บทนำ
ทำไมต้องขมขื่น ก่อนคืนสุข
เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา บทประพันธ์
นางเอกในเรื่อง ไม่ต้องสมมติใครที่ไหน มันคือฉันนี่แหละ และคนพิมพ์หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน มันคือฉันนี่แหละ ก่อนที่คุณจะวางหนังสือเล่มนี้ลง แล้วหยิบนิยายรักเล่มอื่นไปจ่ายเงินที่เคานเตอร์ ขอให้อ่านบรรทัดต่อไปก่อน อย่างน้อยสามบรรทัด
นิยายรักหวานๆ นี้เป็นเรื่องจริง
แต่ต้องแต่งให้เหมือนนิยาย ด้วยจรรยาบรรณที่ตัวละครที่มีชีวิตอยู่ในโลกจริงๆ อาจไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติสุขได้ และ สาม เรื่องนี้พระเอกเป็นท่านเซอร์ (จริงๆ)
ฉันนั่งลงเขียนนิยายเล่มนี้หลังกลับจากสายส่งเคล็ดไทย ตรงถนนเฟื่องถนน หลังจากตีพิมพ์หนังสือเรื่องสั้นเชิงวิชาการที่แสนน่าอ่านไปแล้วขาดทุนไปมาก เจ้าของสายส่งแนะนำให้ทำหนังสือนิยายโรมานซ์ถอนทุนสักเล่ม
ถามตัวเองก่อนว่าแล้วฉันจะไปหานักเขียนหรือนักแปลที่ไหนกัน จะมีใคร นอกจากฉันนี่แหละจะนั่งเขียนเรื่องของตัวเอง เรื่องที่ “พี่หยี” หลานอากู๋แกรมมี่ ผลักดันว่าผู้กำกับ “อุ้มรัก” กำลังมองหาโลเกชั่นสวยๆ ในปรากเพื่อถ่ายหนังภาพสวย และฉันก็มีเรื่องและวัตถุดิบพร้อมอยู่แล้วในการเขียนนิยาย
เพราะเรื่องมันเริ่มจาก ฉันมีสามีเป็นท่านเซอร์จากกรุงปราก และมีสื่อต่างๆ สัมภาษณ์ลงหนังสือมาแล้วบ้างประปราย คนเชื่อก็มีบ้าง คนหมั่นไส้ก็มีบ่อยแต่สาเหตุที่ฉันเขียนนิยายเรื่องนี้ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าฉันมีวัตถุดิบที่ดีสำหรับนิยายรักโรมานซ์
ช่ายยย ฉันนี่แหละ ผู้หญิงธรรมดาๆ ที่ไม่ได้สวยแบบเอเชียอย่างตั๊ก บงกช และไม่ได้ขี้เหร่แบบฮันนะซัง ผู้หญิงกลางๆ ที่ไม่มีอะไรน่าเกลียดและสูงส่ง
เรื่องรักประหลาดๆ ของเรามันเริ่มต้นจากอุบัติเหตแท้ๆ
หรือหลายคนเรียกมันว่า พรหมลิขิตนั่นแหละ
--------------------------
มันเป็นวันที่ฉันนั่งมองไปที่ผู้บริหารหญิงของสำนักพิมพ์ เธอเป็นอดีตนักเขียนชื่อดังที่มีหนังสือขายดี เพราะเขียนหนังสือได้โรแมนติกอ่อนไหวใจสะอาด คนติดกันตรึม ฉันมองลอดไปที่ห้องในกระจกนั้น เธอเปิดเพลงแจ๊สคลอดเบาๆ และที่โต๊ะมีแจกันใส่ดอกแคทรียาสีขาวอยู่ เจ้าตัววัยเกือบสี่สิบแล้ว แต่ตัดผมม้า ใส่เสื้อลายดอก กางเกงยีนส์เชยๆ แบบร้อยเก้าเก้าบาท พูดจาเนิบๆ ดูนิ่งและนิ่มนวลเหมือนตัวหนังสือ
แต่จริงแล้วตรงกันข้าม
มันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและน่ารำคาญใจ ในบ่ายวันหนึ่งที่มองไปยังห้องกระจกนั้น และพบว่าเธอนั่งอยู่ในท่าเก่าๆ ฉันจึงยื่นใบลาออก
การตกงานจากตำแหน่งบรรณาธิการของบริษัมทมหาชนที่ดูเหมือนว่าจะไปได้ดี ดูเป็นเรื่องไม่น่านัก แต่ฉันก็รู้ดีอยู่แล้วว่า บรรณาธิการเป็นแค่เก้าอี้ที่ดูเท่ บอกอที่จะประสบความสำเร็จจริงๆ นั้น คือ บอกอที่ได้ออกสื่อสัมภาษณ์ เป็นข่าว และดูเหมือนมีตัวตนอยู่ในวงการหนังสือ
ฉันไม่ได้เสียใจมากนักกับการวืดจากหน้าที่การงาน
แต่การวืดจากความรัก ในปีที่สิบนี่สิ...
“เธอไม่ได้รักฉันเลย”
“....” เงียบ ไม่มีเสียงตอบ
ความรักที่ดูเหมือนเป็นโลกทั้งใบหายวับไปเหมือนเป่าฟองสบู่ คำถามเล็กๆ เพียงแค่นั้นที่ใหญ่ยิ่งกว่าตึกเวิร์ลเทรดถล่ม ส่งผลกระทบต่อชีวิตยิ่งกว่าแผ่นดินไหว ฉันเชิดหน้าเข้าไว้ให้น้ำตาไหลย้อนเข้าไป กลืนน้ำมูกใสๆ ลงคอ คำถามเดียวเท่านั้น ฉันทิ้งสิบปีเดินจากมา ไม่เคยเห็นหน้าคนที่เห็นทุกวันมาสิบปีอีกเลย
สองเรื่องสำคัญของชีวิตหมดไป ฉันยังเหลืออะไรพยุงให้ยืนต่ออยู่หนอ
ย้อนหลังกลับไป ความราวร้านเรื่องหนึ่งในชีวิต
พ่อจากไป...
พ่อจากฉันไปเร็วเกินไป...
ทิ้งไว้ด้วยคราบเลือดและรอยน้ำตา ทั้งความอบอุ่นและหนาวเหน็บ ให้ทั้งอิสระและการปลดปล่อยจากพันธกิจ การตอบแทนคุณ และเรื่องราวหนี้สินทุกอย่าง มรดกและเงินประกัน ฉันได้อย่างครบถ้วนแบ่งปันในพี่น้องอย่างไม่เคืองขุ่น แต่ความคิดถึงในคนที่เรารักด้วยสายเลือดมาตั้งแต่เกิด ดั่งสายใยของวิญญาณนั้น เปรียบไม่ได้กับความคิดถึงในเงาของอดีตคนรักปีที่สิบเลย
มันเจ็บปวดกว่าร้อยพันเท่า
ไม่เคยมีวันใดที่ฉันไม่คิดถึง อาจจะแกล้งลืมไปในบางจังหวะของลมหายใจ แต่หลับตาลงเมื่อไร ภาพพ่อแจ่มชัดยิ่งกว่าหิ่งห้อยทั้งโลกรวมกันในแก้วใส
บทที่หนึ่ง
ออร่าปรากฏ
“วันนี้ผมขอพาเพื่อนไปด้วยสักคนนะครับ”
วันหนึ่งที่ฉันทำหน้าที่นัดหมายแหล่งข่าวเพื่อทำบทสัมภาษณ์รายงานในนิตยสารตามปกติ แหล่งข่าวของฉันวันนั้นเป็นลูกชายเจ้าของบริษัทนำเข้าสินค้าแบรนด์เนมชื่อดังบอก
ทำไมต้องพาคนอื่นมาด้วยให้เสียเวลานะ นักข่าววันๆ หนึ่งไม่ได้มีเวลาว่างมากมายอย่างที่คิดนะ
“ทำไมล่ะคะ เขาเป็นใคร จะให้มาช่วยให้สัมภาษณ์เหรอคะ” ฉันตอบไปกึ่งรับกึ่งสู้
“เปล่าครับ พอดีเป็นพาร์ทเนอร์ของบริษัทเรา พอดีเขาแวะมาเมืองไทย ผมเลยต้องพาไปเอนเตอร์เทน แต่นัดรับปากให้สัมภาษณ์คุณไว้แล้ว อย่างไรวันนี้อาจจะต้องรบกวนขอติดเขาไปด้วย”
“อืม ก็ได้ค่ะ เจอกันที่ไหนดี กี่โมงคะ”
“เอาเป็นว่าผมแวะไปรับคนดีกว่า คุณอยู่ที่ไหนครับ”
“ออฟฟิศอยู่ถนนพระอาทิตย์ค่ะ”
“โอเคครับได้เลย งั้นผมจะแวะไปรับ ไปถึงแล้วเดี๋ยวโทรหา”
“ค่ะ ๆ ได้ก็ได้ ขอบคุณ”
วันนั้นแหละวันง่ายๆ ของวันธรรมดาวันหนึ่ง การที่เราได้เจอคนใหม่ๆ ที่สำคัญเกินกว่าคนคุ้นเคยมาทั้งหมดของชีวิต เขาก้าวเข้ามาในชีวิตอย่างง่ายๆ ในชุดสูทดำทั้งตัว ไม่ใช่พระเอกของเรื่องในวันนั้น ไม่ใช่คนที่ฉันสัมภาษณ์แค่ติดสอยห้อยตามมา
“คุณทำงานอะไร”
“อ๊าว ไม่เห็นเหรอว่าเป็นนักข่าว”
“นี่เหรอ คุณสัมภาษณ์งาน”
“ใช่สิ แล้วคิดว่าทำอะไรล่ะ”
“ผมนึกว่านั่งเฟิล์ตกันซะอีก”
ฝรั่งที่พูดอังกฤษสำเนียงยุโรป กับฉันที่พูดฝรั่งสำเนียงไทย บทสนทนาที่เหมือนจะลื่นแต่มันน่าเคืองอยู่ไม่น้อย
“ใครกันนี่ที่คุณพามา”
“มาเฟียประเทศเช็กครับ”
“พูดเป็นเล่น แล้วเขามาทำอะไรที่นี่”
“เขาเป็นโปรโมเตอร์มวย มาเมืองไทยบ่อยฮะ ชอบดูมวย”
การที่ผู้ชายสักคนชอบดูมวยหรือมีอำนาจ ไม่ทำให้ผู้หญิงอย่างฉันตาโต ฉันเพียงแต่เห็นออร่าบางอย่างในตัวเขาที่สะท้อนเข้าตา และแอบผลักไสอย่างแนบเนียนว่านั่นแค่เงาของคนภูมิฐาน
มองกลับไป นึกย้อนกลับไปอย่างไม่เข้าใจเรื่องเล่าของตัวเอง เขาคนนี้เข้ามาอย่างแผนการณ์ที่พระเจ้าวางไว้ ฉันเป็นพุทธ ฉันเป็นพุทธเสมอ แต่ในกรณีไม่ใช่การจัดวางของกรรมเก่า ต้องมีมืออะไรที่มองไม่เห็นแน่ ๆ
ฤาเป็นพระหัตถ์ล่องหน
บทที่สอง
เจอกันครั้งที่สอง
ฝรั่งคนที่มีแสงออร่าเจอกันครั้งที่สองที่พุทธมณฑล ใช่ อ่านไม่ผิดหรอก ฉันอยู่ในที่ทางของฉัน เขาสองคนตามมาอย่างไม่ได้มีธุระปะปังต่อกันแต่อย่างใด
“คุณอยู่ที่ไหนเนี่ย ผมจะตามไป”
“จะตามมาทำไม” ฉันคิดในใจ แต่ปากตอบไปว่า..."ก็แล้วแต่ค่ะ แต่เรามาถ่ายภาพประกอบหนังสือนะ ไม่ได้มานั่งเล่น"
"ผมอยู่แค่สนามมวยอ้อมน้อยนี่เอง"
(จบตอนที่หนึ่ง)



คุณลี่จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป แบบกันเองค่ะ แบกเป้สนุก และประหยัด
คุณเจี๊ยบ นักเขียนตะลอนทัวร์อิตาลี่ จะพาคุณเที่ยวเนเธอร์แลนด์แบบเพื่อนอันอบอุ่น