
ภาพจากคุณไชยศ และคุณหนู ขอบคุณมากค่ะ เป็นภาพจากทริปที่ผ่านมา
ชอบภาพนี้ ตรงหงส์คู่ด้านหลัง
พรุ่งนี้ ที่วัดไทย จะมีพิธีเปิดเนตร พระประธาน ที่พี่พิ้งค์ ถวาย จากเมืองไทย มาถึงปรากแล้วเมื่ออาทิตย์ก่อน ฉันเตรียมชุดขาวไว้จะไปเข้าวัด เมื่อวันนี้นั่งในรถ ก็ได้เล่าพระประวัติของพระพุทธเจ้าให้คุณสามีฟัง คุณสามีเป็นพุทธ แต่ก็ไม่เคยฟังพระพุทธประวัติหลายๆ ด้าน ฟังแล้ว เธอก็บอกว่า องค์ความรู้พวกนี้ที่เช็คไม่มีเลย ไม่มีหนังสือ หรือถึงมี ก็ไม่เข้าใจ เธอบอกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรปก็เหมือนกัน ถึงอ่านก็ไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่มีพื้นฐานมาก่อน พอมาอ่านของยาก ก็ลิ้งค์ไม่ได้
แล้วเธอก็สั่งการณ์ให้ฉัน เรียบเรียงหนังสืออธิบายพุทธศาสตร์แบบอ่านง่าย ให้ฝรั่งอ่านขึ้นมา เพื่อแปลเป็นภาษาเช็ค ฉันก็เลยมอบหมายให้คุณชายตั้งสมาคมพุทธเถรวาทขึ้นในเช็ค โดยให้เหตุผลว่า ไม่วันใดก็วันหนึ่งข้างหน้า เราต้องทำอยู่แล้ว งั้นทำตั้งแต่วันนี้เลย จะได้สะสมอายุของสมาคมตั้งแต่วันนี้ ... เราตกลงกันว่าจะทำเวบไซต์พุทธศาสตร์ สามภาษา คือ ไทย อังกฤษ และเช็ค
นอกจากพุทธประวัติแล้ว ก็ได้เล่าให้คุณชายฟังถึงพระชาติในอดีตของพระพุทธเจ้า... และเล่าถึงพระชาติ 500 ชาติ ที่เคยเกิดเป็นสัตว์ต่างๆ ด้วย ซึ่งถึงแม้จะเป็นสัตว์ ก็เป็นสัตว์ที่ทรงคุณธรรม ทรงศีล และมีปัญญา เล่าให้คุณชายฟังว่า พระพุทธเจ้าเป็นทรงปลา นก โค ราชสีห์ ฯลฯ คุณชายบอกเพิ่งรู้ และถามด้วยว่ามีข้อมูลพระชาติล่าสุดไหม ตอบไปว่า มีหมดทุกชาติเลย และเล่าพระชาติสุดท้ายที่เป็นพระเวสสันดร บริจาคทานครั้งยิ่งใหญ่ให้คุณชายฟัง คุณชายก็ทึ่งว่าไม่เคยได้ยิน หรือบ่นว่าเคยอ่านมาบ้าง แต่ไม่เข้าใจลึกซึ้ง
เลยได้เล่าสรุปให้คุณชายฟังอีกที ตามความเข้าใจตัวเองว่า
พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่เกิดในอินเดีย โดยเจ้าชายอินเดีย ทรงไม่ได้บอกว่าพระองค์เป็นพระเจ้า แต่ทรงตรัสว่า ทรงค้นพบความจริงของชีวิต และนำมาเผยแพร่เท่านั้น โดยหลักสำคัญที่สอนก็คือ สอนว่า มนุษย์ทำสิ่งใด ก็ได้สิ่งนั้น ดังนั้นการกระทำของคน จึงเป็นตัวตัดสินชะตาชีวิต ไม่ใช่พระเจ้า หากทำดี ก็ได้ดี ทำชั่วก็ได้ชั่ว พระองค์สอนให้คนทำดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์
แนวทางที่สอนให้ทำดีนั้น มีหลายระดับ ระดับของมนุษย์ทั่วไป เรียกว่า ศีลห้า มีกฏห้าข้อ คือ ไม่ฆ่าสัตว์และเบียดเบียนชีวิตและร่างกาย ไม่พูดปด พูดจาไม่เป็นประโยชน์, ไม่ประพฤติผิดทางกาม, ไม่ลักขโมย, ไม่ดื่มสุรา และยาเสพติด
เมื่อหลายคนได้ฟังแล้ว ก็อาจจะบอกว่า นี่คือกฏไม่ให้ทำความชั่ว ไม่ใช่การสอนให้ทำความดี แล้วอย่างไรล่ะ ถึงจะเรียกว่าทำความดี
ก็ตอบได้ว่า การทำความดีก็ล้อไปกับศีลห้านั่นเอง ศีลห้าเรียกเบญจศีล เป็นข้อห้าม, ส่วนการทำความดี เรียกเบญจธรรม เป็นสิ่งที่ควรทำ, จับคู่กับศีลห้า นั่นคือ ศีลห้าไม่ให้ฆ่าและเบียดเบียนชีวิต หลักการทำดีในเบญจธรรม ก็คือ ให้เมตตา และเกื้อกูล, ไม่พูดปด ก็คู่ไปกับ การพูดจาให้ดี มีสาระ มีปิยวาจา, ไม่ประพฤติผิดในกาม ก็คู่กับ การประพฤติพรหมจรรย์ หรือการซื่อสัตย์ต่อคู่ครอง, ไม่ลักขโมย ควบคู่ไปกับการทำความดีในแบบการให้ คือ รู้จักจาคะ เสียสละ, และไม่ดื่มสุราและยาเสพติด ควบคู่ไปกับ การเจริญสติ เพราะยาเสพติดทำให้ขาดสติ เบญจธรรมจะสอนเรื่องการเจริญสติ ให้รู้ตัวเสมอ
คุณชายฟังแล้วก็นิ่งเงียบ
นอกจากคุณชายแล้ว เมื่อวันก่อน ก็ได้นั่งรถตู้ไปกับคนขับรถตู้ที่เป็นคนเช็ก ก็ได้เล่าให้เขาฟังเรื่องสมาธิ ว่ามันคืออะไร
ถามเขาว่ากิจกรรมที่เธอชอบทำคืออะไร เขาบอกว่าฟังเพลง กับขับรถ ก็เลยบอกเขาว่านั่นเป็นสมาธิแบบหนึ่ง เพราะจดจ่อกับสิ่งตรงหน้า ขับรถเธอวอกแว่กไม่ได้เลยใช่ไหม เธอชอบฟังเพลง เพราะเธอจดจ่อกับเพลง ไม่ต้องคิดเรื่องอื่น ไม่คิดเรื่องปัญหา อดีต หรือไม่กังวลถึงอนาคต เธอชอบฟังเพลง เพราะมันอยู่กับปัจจุบันตรงหน้า อารมณ์จดจ่อ ถ้าเธอรู้จักวิธีฝึกสมาธิ เธอจะทำได้ดีมากและชอบมาก เพราะมันทำให้เธออยู่กับปัจจุบัน การฟังเพลงไม่ใช่ว่ามันไม่ดี มันก็เป็นความบันเทิง สบายใจแบบหนึ่ง แต่มันสบายใจแค่เดี๋ยวด๋าว พอหยุด มันก็หายไป ... การทำสมาธิฝึกจิตในระยะยาว เมื่อจิตเป็นสมาธิเป็นแล้ว คุณก็จะมีความสุขใจแบบมั่นคง
พูดไปไม่เท่าไหร่ เขาก็น้ำตาไหลพราก ... ไม่รู้ฉันไปพูดอะไรแทงใจดำ ก็เลยชวนมาวัดซะเลยพรุ่งนี้ บอกเขาว่าจะสอนนั่งสมาธิเบื้องต้น
การที่ได้สนทนาธรรมกับชาวต่างชาติ ทำให้เราเริ่มเข้าใจ จับจุดได้ว่าอะไรที่เขาต้องการ อยากทราบ และไม่เข้าใจเรื่องไหน เพราะอะไร
แต่เราก็ทำเท่าที่ปัญญาเราจะทำได้ ซึ่งปัญญาเรานี้ก็ยังน้อยอยู่ แต่ก็มีความตั้งใจว่าอะไรพอทำได้ ก็จะทำ หากอธิบายหลักธรรมใด ไม่ถูกต้อง ผิดเพี้ยนไป ก็ต้องอภัยต่อพระรัตนตรัยว่าไม่ได้มี "เจตนา" จะบิดเบือน เพียงแต่จะอธิบายให้เขาเข้าใจอย่างง่ายๆ ในหลักเบื้องต้นที่คนทั่วไป พอจะเล่าให้ฟังได้
อะไรที่จะผิดพลาดไป ก็ขออภัยเป็นทานแก่ตัวเองไว้ก่อนเลย
นอกจากนี้ ตั้งแต่เมื่อวาน อ่านเวบไปเรื่อย จนไปเจอบลอกของคุณปยุตต์ ที่ http://www.oknation.net/blog/opapatika/ อ่านแล้ว ก็ได้ความรู้และความรู้สึกที่ดีมาก
เลยเอาสาระมาฝากให้อ่านดูค่ะ หรือจะตามไปอ่านที่บลอกข้างต้นก็ได้ รับรองไม่ผิดหวังแน่ๆ
ใช้เวลาให้มีค่านะคะ
ONE LIFE, READ IT WELL :)
เรียนคุณเนตรนภา
ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมมะ เป็นคำสอนของหลวงพ่อว้ดท่าซุง(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) อ.เมืองฯ จ.อุทัยธานี
สำนวนและข้อความเนื้อหาเป็นของหลวงพ่อเกือบทุกตัวอักษร
ผมเพียงแต่นำมาตั้งเป็นปุจฉาและ วางวรรคตอนคำตอบให้อ่านได้เข้าใจง่ายเท่านั้น
ดังนั้นเมื่อมีคำถามเป็นความคิดเห็นผมจึงไม่ขอตอบ
เพราะจะเป็นการขยายความออกไปโดยมิใช่คำสอนของหลวงพ่อ อาจทำให้ความหมายเพี้ยนไป
ผมค้ดมาเฉพาะที่เป็นประโยชน์ของการเข้าถึงธรรม ระดับโสดาบันขึ้นไปเป็นหลักสำคัญ
ดังนั้น ท่านใดที่อ่านแล้ว เข้าใจความหมายของการปฎิบัติเพื่อการเป็นพระอริยะสงฆ์ระดับต้น
โดยไม่สงสัยว่าทำไมจึงดูง่ายๆและไม่สงสัยว่า เป็นความจริงหรือที่จะบรรลุผลตามนั้น
แม้ผมไม่มีญานอตีตังสญาน แต่ผมเชื่อว่าคุณน่าจะฝึกอารมณ์พระโสดาบันได้สบายมาก
เพราะว่ามีเพียงคุณคนเดียวที่เขียนติดต่อกลับมา เนื้อหาธรรมมะและข้อปฎิบัติที่นำมาไว้ในบล็อก
เพียงพอแล้วสำหรับผู้ที่จะมีดวงตาเห็นธรรมอย่างง่ายๆสบายๆเช่นคุณเนตรนภาเป็นต้น
ขออนุโมทนาในความสำเร็จในการยกอารมณ์จิตตั้งแต่ พระโสดาบันเป็นต้นขึ้นไปตามลำดับ
จาก รศ.ประยุทธ เกิดนวล อดีตอาจารย์ ม.ราชภัฏนครสวรรค์(อายุ70ปี)
เรื่องที่คัดสรรมาฝากผู้อ่าน จากบลอกของคุณปยุตต์
ขอบพระคุณที่ผู้เขียนสละเวลาอันมีค่า คัดลอกบทความที่มีประโยชน์มาฝากผู้อ่านค่ะ อนุโมทนา
คนใกล้จะตาย ควรแนะนำอย่างไร
ตอบ ถ้าป่วยใหม่ๆ มีคำแนะนำดังนี้
๑. ให้นำพระพุทธรูป หน้าตักกว้างไม่ต่ำกว่า ๕ นิ้ว ผ้าไตรจีวร พร้อมอาหารของใช้ที่จำเป็น นำไปให้ผู้ป่วยเห็นและให้ตั้งจิตอธิษฐานว่า “ของทั้งหมดขอถวายเป็นสังฆทาน แก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เพื่ออุทิศส่วนกุศลผลบุญทั้งหมดนี้ให้เจ้ากรรมนายเวร ของผู้ป่วย ได้โมทนาและอโหสิกรรมให้ผู้ป่วยด้วย” แล้วญาติก็นำของทั้งหมด ไปถวายพระเป็นสังฆทาน จิตใจของผู้ป่วยจะได้สบาย เพราะได้เห็นพระพุทธรูปและได้ทำบุญ
๒. ถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีก ก็ควรนำเงินจะมากหรือน้อย ตามแต่ศรัทธา ให้ผู้ป่วยถือเงินไว้ และตั้งจิตอธิษฐานว่า “เงินจำนวนนี้ขอถวายชำระหนี้สงฆ์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถ้าเคยไปหยิบหรือนำของสงฆ์มาโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม”
๓. ในระหว่างที่นอนป่วยอยู่ ควรนำพระพุทธรูปมาตั้งไว้ให้ผู้ป่วยได้มองเห็น อย่าไปตั้งไว้ในที่ผู้ป่วยเห็นไม่ถนัด ผู้ป่วยลืมตามาเมื่อใดก็จะเห็นพระทันที (อย่าตั้งอยู่ในแนวทิศปลายเท้าของผู้ป่วย ) จิตของผู้ป่วยจะได้จับอยู่ที่พระ ใจจะสบายช่วยให้คลายจาก ทุกขเวทนาได้บ้าง และตายเมื่อใดก็จะไม่ลงนรก
๔. ถ้าผู้ป่วยภาวนาไม่ไหว ก็ให้นึกถึงพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ ให้นึกถึงพระไว้ หรือจะนึกถึงพระสงฆ์ก็ได้ อย่าไปแนะนำยาวๆ เพราะเวลานั้นมีทุกขเวทนามาก จะทำให้กลุ้ม ดีไม่ดีจิตใจเขาดีอยู่แล้ว ถ้าแนะนำไม่ดี พูดมากไปเขาจะกลุ้ม จะทำให้ลงนรกไป ให้ดูตาคนป่วย ถ้าตาลอยๆ ตาปรือๆ อย่าไปพูดมาก
๕. ถ้าป่วยมาก มีทุกขเวทนามาก ควรแนะนำสั้นๆ ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าหรือเรื่องกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งดีกว่า อย่าไปแนะนำยาวๆจะเกิดอาการกลุ้มใจเป็นบาปอีก
๖. ถ้าต้องการให้ผู้ป่วยตายแล้วไปนิพพาน ให้นึกภาวนาว่า “นิพพานัง สุขัง” ถ้าคิดว่าป้องกันไม่ให้ลงนรก ก็ให้ภาวนาว่า “พุทโธ” ให้บอกสั้นๆอย่ายาว ฉะนั้นการแนะนำคนป่วยก่อนตาย จึงต้องระมัดระวัง ดูกาละ เทศะ ให้ดี ความหวังดีอาจจะกลับกลายผลร้ายแก่ผู้ป่วยได้
สะเดาะเคราะห์ด้วยตนเอง
Posted by ปยุต , ผู้อ่าน : 165 , 00:40:04 น.
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที
พิมพ์หน้านี้
การแก้กฎแห่งกรรมด้วยการฝึกอารมณ์จิตพระโสดาบัน คือ
๑. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะพิจารณาว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง จงอย่าคิดว่าความตายจะเข้ามาถึงเราในวันพรุ่งนี้ จงคิดว่าความตายอาจจะมาถึงเราวันนี้อยู่เสมอ การ คิดว่าจะตาย จะได้ทำความดี เมื่อตายแล้วควรหนีอบายภูมิ ( นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน )
๒. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะยึดความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นที่พึ่งด้วยความเคารพ ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า เห็นความดีของพระพุทธเจ้า เห็นความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ความดีของพระอริยสงฆ์ โดยถือเอาพระอรหันต์เป็นสำคัญ จงมอบความนับถือความมั่นใจในพระรัตนตรัยอย่างถวายชีวิต
๓. จงมีสติสัมปชัญญะ ในการปฏิบัติศีลอย่างเคร่งครัด ฆราวาสเฉพาะศีล ๕ เพราะศีล ๕ เป็นศีลของพระโสดาบันและพระสกิทาคามี ส่วนพระอนาคามีจะทรงศีล ๘ สำหรับพระอรหันต์ฆราวาสไม่มี เป็นอรหันต์วันนี้นิพพานวันนี้ เป็นอรหันต์คืนนี้ ไม่เกินพรุ่งนี้ต้องนิพพาน พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า พระโสดาบันก็ดี พระสกิทาคามีก็ดี มีแค่ปัญญาเล็กน้อย มีสมาธิเล็กน้อย แต่ศีลบริสุทธิ์ แค่นี้ก็เป็นพระโสดาบันได้แล้ว ปิดประตูอบายภูมิอย่างเด็ดขาดแน่นอน
๔. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะใชักำลังใจ ของพระอรหันต์ไว้ประจำใจ คือขึ้นชื่อว่ามนุษยโลก มันเป็นทุกข์เราไม่ต้องการมัน เทวโลกกับพรหมโลกมีสุขจริง แต่ไม่นาน เราไม่ต้องการมันอีก เราต้องการจุดเดียวคือ นิพพาน อย่างนี้เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ รักษากำลังใจตามนี้ไว้ เมื่อสิ้นอายุขัยเมื่อไร ก่อนจะตายเป็นอรหันต์เมื่อนั้น แล้วก็ไปนิพพาน
ทั้งหมดนี้...เป็นอริยสมบัติของบุคคล ในการเข้าสู่กระแสพระนิพพานเป็นเบื้องต้น( โสดาบันและสกิทาคามี ) ซึ่งมาจากการที่ละสังโยชน์ได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
สำหรับ สักกายทิฏฐิ ในทางปฏิบัติต้องใช้อารมณ์ตามลำดับคือ ใช้อารมณ์ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นสูงสุด
อารมณ์ขั้นต้น ให้ใช้อารมณ์แบบเบาๆ คือมีความรู้สึกตามธรรมดาว่า ชีวิตนี้ต้องตาย ไม่มีใครเลยในโลกนี้ที่จะมีชีวิตได้ตลอดกาลคู่ไปกับฟ้าดิน ในที่สุดก็ต้องตายเหมือนกันหมด แต่ท่านให้ใช้อารมณ์ที่สั้นเข้ามาอีกคือ ให้ทำความรู้สึกไว้เสมอว่า ความตายไม่ใช่จะมาถึงเราในวันพรุ่งนี้ ให้คิดว่า เราอาจจะตายวันนี้ไว้เสมอ จะได้ไม่ประมาทในชีวิต เป็นอารมณ์ของพระโสดาบันและพระสกิทาคามี
อารมณ์ขั้นกลาง ท่านให้ทำความรู้สึกเป็นปกติว่า ร่างกายของคนและสัตว์ตลอดจนวัตถุทุกชนิดเป็นของสกปรกทั้งหมด ร่างกายคนและสัตว์มีสิ่งที่น่ารังเกียจฝังอยู่ก็คือ อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง เป็นต้น เมื่อมีความรู้สึกตามนี้ ก็พยายามทำอารมณ์ให้ทรงตัว จนเกิดความเบื่อหน่ายในร่างกายทั้งหมด ไม่ยึดถือว่าร่างกายใดเป็นที่น่ารักน่าปรารถนา เป็นอารมณ์ของพระอนาคามี
อารมณ์สูงสุด ทำให้มีความรู้สึกตามนี้ คือมีความรู้สึกว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา มีอาการวางเฉยในร่างกายทุกประเภท เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์
คำว่าวิจิกิจฉา แปลว่า สงสัย คือสงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า สงสัยในความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สงสัยในความดีของพระอริยสงฆ์ มีพระอรหันต์เป็นต้น สงสัยว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่จริง ถ้ามีจริงๆ พระพุทธเจ้าน่ะดีไหม คำสอนของพระองค์ดีจริงๆหรือเปล่า นี่สงสัยพระธรรมเลย แล้วสงสัยว่าพระอริยสงฆ์ในพระพุทธศาสนานี่มีจริงหรือไม่มีจริง หนักๆเข้าก็เลยคิดว่าไม่มี เพราะตัวสงสัย พระพุทธเจ้าจริงๆก็ไม่มี พระไตรปิฎกที่มีอ่านกันอยู่ ก็เป็นพระไตรปิฎกโกหกมดเท็จ ใครเขียนขึ้นมาก็ไม่รู้ เขียนแบบโกหกขึ้นมาว่าโลกนั้นมี โลกนี้มี ระลึกชาติไม่ได้ จิปาถะกันไป เลยสงสัยพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาที่เขาบอกว่า พระสงฆ์น่ะเป็นพระสงฆ์จริงๆ หรือว่าเป็นตัวเบียดเบียนประชาชน ทำให้สังคมมีความทุกข์ มีความเร่าร้อน เพราะพระไม่เห็นจะทำอะไร ได้แต่บิณฑบาต แล้วก็กิน กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็บิณฑบาต แล้วก็บอกบุญบ้าง ขอบุญบ้างเรี่ยไรกันบ้าง จิปาถะ ไม่เห็นมีอะไรให้เกิดเป็นประโยชน์ นี่ไม่สงสัยนะ ถึงขั้นไม่เชื่อถือเอาเลย ลักษณะอย่างนี้เป็นสังโยชฃน์ข้อที่ ๒ ที่ทำให้คนเราต้องลงอบายภูมิ ขอยืนยันว่า ถ้ามีอารมณ์อย่างนี้ ต้องลงอบายภูมิ เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน แน่นอน
สีลัพพตปรามาส คือปฏิบัติในศีลให้ครบถ้วนทุกประการ ด้วยความเต็มใจ การปฏิบัติศีลครบถ้วนสำหรับฆราวาส มีศีล ๕ ใช้ได้แน่นอน ถ้าจะทำให้คนดีจริงๆก็มีกรรมบถ ๑๐ ด้วย ถ้ามีทั้งศีล ๕ มีกรรมบถ ๑๐ อย่างนี้จะมีความสุขอย่างยิ่งทั้งปัจจุบันและสัมปรายภพ ถ้าปฏิบัติตนได้อย่างนี้ องค์สมเด็จพระมหามุนี คือพระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า ท่านทั้งหลาย เมื่อตายแล้วจากชาตินี้ก็ดี หรืออีกกี่ชาติก็ตาม จะไม่พบคำว่าอบายภูมิเลย การเกิดเป็น สัตว์นรกก็ดี เป็นเปรตก็ดี เป็นอสุรกายก็ดี เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ดี ไม่มีสำหรับท่าน จะเวียนว่ายตายเกิดเฉพาะ การเกิดเป็นคน เป็นเทวดา หรือพรหมเท่านั้น
ความจริงพระโสดาบันไม่ใช่ของสูง เป็นของธรรมดา ที่เรียกกันว่า ชาวบ้านชั้นดี ท่านพระอริยะเบื้องสูงท่านกล่าวว่า ธรรมที่จะทำให้คนเป็นพระโสดาบัน เหมือนกับของเด็กเล่น คือเป็นของทำง่ายๆ เพียงแต่มีพรหมวิหาร ๔ ประจำใจ เราก็เป็นพระโสดาบันได้แบบสบายๆ เมื่อกล่าวโดยสรุป พระโสดาบัน มีอารมณ์โดยย่อดังนี้
๑.มีความรู้สึกว่า ชีวิตนี้ต้องตายแน่
๒.ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า
๓.ฆราวาสมีศีล ๕ ทรงอารมณ์เป็นปกติ
ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นอารมณ์ในขณะที่ปฏิบัติ เมื่ออารมณ์ทรงตัวแล้ว อารมณ์ที่ปักหลักมั่นคงอยู่กับใจจริงๆ ก็เหลือเพียงสอง ที่ท่านเรียกว่า องค์ ก็คือ
หนึ่ง ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้าอย่างมั่นคงจริงจัง
สอง มีศีล ๕ บริสุทธิ์ผุดผ่องจริง
สุดท้าย ด้วยคุณบารมี ของพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆ รัตนะ ทั้งสามประการ จงดลบันดาลให้ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย จงมีแต่ความสุขสวัสดิพิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล ให้จงเจริญไปด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ มี อายุ วรรณะ สุขะพละ และปฏิภาณ ปรารถนาสิ่งใด ขอให้ได้สิ่งนั้น สมความปรารถนาจงทุกประการ ณ กาลบัดนี้ และตลอดไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน
สรุปอีกที
การสะเดาะเคราะห์ สำหรับผู้ไม่เชื่อง่ายดายจนเกินไปต้องอย่างนี้
ต้องแก้กฎแห่งกรรมด้วยการฝึกอารมณ์จิตพระโสดาบัน คือ
๑. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะพิจารณาว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง จงอย่าคิดว่าความตายจะเข้ามาถึงเราในวันพรุ่งนี้ จงคิดว่าความตายอาจจะมาถึงเราวันนี้อยู่เสมอ การ คิดว่าจะตาย จะได้ทำความดี เมื่อตายแล้วควรหนีอบายภูมิ ( นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน )....(ตัด สักกายทิฏฐิ)
๒. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะยึดความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นที่พึ่งด้วยความเคารพ ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า เห็นความดีของพระพุทธเจ้า เห็นความดีของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ความดีของพระอริยสงฆ์ โดยถือเอาพระอรหันต์เป็นสำคัญ จงมอบความนับถือความมั่นใจในพระรัตนตรัยอย่างถวายชีวิต.......(ตัด วิจิกิจฉา)
๓. จงมีสติสัมปชัญญะ ในการปฏิบัติศีลอย่างเคร่งครัด ฆราวาสเฉพาะศีล ๕ เพราะศีล ๕ เป็นศีลของพระโสดาบันและพระสกิทาคามี........(ตัด สีลัพตปรามาส)
ส่วนพระอนาคามีจะทรงศีล ๘ สำหรับพระอรหันต์ฆราวาสไม่มี เป็นอรหันต์วันนี้นิพพานวันนี้ เป็นอรหันต์คืนนี้ ไม่เกินพรุ่งนี้ต้องนิพพาน พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า พระโสดาบันก็ดี พระสกิทาคามีก็ดี มีแค่ปัญญาเล็กน้อย มีสมาธิเล็กน้อย แต่ศีลบริสุทธิ์ แค่นี้ก็เป็นพระโสดาบันได้แล้ว ปิดประตูอบายภูมิอย่างเด็ดขาดแน่นอน
๔. จงมีสติสัมปชัญญะ ที่จะใชักำลังใจ ของพระอรหันต์ไว้ประจำใจ คือขึ้นชื่อว่ามนุษยโลก มันเป็นทุกข์เราไม่ต้องการมัน เทวโลกกับพรหมโลกมีสุขจริง แต่ไม่นาน เราไม่ต้องการมันอีก เราต้องการจุดเดียวคือ นิพพาน อย่างนี้เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ ....(ตัด อวิชชา สังโยชน์ตัวสุดท้าย ตกบันไดพลอยโจน เส้นทางลัดตัดเข้านิพพาน) รักษากำลังใจตามนี้ไว้ เมื่อสิ้นอายุขัยเมื่อไร ก่อนจะตายเป็นอรหันต์เมื่อนั้น แล้วก็ไปนิพพาน
Posted by ปยุต , ผู้อ่าน : 88 , 21:26:24 น.
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม
พิมพ์หน้านี้
พระนิพพานเป็นเรื่องที่ทุกคน ต้องไปให้ถึง
คนไทยไม่น้อยเข้าใจผิดคิดว่า พระนิพพานไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง หรือไม่ก็เป็นทางเลือกที่ตนจะไปก็ได้หรือไม่ไปก็ได้ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิด พระนิพพานเป็นเรื่องที่ทุกคน ต้องไปให้ถึงเพราะเป็นเรื่องเดียวที่สามารถ กอบกู้อิสระภาพทางใจ กลับคืนให้เจ้าของชีวิตอย่างแท้จริง มิฉะนั้นแล้วจะถูกภัยของมิคสัญญียุคคุกคามเอาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัวมาก ฉะนั้นหากผู้อ่านสามารถรู้ได้เท่านี้และทำได้เท่าที่แนะนำก็เพียงพอแล้วจริงๆ คุณจะมีชีวิตอย่างเป็นสุขและตายอย่างเป็นสุข
ข้อความต่อไปนี้ เป็นข้อปฏิบัติที่นำท่านไปสู่พระนิพพาน โปรดเลือกเอาตามอัธยาศัย
ถาม คนที่ปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน จะใคร่ครวญอย่างไร จึงจะง่ายและสั้นที่สุด
จงคิดว่าเราเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย
ทรัพย์สินก็ไม่มี
ญาติ เพื่อน ลูก หลาน เหลน ก็ไม่มี
แม้ร่างกายเราก็ไม่มี
เพราะทุกอย่างที่กล่าวมามีสภาพพังหมด เราจะทำกิจที่ต้องทำตามหน้าที่
เมื่อสิ้นภาระคือร่างกายพังแล้ว เราจะไปพระนิพพาน
เมื่อความป่วยไขัปรากฎจงดีใจว่า วาระที่เราจะมีโอกาส เข้าสู่พระนิพพานมาถึงแล้ว เราสิ้นทุกข์แล้ว คิดไว้อย่างนี้ทุกวัน จิตจะชินเห็นเหตุผล เมื่อจะตายอารมณ์จะสบาย แล้วก็จะเข้าพระนิพพานได้ทันที
ถาม คำแนะนำการปฏิบัติธรรม เพื่อไปนิพพานอย่างง่ายๆมีบ้างไหม
Posted by ปยุต , ผู้อ่าน : 125 , 23:10:53 น.
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม
พิมพ์หน้านี้
จิตทรงสมาธิคืออย่างไร
โอกาสนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ได้สมาทานพระรัตนตรัยแล้ว ต่อนี้ไป ขอท่านทั้งหลาย จงตั้งใจ สงบอารมณ์ให้เป็นสมาธิ คือ
ในอันดับแรก ขณะที่รับฟังเสียง ตั้งใจฟังเสียงให้รู้เรื่องทุกถ้อยคำ
การตั้งใจฟังเสียงทุกถ้อยคำแสดงว่า จิตทรงสมาธิ เพราะว่า สมาธิ แปลว่า ตั้งใจ ไว้ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง โดยเฉพาะเวลาที่เราตั้งใจฟังเสียง ถ้าหูได้ยินเสียงจิตรู้เรื่องตาม ก็ชื่อว่า อารมณ์เป็นสมาธิ ถ้าหากว่าท่านใช้ปัญญาพิจารณาไปตาม กระแสเสียงด้วยหรือตามถ้อยคำ และเนื้อความที่กล่าว ก็ชื่อว่า เป็นการใช้ปัญญาในด้านวิปัสสนาญาณ นี่มีความสำคัญ
หลังจากพูดจบแล้วขอบรรดาท่านพุทธบริษัท พยายามทรงอารมณ์ให้เป็นสมาธิ โดยการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก เวลาหายใจเข้า รู้อยู่ว่า หายใจเข้า เวลาหายใจออก รู้อยู่ว่า หายใจออก หายใจเข้า ยาวหรือสั้น หายใจออก ยาวหรือสั้น ก็รู้ อยู่ อย่างนี้จัดว่า มีอารมณ์เป็นสมาธิ ถ้าจะใช้คำภาวนาก็ให้ใช้ว่า พุทโธ เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท เวลาหายใจออกนึกว่า โธ อย่างนี้อารมณ์เป็นสมาธิ ขณะใด การที่รู้ลมหายใจเข้า หายใจออก รู้คำภาวนา นั่นเป็นสมาธิ สมาธิก็จัดไว้หลายระดับ คือ
ขณิกสมาธิ เรียกว่า สมาธิเล็กน้อย
อุปจารสมาธิ สมาธิใกล้เข้าถึงปฐมฌาน
แล้วขึ้นไปเป็น ฌาน คือ ฌานที่ 1 ฌานที่ 2 ฌานที่ 3 และฌานที่ 4
และอารมณ์ที่เป็นสมาธิ จะอยู่ระดับใดก็ตาม ก็ถือว่า อยู่ในเกณฑ์ของความดี เพราะจิตเราตั้งอยู่ในกุศล
อีกประการหนึ่ง ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน พยายามทรงอารมณ์จิตให้อยู่ใน พรหมวิหาร 4 เป็นปกติ
คือว่า เราจะมีความรักในคนอื่นและสัตว์อื่น นอกจากตัวเรา เสมอด้วยตัวเรา เราจะมีความสงสารเกื้อกูลเขาให้เป็นสุข ตามกำลังที่เราพึงจะทำได้ เราไม่มีอารมณ์ อิจฉาริษยาบุคคลอื่น เห็นใครได้ดีก็ พลอยยินดีตาม ถ้าสิ่งใดเป็นเหตุเกินวิสัย ด้วยอำนาจกฎของกรรม หรือ กฎของธรรมดาเกิดขึ้น เราจะไม่มีความหวั่นไหวในจิต นี่อารมณ์อย่างนี้
ถ้าบรรดา ท่านพุทธบริษัท ทรงไว้ได้ ก็จัดว่า เป็นศูนย์กำลังใจ ที่มีความสำคัญที่สุด อันจะพึงก้าวเข้าไปสู่ความดี แต่ถ้าพุทธบริษัท มีคติตรงกันข้าม คิดเห็นว่า คนอื่นเป็นศัตรูสำหรับเรา มีอารมณ์ปรารถนา ในการกลั่นแกล้งบุคคลอื่น ด้วยการเสียดสีด้วยวาจาบ้าง แสดงอาการทางกายบ้าง อย่างนี้เป็นต้น และมีอารมณ์อิจฉาริษยาบุคคลอื่น เมื่อเห็นเขาได้ดีอดทนอยู่ไม่ไหว เห็นคนอื่นได้ดี หาทางกลั่นแกล้งกล่าววาจาเสียดสี กระทบกระแทก ให้เกิดความช้ำใจ อาการตรงกันข้ามกับพรหมวิหาร 4 แบบนี้ เป็น ปัจจัยให้ท่านทั้งหลายลงอเวจีมหานรก เป็นอารมณ์ชั่ว ถ้าอารมณ์ชั่ว ที่มันจับอยู่ในใจตลอดเวลา มันก็เป็น อาจิณกรรม กรรมนั้นบันดาลให้เราลงอเวจีมหานรก
Posted by ปยุต , ผู้อ่าน : 541 , 11:21:32 น.
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม
พิมพ์หน้านี้
การทำบุญสงเคราะห์ญาติหรือผู้ที่ไม่ใช่ญาติสำหรับผู้ที่ตายไปเป็น สัมภเวสี ต้องทำอย่างไรจึงจะบรรลุผลอย่างแท้จริง
ตอนนี้แหละเขาเรียกว่า สัมภเวสี
ทำไมต้องนึกถึงความตายเป็นอารมณ์
เมื่อมีชีวิตเกิดมา ก็ได้ชื่อว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ในการนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ พระพุทธเจ้าท่านแปลว่าเป็นมรณานุสสติกรรมฐาน จัดว่าเป็นความประมาทในชีวิต ถ้าเราคิดอยู่เสมอว่า ถ้าเราตายแล้ว ตัวเรายังไม่เป็นพระอรหันต์เพียงใด เราก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะ
ดังนั้นก่อนตาย ก็ควรแสวงหาความดีไว้
ข้อแรก คือ การให้ทาน
ทานเป็นปัจจัยแห่งความรัก ทานเป็นปัจจัยแห่งการผูกมิตร หมายความว่าจะไปที่ไหนก็ตาม บุคคลที่รับทานจากเรา ย่อมแสดงความเป็นมิตรกับเรา
ด้วยอานิสงส์แห่งทาน เมื่อตายจากความเป็นมนุษย์แล้ว คนที่ให้ทานจะไม่พบกับความยากจนเข็ญใจ ถ้าเรายังไม่ถึงนิพพานเพียงใด เราก็จะมีความสุขในการเสวยทรัพย์สมบัติ
ข้อที่สอง ถ้าเตรียมตัวเพื่อตาย โดยการมี ศีลบริสุทธิ์
คนที่มีศีลบริสุทธิ์ตายไปแล้ว มีอายุยืนนาน มีรูปร่างหน้าตาสะสวย แล้วก็เมื่อเป็นมนุษย์ จะมีทรัพย์สมบัติ ไม่ถูก อัคคีภัย โจรภัย อุทกภัย หรือวาตภัยทำลาย เพราะอำนาจของศีลเป็นขอบเขต มีคนในปกครอง ก็อยู่ในโอวาท ไม่มีใครฝ่าฝืน วาจาเป็นที่รักของบุคคลอื่น สติสัมปชัญญะสมบูรณ์
ข้อที่สาม ควรมีการภาวนานึกถึงความดีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปฏิบัติเป็นต้น อันนี้องค์สมเด็จพระทศพลให้ฝึกไว้เพื่อเป็นการดึงสติสัมปชัญญะ ไม่ให้ลืมไม่ให้เลอะ ขณะที่เรากำลังจะตาย
ถ้าเวลาที่เรากำลังจะตาย เมื่อเราเคยฝึก ภาวนา ไว้ก่อน จะทำให้อารมณ์จิตชินในด้านกุศล เมื่อจิตของเรานึกถึงกุศลส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือภาวนาว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็ตาย(จิตละออกจากกายเนื้อ เข้าสู่อทิสมานกาย) อบายภูมิไม่มีสำหรับเรา เรามีที่ไปอยู่ อย่างเลวเราก็เป็นมนุษย์ชั้นดี มิฉะนั้นก็เป็นเทวดา หรือไม่ก็เป็นพรหม
ขอให้ท่านทั้งหลายจงจดจำและปฏิบัติไว้เป็นปกติ จึงจะได้ชื่อว่า ไม่เสียทีในการเกิด เพราะเมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ตายแล้วต้องไปเกิดในอบายภูมิเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน อีก นับได้ว่าเราแย่มากๆ เป็นการขาดทุนอย่างยิ่ง
การสร้างความดีที่เราเรียกว่า ทำบุญ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มีความสุข ความเจริญยิ่งๆขึ้นไป เป็นเรื่องที่ควรเตรียมไว้ทุกขณะจิต
เราตายแล้วจะไม่เป็นผู้ลำบาก ไม่เป็นผู้มีความทุกข์ เราจะมีความสุขตามสมควร
พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงบุคคลที่ไม่กลัวตาย มีอย่างไรบ้าง
Posted by ปยุต , ผู้อ่าน : 197 , 21:48:18 น.
หมวด : ศาสนา
ถาม พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงบุคคลที่ไม่กลัวตาย มีอย่างไรบ้าง
ตอบ พระพุทธองค์ได้ตรัสถึง บุคคลที่ไม่มีความกลัว ไม่มีความสะดุ้งต่อความตายดังต่อไปนี้
๑.บุคคลบางคนเป็นผู้ที่ลด เลิก ละ ความมักมาก หมกมุ่นในกามได้ ทั้งยังมองเห็นโทษของกามมีประการต่างๆ ครั้นป่วยไข้หนัก(ใกล้ตาย) ก็ไม่มีความวิตกกังวลว่า กามคุณที่แสนรักแสนอาลัยนี้กำลังจะจากเขาไป เขาย่อมไม่เศร้าโศกเสียใจ ไม่ทุบอกชกหัวร่ำไห้แต่อย่างใด พวกนี้ไม่มีความสะดุ้งตกใจกลัวต่อความตาย
๒. คนบางคนมองเห็นสัจจะของชีวิตว่า มีเกิด ตัองมีแก่ เจ็บตายเป็นธรรมดา ไม่มัวเมาประมาทในร่างกาย ซึ่งมีปกติ เน่าเปื่อยนั้น แล้วสร้างคุณงามความดี และปฏิบัติธรรมให้รู้ความจริงของชีวิตมากขึ้น ครั้นป่วยหนัก (ใกล้ตาย) ก็ไม่มีความวิตกกังวลว่า กายที่สวยหรือสง่างามกำลังจะจากเขาไป เขาย่อมไม่เศร้าโศกเสียใจ คนพวกนี้ไม่มีความสะดุ้งกลัวต่อความตายเลย
๓. คนบางคนมองเห็นว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา (ไม่ใช่เราและตัวตนของเรา) แล้วพากเพียรทำความดี ทางกาย ทางวาจา และทางใจ ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวเรื่อยๆมา เห็นชีวิตมีความตายอยู่ทุกอิริยาบถไม่ประมาท ครั้นป่วยหนัก(ใกล้ตาย) ก็ไม่มีความวิตกกังวลว่า ตนไม่เคยได้ทำบุญหรือความดีใดๆไว้เลย ดังนั้นเมื่อใกล้ตาย จึงไม่มีความสะดุ้งตกใจ กลัวความตายแต่อย่างใด
๔. คนบางคนเป็นผู้สนใจในการศึกษาธรรม และปฏิปทาต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนามาตลอด ไม่ปล่อยความสงสัยไว้ในใจ เมื่อเจ็บไข้หนัก(ใกล้ตาย) ก็ไม่มีวิตกกังวลในใจว่า ตอนเป็นหนุ่มสาว เขาไม่ได้ปฏิบัติศึกษาธรรม ปล่อยให้มีความสงสัยอยู่จนป่านนี้ ดังนั้นพวกนี้จึงไม่สะดุ้งกลัวต่อความตายใดๆ
การปฏิบัติกรรมฐานอย่างง่ายๆ
ถาม การปฏิบัติกรรมฐานอย่างง่ายๆ ไม่ต้องมีพิธีรีตองให้ยุ่งยาก อยู่ที่ไหนก็ตาม ทำได้เสมอ มีอย่างไร
ตอบ การปฏิบัติกรรมฐานจริงๆ อันดับแรกคือพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก่อน โดยพิจารณาให้เห็นว่า โลกเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง คำว่าโลก คือร่างกายของเรานี่เอง มันไม่เที่ยง ร่างกายของเราเป็นทุกข์ ร่างกายของเราเป็นอนัตตา ตายไปในที่สุด ในเมื่อเรามีสภาพแบบนี้ คนอื่นก็มีสภาพแบบนี้เช่นเดียวกัน หลังจากนั้นก็คุมสติสัปชัญญะ ยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ เป็นอารมณ์ ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ด้วยการเอาจิตภาวนา ภาวนานี่เป็นการทรงสติสัมปชัญญะ ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ ใช้คำภาวนาว่า พุทโธ เป็นพุทธานุสสติ ลมหายใจเข้านี่เป็นตัวต้น ตัวสร้างสมาธิ หายใจเข้านึกว่า พุท หายใจออกนึกว่า โธ นี่เบื้องต้นนะ แล้วหลังจากนั้น ก็ พยายามทรงศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ตลอดไป และตั้งใจไว้ว่า ตายเมื่อไรขอไปอยู่นิพพาน โดยไม่ขอเกิดเป็น มนุษย์ เทวดา พรหม แค่นี้ เมื่อตายแล้ว อย่างต่ำสวรรค์เป็นที่ไป อย่างสูงนิพพานเป็นที่หมายได้แน่นอน
มาฝึกอารมณ์จิตพระโสดาบันกันดีไหม
ความจริงพระโสดาบันไม่ใช่ของสูง เป็นของธรรมดา ที่เรียกกันว่า ชาวบ้านชั้นดี ท่านพระอริยะเบื้องสูงท่านกล่าวว่า ธรรมที่จะทำให้คนเป็นพระโสดาบัน เหมือนกับของเด็กเล่น คือเป็นของทำง่ายๆ เพียงแต่มีพรหมวิหาร ๔ ประจำใจ เราก็เป็นพระโสดาบันได้แบบสบายๆ เมื่อกล่าวโดย
สรุป พระโสดาบัน มีอารมณ์โดยย่อดังนี้
๑.มีความรู้สึกว่า ชีวิตนี้ต้องตายแน่
๒.ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า
๓.ฆราวาสมีศีล ๕ ทรงอารมณ์เป็นปกติ
ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นอารมณ์ในขณะที่ปฏิบัติ เมื่ออารมณ์ทรงตัวแล้ว อารมณ์ที่ปักหลักมั่นคงอยู่กับใจจริงๆ ก็เหลือเพียงสอง ที่ท่านเรียกว่า องค์ ก็คือ
หนึ่ง ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้าอย่างมั่นคงจริงจัง
สอง มีศีล ๕ บริสุทธิ์ผุดผ่องจริง
สุดท้าย ด้วยคุณบารมี ของพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆ รัตนะ ทั้งสามประการ จงดลบันดาลให้ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย จงมีแต่ความสุขสวัสดิพิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล ให้จงเจริญไปด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ มี อายุ วรรณะ สุขะพละ และปฏิภาณ ปรารถนาสิ่งใด ขอให้ได้สิ่งนั้น สมความปรารถนาจงทุกประการ ณ กาลบัดนี้ และตลอดไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน
(348975)





คุณลี่จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป แบบกันเองค่ะ แบกเป้สนุก และประหยัด
คุณเจี๊ยบ นักเขียนตะลอนทัวร์อิตาลี่ จะพาคุณเที่ยวเนเธอร์แลนด์แบบเพื่อนอันอบอุ่น