สตีคือพระแม่อุมาเทวี พระพุทธรูปองค์นี้ตั้งอยู่ที่สี่แยกตลาดห้วยขวาง ไปกราบขอพรจะเป็นสิริมงคลคุ้มครองดวงชะตาตลอดปี ให้ชีวิตท่านมีแต่ความอบอุ่น และคิดหวังอะไรประสบความสำเร็จตลอดปี 2552 นี้ครับ นอกจากนั้นแล้วควรหาโอกาสไปกราบนมัสการ หลวงพ่อพระพุทธชินสีห์ หลวงพ่อพระไพรีพินาศ ที่วัดบวรนิเวศวรวิหาร กราบขอพรให้แคล้วคลาดจากภยันตราย และขอให้คุ้มครองดวงชะตาไปตลอดทั้งปี ส่วนของมงคลที่ควรจะพกไว้คุ้มครองตัวเองให้พ้นโพยภัยก็คือ องค์พระพิฆเณศวร์ เหรียญพระศิวะ หรือเหรียญพระแม่อุมา

       

       ราศีตุลย์

       “ปีพุทธศักราช 2552 เป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่น่าชื่นใจ ปีนี้เป็นปีทองผ่องอำไพโดยภาพรวมแบบ ...ฟันธง ฉะนั้นผมขอแนะนำให้ไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นทองได้แก่ กราบนมัสการพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือหลวงพ่อพระทองคำ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยสุโขทัย ปัจจุบันท่านประดิษฐานอยู่ในพระมหามณฑปที่งดงาม อยู่ที่วัดไตรมิตรวิทยารามถ.เยาวราช กราบขอพรองค์เทพคือ ระตรีมูรติ คือพระศิวะ พระพรหม พระนารายณ์ อยู่ในร่างเดียวกัน มีอยู่ 2 ที่ครับหน้าอาคาร CENTRAL WOLD เป็นพระตรีมูรติปางประทานพร ใครที่มีความสบายอยู่แล้ว อยากดีขึ้น ไปกราบตรงนั้น แต่ถ้าใครมีปัญหามีทุกข์ใครมีอุปสรรคมีปัญหาต้องไปกราบตรีมูรติปางทรงนิลพัตรที่สี่แยกตลาดห้วยขวางจะประสบความสำเร็จตลอดปี2552 นี้ครับ

       

       “ปีนี้ถือว่าเป็นปีทอง ดวงกำลังเจริญรุ่งเรืองไปสู่จุดสูงสุด ฉะนั้นสรรพสิ่งมิ่งมงคลสำหรับชาวราศีตุลย์ในปี 2552 ที่จะทำให้คุณเจริญคือ พระสมเด็จ สมเด็จ แปลว่าสูงสุดของพระราชาคณะ พระสมเด็จไม่ว่าจะเป็นรุ่นเก่ารุ่นใหม่ เช่น พระสมเด็จวัดเจ้าอามฝั่งธน ไปหาไว้บูชาติดตัว จะอำนวยอวยผลให้มีความสำเร็จดังที่หวัง ฟันธง..ครับ

       

       ราศีพิจิก

       ปีนี้ชาวพิจิกต้องระวังอุบัติเหตุทางรถยนต์เฉี่ยวชน คุณจะต้องมีหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดแขวนไว้ประจำรถ ด้านหน้ารถจะต้องมีสติ๊กเกอร์พระนารายณ์ทรงครุฑประทับยืนบนพระราหูติดเอาไว้ จะได้แคล้วคลาดจากภยันตราย และเนื่องจากชาวราศีพิจิกนั้นมีเทพพระอังคารเป็นเทพประจำตัว เพราะฉะนั้นในปี 2552 นี้ ผมแนะนำให้ไปกราบหลวงพ่อพระนอน ชีวิตจะได้นอนมา และมีความมั่นคง ขอหลวงพ่อพระนอนคุ้มครองรักษาได้แก่ หลวงพ่อพระนอน วัดขุนอินทประมูล .อ่างทอง ,หลวงพ่อพระนอน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ ,หลวงพ่อพระนอน วัดบวรนิเวศฯ , หลวงพ่อพระนอน วัดพระนอนจักร์สีห์.สิงห์บุรี ,หลวงพ่อพระนอน วัดใหญ่ชัยมงคล .อยุธยา ,หลวงพ่อพระนอน วัดสะตือ .อยุธยา และกราบสักการะพระบรมรูปอดีตพระมหากษัตริย์พระนเรศวรมหาราช ที่วัดใหญ่ชัยมงคล ขอพระบารมีคุ้มครองรักษาตัวท่านให้มีชัยชนะ แคล้วคลาดจากโพยภัยทั้งปวง

       

       “ชาวพิจิกตามปรัชญาของโหราศาสตร์นั้น มีดาวอังคารเป็นดาวประจำตัว ถือเป็นดาวตัวแทนแห่งสงครามและการต่อสู้ ของมงคลที่ควรจะมีไว้คุ้มครองท่านตลอดปี 2552 นี้คือ เหรียญพระนเรศวรมหาราช หาเหรียญที่สร้างจากวัดใดก็ได้มาพกติดตัว

       

       ราศีธนู

       “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวราศีธนูควรไปกราบสักการะขอพร เสริมชะตาราศีประจำปี 2552 มีอยู่ 2 ที่ครับ กราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ภูเขาทอง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ราศีธนูถือว่าเป็นราศีของภพศุภะของดวงเมือง แปลว่าภพสูงสุดเพราะฉะนั้นภูเขาทองกลางเมืองรัตนโกสินทร์ที่ใหญ่ที่สุดก็คือวัดสระเกศ เป็นภูเขาทองที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ไปไหว้ไปกราบสักการะขอพร เพื่อให้ชีวิตนั้นผ่องใสดุจสีทองผ่องอำไพขององค์ภูเขาทอง คุณจะมีแต่ความสุข ความเจริญ

       

       “ชาวราศีธนูนั้น ตามหลักเกณฑ์ทางโหราศาสตร์ ท่านมีดาวพฤหัสบดีเป็นดาวประจำตัว ตามหลักเทวะกำเนิดเทพพระพฤหัสบดี สร้างจากฤๅษี 19 ตน ประกอบกับดวงชะตาของคุณในปี 2552 นี้ เรื่องสุขภาพมีปัญหา เจ็บไข้ได้ป่วย รวมถึงบุตรหลานที่ดื้อซุกซน เลี้ยงยาก ตลอดจนท่านที่ต้องการมีบุตรผมแนะนำให้ไปไหว้ฤาษี ที่ผมไปกราบสักการะเป็นประจำอยู่ที่เทวาลัยสี่แยกตลาดห้วยขวาง ของมงคลเสริมดวงชะตาตลอดปี 2552 รูปหล่อลอยองค์ปู่ฤๅษี อาจจะเป็นภาพก็ได้ หาเอาไว้บูชาติดตัวตลอดปี 2552 นี้

 

จาก ผู้จัดการออนไลน์ 

เชสกี้ ครุมลอฟ

E-mail Print PDF
User Rating: / 1
PoorBest 
RUZE Hotel

มรดกโลกใหม่ ปี ๒๐๐๘

E-mail Print PDF

มรดกโลกยูเนสโก-ล้ำค่าเหนือการเมือง ปิดฉากลงไปเรียบร้อยสำหรับการประชุมคณะกรรมการพิจารณามรดกโลก ในการกำกับดูแลขององค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา


ซึ่งมีการพิจารณาคัดสรรสถานที่สำคัญๆ ของประเทศต่างๆ มาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เพื่ออนุรักษ์ไว้ให้แก่คนรุ่นหลังได้สัมผัสถึงความงดงาม ยิ่งใหญ่ และน่าทึ่งของสถานที่เหล่านั้น

 นอกเหนือจากปราสาทพระวิหารที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้วนั้น ยังมีสถานที่สวยงามอีกมากมายที่ได้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลก ซึ่งวันนี้ ทีมข่าวต่างประเทศ "คม ชัด ลึก" จะพาท่านผู้อ่านไปรู้จักกับสถานที่ต่างๆ ที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียน ซึ่งปีนี้มีมากถึง 27 แห่ง แบ่งเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม 19 แห่ง และมรดกโลกทางธรรมชาติอีก 8 แห่ง

Last Updated on Tuesday, 22 July 2008 00:15

รวมข้อมูลปราก

E-mail Print PDF

การแต่งกายของสาว “โบฮีเมียน”

สาวที่ชื่นชอบการแต่งกายสไตล์รกรุงรัง คือไม่พิถีพิถันในเรื่องการแต่งกายมากนักชอบใส่เสื้อผ้าแบบเนื้อบางเบา และชอบใส่เครื่องประดับต่างๆ เช่น แหวน สร้อยข้อมือข้อเท้า ลูกปัดร้อยเป็นเส้นๆ และที่คาดผม เพื่อเสริมลุคให้ดูเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ซึ่งสาวๆ ที่ชื่นชอบการแต่งกายสไตล์นี้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่รักอิสระไม่ชอบอยู่ในกรอบและกฎเกณฑ์ที่ตายตัว

จดหมายไอน์สไตน์ พูดถึงพระเจ้า

E-mail Print PDF

Einstein on Religion
Letter to Eric Gutkind (partial)
Albert Einstein (1954)
Translated from the German by Joan Stambaugh

...

... The word God is for me nothing more than the expression and product of human weaknesses, the Bible a collection of honourable, but still primitive legends which are nevertheless pretty childish. No interpretation no matter how subtle can (for me) change this. These subtilised interpretations are highly manifold according to their nature and have almost nothing to do with the original text. For me the Jewish religion like all other religions is an incarnation of the most childish superstitions. And the Jewish people to whom I gladly belong and with whose mentality I have a deep affinity have no different quality for me than all other people. As far as my experience goes, they are also no better than other human groups, although they are protected from the worst cancers by a lack of power. Otherwise I cannot see anything 'chosen' about them.

In general I find it painful that you claim a privileged position and try to defend it by two walls of pride, an external one as a man and an internal one as a Jew. As a man you claim, so to speak, a dispensation from causality otherwise accepted, as a Jew the priviliege of monotheism. But a limited causality is no longer a causality at all, as our wonderful Spinoza recognized with all incision, probably as the first one. And the animistic interpretations of the religions of nature are in principle not annulled by monopolisation. With such walls we can only attain a certain self-deception, but our moral efforts are not furthered by them. On the contrary.

Now that I have quite openly stated our differences in intellectual convictions it is still clear to me that we are quite close to each other in essential things, ie in our evalutations of human behaviour. What separates us are only intellectual 'props' and `rationalisation' in Freud's language. Therefore I think that we would understand each other quite well if we talked about concrete things.

With friendly thanks and best wishes

Yours, A. Einstein.
 

Albert Einstein's 1954 letter to the philosopher Eric Gutkind, which just sold for $404,000 (yes, four hundred and four thousand dollars), is critical of religion:

Last Updated on Friday, 11 July 2008 14:40

รายชื่อพระนิสิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา

E-mail Print PDF
ชื่อ     -     ฉายาวัดEmailโทรศัพท์หมายเหตุ
1. พระมหาคำสิงห์      สีหนนฺโทวัดเทวราชกุญชร เขตดุสิต   กทม.sing_53@ hotmail.com08-4024-16575061405031
2. พระมหาจันดี         พุทฺธสีโลวัดรัชฎาธิษฐาน  เขตตลิ่งชัน   กทม.wan_jangde@ hotmail.com08-5966-5851,0-2418-06305061405032
3. พระครูธรรมธรบงกช  คนฺธาโรวัดโพธิ์เรียง   บางกอกน้อย   กทม.  5061405033
4. พระนิมิต           ขนฺติสมฺปนฺโนวัดอมรทายิการาม  บางกอกน้อย   กทม. 08-1492-83195061405034
5. พระมหาปรทัตติ  ปรทตฺตูปชีวีวัดพรหมวงศาราม  ดินแดง-ห้วยขวางr_lang_50@ hotmail.com08-4386-70465061405035
6. พระมหาประวิน   ปวโรวัดทินนิกรนิมิต อ.เมือง จ.นนทบุรีlae2526_@ hotmail.com 5061405036
7. พระมหาสมุห์เริงศักดิ์     ถาวโรวัดวิเศษการ   บางกอกน้อย   กทม.  08-9882-23265061405037
8. พระครูวิบูลกาญจโนภาส  ปริปุณฺโณวัดพระแท่นดงรัง   08-1942-91355061405038
9. พระมหาวิวัฒน์        จิรวฑฺฒโนวัดมงคลวราราม  เขตจอมทอง   กทม.sombatchai@ hotmail.com08-5135-15705061405039
10. พระครูศรีปริยัติการ  ฐิตเมโธวัดโอกาส อ.เมือง จ.นครพนม This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it 08-1873-29095061405040
11. พระมหาสมคิด    ธีรธมฺโมวัดหัวลำโพง  กทม. This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it 08-6523-37385061405041
12. พระสมชาย       ปโยโควัดใหม่เจริญผล    ต.ท่าเรือ    อ.ท่ามะกา           จ.กาญจนบุรี This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it 08-482820365061405042
13. พระมหาสมชาย   ธมฺมวโรวัดจันทร์ประดิษฐาราม    แขวงบางด้วน           เขตภาษีเจริญ กทม. 08-7841-19245061405043
14. พระมหาสมพงษ์  อาสโภวัดพระแท่นดงรัง   ต.พระแท่น   อ.ท่ามะกา      จ.กาญจนบุรี 08-9246-96775061405044
15. พระมหาสมศักดิ์  สิริวฑฺฒโนวัดปทุมคงคา (คณะ 3) ถ.ทรงวาด เขตสัมพัมธวงศ์   กทม. 08-9781-04305061405045
16. พระอภิรักษ์       กิตฺติปญฺโญวัดใหม่เจริญผล    ต.ท่าเรือ    อ.ท่ามะกา           จ.กาญจนบุรี This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it 08-6867-99865061405047
Last Updated on Friday, 20 June 2008 00:26

เที่ยวยุโรปกับคนไทยในยุโรป

เที่ยวยุโรปอย่างคุ้มค่ากับคุณสไมล์ลี่คุณลี่จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป แบบกันเองค่ะ แบกเป้สนุก และประหยัด
 
เที่ยวฮอลแลนด์ กับคุณเจี๊ยบคุณเจี๊ยบ นักเขียนตะลอนทัวร์อิตาลี่ จะพาคุณเที่ยวเนเธอร์แลนด์แบบเพื่อนอันอบอุ่น
 
เที่ยวออสเตรียแบบโฮมสเตย์ กับคุณแอ้มทริปคุณแอ้ม จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป อยากเล่นสกี และพักโฮมสเตย์กับคนไทย ลองดูที่่นี่่ค่ะ
 
>> สนใจแลกลิงค์ ติดต่อ rinแอดnetnapa.net ค่ะ 
You are here: