Font Size

Screen

Profile

Layout

Direction

Menu Style

Cpanel

Menuscripts

เรื่องที่ไม่อยากเล่า (ก็กลับเล่า) เรื่องที่ควรเล่า (ก็กลับลืม) / เดินไปใต้ฟ้ายุโรป.... เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา

E-mail Print PDF

 

~For My Reader~
 

 

บทนำ 

เริ่มต้นเดินทาง ยากเสมอ

เขียนหนังสือ ยากที่ย่อหน้าแรก 



คุณเป็นนักอ่าน
คิดว่าตัวเองคือคนอยู่ข้่างหลัง
หากรู้ไม่ว่า คุณไม่ใช่คนหน้าตัวหนังสือ
แต่เป็นคนที่อยู่ในใจของคนเขียน
คือแรงบันดาลใจ
เป็นพลังให้อยากเล่า
และที่มาของตัวอักษร
ความจริงก็คือ...
คนอ่านคือ "คนรัก" ของคนเขียน

.... 

 

ประโยคเริ่มต้นง่ายๆ ของหนังสือท่องเที่ยวก็คือ "ชีวิตคือการเดินทาง" (คล้ายๆ กับเมื่อจะพูดเรื่องบ้านก็เริ่มต้นด้วยบ้านคือวิมานของเรา), อะไรมันจะง่ายอย่างนั้น  ใช่ ชีวิตคือการเดินทาง แต่การเขียนหนังสือก็น่าจะมีมากกว่าหนึ่งหนทาง...แต่ไม่ว่าจะยังไง ก็ถือได้ว่าฉันขึ้นต้นย่อหน้าแรกของหนังสือได้เรียบร้อยแล้ว

อะไรก็ตาม การเริ่มต้นนี่ล่ะยากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเดินทางก้าวแรก เขียนหนังสือย่อหน้าแรก มีแฟนคนแรก เข้าโรงเรียนครั้งแรก หรือแม้แต่โกหกครั้งแรก  เมื่อเริ่มต้นเขียนหนังสือย่อหน้าแรกได้แล้ว ฉันก็จะขอจบย่อหน้าที่สองด้วยการบอกว่า สาเหตุที่ฉันต้องเขียนหนังสือเดินทางเล่มนี้ก็เพราะว่าการเดินทางไม่ใช่ชีวิต,ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต, หากมันคือส่วนหนึ่งของชีวิต  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นส่วนสำคัญมากหรือสำคัญน้อย แต่มันก็มีเรื่องเล่าในแบบของมัน จากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดจบ มีองค์ประกอบครบให้เราอ้างอิงถึง เป็นต้นว่า วิธีการไป การจัดกระเป๋า การเลือกเพื่อนร่วมทาง หัวข้อที่จะคุยระหว่างเบื่อๆ วิวข้างนอกสวยแค่ไหน ซื้ออะไรไปฝากเพื่อน จะกินอย่างไร เข้าเมืองตาหลิ่วอย่างไร และเรื่องอะไรที่เรารับไม่ได้ระหว่างเดินทาง 

 

เราอาจเดินทางไปในรอยทางเดียวกันบนรองเท้าคนละคู่ สายตาคนละแบบ และคนละช่วงเวลา แต่ทว่า ความรู้สึกและความทรงจำเราอาจเหมือนกันก็ได้ นั่นไม่ใช่ปัญหา มาฟังฉันเล่าเถอะ ฉันจะเล่าในแบบของฉัน และเธอฟังในแบบของเธอ 


คุณอาจไม่อยากอ่านเล่มนี้ด้วยข้ออ้างได้มากมาย เช่นว่า คงไม่มีโอกาสเดินทางไปในเส้นทางสายเดียวกัน หรือว่าไม่รู้จักคนเล่าดีพอ ก็จริงนะ แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องไปที่เดียวกับฉัน เราไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน แต่สาเหตุที่คุณควรจะอ่าน ก็เหมือนกับที่มีผู้ชายคนหนึ่ง คุกเข่าขอร้องให้คุณแต่งงานด้วย ทั้งที่มันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต ควรจะคิดให้นานๆ  แต่หากไม่จำเป็นจริงๆ ณ วินาทีตรงหน้านั้น (พร้อมประกายของเพชร) คุณก็คงจะไม่ปฏิเสธเขาใช่ไหม

การที่ฉันขอให้คุณอ่านเรื่องนี้ก็เหมือนกัน .. โดยไม่จำเป็นต้องคุกเข่า แต่ฉันเขียนทั้งหมดด้วยหัวใจ จากทุกรอยเท้าที่ย่ำไปในยุโรป เวลาทุกนาที สมบัติพัสถาน และการคิดถึงบ้านเมื่อจากมาไกลๆ ทั้งหมดนี้เป็นเดิมพันวางไว้ตรงหน้า เพื่อให้คุณหันมามอง

 

รู้ไหม เรื่องอกหักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งในโลก คือ การที่นักเขียนอกหักจากคนอ่าน คือการที่คนอ่านหักอกคนเขียน

 

รู้ไหมว่า การยื่นมือรับแหวน อาจจะไม่ต่างจากการหยิบหนังสือเล่มหนึ่ง 

 

สัญญาหน้าร้านหนังสือที่ชั้นวางแผง ว่าถ้าฉันเขียน คุณจะอ่าน (ในวันที่คุณบ่นว่าหาหนังสือทีี่อยากอ่านไม่เจอ) คุณเคยสั่งการณ์ในสายลมให้ใครสักคนออกไปจากบ้าน แล้วกลับมาพร้อมกับเรื่องสนุกๆ ที่วางไว้บนชั้นหนังสือในร้านหนังสือใกล้บ้าน แล้วคุณบอกว่าถ้ามีใครทำแบบนั้น คุณเอามันกลับบ้านไปด้วย

... คือคุณใช่ไหมล่ะ!?

 

 

 

รู้ไหม เมื่อหมั้นหมายกับใคร  

เราควรจะแต่งงานกับคนๆ นั้น. 

 

 

 

 

 บทที่ สอง

หนังสือ คือ แหวนหมั้น

และฉันอยากแต่งงานกับคุณ 

 

 

อาจมีคนบอกรักด้วยหนังสือ

แต่มีใครขอแต่งงานด้วยหนังสือ?

 

 

เริ่มต้นย่อหน้าแรกของบทแรกว่ายากแล้ว การเริ่มต้นย่อหน้าแรกของบทที่สอง ก็ใช่ว่าจะง่าย การเริ่มต้นทุกสเต็ปไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นนำให้เราเข้ารกหรือเข้าพง แบบที่ฉันกำลังทำนี่แหละ

 

ก่อนที่จะพงให้มากกว่านี้ เรามาเข้าเรื่องกันก่อน (เป็นการเชื่อมประเด็นที่เชยเสียจริง) เรื่องที่ว่าก็คือว่า ระหว่างการเขียนหนังสือ การเดินทาง และความรัก คุณรู้ไหม มีอะไรที่เหมือนกัน

 

"อ่อนหวานเหมือนความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก"  นั่นคือสิ่งที่ทั้งสามอย่างเหมือนกัน การเขียนหนังสือคือความอ่อนหวานแบบความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก เพราะเมื่อความคิดเลื่อนไหล และพรั่งพรูออกมาเป็นตัวอักษร มันสวยงามเหมือนประกายความคิด เหมือนประกายของฝนดาวตกที่เป็นโมเมนต์แห่งความสุขที่น่าจดจำ

 

การเดินทาง อ่อนหวานเหมือนความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก เพราะ ณ จุดที่รอยเท้ากับหัวใจเราบรรจบกัน เราไม่เคยลืมภาพความทรงจำนั้นได้เลย 

 

ความรักอ่อนหวานเหมือนความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก  เพราะเมื่อใดที่ความรักหล่นจากหัวใจ เรารับรู้ได้ว่าโลกทั้งโลกสั่นกระเทือน วูบไหว และอ่อนหวานทั้งยามเจ็บและยามสุขจากความรัก

 

ทำไมเมื่อเดินทาง เราจึงต้องทั้งมีความรัก และต้องเขียนหนังสือ?

 

ฉันอยากให้คุณย้อนไปอ่านชื่อเรื่องของบทนี้ค่ะ 

 

 

 

หนังสือไม่ยืนยง

เส้นทางไม่ยาวนาน

ความรักอาจเปลี่ยนแปลง

ไม่มีอะไรถาวร

เมื่อทุกอย่างเป็นอนิจจัง

เราควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่ยั่งยืนให้ได้

ใช้ความเปลี่ยนแปลงให้เป็นประโยชน์

อยู่กับโมงยามนั้นก่อนจะสิ้นสูญ

รู้จักการซึมซาบ และดื่มด่ำให้เป็น

ก่อนจะดับหายไปตามกาลเวลา

 

 

 

บทที่สาม

บทคัดย่อ

 

 

 

ฉันอยู่ยุโรปมาแล้วห้าปี ฉันแต่งงานที่นี่ ประเทศที่ไปบ่อยคือ เช็ค ออสเตรีย เยอรมัน ฝรั่งเศส และบางเมืองในเบลเยี่ยมกับอิตาลี ฉันจะเล่าเรื่องพวกนี้ให้คุณฟังในแแบบเห็นภาพ ซึ่งหมายความว่า มีภาพเยอะๆ เต็มหน้า และมีคำบรรยายใต้ภาพ หมดยุคของการเล่าด้วยตัวหนังสือแล้วใช่ไหม เมื่อภาพหนึ่งภาพให้ความหมายมากกกว่าคำล้านคำ และเราเพราะมีกล้องดิจิตอล

 

พูดถึงประเทศเช็ค มันเป็นประเทศที่สวยงาม พูดถึงประเทศออสเตรีย มันเป็นประเทศที่สวยงาม พูดถึงประเทศเยอรมัน มันเป็นประเทศที่สวยงาม พูดถึงฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยี่ยม มันเป็นประเทศที่สวยงาม ใช่ อะไรๆ มันก็สวยงามทั้งนั้นแหละ แต่สวยงามแบบไหนล่ะ นี่แหละคือปัญหา

 

หน้าที่ของบทคัดย่อ คือ การสรุปที่มาของปัญหา และให้คำตอบแบบสั้น  คำตอบนั้นก็คือว่า เช็คสวยเพราะเป็นเมืองเก่าทั้งเมือง คลาสสิคแบบโรแมนติก แต่มีอารมณ์แบบซึ้งเศร้า, ออสเตรียสวยแบบธรรมชาติ ภูเขาตระหง่านตา และเมืองเก่าที่ซ่อนอยู่ในความเป็นเมืองใหญ่ที่เจริญ ท้าทายให้ค้นหาการผสมผสานอย่างลงตัวนั้น, เยอรมัน ก็คล้ายๆ กับออสเตรียนั่นแหละ จะแยกถูกได้ต้องอ่านในรายละเอียด และส่วนฮังการี ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม จะยังไม่กล่าวในเล่มนี้  

 

สิบห้าเมืองในสามประเทศ เยอรมัน เช็ค และออสเตรีย เป็นเมืองไฮไลต์ของทั้งสามประเทศที่จะเล่า  และนี่ล่ะคือปัญหา

 

ปัญหาเกิดขึ้นแก่บทคัดย่อ เพราะอ่านแล้วต้องอยากไปแน่ๆ  และต้องการแสวงหาวิธีการไปให้ได้ ซึ่งในบทสรุปสุดท้าย ฉันก็ได้ทำการวิจัย และพรรรณาหาคำตอบให้แล้วค่ะ  

 

 

 

 มากมายเรื่องเล่าที่เจอ

ร้อยเมืองในโลกที่ผ่าน

อาจมีบางอย่างที่ข้ามไปไม่ได้เล่า

ทั้งที่บางเรื่องก็อยากเล่า

ทั้งที่บางเรื่องที่ควรเล่า ก็กลับลืม

ไม่มีอะไรประมาณได้แน่นอน

เรื่องเล่าของเรา ณ เวลาต่างๆ 

เหตุการณ์เดียวกัน ให้เล่ากี่ครั้งก็ไม่ซ้ำแบบ

ดังนั้น เราจึงควรอยู่กับปัจจุบัน

และทำหน้าที่ตรงหน้าก็พอ

ฟังเท่าที่ได้ยิน

เขียนเท่าที่จินตนาการออก

ปัจจุบันเท่่านั้นเรามีอยู่ 

 

 

 

ภาพพระอาจารย์  ว. วชิรเมธี  ณ กรุงปราก ฉันถ่าย

หลังจากท่านสอนฉันว่า เขียนหนังสือไม่ต้องบิวด์

ไม่มีบิวล์อารมณ์ เขียนเลยทันที ณ อารมณ์นั้นๆ

เสร็จแล้วเสร็จเลย อย่าลังเล 

 

 

 

 

 

(347163


Last Updated on Tuesday, 23 February 2010 22:58

ตลาดนัด ในออสเตรีย

E-mail Print PDF

Austria's Most Popular Markets

Farmers’ market, flea market or potters’ market: markets are a feast for all senses, a celebration of colors, scents and voices.

Flea market in Vienna
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
VIENNA

Naschmarkt
The long esplanade covering the course of the Wien river already served as market place for dairy products as early as the 18th century. Naschmarkt, located between Kettenbrückengasse and Karlsplatz, is a premier open-air fruit and vegetable market that should be on everyone's itinerary. Naschmarkt is an ethnic melting pot full of vibrant life and exotic scents. With endless rows of stalls selling fruit, vegetables, seafood, spices, homemade pasta, pickles of all kinds, cheeses, breadsthis superb market can satisfy the most demanding culinary requirements. Interspersed are small bistros, as diverse and multi-cultural as the stalls and the market itself. From Asian to trendy, likeVienna’s hippest places to be Deli and do-an. 

Naschmarkt is open Monday to Friday from 6am to 6.30pm and Saturday from 6am to 5pm. Mornings are the best time to absorb the markets sights and flavors. The majority of the bars, bistros etc. is open until 10pm, some even later. 

Brunnenmarkt
As said before, Naschmarkt is a must for every visitor to Vienna. If you wish to explore the city off the tourist paths then Brunnenmarkt in Wien-Ottakring is a great place to experience multicultural Vienna. Brunnenmarkt, located between Thaliastrasse and Ottakringer Strasse, is best described as an oriental bazaar. A great number of vendors sell all varieties of goods to Vienna’s immigrant community – particularly its large Turkish population. The market dates back to 1786 when Emperor Joseph II. had consented to a marketplace around the fountain (“Brunnen”). In 1880 the fountain had to make way for a horse-drawn train, the market and the name remained though. Brunnenmarkt is one of Vienna’s last street markets which means that all stalls are taken down in the evening and put up again the next morning. A good time to visit is late in the afternoon when the vendors want to get rid of their goods. If you are hungry then you will find plenty of snack stands and inns selling all kinds of ethnic food. 
The market is open Friday 6am to 7.30pm and Saturday 6am to 5pm; the bistros are open Monday to Saturday from 6am to 10pm. 

Viktor-Adler-Markt
An especially authentic market in Wien Favoriten is the 125-year old Viktor-Adler-Markt offering a great variety of culinary delights including fruits and vegetables, selected wines, first-class oitake the time then there are plenty of things to see, explore and discover here.ls, all kinds of delis as well as local, Turkish, Greek and Indian specialties. Rows upon rows of stalls create veritable lanes and alleyways, and if you  In the summer this market is a pleasant place to stroll around as the stalls are protected from the sun by parasols and awnings. 
Opening hours: Monday to Friday, 6am to 7.30pm, Saturday 6am to 5pm and every fist Saturday per month from 6am to 6pm; inns and bistros are open Monday to Saturday 6am to 10pm. 


SALZBURG

Schrannenmarkt
Schrannenmarkt in Salzburg, opposite Schloss Mirabell, is Austria’s third largest street market besides Naschmarkt and Brunnenmarkt in Vienna. On sale are flowers, leatherwear, health foods andfoodstuffs in general including everything from eel to plums. The majority of the meat and dairy products are produced by the vendors themselves – which you can taste! There are also plenty of snack stalls selling everything from fried chicken to crullers.
Schrannenmarkt was first held in 1906; its name can has Italian roots: scranna means bench, “Schrannen” were stands for meat and bread, but also warehouses. Schrannenmarkt is open on Thursdays from 5am to 1pm. Is Thursday a bank holiday or the 24th or 31st of December, the market is held on Wednesday. 

Kapitelmarkt
Kapitelmarkt is located at the foot of Festung Hohensalzburg and a tourist draw not least thanks to its location. Situated between the Cathedral Arcades and the old St. Peter churchyard, this market sellssouvenirs of all kinds, gifts, and tasty tidbits. The Market is open 7am to 10pm from 1 February to 10 November. 

Hamburg Fish Market in Salzburg
Why go far when you can find all the great things here? Once a year Südtirolerplatz in front of the Salzburg train station provides the backdrop for a typical fish market from Hamburg. Lovers of sea food will find themselves amply catered for with salmon, scampi, rock lobster and other specialties which you can either eat at the market or prepare at home. There is also live music and entertainment at the market which takes place from the end of May to the beginning of July.


TIROL

Potters’ Market in Hall
The medieval town of Hall in Tirol will again stage Tirol’s largest Potters’ Market featuring pottery from Austria and its neighboring countries. Children can learn how a clump of clay is turned into a nice vase for mum and practice their newly acquired skills. Master potters will demonstrate step by step how their objects and artworks are being created. 
The Potters’ Market is held on 15 and 16 September 2007 at Oberer Stadtplatz in Hall. 

Flea Market in Innsbruck
From Tirol’s largest Potters’ Market to Tirol’s largest Flea Market. Where? In Innsbruck, of course! Every Saturday a multitude of vendors, browsers and buyers meet up at the beautiful Alter Hafen. In case of rain the Flea Market is held indoors. To ensure that the market retains its old-day swap meet charm no more than one fifth of the vendors may be commercial exhibitors. Sellers from Asia, Africa and Europe lend the market a colorful and international flair. 
The Flea Market is open every Saturday from 7am to 2pm and every first Sunday a month from 9am to 4pm. 


LINZ

Flea Market on the Linz Hauptplatz
Every Saturday Hauptplatz in Linz is turned into marketplace where all kinds of odds and ends are sold from one-armed dolls to glittering chandeliers. Between November and February the flea market is held in front of the Neues Rathaus. 
Linz Hauptplatz: 1 March to 9 November 
Neues Rathauses: 10 November to end of February
Every Saturday from 7am to 2pm. 


CARINTHIA

Ursulamarkt
Ursulamarkt has a 700-year old tradition. The market at the Klagenfurt Trade Fair area attracts some 330 vendors selling goods like pottery and wooden toys. For kids there is a petting zoo and there are stalls selling fried sausages, roast chestnuts, mulled wine and the like. 
Ursulamarkt is always held in October, around the feast day of St. Ursula on 21 October. 

Ceramics and Pottery Market in Villach
Another traditional market, although more because of its handicrafts then its age: since 1988 Villach has been playing host to the meanwhile quite famous Alpen-Adria Keramikmarkt . Every year some 80 potters from across Europe meet up here to present and sell their objects including home and garden items, decorative pottery, home accessories, ceramic pottery, decoration, assorted pottery, jewelry and much more. The market is complemented by an exhibition on international ceramics art. 
This year the Villach Keramikmarkt is held from Thursday, 24 May, to Saturday, 26 May 2007. 

St. Veiter Wiesenmarkt
St. Veiter Wiesenmarkt in Sankt Veit an der Glan is Carinthia’s largest traditional funfair. For almost 650 years now the event has been held every last Saturday in September. Wiesenmarkt traditionally starts with a colorful parade through town in which all culture and heritage clubs of Sankt Veit participate. After the “messengers” has read out the market rules the 10-day festival finally starts. The market has lost some of its traditional character as the amusement park and party marquees have grown in size. Wiesenmarkt nonetheless still features large agricultural shows, animal markets, flea markets and antiquity markets. The spectacle attracts some 500,000 visitors from Carinthia and neighboring Italy and Slovenia. 

GRAZ

Farmers’ Market at Kaiser-Josef-Platz
In Mediterranean-style Graz you always feel a little bit closer to the South. This feeling is especially strong on Kaiser-Josef Markt, a small and friendly farmers’ market where you can buy healthy and locally produced food such as meat, cheese, fruit and vegetables. Not to be missed is the culinary specialty of Styria: the highly esteemed “Kürbiskernöl” (pumpkinseed oil) which is made by pressing the roasted seeds of pumpkins. 
Open Monday to Saturday from 6am to 1pm. 

Farmer’s Market on Lendplatz
Local growers and producers come to the Farmers’ Market on Lendplatz to sell their fresh produce. In the summer a pleasant way of spending one’s afternoon is to sit in one of the shady beer gardens (e.g. at Gasthaus Lendplatzl) and watch the vibrant life and colorful goings-on of the market. Lendplatz has always been a popular meeting place for the Graz suburbanites who come for the market just as much as for the quaint inns. 
The market is open Monday to Saturday from 6am to 1pm. 

Grazer Fetzenmärkte
In Styria flea markets are called “Fetzenmarkt” (= rag market). It’s quite obvious where the name comes from but it would be wrong to believe that all you get is junk and old rags. Quite the contrary is true actually: old watches, china, small antiquities, lamps, antiquarian books and old picture postcards set collector’s hearts at flutter. Markets have been held here since 1749, the year Empress Maria Theresia granted the right to set them up, and meanwhile the largest flea markets have turned into veritable town fairs. And since neither browsing nor shopping are fun with an empty belly, breakfast is available form 5am. Later on food stalls open up selling roast pork, sausages, fried chicken and Kebab. Fetzenmärkte are always held at the Grazer Messe, Fröhlichgasse parking lot. 
• Mittfastenmarkt: Fri, 16 March, and Sat, 17 March, 5am to 6pm. 
• Portiunkulamarkt: Fri, 13 July, and Sat, 14 July, 5am to 6pm.
• Aegydimarkt: Fri, 31 August, and Sat, 1 September, 5am to 6pm.
• Andrämarkt: Fri, 30 November, and Sat, 1 December, 5am to 6pm.
 
ข้อมูลจาก http://www.austria.info/uk/practical-information/austria-s-most-popular-markets-1141124.html 
Last Updated on Monday, 22 February 2010 23:38

ไม่ฝืนธรรมชาติของตนเอง

E-mail Print PDF

ได้ยินบ่อยๆ ที่เขาบอกว่า "คนเข้าวัดนี่ล่ะน่ากลัว ตัวแสบเลย" ฉันพยายามคิดหาคำตอบกับสิ่งนี้ว่าทำไม เพราะหลายๆ ครั้ง  มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ สองสามวันก่อน ฉันได้คำตอบนั้นกับตัวเองคือ สาเหตุที่คนเข้าวัดน่ากลัว ไม่น่าไว้วางใจ เพราะเขาเข้าวัด ได้รับการถ่ายทอดหลักธรรม มีความเข้าใจอยากทำดี ประกาศตนว่าอยากทำดี แต่ความอยากและความสามารถนั้นคนละเรื่องกัน... เมื่ออยาก แต่ทำไม่ได้ หากได้พูดพร่ำออกไปแล้ว ทำไม่ได้ ทุกข์ โลภ โกรธ เข้าครอบงำแล้ว ก็เลว ก็ชั่วเหมือนคนอื่น เวลาดีมันก็ดีอยู่หรอก ดูอยู่ในศีลในธรรม แต่เวลารัก โลภ โกรธ หลง เข้าครอบงำ มันก็ชั่วเหมือนทุกคน
 
นี่แหละที่ทำให้คนไม่เข้าวัด ที่เลวๆ ชั่วๆ พูดเลวๆ ชั่วๆ แต่ก็ดูตรงกับความเป็นจริง คิดว่า คนเข้าวัดนี่มันอันตราย
 
มันอันตรายว่ามันคิดได้ พูดได้ แต่ทำไม่ได้นี่แหละ ... แต่ถ้ามองว่า อยากน้อยเขาก็คิด ก็พูด และก็ทำไม่ได้เหมือนเราๆ (ฮา) เป็นธรรมดา 
 
ก็ขอให้มองว่า คนเข้าวัดนี่ ไม่ใช่คนบรรลุ เพียงแต่เป็นคนธรรมดาที่อยากฝึกตนให้ดี แต่เขาก็ยังดีไม่พอ บางครั้งการพูดจาเหมือนมือถือสาก ปากถือศีล ก็เพราะว่ายังทำไม่ได้...​ก็ให้ถือว่าเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมสุข เหมือนๆ กันหมดในโลกนี้
 
....
 
ห้องสมุดวัดบวร 
 
ห้องสมุดมหามกุฎ 
 
 
 
พานักเขียนของสำนักพิมพ์ฉัน ไปออกทีวี เล่าเรื่องในหนังสือ
"พาท่องโลกทิพย์" โดย เกียรติ โสภณ
 
 
 
พิธีกร คือ พี่เมย์
 
ไปดูมวยที่เวทีมวยบ้านกลาง ปทุมธานี 
 
 
 
ช่วงนี้ ใกล้สิ้นปีแล้ว ฉันอยู่เมืองไทย มีกิจกรรมให้ทำตลอดทุกวัน กลับถึงบ้านดึกดื่นทุกวัน กิจกรรมนั้นก็หลากหลาย ทั้งกิจกรรมด้านการงาน ด้านเพื่อนฝูง ด้านความต้องการส่วนตัว รู้สึกว่าเวลาที่เราใช้นี่คุ้มค่าเหลือเกิน
 
กลับถึงบ้าน ก่อนนอน ก็อ่านหนังสือได้ดี เดือนนี้น่าจะอ่านเป็นร้อยเล่มแล้ว เดี๋ยวนี้อ่านหนังสือเร็ว คืนหนึ่งๆ อ่านได้จบหกเล่ม อ่านได้จบสิบเล่มก็มี เพราะว่าเดี๋ยวนี้อ่านแบบจับประเด็น ไม่อ่านทุกคำ แต่อ่านประเด็นที่เราสนใจ สแกนอ่านทุกหน้าจนครบ ก็ถือว่าได้ความรู้ ได้ความบันเทิง ได้สนองความอยากรู้
 
แล้วความรู้ มันก็ประมวลในหัว กลายเป็นแนวคิดบางอย่างที่เกิดขึ้นกับการใช้ชีวิต
 
สิ่งที่ฉันอ่านช่วงนี้คือ ประวัติสังฆราชกรุงรัตนโกสินทร์ บันทึกพงศาวดาร จดหมายสมเด็จของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ วรรณกรรมเก่าของสุนทรภู่ หนังสือของหลวงวิจิตรวาทการ ปิ่น มุทุกันต์ ความรู้เรื่องพุทธมหายาน ศาลเจ้าจีน เทพเจ้าจีน ศิลปะจีนยุคต่างๆ วัฒนธรรมแบบเซน ฯลฯ อ่านได้เยอะมากช่วงนี้
 
แล้วก็เข้าห้องสมุดวัดบวรเกือบทุกวัน ๆ ละ สองสามชั่วโมง ก็ได้รู้สึกเสียดายว่า ทุกวันนี้คนเรา พากันสร้างอุโบสถ ซึ่งมันก็ดีอยู่หรอกในคอนเซ็ปต์ของการสร้างอุโบสถ แต่มันเยอะเกินไป หลายๆ อุโบสถเป็นแต่เพียงอุโบสถอันว่างเปล่า ไม่มีคนปฏิบัติ เป็นอุโบสถที่พูดไม่ได้ ให้ความรู้ ให้สติปัญญาไม่ได้
 
แต่พอได้ไปเห็นห้องสมุดของวัดต่างๆ เล็กเหลือเกิน คับแคบ และหนังสือเก่า ไม่มีพื้นที่เก็บ ทิ้งระเกะระกะ เอาหนังสือใหม่ที่บางเล่มก็แย่ ไม่มีประโยชน์เข้ามาแทน ทุกวันนี้เห็นผ้าป่าห้องสมุดวัด ไม่มี ... แล้วอย่างนี้ เยาวชน หรือคน จะไปเอาปัญญา เอาความรู้ด้วยตัวเองจากที่ไหน ต้องรอให้พระเทศน์ ต้องรอให้คนอื่นบอกสิ่งที่เขาต้องการบอก ไอ้ความสนใจของตัวเอง การค้นคว้า คิดเอง ตอบเอง ของเรา มันจะไม่มี ถ้าไม่รู้จักค้นคว้าหาคำตอบเอง มันหาไม่ได้
 
ไม่ได้จะบ่นหรอกนะ แค่อยากจารึกแนวคิดนี้ไว้ในกูเกิ้ล เผื่อจะเจอคนที่คิดเหมือนกัน แล้ววันหลังได้ช่วยหารือกันบ้าง 
 
.....
 
ได้บอกเอาไว้ว่า ช่วงนี้จากการอ่าน ก็ได้สังเคราะห์ค้นพบการใช้ชีวิตแบบใหม่
 
ก็อยากจะประกาศ เล่าไว้ ณ ที่นี้ เพราะดีใจว่า เดี๋ยวนี้เวบฉันมีคนเข้าวันละหลายร้อยคน ถ้าเอาสิ่งที่มีประโยชน์กับการใช้ชีวิต และความคิด มาเล่าสู่กันฟังบ้าง ก็อาจจะดีนะ เพราะว่าเรามีคนคอยอ่าน คอยฟังเรา โดยที่เราไม่ต้องไปตะโกนที่ไหน ...
 
ก็ดีใจที่ได้มีช่องเล่า ช่องแสดงออกของตัวเอง หลังจากเขียนคนเดียว อ่านคนเดียวมาตั้งหลายปี วันหนึ่ง สิ่งเล็กๆ ที่เราสร้างทีละขั้นๆ มันก็กลายเป็นกลุ่มก้อนที่จับต้องได้ เราไม่ต้องไปง้อใคร เพราะเรามีพื้นที่ของเราเอง
 
ก็อยากจะบอกว่า ได้ค้นพบว่า
 
การใช้ชีวิตของคนเรา... "จงอย่าฝืนธรรมชาติของตัวเอง"
 
ไม่ฝืนธรรมชาติของตัวเอง ตัวเราเป็นคนอย่างไร พยายามอย่าฝืน อยู่กับมัน ยอมรับมัน แม้มันจะดี จะชั่ว ก็อย่าปฏิเสธ
 
เพราะว่าคนเรามีพลังสองอย่างในตัว ทั้งบวกและลบ มีบวกอยู่ในบางด้าน มีลบอยู่ในบางด้าน มันเป็นสมดุลในกันและกัน ไม่มีใครดีไปทุกด้าน และชั่วไปทุกด้าน
 
ด้านบวก เมื่อไหร่แสดงผล เราก็โอเค อยู่ได้ มีความสุข ไม่มีแรงต้าน เราพอใจที่ด้านบวกของเราแสดงตัวออกมา
 
แต่เมื่อไหร่ ด้านลบของเราแสดงผล ถามว่าเราฝืนได้ไหม เราฝืนไม่ได้ เพราะคล้ายๆ มันมีพลังบางอย่างที่ต้องแสดงตัวออกมา เมื่อได้แสดงตัวออกมา ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง มันก็จะหมดลง แล้วด้านบวกของเราก็จะแสดงผลเข้ามาแทน
 
สลับกันไปอย่างนี้ เหมือนกลางวันกับกลางคืน มันต้องมีช่วงเวลาผลัดกันแสดงตัว ผลัดกันพักผ่อน เป็นวัฏจักร
 
การที่เราจะฝืนให้พระอาทิตย์ขึ้นตลอดเวลา เหมือนกับพยายามอยู่และยอมรับแต่พลังบวกของตัวเอง เหมือนเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติ เมื่อไหร่ที่พระอาทิตย์ขึ้นตลอดเวลา เราไม่ได้พักผ่อนนอนหลับ ได้ทำสิ่งต่างๆ มากมาย ก็จริงอยู่ แต่ร่างกายและจิตใจ ย่อมเสื่อทรามลงในระยะเวลาอันสั้น เพราะขาดความสมดุล
 
พลังดี พลังชั่ว ขั้วบวก ขั้วลบ ในตัวเราก็เหมือนกัน
 
.... 
 
คำว่าทุกข์ในใจก็คือ คล้ายๆ กับว่าพลังด้านลบในใจเรามันต้องการแสดงตัว เพื่อให้ด้านบวกของเราได้พักผ่อน ปัญหาคือในช่วงที่ด้านลบเราแสดง ความอยากดีของเรา เราก็พยายามฝืน ควบคุมเขา ปรับเปลี่ยนเขา อาจเรียกได้ว่าฝืนธรรมชาติ ฝืนตัวเองนั้นแหละ จนมันกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า แรงต้าน ความขัดแย้ง การต่อสู้ด้านใน ฯลฯ นี่แหละที่ทำให้เราทุกข์ สับสน เหนื่อยกับการควบคุมตัวเองตลอดเวลา
 
บางคนจะถามว่า อ๊าว แล้วถ้าเราไม่ควบคุมเวลาพลังลบ ส่วนชั่วในตัวเราแสดงออก อย่างนี้เราก็ทำชั่วได้มากมายหลายประการสิ ถ้าเราไม่ "ข่มใจ"​  ไปตามใจเวลาใจมีรัก โลภ โกรธ หลง ฯลฯ อย่างนี้เราชั่วตายเลย
 
ตอบว่าเมื่อมีรัก โลภ โกรธ หลง ด้านลบที่อาจส่งผลให้คุณทำสิ่งชั่ว เรียกง่ายๆ ยกเกณฑ์เรื่องศีลห้ามาเป็นพื้นว่า ทำให้คุณทำชั่วละเมิดศีลห้า อันนี้... คุณต้องข่มใจสู้กับความชั่ว เป็น "การข่มการกระทำ"​ ไม่ให้เกิดการกระทำขึ้น จนถึงขั้นเรียกว่าทำชั่วได้สำเร็จ แต่คุณฝืนความคิดคุณไม่ได้หรอก เมื่อคุณคิดชั่ว ทำรัก โลภ โกรธ หลง เมื่อคุณคิดฝืนตรงนี้... ภายในคุณจะขัดแย้ง ฝืนธรรมชาติ คุณจะเหนื่อย ผิดหวังในตัวเอง แล้วก็จะกลายเป็นทุกข์ เป็นความล้าสะสม สุดท้ายก็ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ผิดหวังกับตัวเอง กลายเป็นเห็นตัวเองเลว เห็นแค่ความเลวของตัวเอง 
 
ดังนั้น เมื่อคิดชั่ว จงตามความคิดนั้น ไม่ต้องดับ ไม่ต้องกำจัด แต่ให้ "ตามรู้"​ และ "ตะหนัก" ว่า อ๋อ ตอนนี้เรากำลังคิดชั่วนะ เรากำลังรักนะ เรากำลังโลภนะ เรากำลังโกรธนะ เรากำลังเกลียดนะ ฯลฯ
 
เมื่อเรารู้ ก็คือเรามีสติ ตามมันทัน เรารู้จิตของเราแล้วว่ามันอยากจะชั่ว มันคิดชั่ว เราฝืนไม่ได้ แต่เรารู้ตัวเราได้
 
"ความรู้" นี่แหละที่จะทำงาน ทำให้เราควบคุมการกระทำของเราได้  เพราะแทนที่จะ "ทำ" ความชั่วตามจิตคิด มันจะเปลี่ยนมาเป็นทำหน้าที่ "รู้" ว่าจิตคิดชั่ว
 
ถามว่าทำไม มันทำหน้าที่รู้ แล้วมันไม่ทำชั่ว ก็เพราะว่า "มันมีสติกำกับอยู่ด้วยความรู้ตัว" ...นั่นไง
 
ถ้าเราไม่มีสติกำกับรู้ เราจะทำชั่วโดยไม่รู้ตัว เรียกว่าทำชั่วเพราะไม่มีสตินั่นเอง เช่นฆ่าเขาเพราะบันดาลโทสะเหมือนฝีเข้าสิง โกหกเพราะคิดอยากโกหกแล้วไม่ทันรู้ตัว ด่าคนอื่นโดยที่ไม่ทันรู้ตัว แต่พ่นคำด่าออกไปแล้วเป็นชุดๆ
 
นี่แหละค่ะถึงได้บอกว่าเวลาคิดชั่ว เวลาจิตเราอยากเป็นคนชั่ว ไม่ต้องไปฝืนธรรมชาติหรอก  แล้วก็ไม่ต้องไปพยายามดับมันด้วย อย่าเหนื่อยในการพยายามเป็นคนคิดดีให้มันเหนื่อย เวลาคิดชั่วก็ให้ยอมรับมันว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องไปฝืน รอให้มันหมดอำนาจเอง
 
หน้าที่เรา "ตามรู้" เพื่ือมีสติกำกับ ไม่ให้พลังชั่วกลายเป็นการทำชั่ว ก็พอแล้ว
 
เราก็จะไม่เหนื่อยกับการฝืนใจตัวเอง ไม่ต้องผิดหวังในตัวเองว่า ทำไมเรามันคิดชั่วอย่างนี้ฟระ ฯลฯ จงรู้เถิดว่า จิตที่คิดชั่ว เป็นเรื่องปกติ เพราะมีเหตุ สิ่งแวดล้อม มาให้เขาคิดชั่ว ฯลฯ (วิธีแก้จิตไม่ให้คิดชั่ว ก็เช่น ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีกัลยาณมิตร ฝึกจิต ฝึกสมาธิ จัดชีวิตของเราให้มีปัญหามากระทบน้อยที่สุด) แต่เมื่ออำนาจคิดชั่ว ไม่มีโอกาสแสดงตัวเป็นการกระทำ เขาก็จะหมดพลังไปเอง... 
 
... 
 
การต่อสู้กับความชั่วในใจเรานี่ เป็นงานภายในที่หนัก และเราต้องกระทำทุกๆ เวลา อาจจะทุกขณะจิตก็เป็นได้ เพราะจิตคิดชั่วได้ตลอดเวลา หากเราพยายามดับความคิดชั่ว แสดงว่าเรามีงานหนักให้ทำในจิตตลอด จนเกิดเป็นความเครียดสะสม แต่ถ้าเราเปลี่ยนจากการฝืนความคิดชั่ว มาเป็นการตามรู้ความคิดชั่ว เหมือนเงาที่วิ่งตามวัตถุ อย่างนี้เราไม่เหนื่อย เพราะหน้าที่เราแค่ตามรู้ เมื่อตามรู้ ตามดู เราก็จะเข้าใจมัน เมื่อความเข้าใจเกิดขึ้น เราก็จะไม่ทุกข์
 
บางครั้งก็เรียกได้ว่า เราเข้าใจตัวเอง
 
.....
 
 
หลักการนี้ ฉันเอามาประยุกต์ใช้กับการทำงาน แล้วก็รู้สึกว่าเบาขึ้นเยอะเลย และทำงานได้ดีขึ้น นั่นคือฉันเอามาใช้ในการเขียนหนังสือ
 
ทุกวันนี้ ฉันรู้สึกว่า ถ้าได้เขียนบลอก ซึ่งเป็นการเขียนตามใจอยากจะเขียน จะมีความสุข แต่เมื่อไหร่ เขียนหนังสือจริงๆ นี่จะทุกข์มาก ไม่ลื่นไหล เพราะมีโจทย์ มีความกลัว มีความตั้งใจเกินไป มีความอยากได้ อยากดี อยู่เยอะ จนเขียนไม่ออก เขียนไม่เป็นธรรมชาติ
 
แต่เมื่อฉันยอมรับพลังชั่วในตัวเอง คือว่า มีบทความบางอย่างที่ฉันอยากจะเขียน แต่ไม่เขียนสักที นั่งลงเขียนแล้วมันเขียนไม่ได้ เขียนไม่ออกเหมือนใจคิด เขียนไม่ไปตามเวลากำหนดที่ต้องการ ก็จะไม่ฝืน
 
ทิ้งเลย...
 
เหมือนกับว่า แสดงว่าธรรมชาติลึกๆ ของเรา มันไม่พร้อมจะเขียน เรามีความอยาก...​แต่เรายังทำไม่ได้ ...​ เพราะว่าถ้าทำได้ มันต้องอยากทำ และทำออก สำเร็จไปแล้ว
 
ดังนั้น เราจะไม่อยู่ ไม่จี้ กับสิ่งที่เราทำไม่ได้ ...  แต่เราจะอยู่กับสิ่งที่พลังเราแสดงตัวออกมา นั่นคือ สิ่งที่จิตเราอยากทำ แล้วมันขยัน มันอยากทำ ก็อย่าไปฝืน ต้องรีบทำเลย ต้องรีบขยันกับเขาเลย อย่าไปปฏิเสธ กอบโกยความต้องการที่ดีนั้นให้เต็มที่ ถ้าเราไปยึกยักแล้ว มันหมดเวลาเลย
 
ก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ ช่วงนี้เลยได้มีความสุขกับสิ่งที่อยากทำ อยากอ่านก็อ่าน ก็ได้มีความสุขกับการอ่าน เพราะได้ทำสิ่งที่ต้องการ อยากเที่ยวศาลเจ้าจีน ก็เที่ยว ไม่ต้องไปงงตัวเองว่าจู่ๆ ทำไมลุกขึ้นมาอยากเที่ยว จิตลึกๆ ของเรา มันคงมีของเก่าอะไรสะสมอยู่ มันถึงได้กลายเป็นความอยากอันมากขึ้นมา อยากไปห้องสมุดช่วงนี้ก็ไป เพราะอนาคตเวลาที่ควรจะไป อาจจะไม่อยากไปแล้วก็ได้
 
แต่ทั้งนี้ก็ต้องเข้าใจว่า หลักการนี้ไม่ใช่เรื่องเอาแต่ใจ หรือตามแต่ใจตัวเองนะ
 
....
 
หวังว่า บางท่านที่สนใจ จะได้ลองเอาไปหลักนี้ใช้ดูกันบ้าง แล้วได้ผลอย่างไร ก็วานเล่าสู่กันฟัง ... ขอบคุณค่ะ 
 
 
 Rin's Secret Box :)
 
วิธีทำเมื่อจิตคิดชั่ว
 
- คิดชั่ว
- รู้ว่าจิตคิดชั่ว
- ตามดูว่าจิตคิดชั่ว
- ตามดูต่อไป
- เมื่อความคิดชั่ว นำไปสู่การอยากทำชั่ว ก็รู้ว่าอยากทำชั่ว
- รู้ว่าอยากทำชั่ว
- รู้ว่าอยากทำชั่ว
- รู้ว่าอยากทำชั่ว
- ยังรู้อยู่ว่าอยากทำชั่ว
- ตามดูให้ตลอด ว่าเราอยากทำชั่ว
- ตามดู ไม่ลืมตัว รู้ตัวตลอด มีสติกำกับให้ตลอด ว่าสิ่งที่เราอยากทำมันชั่ว 
- รู้ว่าสิ่งที่เราอยากทำ มันชั่ว
- จิตเลิกคิดชั่ว
- รู้ว่าจิตเลิกคิดชั่ว 
- รู้ว่าจิตคิดดี
- รู้ตัวทุกขณะจิต 
- คิดชั่วก็รู้ คิดดีก็รู้
 
 
บทความโดย เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา
๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ 
(273188) 
Last Updated on Saturday, 28 November 2009 19:18

ไม่ต้องแก้ แค่...

E-mail Print PDF
User Rating: / 1
PoorBest 
 

ภาพฟ้าวันหนึ่ง เมื่อเดือนก่อน ที่เช็ก
ลำแสงเหมือนส่องมาจากสวรรค์​ แปลกตาดี เลยเอามือถือถ่ายไว้ 
(เผื่อคุณอยากจะรู้) 

 
.... 
 
มีคนโยนศพเข้ามาในบ้านเรา
 
เรานอนเหม็น หงุดหงิด เราบ้า เหม็น คลุ้มคลั่ง
 
วิ่งไปรอบๆ หาที่ซุกหัว
 
เราหาคนมาช่วย
 
คนแรกบอกเรา ถามว่าใครเป็นคนโยน
 
คนที่สอง ช่วยคิดว่า เขาโยนมาได้ยังไง
 
คนที่สาม แนะว่าให้เก็บศพไว้ที่ไหน ถึงเหม็นน่้อยที่สุด
 
...
 
ฉันทำตามไปทีละอย่าง
 
หาชื่อคนที่โยนศพเข้ามาในบ้าน ทำให้บ้านเหม็นเน่า
 
ฉันพบว่า เป็นใครคนหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้บ้านเหม็นเน่าศพน้อยลง
 
 
ต่อมา จึงหาสาเหตุที่ทำให้เขาโยนศพนั้นเข้ามาได้
 
พบว่า เพราะหน้าต่างบ้านเปิดอ้าซ่า แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ศพลดกลิ่นลง
 
มันยังคงเหม็นอบอวลอยู่ในบ้านเต็มที่
 
  
คนที่สามบอกให้หามศพไปไว้ที่ห้องน้ำ ปิดล็อคประตู
 
แต่กลิ่น ไม่ใช่เพียงภาพ ประตูปิดไม่หมด มันลอดออกมาตามช่อง
 
จมูกฉันเหม็นเหลือเกิน
 
...
 
หยุดเชื่อ หยุดฟัง
แล้วหาวิธีแก้ไขด้วยตัวเอง
ฉันพบว่า
ทำไม ไม่โยนศพออกไปข้างนอก
 โยนมันออกไป
ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใคร วิธีไหน วางไว้อย่างไร
แค่โยนออกไป
 
 
หากใครคนหนึ่งโยนสิ่งเน่าๆ เข้ามาให้คุณ
ไม่ต้องจัดการกับสิ่งเน่าๆ นั้น
แค่โยนมันออกไปจากชีวิต
ไม่มีอะไรทำคุณได้
แค่เดี๋ยวเดียว ก็แก้ไขได้
แค่โยนมันไปออกไป...
 
 
 
(260154
 
Last Updated on Saturday, 07 November 2009 19:37

ชีวิตนี้ยากนัก หากไม่รู้จักปล่อยวาง

E-mail Print PDF

 

ภาพที่วาด ตอนอยู่วัด 

 

ตั้งแต่ออกกรรมฐานมา ฉันก็เหมือนใช้ชีวิตแบบนั่งดูจิตตัวเอง มีเรื่องมาทดสอบ มีเรื่องให้ดูตลอด เรียกว่าได้เจอของจริง

เลยนั่งดูชีวิตจนเหนื่อย เพราะเอาจิตไปเล่นกับมันด้วย เพราะไปรู้สึกรู้สากับมันด้วย

เพราะคิดว่าชีวิตนี้เป็นของเรา เราเลยไปรู้สึกกับสิ่งที่มากระทบชีวิตเรา

เราคิดว่าสิ่งที่มากระทบเรา คือ สิ่งที่เราต้องรับรู้ ต้องจัดการ

ความจริงแล้ว ไม่เป็นเช่นนั้นเลย

....

บางเรื่องเกิดขึ้นรอบๆ เรา

บางอย่างเกิดขึ้นกับตัวเรา

เราก็รับเอามาใส่ใจทั้งหมด 

...

แต่จริงๆ แล้ว "ตัวเรา" นั้นไม่มี

เมื่อ "ตัวเรา"​ ไม่มี

สิ่งอะไรก็มากระทบไม่ได้

...

มนุษย์เราถ้ารู้สึกรู้สากับทุกๆ เรื่องที่มากระทบ

ยากที่จะใช้ชีวิตได้อยู่ถึงลมหายใจสุดท้ายของอายุขัย 

.... 

และขอให้เราใช้ชีวิตอันน้อยนิดของเรา

อย่าไปเป็น "สิ่งกระทบ"​ สัมผัสอันเจ็บปวดของใครเลย

แม้ว่าเขาจะเป็น "สิ่งกระทบ" อันเจ็บปวดของเรา 

เพราะเรารู้รสชาติเป็นอย่างดีว่า เมื่อร้อน หนาว เจ็บปวด ร้าวราน ฯลฯ มากระทบเรานั้น 

มันยากแค่ไหนสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง

.... 

เราจึงไม่ต้องการสร้างเวรสร้างกรรมกับใคร

และสำหรับใครที่สร้างเวรสร้างกรรมกับเรา

ขอให้เขา จงเป็นสุข ๆ เถิด 

 

 

ยิ่งเราเจ็บปวดจากสิ่งที่คนอื่นทำกับเรามากเท่าไหร่

เรายิ่งไม่อยากเป็นผู้กระทำสิ่งนั้น

เพราะเรารู้รสชาติของความไม่ยุติธรรม

เราจึงต้องสร้างความยุติธรรมด้วยตัวเอง

เราไม่ใช่ผู้ดีเด่น

เป็นเพียงผู้ยากเย็น... ที่กว่าจะผ่านพ้นความร้อนหนาวของชีวิต

เจ็บ... จนเกือบมีเพียงร่างไร้หัวใจ 

....

มนุษย์ ตราบที่เกิดมา ต้องเจ็บปวด 

 

 

 

Last Updated on Friday, 28 August 2009 00:41

ธรรมชาติของความเหงา และทางออก

E-mail Print PDF
User Rating: / 1
PoorBest 

 

หนังสือธรรมะที่เพิ่งออกใหม่ ที่ฉันเป็น บรรณาธิการ

ขอแนะนำให้อ่านจริงๆ นะ แล้วจะเข้าใจว่า เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร แล้วบางทีจะไม่เหงาอีกต่อไปก็ได้

recommented!!! 

 

(บทความโดย เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา)

................  

เคยมีบางครั้ง หรือบ่อยครั้ง ที่เราไม่รู้จะบอกเกี่ยวกับชีวิตช่วงนี้ของเรายังไง เพราะมันก็เป็นแบบเดิมๆ ... อาจจะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ประจำวันบ้าง แต่หลักใหญ่ๆ แล้วก็เหมือนเดิม แม้ว่ามันจะดีเหมือนเดิม หรือเลวเหมือนเดิม มันก็คือเหมือนเดิม ไม่ได้ดีขึ้น ไม่ได้เลวลง ถามว่านี่คือความสุขแบบหนึ่งใช่ไหม คำตอบอาจคือใช่ และอาจจะหมายถึง "ไม่" ก็ได้เหมือนกัน

ช่างใกล้เคียงกับคำว่า "เบื่อ" "เซ็ง" , คือ มันไม่ได้ก็มากมายเซ็งอะไรอย่างนั้น แต่ก็ใช้คำว่า "ใกล่้เคียง"​ได้อย่างไม่่น่าเกลืิยด 

เอาน่า เรากำลังจะพูดถึงความเหงากันอีกแล้ว

หลายๆ คนที่เข้ามาอ่านบลอกฉัน มักอ่านเวลาเหงา เบื่อ หรือหนีจากงาน หนีเจ้านาย,  คุณ... เข้ามาแว่บอ่านเล่นๆ เพลินๆ ไปอีกวันหนึ่ง ไม่ต้องหาสาระอะไรมาก

สรุปว่าคนอ่านก็อ่านเพราะเบื่อ คนเขียนก็เขียนเพราะเบื่อ เมื่อเบื่อกับเบื่อมาเจอกัน ก็เหมือนกับคณิตศาสตร์ตอนม. ๔ ที่ว่า เซ็ทว่าง เมื่อเจอกัน เซ็ทว่าง เท่ากับหนึ่ง (เป็นไปได้ซะนี่) ความเบื่อก็เช่นกัน เบื่อเจอเบื่อ กลายเป็นหายเบื่อได้นิดหน่อย เพราะเบื่อได้มีเบื่อเป็นเพื่อน เลยหายเบื่อขึ้น แม้จะมีเพื่อนเป็นเบื่อก็ตาม

เอาล่ะค่ะ เราจะไม่พูดถึงเบื่อเฉยๆ นี่คือบลอกของคนที่เรียนพุทธศาสตร์ ดิฉันกำลังเอาความรู้วิชาการที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาหกปี จากพระอาจารย์ราวสามสิบรูป มาสรุปให้คุณฟัง ถูกไม่ถูก ตัวใครตัวมันค่ะ (ฉันไม่ใช่ผู้รู้ เป็นแค่ผู้พยายามรู้)

ความเบื่อ เป็นอารมณ์ของจิตดวงหนึ่ง คือ จิตของเรามีหลายดวงจิต ประมาณเจ็ดสิบสองดวงจิต (พระอาจารย์ที่เข้ามาอ่าน ช่วยแก้ให้ด้วย ถ้าผิด), มันผลัดกันทำงานทีละดวงจิต ดวงจิตแต่ละดวง ก็เป็นแต่ละอารมณ์ ... บางครั้งจิตเสวยอารมณ์โกรธ ก็โกรธ,​บางครั้ง เสวยอารมณ์เซ็ง มันก็เซ็ง, และแน่นอน เสวยอารมณ์เบิกบาน มันก็เบิกบาน...

ถามว่า ทำไมดวงจิตเซ็ง เบื่อ เหงา ถึงทำงาน ...​ก็เพราะว่า ธรรมชาติของจิต มันอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลง อยู่เสมอ มันทนอยู่ไม่ได้ (คือทุกข์) เมื่อเจออะไรแบบเดิมๆ แม้ว่าจะดี จะร้าย มันก็อยากจะเปลี่ยนแปลง (เป็นสภาพธรรมชาติ นิรันดร์ของทุกสิ่ง) มันก็ดิ้นรนอยากให้เปลี่ยนแปลง ทีนี้เราก็ถูกความอยากเปลี่ยนแปลงนั้นเข้าครอบงำ

เราเข้าใจจุดเริ่มต้นแล้ว ทีนี้ถามว่า เราจะจัดการอย่างไร กับการอยากเปลี่ยนแปลง ในเมื่อเราก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไร อย่างไง และอยากรู้ว่าทำแค่ไหน เมื่อไหร่ จะหายเบื่อ

ขอให้อธิบายอย่างนี้

จิตทุกดวง มันทำหน้าที่ของมัน โดยธรรมชาติของมัน มันเองก็อยากเปลี่ยนแปลงเช่นกัน มันก็ไม่ทนอยู่นานๆ ตลอดไปหรอก ดังนั้น ไอ้จิตของความเหงาเอง มันก็จะเปลี่ยนแปลงไปไม่เหงาในที่สุดเหมือนกัน ตามระยะเวลา ตามธรรมชาติ ตามวงล้อเวลาของมัน (ความเปลี่ยนแปลงคือทุกสิ่ง ตัวเหงามันเป็นความเปลี่ยนแปลง แต่มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงเช่นกัน)

ดังนั้น สิ่งสำคัญ คือ ถ้าเราไม่อยากดิ้นรนอะไรมาก ก็รอคอยปล่อยความเหงา ดวงจิตเหงาๆ ให้่มันหมดสภาพ เปลี่ยนแปลง สิ้นสุดลงไปด้วยตัวมันเองในที่สุด (ที่เขาว่าเวลาจะคอยเยียวยา)

เพราะบางครั้ง ถ้าเราลุกขึ้นมาปฏิวัติความเหงา มันจะได้อย่างอื่นเข้ามาแทนที่ เช่น ล้างผลาญเงินไปกับชอปปิ้ง หรือเสียเงินแต่งบ้านกับของสะสมตลอดเวลา (พอหายเหงาแล้ว ก็ว้า เราไม่น่าเลย ไม่ได้อยากได้จริงๆ ซะหน่อย แค่ซื้อเพราะเหงา) แต่ถ้าเราเข้าใจว่าความเหงา มันก็มีอายุขัยของมันเช่นกัน เมื่อมัน "เกิด" มัน "ตั้งอยู่" มันก็ "ดับ" ไปได้ ... อย่ากลัวความเหงา ให้กลัวว่าเราจะจัดการกับความเหงายังไง เพราะเหงาในที่สุดของจะหมดไปแน่ แต่ช่วงเหงานี่สิ... มันอาจทำให้ชีวิตเราบรรลัยได้เลยนะ

 

ปกด้านหลัง 

ดังนั้น สำคัญว่า ช่วงเหงา ขอให้เรามี "สติ" อยู่กับความเหงาให้เป็น เมื่อความเหงาหยุดลง เราก็โอเค ไม่เสียดุลย์ให้กับความเหงามากมายนัก

เพราะฉะนั้น ช่วงที่เหงา ก็จะมีวิธีจัดการ พยายามทำให้เหงาหายไปเร็วที่สุด โดยตัดอารมณ์ที่จะเสวยดวงจิตเหงาๆ นั้น เช่น เบี่ยงเบนความสนใจ ไปหากิจกรรมใหม่ๆ ทำ ถ้ามันเวิร์คมากพอ ก็จะเปลี่ยนความเหงาได้

แต่ส่วนใหญ่จะไม่พอใช่ม๊า... เพราะว่าเหงาอยู่แล้ว เพราะไม่รู้จะทำอะไร ชีวิตก็มีข้อจำกัดเหลือเกินที่จะแก้ไขความเหงา

งั้นเรามาสู้กับความเหงา ด้วยการ ....

ทำ "ความเหงา" ให้เป็น "ความว่าง"  

คำว่า "ว่าง" ในพุทธ หลายคนก็คงรู้ว่า เป็นว่างอันเป็นโพสิทีฟ ไม่ใช่เนกาทีฟ เราฝึกนั่งสมาธิก็เพื่อทำจิตให้ว่าง เราหัดทำทาน ก็เพื่อให้จิตว่างจากกิเลส ความอยาก, ความว่างเป็นหัวใจของพุทธก็ว่าได้

ดังนั้น ความเหงาจะกลายเป็นความว่างอย่างมีคุณภาพได้อย่างไร ... แน่นอน ไม่ใช่เหงาเบื่อ แล้วทำตัวให้ว่างงาน ลาออกจากงานเพราะเซ็ง ไม่ใช่...

"ว่าง" ในที่นี้ หมายถึง ทำจิตให้ใส บริสุทธิ์จากสิ่งรบกวน หรือสิ่งหมองเศร้าทั้งหลาย เพราะการที่เราว่างก็หมายความว่า ไม่มีอะไรมาทำให้จิตเราตระหนกใช่ไหม (เพราะถ้าจิตตระหนก นั่นคงหมายถึง ปัญหาแน่ๆ เมื่อมีปัญหา เราคงไม่ว่างแน่นอน) การที่เราว่างก็หมายถึงหลายๆ อย่างอยู่ตัว คงที่คงทาง ในสถานะของมัน เราจัดการสิ่งต่างๆ เรียบร้อย อยู่ในที่ในทางแล้ว บางครั้งหมดความท้าทาย บางครั้งเหมือนตัวเองไร้ประโยชน์ ทั้งที่ก็สะสางการงานลุล่วง แทนที่จะรู้สึกสบาย กลับรู้สึกหมดค่า นั่นก็เพราะว่า ธรรมชาติของจิตปุถุชน เหมือนน้ำ มักไหลลงสู่ที่ต่ำ

ทีนี้ เราพิจารณาแล้วว่า ที่เราว่าง เบื่อ เหงา ไม่ใช่เพราะเราเฮงซวย แต่เพราะ ...เราชอบเหงาไม่มีเหตุผล เราเหงาเพราะอยากได้โน่นได้นี่ เมื่อไม่ได้ ก็เหงา, เราเหงาเซ็ง เพราะสิ่งรอบตัวไม่เป็นดังใจเรา เราก็เหงา เพราะความอยากไม่เคยหยุดนิ่ง ฯลฯ

เราก็ต้องทำ "ความว่าง"​ ให้บังเกิดขึ้นกับจิต จัดการกับจิต โดยการใช้เวลานั้น นั่งดูจิตเหงาๆ ของเรานี่แหละ (เราแยก "เรา" ออกจาก "เหงา"​นะ เพราะคำว่า "ดู" ต้องมี "คนดู"​ ​กับ "สิ่งที่ดู" ) พิจารณาตัวเอง มีสติกับร่างกายและจิต อาจเรียกว่าถือโอกาสกรรมฐานไปในตัวความเหงา

ธรรมชาติของจิต มีหลายดวง แต่มันก็เสวยอารมณ์ทีละดวง (อาจจะรู้สึกหลายๆ อารมณ์ในเวลาเดียวกัน แต่จะมีอารมณ์เดียวที่เด่นชัดที่สุด) ดังนั้น ถ้าเรามีความรู้สึกอย่างหนึ่ง มันก็จะปิดช่องทางอย่างหนึ่ง เช่น ถ้าเราเอาเวลาไปทำดี ก็จะปิดเวลาและโอกาสทำชั่ว ถ้าเราคิดดี ก็ปิดโอกาสและเวลาคิดเลว (คือตอนคิดดี อาจจะเหมือนมีคิดเลวปนอยู่ด้วย แต่คิดดูให้ดีๆ มันคิดคนละตอนกัน ไม่ได้คิดพร้อมๆ กัน อาจจะคิดใกล้กัน สลับกันไป สลับกันมา ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่คิดคนละเวลาแน่นอน มีใครคิดเลวและดีในวินาทีเดียวกันได้?)

เมื่อเรารู้ว่าจิตจะเสวยอารมณ์เดียวในเวลาหนึ่งๆ ก็จงพยายามประคองหรือเสวยอารมณ์ดีๆ ไว้ให้นานๆ, แต่ขณะที่จิตเสวยอารมณ์เลวๆ ก็พยายามสนับสนุนให้จิตดี ได้มีิโอกาสแสดงตัว ถ้าทำไม่ได้ ก็แยก "เรา" ออกจาก "จิต" เรียกว่านั่งดูจิตเลวนั่นเลย (หวังว่าจะเข้าใจ) นี่แหละกรรมฐานอย่างหนึ่ง 

ซึ่งคำว่ากรรมฐานหรือสมาธิที่ให้ทำเพื่อให้เหงากลายเป็นความว่างนี้ ไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิ สลับเดินจงกลม อย่างเดียว การที่เรา "รู้ตัว"​ เสมอ ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ใช่เหม่อลอย ทำอะไรแบบเปิดเปิง จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ปล่อยใจไปกับความเหงา เตลิดฟุ้งไปกับวันวานและอนาคตไม่จบสิ้น

แต่เราใช้ความว่าง เบื่อ เหงา ให้กลายเป็น "ความว่าง" ในการพัฒนาจิตให้มีสติ (เพื่อเรียนรู้ที่จะเบิกบานในเวลาต่อไป) นี่คือการอยู่กับความเหงาอย่างมีคุณภาพ และเรียนรู้ตลอดเวลา

ทีนี้เข้าใจแล้วใช่ไหมว่า ทำไมพุทธต้องมีสโลแกน ทำดี ละเว้นชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ, หรือ "เบิกบาน"​ คือ หัวใจสำคัญของพุทธ เพราะจิตสำคัญมาก ต้องฝึกจิตให้เบิกบานให้เป็นนะ แล้วจะไม่เหงา จิตนี่ล่ะคือความสุข ทำจิตใจสุขให้เป็น

ก็เพราะว่าจิตอันไม่หม่นเศร้า จิตที่เบิกบาน คือ จิตที่พร้อมจะพัฒนาอย่างไรล่ะ

จิตที่เหงา คงไม่สามารถพัฒนาไปสู่อะไรได้ เพราะวนเวียน จมปลัก หม่นเศร้า และเวลาที่เหงาๆ จิตก็มักไหลลงที่ต่ำ

ค่ะ ... ก็ได้แต่หวังว่า การพยายามทำจิตคิดใคร่ครวญหาทางออกของจิตเหงาๆ ดวงหนึ่งของฉันนี้ จะเป็นประโยชน์แก่ดวงจิตเหงาๆ ดวงอื่นบ้าง

เหงาเป็นเพื่อนกันได้

แต่อย่าเหงาเป็นเพื่อนกันนานเลย

ศรีขอร้อง. 

 

 

เหตุผลที่ทนเหงา - Lonely Season 
มีค่าเวลาเธอเหงา ปนัดดา เรืองวุฒิ
เวลาที่หายไป

Last Updated on Thursday, 23 July 2009 09:08

ธรรมะ ๓ ฉาก จากจิตรกรรมไทย

E-mail Print PDF


โดย : เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา

จากกรุงเทพธุรกิจ ฯ เซคชั่นจุดประกาย วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๒

 

“รู้สึกเป็นคนโชคดีมากที่มองเห็นความงามในจิตรกรรมฝาผนังของ ไทย การค้นพบความงามนี้ทำให้ตื่นเต้นมาก ผมท่องไปในอุโบสถน้อยใหญ่ เพื่อชื่นชมภาพเขียน บางครั้งอยู่ได้นานๆ เป็นหลายชั่วโมง ทำให้เป็นคนจิตใจสงบ เยือกเย็นขึ้น มีความสุขและมีศิลปะ รวมทั้งภาคภูมิใจในงานศิลป์ของไทย”

นรา นักวิจารณ์หนัง กล่าวกับฉัน ขณะที่เราฝ่าการจราจรในกรุงเทพฯ มุ่งตรงไปยังวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร เพื่อชมภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง พระเวสสันดรชาดก ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นผู้ร่างภาพ และ ศ.ซี.ริโกลี (C.Rigoli) จิตรกรชาวอิตาเลียน เป็นผู้เขียน

แม้การชมภาพจิตรกรรมฝาผนังจะ ไม่สำเร็จ เพราะพระภายในวัดบอกว่าอุโบสถที่มีภาพเก่าแก่ทรงคุณค่าด้านใน จะเปิดเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์เท่านั้น แต่เราก็ไม่รู้สึกผิดหวัง

“การชมจิตรกรรมฝาผนัง ทำให้ได้เห็นส่วนอื่นๆ ของวัดด้วย เป็นการเดินทางที่ตื่นเต้น ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด แถมยังประหยัดเข้ากับสภาพเศรษฐกิจ และได้ลุ้นตลอดเวลาอย่างนี้แหละ ทำให้ได้สนทนากับพระ ได้ดูสถาปัตยกรรม ต้นไม้ ดอกไม้ บางแห่งก็มีห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์ของเก่า เมื่อชอบจิตรกรรมไทยแล้วก็พลอยทำให้สนใจประวัติศาสตร์ ดนตรีไทย และหลักธรรมด้วย” นรา ชวนคุย

จิตรกรรมไทย มรดกโลก 

จิตรกรรมฝาผนังโดย พื้นฐานจะเป็นศิลปะแต่ความสำคัญคือการเผยแผ่ธรรมะ เป็นการนำศิลปะมารับใช้ศาสนา มากกว่ามุ่งใช้เนื้อหาทางศาสนามาเป็นเครื่องมือในการแสดงศิลปะ

“ภาพจิตรกรรมฝาผนังในอดีต มุ่งเน้นให้ศึกษาทางพระพุทธศาสนาด้วยภาพเป็นหลัก ส่วนความเป็นศิลปะนั้นให้ความสำคัญลำดับรอง” พิเชษฐ์ เปียร์กลิ่น ผู้วิจัยเรื่อง "การสร้างสรรค์ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดปิบผลิวัน ตำบลศาลาใหม่ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส" ระบุ

จากวัดราชาธิวาส เราตรงไปต่อที่วัดเทวราชกุญชรที่ไม่ไกลจากกัน แล้วก็พบวัดที่ได้รับการดูแล จัดการเป็นอย่างดี สะอาด และสงบ ในพระอุโบสถมีภาพเขียนที่แตกต่างจากวัดอื่น เพราะเป็นภาพเขียนที่สื่อความหมายของวัดที่แปลว่าวัดของเทวดา ดังนั้นจึงจำลองภาพเทวดามาชุมนุมกัน เมื่ออยู่ภายในทำให้รู้สึกเย็น เหมือนผู้ดูได้อยู่ในสวรรค์

นี่คือเสน่ห์ของภาพจิตรกรรมฝาผนัง เพราะทำให้เราได้ชื่นชมทั้งศิลปะ ศรัทธา และจิตวิญญาณในภาพ

แต่ละวัดก็มีการรังสรรค์เรื่องราวที่แตกต่าง จากฝีมือช่างหลากหลายสกุล จิตรกรรมในอุโบสถจึงไม่ต่างจากแกลเลอรี่ดีๆ นี่เอง

หากคุณสนใจจิตรกรรมฝาผนัง คุณควรจะเริ่มต้นที่ภาพจิตรกรรม 'รามเกียรติ์' รอบระเบียงทางเดินที่ วัดพระแก้ว ที่โด่งดังไปทั่วโลก, จากนั้นเดินต่ออีกนิดไปที่ วัดพระที่นั่งพุทธไธสวรรค์ ซึ่งไม่ได้เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ตั้งของการจิตรกรรมฝาผนังแบบ Bird’s eye view ฝีมือจิตรกรสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่มีคุณค่าและเก่าแก่ที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์

จากนั้นไม่ไกล ไปที่ วัดบวรนิเวศวิหาร จะเป็นภาพเขียนที่พิเศษ เพราะได้รับอิทธิพลจากตะวันตก เป็นภาพเขียนแบบสามมิติที่มีความลึกของภาพ หาดูได้ไม่บ่อย ขณะที่ถ้าไปต่อที่ วัดเชตุพนวิมลมังคลาราม (โพธิ์) นอก จากพระนอนที่งดงามที่สุดของประเทศ จะพบกับภาพเขียนที่ผสานศิลปะแบบจีน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์จิตรกรรมสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ต่อไปอีกนิดที่ วัดสุทัศน์เทพวนาราม ตรงเสาชิงช้า ซึ่งเป็นจิตรกรรมพุทธประวัติที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย หากข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาไป ที่ วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร บางกอกน้อย ชมการประชันฝีมือกันของจิตรกรเอกอย่าง หลวงวิจิตรเจษฎา (ทองอยู่) กับหลวงเสนีย์บริรักษ์ (คงแป๊ะ)

ส่วนที่ วัดอรุณราชวราราม พระอุโบสถยังมีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือ ของครูคงแป๊ะและครูทองอยู่ เช่นกัน หรือท้ายสุด หากข้ามมายังฝั่งธนบุรี ที่วัดดุสิดารามวรวิหาร  ชมภาพเขียนสมัยต้นรัตนโกสินทร์อันงดงาม ก็จะได้ดูภาพนรกที่หาดูได้ยากด้วย และที่วัดเล็กๆ อย่างบางยี่ขัน เป็นจิตรกรรมสกุลช่างรัตนโกสินทร์ เขียนในสมัยรัชกาลที่ ๓ ตอนต้น

นี่เป็นเพียงวัดในรอบเกาะรัตนโกสินทร์เท่านั้น ภาพจิตรกรรมฝาผนังไทยอันทรงคุณค่ายังมีอยู่มากมายทั่วกรุง ปริมณฑล และตามหัวเมืองของภาคต่างๆ

ต้องรู้ จึงเห็นมากกว่าความงาม

ในบรรดาศิลปะแขนงต่างๆ จิตรกรรมได้รับการยกย่องมากที่สุด โดยจิตรกรรมฝาผนังถือ เป็นที่สุดของจิตรกรรม เพราะประดับอยู่ในอุโบสถ ศิลปินผู้วาดถ่ายทอดด้วยศรัทธา ไม่ได้หวังสินจ้างรางวัล หากแต่ต้องการถวายเป็นพุทธบูชา จึงถือว่าเป็นศิลปะบริสุทธิ์และมีคุณค่า

พระครูใบฎีกาสนั่น ไทยรกฺโข (ไทยรักษ์) กล่าวว่า เพื่อให้เข้าใจความงามในจิตรกรรมฝาผนัง ต้องเข้าใจความหมาย อันเป็นหลักธรรมจากภาพเขียนด้วย เมื่อมองแล้ว จึงจะได้แง่คิดสอนใจ ควบคู่ไปกับการซึมซับความงาม โดยส่วนใหญ่คนมักจะศึกษาในแง่มุมของศิลปะ ว่าจิตรกรรมอยู่ในยุคใด นำเสนอเรื่องใด ใช้เทคนิคไหน แต่ไม่ค่อยมีการพูดถึงสอนหลักธรรมในภาพเขียน

เรื่องที่นิยมบอกเล่าในจิตรกรรมฝาผนังวัด แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวทางพุทธศาสนา โดยนำเสนอพุทธประวัติมากที่สุด รองลงมาคือ ทศชาติชาดก วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และเรื่องราวของพระมหากษัตริย์ 

จิตรกรรมฝาผนังมี แง่มุมที่น่าสนใจมากมาย หากจะบอกเล่าให้ฟังทั้งหมด หนังสือเล่มหนาๆ เล่มหนึ่งคงบรรจุไว้ไม่พอ แต่หากผู้อ่านต้องการเจาะลึกไปในประเด็นที่สอดคล้องกับวันสำคัญ 'วันวิสาขบูชา' ในบรรดาพุทธประวัติที่ปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังมีอยู่มากมาย

เราสามารถเลือก ๓ ฉาก ขึ้นมากล่าวถึง


 

หลักธรรมตอนประสูติ 

ภาพพระโพธิสัตว์ประสูติในจิตรกรรมฝาผนัง บางครั้งแสดงออกด้วยภาพเทวดาในหมื่นจักรวาล ได้พร้อมใจกันมาประชุมกันที่สวรรค์ชั้นดุสิต ทูลอาราธนาให้พระโพธิสัตว์ไปบังเกิดในมนุษย์โลก กับฉากประสูติเจ้าชายสิทธัตถะจากพระครรภ์พระนางสิริมหามายา ณ ป่าลุมพินีวัน โดยได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ก้าวพระบาทออกไปได้ ๗ ก้าว 

ภาพการประสูติไม่ได้ต้องการแสดงอภินิหารของพระศาสดา เพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์ หรือแสดงปณิธานอันยิ่งใหญ่ของมหาบุรุษในการอุบัติ แต่แสดงให้เห็นว่าการเกิดขึ้นของทุกชีวิตล้วนเป็นไปตาม 'กรรม' หากแต่ไม่ว่าจะมีชาติกำเนิดอย่างไร มนุษย์สามารถสร้างปณิธานในชีวิตของตนได้

ดังที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวเกี่ยวกับวันวิสาขบูชาไว้ว่า “การประสูติของพระองค์มีความหมายเตือนให้เราระลึกว่าคนทุกคน แม้จะเริ่มต้นชีวิตโดยความเป็นมนุษย์ มีกำเนิดไม่แตกต่างกัน แต่ต่อจากจุดเริ่มต้นนั้นแล้ว มนุษย์ก็แสดงความเป็นสัตว์ประเสริฐออกมา ด้วยความเป็นผู้สามารถที่จะฝึกอบรม”

 

 

หลักธรรมตอนมารผจญ

ภาพพระพุทธเจ้าขณะถูกมารผจญก่อนตรัสรู้ นับเป็นภาพที่สำคัญที่สุด เพราะวาดไว้ตรงข้ามพระประธาน เป็นเรื่องราวเมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงตั้งพระปณิธานอย่างแน่วแน่ว่า...

แม้นเลือดเนื้อในสรีระทั้งสิ้นนี้จะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนังเอ็นและกระดูกเท่านั้นก็ตามที หากยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุก จากนั้นกลุ่มมารทั้งหลายได้มาผจญพระพุทธเจ้าด้วยวิธีต่างๆ แม่พระธรณีได้มาปรากฏเป็นนางธรณีบิดมวยผม กลายเป็นทะเลใหญ่ท่วมพญามารพร้อมทั้งเสนา ช้างครีเมขละของพญามารก็ฟุบเท้าหน้าทั้งสองลง เป็นการถวายนมัสการพระพุทธเจ้า พญามารพร้อมทั้งเสนาก็แตกพ่ายไป ถูกน้ำพัดพาไปหมดสิ้น จึงได้ทรงชนะมาร

ในตอนมารผจญที่ปรากฏในภาพเขียน ส่วนมากนิยมเรื่องราวตอนพญามารเสียใจที่ไม่สามารถเอาชนะพระพุทธเจ้าได้ ได้นั่งเป็นทุกข์อยู่ ธิดามารทั้งสามที่มีชื่อว่า ตัณหา ราคา อรดี จึงได้มาอาสาเพื่อที่จะนำพระพุทธเจ้ามาสู่อำนาจ แสดงเป็นสตรีเพศอยู่ในวัยต่างๆ คือ ในปฐมวัยที่ยังไม่มีบุตรบ้าง ที่มีบุตรคนหนึ่ง สองคน สามคนบ้าง เป็นคนแก่บ้าง เพราะมีความคิดว่าบุรุษนั้นย่อมพอใจในสตรีเพศต่างๆ กัน แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงพระวาจาประกาศความเป็นผู้สิ้นกิเลส ไม่ข้องแวะด้วยตัณหาราคะอรติทั้งหมด ธิดามารทั้งสามนั้นก็พ่ายแพ้ไปอีก

ภาพเขียนเรื่องผจญมารแสดงให้เห็นถึง 'มาร' มารในที่นี้หมายถึง กิเลส ทั้งภายนอกและภายในใจของเรานั่นเอง ในทางพระพุทธศาสนา พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) อธิบายไว้ว่า มารมี ๕ คือ ขันธมาร มาร คือ ขันธ์ ๕ นามรูปหรือกายใจ หากติดอยู่ในนามรูป ติดอยู่ในกายใจ ขันธ์นี้ก็ขัดขวางไม่ให้ปฏิบัติธรรม บรรลุถึงความสิ้นกิเลสได้,  กิเลสมาร คือ กิเลสต่างๆ มี ตัณหา ราคะ โทสะ โมหะ ขัดขวางไม่ให้ปฏิบัติธรรม บรรลุถึงความสิ้นกิเลสได้, อภิสังขารมาร คือ กรรม ได้แก่กรรมที่ได้กระทำ กรรมดีบ้าง กรรมชั่วบ้าง หากยังติดอยู่ในกรรม กรรมก็เป็นเครื่องตัดรอนไม่ให้ปฏิบัติธรรมบรรลุความสิ้นกิเลสได้,  มัจจุมาร คือ ความตาย เมื่อความตายมาถึง ก็เป็นอันตัดชีวิต เมื่อตัดชีวิตก็เป็นอันตัดการปฏิบัติเพื่อบรรลุความสิ้นกิเลสที่จะพึงได้ต่อ ไปด้วย และ เทวบุตรมาร ซึ่งมักจะเรียกกันในภาษาไทยว่าพญามาร ก็เป็นตัวขัดขวางไม่ให้ปฏิบัติธรรม บรรลุถึงความสิ้นกิเลสได้

หลักธรรมสำคัญจากภาพมารผจญเมื่อตรัสรู้ จึงเป็นหลักธรรมเรื่อง การเอาชนะมาร หรือกิเลส ในใจตน  ซึ่งพระพุทธศาสนาได้วางหลักธรรม สรุปได้สั้นๆ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง

 

หลักธรรมตอนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน

ก่อนที่พระพุทธจะดับขันธ์ปรินิพพาน ได้แสดงปัจฉิมโอวาทเรื่องความไม่ประมาท โดยตรัสว่า  “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อม ความสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลาย จงบำเพ็ญไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา ให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด”

ภาพเขียนพระพุทธเจ้าดับขันธ์ที่ปรากฏในจิตรกรรมฝาผนัง จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้ปุถุชนผู้พบเห็นดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท รู้ว่าความตายเป็นเรื่องปกติ มีเกิดก็ต้องมีดับ แม้พระพุทธเจ้าก็ยังหนีไม่พ้น ขณะที่ภาพเขียนตอนสาวก เทวดา กษัตริย์ และประชาชน ชุมนุมถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ก็สอนให้มองเห็นความตายและยอมรับกับความเป็นจริงของชีวิต ภาพพระสาวกชุมนุมแจกพระบรมธาตุ แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ตายไปโดยทิ้งความดีไว้เบื้องหลัง ย่อมเป็นที่สรรเสริญของผู้ที่ยังอยู่ ไม่ใช่แค่ผงเถ้ากระดูก หากแต่เป็นคุณงามความดีนั่นเอง

ความตายเป็นธรรมดาของชีวิตที่ไม่มีผู้ใดหลีกหนีพ้น แม้แต่พระพุทธเจ้า ดังนั้นบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ควรถือหลักแห่งความไม่ประมาท เร่งทำความดี เพื่อให้มีสติ และเมื่อจะตาย ก็ตายอย่างมีคุณค่า

สรุป ธรรมะ ๓ ฉาก

จิตรกรรมฝาผนัง ตอนประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน แสดงให้เห็นถึงความสืบเนื่องของพุทธประวัติ ทำให้เห็นกระบวนการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ครบสมบูรณ์ตามหลักปฏิจจสมุปบาท  เราจะได้เห็นวงจรของชีวิตที่พระพุทธเจ้าเอง ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไปที่จุดเริ่มต้นต้องเผชิญกับทุกข์ และแสวงหาหนทางดับทุกข์  แต่เพราะทรงใช้ 'ปัญญา' และ 'ความเพียร' จึงสามารถพ้นทุกข์ 

การแสดงให้เห็นความจริงของชีวิตเช่นนี้เป็นเอกลักษณ์ของพุทธศาสนา ที่มองทุกอย่างตามความเป็นจริง พระพุทธเจ้าไม่ใช่พระเจ้า แต่ทรงมีพระปัญญาอันยิ่งใหญ่ 

'วันวิสาขบูชา' ในมิติหนึ่งจึงเป็นการทำให้เราหันกลับมามองตัวเองว่า เราเกิดมาทำไม เพื่ออะไร และกำลังทำอะไรอยู่ รวมถึงเราต้องการตายอย่างไร 

และจงตระหนักถึงศักยภาพของตนว่าสามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ไม่ว่าโลกจะหมุนและปัญหาจะถาโถมเพียงใดก็ตาม

 

เกี่ยวกับผู้เขียน

เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา (หริ่น) นักเขียนเรื่องท่องเที่ยว แต่มีเวลาสนใจเรื่องศิลปะและพุทธศาสนา หลังศึกษาจบปริญญาตรี ด้านหนังสือพิมพ์ จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ธรรมศาสตร์ ดั้นด้นข้ามไปศึกษาร่วมกับพระภิกษุสงฆ์ จนคว้าปริญญาโทด้านพุทธศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) โดยทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับหลักธรรมจากภาพจิตรกรรมฝาผนัง 

เธอบอกว่า จุดมุ่งหมายคือ ต้องการนำเสนอสารคดีทางพุทธศาสนาให้คนรุ่นใหม่อ่านง่าย สนุก แต่ต้องถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาด้วย ติดต่อเธอได้ที่ This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

Last Updated on Friday, 08 May 2009 17:55

มองอดีตสู่ปัจจุบัน (ผู้จัดการออนไลน์ ตอน ๒)

E-mail Print PDF
User Rating: / 3
PoorBest 
http://www.komchadluek.net/media/img/size1/2009/04/17/ca86b8be8a8k67aaj7kbb.jpg


จริงๆ ฉันไม่ชอบดูภาพนี้เท่าไหร่ แต่มันเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงว่า..
แม้เลือดของครู ก็เป็นบทเรียนให้เราได้เรียนรู้ ครูสอนเราตลอดเวลา
 
................................
 
 
ใช่ เขาคือครูของฉัน, แต่ที่ฉันยกย่อง ไม่ใช่เพราะเขาเป็นครู ฉันยกย่อง "การให้" ของเขา ถ้าเขาไม่ใช่ครูืที่มีเมตตา ก็ไม่สามารถนั่งอยู่ในหัวใจของลูกศิษย์ได้หรอก

 ..................................
 
"วันนี้" ของผู้จัดการออนไลน์ ย่อมสะท้อน "วันแรก" ของผู้ัจัดการออนไลน์ เปรียบเสมือนบ้านหลังหนึ่งที่ปรากฏโฉมรูปร่างเสร็จสมบูรณ์เพียงใด คงทำให้คุณนึกภาพในวันก่อร่างสร้างตัวได้

ผู้จัดการออนไลน์วันแรกๆ มีเรื่องสนุกๆ มากมาย เพราะเป็นยุุคเริ่มต้น ขณะที่คุณสนธิก็ได้เปิดโรงเรียนสอนนักหนังสือพิมพ์รุ่นใหม่ในบ้านพระอาทิตย์ นั่นยิ่งทำให้เกิดคอนมูนที่เป็นมากกว่ากองบรรณาิธิการผลิตข่าวธรรมดา

หลายๆ คน บอกเลยว่า รุ่นนั้นโชคดีมากที่ได้เรียนกับคุณสนธิ เพราะเป็นยิ่งกว่าปริญญาใดๆ เพราะนี่เป็นปริญญาในวิชาชีพที่หาเรียนที่ไหนไม่ได้

คุณสนธิ เปิดห้องเรียนสอนนักข่าวออนไลน์ทุกๆวัน คงเพราะจิตวิญญาณความเป็นครูในตัวที่ต้องการถ่ายทอดความรู้ และคงเพราะความเป็นนักสื่อสารมวลชนที่อยากเห็นคุณภาพของงานข่าวไทย ออกมาทัดเทียมหรือแม้แต่เหนือกว่าต่างประเทศ อีกทั้งเนื่องจากข่าวออนไลน์เป็นสิ่งใหม่สำหรับสังคมไทยในเวลานั้น การเทรนนิ่งจึงจำเป็นมาก

แต่คงไม่มีใครคาดคิด ณ เวลานั้นว่า คุณสนธิจะใ้ช้เวลาสอนถึงสองปีเต็มๆ เพื่อให้ข่าวออนไลน์เข้มแข็งอย่างวันนี้ ห้องเรียนออนไลน์เป็นทั้งห้องที่ให้ความรู้ บ่มเพาะวัฒนธรรมผู้จัดการ และบริหารงานไปในเวลาเดียวกัน

และดำเนินอย่างต่อเนื่อง ทุกๆ วัน ขนาดของห้องเรียนก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งด้วยจำนวนคนเรียน จากหลักสิบ เป็นหลักร้อย นอกจากสอนเองแล้ว คุณสนธิยังเิชิญวิทยากรระดับแนวหน้า ยกตัวอย่าง เช่น อาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช มาสอนด้วย และไม่ใช้ให้ความรู้ด้านการเสนอข่าว รูปแบบการเขียน การหาข่าว การสัมภาษณ์ เทคนิค แม้แต่ภาษาอังกฤษ การศึกษาเปรียบเทียบ หรือการศึกษาความรู้เชิงลึกเฉพาะด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ประัวัติศาสตร์ การเมือง ทั้งภายในและภายนอก ก็ถูกนำมาสอน

ใครที่ตั้งใจเรียน สามารถเรียกได้่ว่า เกิดใหม่ได้เลยในการทำข่าว คุณจะกลายเป็นเหมือนนางซินที่ถูกแปลงโฉมให้เป็นเดอะสตาร์

ฉันยังจำความรู้หลา่ยๆ อย่างที่คุณสนธิสอนได้ขึ้นใจ และนำมาใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ อย่างเดือนก่อน ตอนสนทนากับสามีก็ได้ปล่อยของ เมื่อเราคุยกันเรื่องประธานาธิบดีคนใหม่ของอเมริกา สามีฉันบอกว่า นับเป็นประธานาธิบดีทีใช้งบในการหาเสียงมากกว่าใครในประวัติศาสตร์การ เมืองอเมริกา

ฉันเถียงสามีเลย "ไม่จริง"

สามีฉันเองก็เล่นการเมืองอยู่บ้าง ขอทราบเหตุผลทันที

"ฉันบอกว่า จะไปวัดว่า มากกว่าได้อย่างไร ในเมื่อค่าเงินของอดีตนั้น เทียบไม่ได้กับปัจจุบันที่มีค่าลดต่ำลงมาก การเปรียบเทียบมากกว่าหรือน้อยกว่า วัดเป็นแ่ค่ตัวเลขไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น การจัดอันดับหนังทำเงินทุกวันนี้ ที่บอกว่าทำลายสถิติในอดีตมากมาย แต่ต้องบอกว่า ค่าตั๋วดูหนังทุกวันนี้แพงกว่าอดีตกี่เท่า แล้วโรงฉายมีมากกว่าเก่ากี่เท่า แต่ในอดีต ค่าเงินก็ต่ำกว่า โรงก็น้อยกว่ามาก แต่จริงๆ แล้ว ถ้าวัดเป็นอัตราสัดส่วนจริงๆ ในอดีต อาจจะมากกว่าก็ได้"

"โอ๊วว ยูสมาร์ท" สามีฉันบอก ก่อนอึ้งไป แล้วนึกได้ว่า อะไรทำให้ฉันคิดได้ลึกซึ้งขนาดนี้ เลยถามว่า "ไปเอาแนวคิดนี้มาจากไหน"

"มิสเตอร์สนธิ" ฉันบอก "ท่านเคยสอน แล้วยกตัวอย่างตรงๆ แบบเรื่องโรงหนังเลย ฉันแค่จำมาเล่าต่อ อิอิ"

อันนี้ก็เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆ วิธีการคิดหนึ่งที่คุณสนธิสอน และใช้ได้จริง ฉันยังจำเกร็ดความรู้ต่างๆ เหล่านี้ได้อยู่บ้าง และจะทยอยเล่าให้ฟัวเป็นช่วงๆ ไปค่ะ

ความเป็นนักประวัติศาสตร์ ทำให้คุณสนธิมีมิติในมุมมองอดีตแตกต่างจากคนอื่น คือไม่ใช่จากตำราอย่างเีดียว ยิ่งเพราะมีรากเหง้าความคิดแบบเอเชีย ผสมผสานกับตะวันตก ทำให้เป็นส่วนผสมประหลาดที่ลงตัว เหมือนหนังสือที่ขึ้นหึ้งเล่มหนึ่ง แบบที่อ่านแล้ว อยากจะก้มลงคารวะว่าคนเขียนเขียนได้ยังไง คิดยังไง

ฉันเคยคิดว่า ใครที่มีโอกาสเรียนหนังสือกับคุณสนธิ ถือว่าโชคดีมาก แต่เมื่อมองๆ ดูแล้ว ทุกวันนี้คุณสนธิก็กำลังให้ความรู้กับสังคมไทยอยู่ ไม่ว่าใครจะมองคุณสนธิในมุมไหน แต่มุมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ฉันคิดว่า คุณสนธิ คือ "ความเป็นปัญญาของสังคม" เป็น "ผู้ให้ปัญญา" เป็นครูที่ถ้าฉันกล่าวคนเดียว ก็ขอให้กล่าวอย่างหมดใจเลยว่า ท่านเป็น "ครูที่ยิ่งใหญ่"

โดยวิทยฐานะ แม้จบโทด้านประััวัติศาสตร์จากยูซีแอลเอ และได้ดุษฎีบัณทิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  แต่ประสบการณ์ด้านสื่อสารมวลชน คุณสนธิเคยสอนนักศึกษาระดับปริญญาเอก ในคณะวารสารศาตร์ มธ. ครั้งหนึ่ง เคยเปรยกับฉันว่า ค่าสอนหนังสือได้ทีละพันสอง แต่ซื้อหนังสือตำรา ไว้สอนนักเรียนหมดทีละครึ่งแสน (เดาว่า ค่าเลี้ยงหูฉลามนักเรียนบำรุงสมอง อีกมื้อละหมื่น) คุณสนธิขำ พร้อมๆ กับทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว เตรียมตำรับตำราสอนนักศึกษาอยู่ในห้อง

ฉันเองได้ฟังอย่างขำๆ แต่ไม่แปลกใจเท่าไหร่ คนเกิดมาเป็นครูอย่างคุณสนธิ ยังไงก็ต้องเป็นผู้ให้วันยังค่ำ และฉันคิดว่าอานิสงส์นี้เอง ที่ทำให้คนในวงการสือสารมวลชนค่อนข้างให้ความนับถือ สังเกตได้ง่ายๆ ที่คนในแวดวงสื่อสารมวลชนไทยไม่ว่าค่ายไหน แม้ต่อหน้าหรือลับหลัง ก็จะเรียก "คุณสนธิ" ว่า "คุณสนธิ" จนติดปาก แม้แต่เวลาอ่านข่าวก็ตาม เรียกได้อย่างเข้ากระแสก็ได้ ว่า เขาเป็นผู้มีบารมีตัวจริง "ใน" วงการสื่อสารมวลชน

และ.. นี่ืคือ (บุญ) บารมีหนึ่งที่คุณสนธิได้สะสมมา อันเป็นคุณูปการแก่ "ผู้จัดการ" อย่างไม่อาจปฏิเสธพ้น.
Last Updated on Tuesday, 21 July 2009 10:22

"ผู้มาก่อนเวลา"

E-mail Print PDF

ไม่ว่าคุณจะชอบหรือชัง สนธิ ลิ้มทองกุล ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เขาคือคนที่พลิกวงการสื่อสารมวลชนและการเมืองในประเทศไทยอย่างแท้จริง กล่าวได้ว่า คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นหนึ่งในไม่กี่คนของประเทศไทยที่เรียกได้ว่า "ผู้มาก่อนกาลเวลา" บุคคลที่ได้รับเกียรติในสมญานามนี้ ที่นึกได้ตอนนี้ ก็มี จิตร ภูมิศักดิ์, อ.ประเสริฐ นาสกุล เป็นต้น

สิ่งที่คนเหล่านี้มีเหมือนกันคือ การสามารถอธิบายเรื่องที่คนทั่วไปไม่อาจมองเห็นได้ในขณะนั้น ได้อย่างพิสดารจนเหลือเชื่อ แต่สุดท้ายก็พิสูจน์ได้ด้วย กาลเวลานั่นเอง
เว็บไซต์
www.manager.co.th จะเป็นเว็บข่าวแรกๆ ทึ่คนรักข่าวจะต้องพิมพ์ และคลิ๊ก ไม่เว้นแม้แต่ฝ่ายตรงข้าม ใช่สนธิ คนนี้หรือไม่ที่กล้าเปิดให้คนอ่านข่าวทางเว็บไซต์ ทั้งๆที่ยังทำสื่อสิ่งพิมพ์อยู่

ผมกล้าบอกได้อย่างไม่อายว่า ไม่ว่ามิตรหรือศัตรูของคุณสนธิ ย่อมมิอาจไม่ยกย่องคนๆนี้ได้ เพราะอย่างน้อยคนอย่างสนธิ นั้นมิได้ดีเลิศดุจพระอรหันต์ แต่เขาก็ทำหน้าที่ของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือ สื่อมวลชนที่แท้จริง เป็นสื่อมวลชนที่ไม่ยอมสยบอยู่ใต้อำนาจเผด็จการ มีจิตสำนึกแห่งหน้าที่เป็นอย่างสูง ไม่หวั่นเกรงอิทธิพลมืดใดๆ หากสิ่งที่คุณสนธิ เห็นว่าสิ่งที่ทำนั้นคือสิ่งที่ ถูกต้อง

เมื่อเห็นคุณสนธิ ในปัจจุบัน ผมนึกถึง สื่อสารมวลชน นักหนังสือพิมพ์ยุกแรกๆที่ยืนหยัดต่อสู้กับอำนาจเผด็จการอย่างไม่ครั่นคร้าม อาทิ ท่านกุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา), อิศรา อมันตกุล และสุวัฒน์ วรดิลก เป็นต้น ท่านเหล่านี้มีความเหมือนกันคือ การคิดถึงชาติบ้านเมิองมากกว่าตัวเอง ยอมถูกจองจำ พันธนาการร่างกาย แต่ไม่สามารถคุมขังจิตใจแห่งเสรีชนได้
หากจะกล่าวว่า สนธิ ไม่มีวันตายคงไม่เกินเลยเพราะ ปัจจุบันชาวพันธมิตรได้เติบใหญ่ทางความคิดจนสามารถเป็นสนธิ คนต่อไป ช่วยถ่ายทอดความรู้ ปัญญาให้แก่ประชาชน เพื่อรู้เท่าทันทางการเมืองต่อไป

สนธิ ไม่มีวันตาย และไม่มีวันสาบสูญ

don

......................

ข้อความข้างต้น ฉันนำมาจากความคิดเห็นของผู้อ่านจากเวบผู้จัดการที่ฉันเห็นว่า แสดงความคิดเห็นได้ตรง กับที่ฉันคิด แต่พูดออกมาไม่ได้ชัด ... เลยขออนุญาตหยิบมาไว้

ฉันสะดุดใจมากที่สุด กับ คำว่า "ผู้มาก่อนเวลา" คุณสนธิ เป็นบุคคลเช่นนั้นจริงๆ

ระยะเวลาที่ฉันได้ทำงานในบริษัทของคุณสนธินั้นแค่สองปี ไม่มากไม่มาย แต่เนื่องจากได้มีโอกาสเรียนรู้งานค่อนข้างมาก ประสบการณ์ของฉันเป็นเครื่องยืนยันหนึ่งที่ทำให้อย่างน้อยตัวเองก็เชื่อมั่นที่จะกล้าพูดว่า คุณสนธิคือผู้ที่มาก่อนเวลา สำหรับสังคมไทยจริงๆ โดยเฉพาะในแวดวงสื่อมวลชน หรือนักหนังสือพิมพ์

ข่าวสารและความสำเร็จจากเวบไซต์ผู้จัดการ ที่ทำให้ท่านต้องคลิกเข้าอ่านทุกวัน วันละหลายเที่ยว ไม่ว่าจะรักหรือชังผู้จัดการ คงเป็นเครื่องยืนยันหนึ่งได้ดี

ฉันเพียงแต่ขอฉายภาพบางด้าน ที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นผู้มาก่อนของคุณสนธิในด้านสื่อมวลชน ซึ่งทำให้การทำหน้าที่ของนักหนังสือพิมพ์ผู้นี้ ถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติการเสนอข่าวสารของเมืองไทยอย่างแท้จริง เพราะส่งผลกระทบต่อการเปิดรับข่าวสารจริงๆ ของคนไทยในทุกวันนี้ในยุคอินเตอร์เน็ต

ฉันฝึกงานที่ผู้จัดการตั้งแต่ปีสามและปีสี่ โดยในปีสี่นั่นเอง ที่คุณสนธิได้กลับจากนอก และกลับมาพลิกฟื้นชีวิตให้กับผู้จัดการอีกครั้ง ฉันจึงถือได้ว่าเป็น "เด็ก น้องนุชสุดท้าย" เกือบจะคนเดียวในบริษัท ที่อาจจะไม่สวย (หึหึ) แต่ก็ดูสาวที่สุด แม้จะไม่ถูกใจนาย แต่ก็อืมมม.... มันก็พอดูให้หายคันลูกกะตาได้บ้างแหละ

จำได้ว่า คุณสนธิเรียกฉันว่า "หนู" ก่อนจะเปลี่ยนเป็น "เอ็ง" และ "มึง" บ้างเป็นบางครั้งในตอนต่อมา

ตอนใกล้เรียนจบปีสี่ ตอนนั้นฉันยังไม่มีมือถือ พี่ฮอลล์หน้าคูณภาพชีวิต อุตส่าห์ไปเรียกหาฉันที่คณะ เพื่อตามมาให้สมัครทำงานผู้จัดการ ฉันจึงถือเป็นพนักงานคนแรก ที่คุณสนธิจ้างในยุคหลังจากที่คุณสนธิกลับจากเมืองนอกใหม่ๆ

ตอนนั้นได้ข่าวเลาๆ ว่า  จะให้ฉันเป็นนักข่าว "ออนไลน์" อะไรประมาณนั่นแหละ ก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก

ก่อนที่ผู้จัดการออนไลน์จะถือกำเนิดเป็นครั้งแรก เช่นเดียวกับการถือกำเนิดครั้งแรกของเวบข่าวออนไลน์ในประเทศไทย หลายๆ ท่าน คงจำหน้าตาของผู้จัดการออนไลน์ตอนนั้นไม่ได้ แต่ฉันจำได้ติดตาเลย มันเป็นหน้าข่าวแบบง่ายๆ เพราะการขึ้นข่าวยังต้องเขียนโค๊ตแบบ HTML อยู่ ส่วนภาพก็ยังเป็นฟิล์ม ประมาณว่าต้องสแกนจากฟิล์มมาขึ้นเวบ เทคโนโลยียังไม่ให้ แต่กลับต้องรีบทำงานให้ไวกว่าคนอื่น

ผู้จัดการออนไลน์ในยุคแรก จึงเป็นการเอาข่าวของนักข่าวใหม่ ที่ไปวิ่งข่าวของตัวเอง เชิง "สกู๊ป" มาขึ้นเวบให้อ่านก่อน ก่อนที่วันต่อๆ มา จะรายงานในหนังสือพิมพ์ ต่อมาเมื่อสกู๊ปข่าวเริ่มทำให้คุณอ่านรู้จักผู้จัดการออนไลน์มากขึ้น ก็มีการเพิ่มข่าวเบรกกิ้งนิวส์ เข้าไป ให้ดูเรียลไทม์ขึ้น โดยเราจ้างพนักงานคอยดึงข่าวจากวิทยุ และโทรทัศน์ทุกช่อง มอนิเตอร์ ขึ้นเวบอออนไลน์ ในยุคที่ทีวียังไม่มีเวบเป็นของตัวเอง วิธีมอนิเตอร์ข่าวแบบนี้จึงถือว่า ง่าย แต่ตรง และใช้ได้

ลำดับต่อมา เราบูรณาการข่าวให้มากขึ้น และดึงดูดผู้อ่านมากขึ้น ด้วยการดึงข่าวจากผู้จัดการรายวัน และรายสัปดาห์ มาจึงเวบออนไลน์ก่อน แล้วจึงรายงานในกระดาษ นั่นจึงทำให้ผู้อ่านเริ่มเข้าเวบออนไลน์มากขึ้น เพราะข่าวไวกว่า ... ถึงตอนนี้ ทีมกระดาษเริ่มรู้สึกว่า ออนไลน์ไม่ได้ทำอะไร นอกจากมอนิเตอร์ข่าว หรือรวบรวมข่าว พร้อมกับฉก และขโมยของคนอื่นไป ทีมออนไลน์จึงต้องขยายทีมมากขึ้น และทำข่าวของตัวเองให้มากขึ้น และเร็วขึ้น

โดยประเด็นอะไรที่เกิดขึ้นระหว่างวัน หนังสือรายงานไม่ทัน ทีวีรายงานไม่ทัน (เพราะต้องรอข่าวภาคค่ำ หรือข่าวภาคเที่ยง เป็นช่วงๆ) วิทยุก็รายงานไม่ครบถ้วน นี่คือสิ่งที่ออนไลน์จะทำ นั่นคือ ทำข่าวที่เกิดขึ้นระหว่างวัน รายงานอย่างทันท่วงที ช่วงนี้ทีมออนไลน์จึงต้องทำงานหนัก แข่งกับเวลา และแข่งคุณภาพกับสื่ออื่นๆ

เมื่อเนื้อหาของออนไลน์เริ่มอยู่ตัว สเตปต่อมา จึงเป็นการสร้างเครือข่ายข้อมูลข่าวสารให้เวบออนไลน์ด้วยการ เพิ่มข้อมูล องค์ประกอบของข่าวชิ้นหนึ่งๆ ให้ครบถ้วน ทั้งข้อมูลพื้นฐาน บทวิเคราะห์ ภาพ วิดีโอ เสียง ฯลฯ ด้วยความที่ออนไลน์มีพื้นที่ไม่จำกัด การเพิ่มจำนวนคลิกลิงก์ของผู้ข่าว ต่อข่าวชิ้นหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่นักข่าวออนไลน์จะทำ เพื่อให้ข่าวออนไลน์ชณะสื่ออื่นอย่างใสสะอาด เป็นทั้งข่าวที่ไว ครบ และสื่อสารแบบสองทาง

เมื่อสามารถใส่ความคิดเห็นได้ มีคอลัมนิสต์ที่ดึงดูด มีมัลติมีเดีย ฯลฯ ข่าวออนไลน์ก็ชนะใจคนยุคไอทีได้อย่างไม่ยาก

ทุกอย่างสิ่งเหล่านี้เป็นสเตปๆ ไป โดยคุณสนธิ เป็นผู้วางรากฐาน การบริหารแต่ละช่วง ล่วงหน้าเป็นสเตปๆ อย่าง "อ่านขาด" แบบที่พวกเราตามไม่ทัน อย่างที่คนไทยในตอนนั้นไม่มีคำว่า เวบข่าวออนไลน์อยู่ในหัวเลย

การบริหารคอนเทนต์ แน่นอนว่าจะละเลยด้านเทคโนโลยีไปไม่ได้ แต่คุณสนธิก็สามารถบริหารจัดการทีมงานที่ดูแลด้านเทคโนโลยีให้โตควบคู่ไปกับเนื้อหาอย่างสมมาตร ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใชเรื่องง่าย เพราะต้องรองรับคนจำนวนมาก ต้องมีความไว และเสถียร และกล้าลงทุน กับสิ่งที่ยังไม่มีใครใช้ จึงมีราคาแพง แต่ก็ยังไม่มีรายได้อะไร เพราะตอนนั้นจะหาใครลงโฆษณาออนไลน์ก็แสนยาก แต่คุณสนธิก็กล้าลงทุน

สิ่งเหล่านี้เป็นการปฏิวัติสื่อออนไลน์จริงๆ ตามขั้นตอน โดยที่ผู้ชายผู้มาก่อนเวลาคนนี้ ได้ทำให้สังคมไทยโตเร็วขึ้นทางด้านสื่อสารมวลชน เทียบทันต่างประเทศ  นี่คือสิ่งที่ผู้มาก่อนเวลาทำได้

ยกตัวอย่างภาพง่ายๆ ที่ฉันจำได้ดี ภาพตอนหลังๆ สำหรับทีมผู้จัดการยุคนี้ อาจจะเป็นภาพคุณสนธิถือไอโฟนร้อยเครื่องมาจากอเมริกา ก่อนใครในประเทศไทย แล้วแจกพนักงาน แต่ภาพของคนรุ่นฉันคือ คุณสนธิหิ้ว "กล้องดิจิตอล" จากอเมริกา มาให้พนักงานออนไลน์ หนึ่งในนั้นเป็นฉันที่ได้อภิสิทธิ์ฉกเครื่องไว้ใช้ประจำ

จำได้ว่า ตอนเอามาใช้ตอนแรกยุ่งยากมาก แต่ต้องใช้ให้ได้ เพราะต้องรายงานข่าวไวกว่าคนอื่น ตอนไปทำข่าว ช่างภาพคนอื่น เอาตาใส่ไว้หลังเลนส์ แต่ฉันกลับยื่นกล้องดิจิตอลที่ยังไม่มีใครมีในเมืองไทย ยื่นไปด้านหน้า คนก็งงเป็นไก่ตาแตกว่านี่มันกล้องรุ่นไหน พอเห็นว่าเป็นกล้องที่มีภาพแสดงหลังเลนส์ด้วย แถมยังโชว์ภาพที่ถ่ายแล้วให้ดูได้ทันที มนุษยชาติก็งงเป็นไก่ตาแตกเข้าไปอีก

... มันความทรงจำหนึ่งที่ฉันจะบอกเล่าให้แก่คุณได้เห็นภาพว่า คำว่า "ผู้มาก่อนเวลา" นั้น มีอยู่จริงๆ บุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลที่เราควรติดตาม เพื่อเรียนรู้จากเขาให้มาก เพราะเขามี "ตาพิเศษ" เห็นและเข้าใจในสิ่งที่อนาคตจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ในเวลาปัจจุบัน เราเห็นเป็นเรื่องเกินเลย เพ้อฝัน หรือไม่จำเป็น เป็นไปไม่ได้ มองภาพไม่ออก

"ผู้มาก่อนเวลา" ดูเหมือนอยู่ผิดที่ผิดทาง แต่ในความจริงนั้น เราอาจเรียกเขาในอีกสมญานามหนึ่งได้ง่ายๆ ว่า "ผู้นำ"

 

Last Updated on Tuesday, 21 July 2009 10:25

ไหว้พระแสนสนุก

E-mail Print PDF

หนึ่งปีที่ผ่านมานอกจากการเมืองจะร้อนระอุชนิดเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปถึง 3 คน หันมามองด้านเศรษฐกิจก็เจอภาวะแฮมเบอร์เกอร์ดีซีส ส่งผลให้ตลาดทั่วโลกดิ่งเหวอย่างหน้าใจหาย แม้กระทั่งในวงการบันเทิงก็เกิดเรื่องร้ายแรงไม่เบาไม่ว่าจะเป็นการสูญเสีย เลิกรา หรือคดีฉาวๆ ของเหล่าคนดังก็มีให้เห็นกันทั้งปี

       

       ในปี 2552 นี้หมอดูหลายๆ สำนักก็ได้ออกมาทำนายดวงเมืองในทำนองเดียวกันว่า บ้านเมืองจะร้อนเป็นไฟ ปัญหาการเมืองจะยังไม่ยุติและเกิดการแตกแยกถึงขั้นเกิดจลาจลในกรุงเทพ จะเกิดการล้มละลายทางเศรษฐกิจชนิดตกต่ำสุดขีดประชาชนอดอยาก เกิดเหตุอุทกภัยกรุงเทพจะจมบาดาล คลื่นยักษ์จะเข้าถล่มภาคใต้อีกครั้ง ส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตครั้งใหญ่ในประเทศ และอีกหลายต่อหลายคำทำนายที่ฟังแล้วชวนขนหัวลุก จนได้รับขนานนามว่าเป็นปี “วัวบ้า

       

       เจอคำทำนายแบบนี้หลายๆ คนคงจะรีบวิ่งแจ้นไปทำบุญสะเดาะเคราะห์กันยกใหญ่ ส่วนจะทำแบบไหนอย่างไรให้ได้ผลนั้นวันนี้ อาจารย์ลักษณ์ เรขานิเทศ งดฟันธงมาแนะเคล็ดลับทำบุญของแต่ละราศี

       

       ราศีมังกร

       “ปีพุทธศักราช 2552 เป็นจุดที่มีดวงชะตาที่ตกและเกิดดับและรุ่งโรจน์ ไม่เกิดก็ตาย ไม่ตายก็เกิด ถ้าสูงวัย ป่วยสุขภาพไม่ดีมีสิทธิ์ตาย โสดอยู่อาจจะตายจากความจนเป็นรวย อาจจะตายจากป่วยเป็นหาย สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ควรหาโอกาสไปกราบสักการะคือ กราบนมัสการพระพุทธรูปปางนาคปรก อยู่ที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย .สุโขทัย องค์นั้นถือว่าเป็นองค์ปฐมกำเนิดของพระพุทธรูปในอาณาจักรชาติไทย ที่นี่เป็นปางนาคปรก 9 เศียร ปกติมีแค่ 7 เศียร หรือสักการะพระพุทธรูปปางนาคปรก 9เศียรในหอพระที่ศาลพระหลักเมือง กราบสักการะพระบรมรูปอดีตบุรพกษัตริย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช ที่จ.เชียงราย เหนือสุดสูงสุด จะเป็นสิริมงคล อย่างยิ่ง สิ่งมงคลที่ชาวราศีมังกรควรพกไว้ประจำตัว เป็นเครื่องรางของขลังที่ทำจากกะลา เขี้ยว งา จะทำให้ท่านพ้นจากโพยภัยและอันตรายทั้งปวง

       

       ราศีกุมภ์

       “ชาวราศีกุมภ์นั้น ตามหลักเกณฑ์ทางโหราศาสตร์ มีดาวราหูเป็นดาวประจำตัว ฉะนั้นสถานที่ที่ควรไปกราบสักการะในปีนี้ได้แก่ พระนารายณ์ทรงครุฑประทับยืนบนพระราหู หน้าพระอุโบสถ วัดไตรมิตร เพื่อความเป็นสิริมงคล และควรหาโอกาสไปกราบนมัสการพระเทพภาวนาวิกรม วัดไตรมิตร ซึ่งท่านเป็นผู้เผยแพร่เรื่องพุทธาเทวานุภาพของพระนารายณ์ทรงครุฑประทับยืนบนพระราหู ไปกราบแล้วขอน้ำพระพุทธมนต์จากท่าน จะเป็นสิริมงคล กราบสักการะพระบรมรูปอดีตบุรพกษัตริย์ในอดีตพระปิยะมหาราช ในวัดเบญจมบพิตรมีพระบรมรูปของท่านอยู่ในวัด ให้ไปกราบขอพรขอพระบารมีจากท่านให้ชีวิตมีความเจริญรุ่งเรือง มีความสุข ความสำเร็จตลอดปี 2552 ของมงคลที่ชาวราศีกุมภ์ ควรมีพกติดตัว ตลอดปี 2552 คือ เหรียญพระนารายณ์ทรงครุฑประทับยืนบนพระราหู ของท่านเจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร อาจจะเป็นเหรียญ หรือผ้ายันต์นารายณ์ทรงครุฑฯ พกไว้ติดตัว จะทำให้ท่านแคล้วคลาด แก้เคราะห์ เสริมบารมี เสริมชะตาของท่าน

       

       ราศีมีน

       ชาวราศีมีนตามหลักเกณฑ์ทางโหราศาสตร์มีเทพพระพฤหัสบดีอันเป็นเทพตัวแทนแห่งปัญญา นักปราชญ์ราชบัณฑิตย์ เป็นผู้ที่มีคุณธรรม มีศีลธรรมประจำใจ ฉะนั้นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ควรไปกราบสักการะเพื่อเสริมชะตาราศี ตลอดปี 2552 คือพระอินทร์ หรือท้าวอัมรินทราธิราชเจ้า ท่านเป็นเทพที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนายิ่งนัก คนที่เกิดราศีมีน เป็นราศีแห่งคนมีธรรมะหรือมีบุญกุศลในจิตใจต้องหาโอกาสไปกราบท่าน องค์ที่น่ากราบไหว้น่าบูชาที่สุด อยู่ตรงสี่แยกราชประสงค์ หน้าห้างโซโก้ ทุกครั้งที่ทำบุญไหว้พระ อย่าลืมอุทิศบุญกุศลให้ท่านท้าวอัมรินทราธิราชท่านองค์พระอินทร์ด้วย กราบนมัสการพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือหลวงพ่อพระทองคำ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยสุโขทัย ปัจจุบันท่านประดิษฐานอยู่ในพระมหามณฑปที่งดงาม อยู่ที่วัดไตรมิตรวิทยาราม ขอพระบารมีของหลวงพ่อทองคำให้ชีวิตมีความสุข ความเจริญรุ่งเรือง ความร่มเย็นแคล้วคลาดจากภยันตราย ดุจพระองค์ท่านที่เป็นนิมิตหมายแห่งความเจริญรุ่งโรจน์ของประเทศชาติ ของมงคลที่ชาวราศีมีนควรมีไว้พกติดตัวตลอดปี 2552 คือ เหรียญพระนารายณ์ทรงครุฑประทับยืนบนพระราหู ของท่านเจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร อาจจะเป็นเหรียญหรือผ้ายันต์ พกไว้ติดตัว เหรียญนี้จะปัดเป่าโพยภัยให้คุณโชคดี มีชีวิตที่สดใสไปทั้งปี

       

       ราศีเมษ

       คุณที่เกิดในราศีเมษ เป็นคนที่เกิดราศีเดียวกับดวงเมือง คุณที่เกิดราศีนี้จึงอยู่ภายใต้อิทธิพลของดวงเมืองประเทศไทยช่วงปีใหม่ ผมแนะนำให้ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังนี้เดินทางทำบุญไหว้พระ 9 วัด เพื่อเสริมชะตาชีวิตกราบนมัสการเจ้าพ่อหลักเมือง  ศาลพระหลักเมือง อยู่ข้างวัดพระแก้ว อธิษฐานขอพรให้มีหลักชัยของชีวิต กราบสักการะขอพรจากเทวดาผู้รักษาเมือง คือ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าพ่อเจตคุปต์ เจ้าพ่อหอกลอง  ศาลพระหลักเมือง สิ่งมงลลเสริมดวงชะตาของคุณคือต้องบูชาพระกริ่งหรือพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพุทธเจ้า จะช่วยคุ้มครองให้แคล้วคลาดจากโพยภัยทั้งปวง และทำให้ชีวิตมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองครับ

       

       ราศีพฤษภ

       ปีที่ผ่านมาราศีพฤษภดวงตกจนรู้สึกจะเซ็งกับชีวิต พอผ่านเข้าปีใหม่ ดวงชะตาโปร่ง โล่ง รุ่งโรจน์ปีเหมือนฟ้าหลังฝน ราศีพฤษภถือว่าเป็นภพกดุมภะของดวงเมือง กดุมภะแปลว่า การเงิน การคลัง ฉะนั้น สถานที่ที่ควรไปไหว้พระเสริมดวงชะตาในปี2552 นั้น ต้องเกี่ยวกับการเงิน และโชคลาภ จะเป็นสิริมงคลสำหรับชีวิตของท่านครับถ้าไหว้พระ ต้องไปกราบนมัสการหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ,พิจิตร ขอพรให้มีโชคลาภ ถ้าไหว้เทพผมแนะนำไปไหว้องค์ไฉ่ซิงเอี๊ยะ หรือองค์ท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวัณท่านเป็นเทพเจ้าแห่งเงินตรา จะช่วยนำพาทำให้คุณมีเงินทองมั่นคง ร่ำรวย ประสบความสำเร็จ องค์ไฉ่ซินเอี้ย องค์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอยู่ที่พุทธสถานจีเต็กลิ้ม จังหวัดนครนายก นี่คือสถานที่ที่ชาวราศีพฤษภต้องไปกราบไหว้ขอพร เพื่อเป็นสิริมงคลในช่วงต้นปีนี้ ฟันธงครับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เสริมดวงชะตาในปี 2552 นี้ ควรบูชาของที่เป็นสิริมงคล เสริมโชคลาภ

       

       ราศีเมถุน

       ปีพุทธศักราช 2552 เป็นปีที่ต้องระวังยิ่งนักครับ ถ้าคนเรารู้ว่าจะมีเคราะห์ ต้องฟังด้วยความระมัดระวังและวางแผนชีวิตด้วยความไม่ประมาท ดวงชะตาก็จะตกไปประมาณสักมกราคมถึงเมษายน หลังจากวันที่ 20 เมษายน ดวงชะตาจึงจะค่อยๆ ดีขึ้นครับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เสริมดวงชะตา ในปี 2552 นี้ สถานที่ที่เป็นสิริมงคลที่ชาวราศีเมถุนควรไปกราบไปไหว้สักการะ ได้แก่ หลวงพ่อพระแก้วมรกต  วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้วครับ องค์พระแก้วมรกตถือเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง ชาวราศีเมถุนควรไปกราบไปไหว้ ขอพรในปีนี้ ให้มีความเจริญรุ่งเรือง มีแก้วแหวนเงินทอง มีเงินไหลมาเทมาตลอดปี 2552 และราศีเมถุนมีพระปางอุ้มบาตรเป็นพระประจำราศี ควรหาโอกาสไปกราบนมัสการ หลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร กรุงเทพฯ ที่มีพระองค์โตยืนอุ้มบาตร จะเป็นมงคลสำหรับชีวิตในปี 2552 นี้ครับ

       

       “สิ่งมงคลเสริมดวงชะตาดวงชะตาปี 2552 นี้ ชาวราศีเมถุนจะต้องระวังเรื่องอุบัติเหตุ ฉะนั้นคุณจะต้องหาหลวงปู่ทวด เป็นพระที่มีพุทธานุภาพคุ้มครองให้พ้นจากอุบัติเหตุเภทภัยในการขับรถยนต์และอุบัติเหตุจากการเดินทางครับ หาบูชาไว้พกติดตัวติดรถ จะทำแคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายต่าง  ทั้งปวง รวมไปถึงตะกรุดเป็นเครื่องรางของโบราณที่ทำให้คุณแคล้วคลาดอีกสิ่งหนึ่งครับ จะเป็นตะกรุดของวัดใดก็ได้ เลือกวัดที่ทำพิธีที่ถูกต้อง หาไว้ติดตัว

ราศีกรกฎ

       ปีพุทธศักราช 2552 ดวงชะตาเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย สลับสับเปลี่ยน ชาวราศีกรกฎเป็นราศีแม่ธาตุน้ำ น้ำนั้นแปลว่ามีพลังที่จะก่อให้เกิดความเป็นคลื่นลมได้อยู่ตลอดเวลาเหมือนน้ำในทะเล ซึ่งไม่สามารถจะคาดการณ์อะไรได้ คุณที่เกิดในราศีกรกฎ เป็นราศีธาตุน้ำ ปี 2552 ต้องไปกราบนมัสการพระพุทธรูปที่อยู่ติดน้ำครับ องค์สำคัญในประเทศไทย ผมเห็นว่ามีอยู่ 2 องค์ กราบนมัสการ หลวงพ่อพระพุทธโสธร .ฉะเชิงเทรา วัดหลวงพ่อโสธรอยู่ติดแม่น้ำบางปะกงครับ เป็นพระปางสมาธิ เป็นพระที่จะเสริมราศีให้กับชาวราศีกรกฎในปี 2552 ครับ

       

       หรือกราบนมัสการหลวงพ่อพระพุทธไตรรัตนนาย วัดพนัญเชิง .พระนครศรีอยุธย อยู่ติดแม่น้ำ สองสายบรรจบกันหน้าวัดพอดี ตรงจุดนี้แหละครับ จะเป็นจุดที่คุณไปไหว้ไปกราบสักการะ จะเสริมชะตาราศีเป็นอย่างดี

       

       กราบสักการะพระบรมรูปของพระมหากษัตริย์ พระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์มีพระราชลัคนาอยู่ราศีกรกฎ ตั้งโต๊ะบวงสรวง หาดอกไม้พวงมาลัยไปกราบสักการะ ขอพรจากพระองค์ท่านให้มีชัยชนะ ให้แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง และอย่าลืมอุทิศบุญกุศลถวายเป็นพระราชกุศลแก่พระองค์ จะเป็นมหากุศล และพระบารมีจะคุ้มครองท่านตลอดปี 2552”

       

       “เมื่อท่านได้ไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ใกล้น้ำแล้ว คุณควรจะมีของมงคลที่เป็นน้ำด้วยเช่นกันครับ ไปไหว้พระที่ใดก็ตามที ให้คุณเตรียมขวดหรือถุงไปตักน้ำมนต์แล้วผสมๆกัน ใส่ไว้ในขวดเล็กๆ ถ้าเป็นไปได้หาขวดใส่น้ำมนต์ที่มีหัวฉีด แล้วพกไว้ในกระเป๋าประจำตัวเลยครับ เวลารู้สึกไม่สบายใจ เอามาประพรมตัวทั่วร่างกาย จะเป็นสิริมงคลครับ

       

       ราศีสิงห์

       “ปีพุทธศักราช 2552 เป็นปีแห่งความกดดันและตึงเครียด คุณจะต้องฟังด้วยความระมัดระวัง เพราะมีมุมที่จะเกิดคราวเคราะห์และคราวโชคที่ผมจะต้องฟันธงให้คุณได้ใช้วางชีวิต ยิ่งหลายคนอายุมาก สูงวัย เจ็บป่วยออดๆแอดๆ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ควรไปกราบสักการะขอพรประจำปีคือ พ่อปู่หมอชีวกโกมารภัจจ์ เป็นหมอที่รักษาพระพุทธเจ้า ที่แรกที่อยากให้ไปกราบอยู่หลังพระอุโบสถวัดพระแก้วมรกต อีกที่อยู่ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธหรือที่โรงพยาบาลสงฆ์ ไปกราบขอพรขอพระบารมีของปู่หมอชีวกโกมารภัจจ์ช่วยคุ้มครองรักษาคุณ ให้แคล้วคลาดจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ กราบนมัสการพระพุทธนิมิตรพิชิตมาร พระประธานวัดหน้าพระเมรุ .พระนครศรีอยุธยา เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ที่พม่าไม่เผาทำลายอยู่วัดเดียว ไปกราบขอพรจากท่าน ขอให้มีความสมบูรณ์ แคล้วคลาดจากภยันตรายต่าง  ดุจองค์ท่านที่แคล้วคลาดจากภัยของสงครามเมื่อเสียกรุงครั้งที่ 2 สิ่งที่จะเสริมสิริมงคลให้คุณในราศีสิงห์แคล้วคลาดจากโพยภัยต่างๆในปี 2552 และควรพกติดตัวไว้คือ เส้นเกศาของคุณพ่อคุณแม่เอามาไว้คุ้มครองรักษาตัว จะใส่เป็นกรอบพลาสติกแล้วพกติดตัว

       

       ราศีกันย์

       ปีพุทธศักราช 2552 เป็นปีที่คุณจะรุ่งโรจน์ ประสบความสำเร็จในแทบทุกประการ...ฟันธง ในปี 2552 นี้ สถานที่ที่เป็นสิริมงคลที่ชาวราศีกันย์ควรไปกราบไปไหว้สักการะได้แก่ กราบขอพรจากองค์พระพิฆเณศวร์ พระศิวะเทพ พระแม่สตีคือพระแม่อุมาเทวี พระพุทธรูปองค์นี้ตั้งอยู่ที่สี่แยกตลาดห้วยขวาง ไปกราบขอพรจะเป็นสิริมงคลคุ้มครองดวงชะตาตลอดปี ให้ชีวิตท่านมีแต่ความอบอุ่น และคิดหวังอะไรประสบความสำเร็จตลอดปี 2552 นี้ครับ นอกจากนั้นแล้วควรหาโอกาสไปกราบนมัสการ หลวงพ่อพระพุทธชินสีห์ หลวงพ่อพระไพรีพินาศ ที่วัดบวรนิเวศวรวิหาร กราบขอพรให้แคล้วคลาดจากภยันตราย และขอให้คุ้มครองดวงชะตาไปตลอดทั้งปี ส่วนของมงคลที่ควรจะพกไว้คุ้มครองตัวเองให้พ้นโพยภัยก็คือ องค์พระพิฆเณศวร์ เหรียญพระศิวะ หรือเหรียญพระแม่อุมา

       

       ราศีตุลย์

       “ปีพุทธศักราช 2552 เป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่น่าชื่นใจ ปีนี้เป็นปีทองผ่องอำไพโดยภาพรวมแบบ ...ฟันธง ฉะนั้นผมขอแนะนำให้ไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นทองได้แก่ กราบนมัสการพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือหลวงพ่อพระทองคำ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยสุโขทัย ปัจจุบันท่านประดิษฐานอยู่ในพระมหามณฑปที่งดงาม อยู่ที่วัดไตรมิตรวิทยารามถ.เยาวราช กราบขอพรองค์เทพคือ ระตรีมูรติ คือพระศิวะ พระพรหม พระนารายณ์ อยู่ในร่างเดียวกัน มีอยู่ 2 ที่ครับหน้าอาคาร CENTRAL WOLD เป็นพระตรีมูรติปางประทานพร ใครที่มีความสบายอยู่แล้ว อยากดีขึ้น ไปกราบตรงนั้น แต่ถ้าใครมีปัญหามีทุกข์ใครมีอุปสรรคมีปัญหาต้องไปกราบตรีมูรติปางทรงนิลพัตรที่สี่แยกตลาดห้วยขวางจะประสบความสำเร็จตลอดปี2552 นี้ครับ

       

       “ปีนี้ถือว่าเป็นปีทอง ดวงกำลังเจริญรุ่งเรืองไปสู่จุดสูงสุด ฉะนั้นสรรพสิ่งมิ่งมงคลสำหรับชาวราศีตุลย์ในปี 2552 ที่จะทำให้คุณเจริญคือ พระสมเด็จ สมเด็จ แปลว่าสูงสุดของพระราชาคณะ พระสมเด็จไม่ว่าจะเป็นรุ่นเก่ารุ่นใหม่ เช่น พระสมเด็จวัดเจ้าอามฝั่งธน ไปหาไว้บูชาติดตัว จะอำนวยอวยผลให้มีความสำเร็จดังที่หวัง ฟันธง..ครับ

       

       ราศีพิจิก

       ปีนี้ชาวพิจิกต้องระวังอุบัติเหตุทางรถยนต์เฉี่ยวชน คุณจะต้องมีหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดแขวนไว้ประจำรถ ด้านหน้ารถจะต้องมีสติ๊กเกอร์พระนารายณ์ทรงครุฑประทับยืนบนพระราหูติดเอาไว้ จะได้แคล้วคลาดจากภยันตราย และเนื่องจากชาวราศีพิจิกนั้นมีเทพพระอังคารเป็นเทพประจำตัว เพราะฉะนั้นในปี 2552 นี้ ผมแนะนำให้ไปกราบหลวงพ่อพระนอน ชีวิตจะได้นอนมา และมีความมั่นคง ขอหลวงพ่อพระนอนคุ้มครองรักษาได้แก่ หลวงพ่อพระนอน วัดขุนอินทประมูล .อ่างทอง ,หลวงพ่อพระนอน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ ,หลวงพ่อพระนอน วัดบวรนิเวศฯ , หลวงพ่อพระนอน วัดพระนอนจักร์สีห์.สิงห์บุรี ,หลวงพ่อพระนอน วัดใหญ่ชัยมงคล .อยุธยา ,หลวงพ่อพระนอน วัดสะตือ .อยุธยา และกราบสักการะพระบรมรูปอดีตพระมหากษัตริย์พระนเรศวรมหาราช ที่วัดใหญ่ชัยมงคล ขอพระบารมีคุ้มครองรักษาตัวท่านให้มีชัยชนะ แคล้วคลาดจากโพยภัยทั้งปวง

       

       “ชาวพิจิกตามปรัชญาของโหราศาสตร์นั้น มีดาวอังคารเป็นดาวประจำตัว ถือเป็นดาวตัวแทนแห่งสงครามและการต่อสู้ ของมงคลที่ควรจะมีไว้คุ้มครองท่านตลอดปี 2552 นี้คือ เหรียญพระนเรศวรมหาราช หาเหรียญที่สร้างจากวัดใดก็ได้มาพกติดตัว

       

       ราศีธนู

       “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวราศีธนูควรไปกราบสักการะขอพร เสริมชะตาราศีประจำปี 2552 มีอยู่ 2 ที่ครับ กราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ภูเขาทอง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ราศีธนูถือว่าเป็นราศีของภพศุภะของดวงเมือง แปลว่าภพสูงสุดเพราะฉะนั้นภูเขาทองกลางเมืองรัตนโกสินทร์ที่ใหญ่ที่สุดก็คือวัดสระเกศ เป็นภูเขาทองที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ไปไหว้ไปกราบสักการะขอพร เพื่อให้ชีวิตนั้นผ่องใสดุจสีทองผ่องอำไพขององค์ภูเขาทอง คุณจะมีแต่ความสุข ความเจริญ

       

       “ชาวราศีธนูนั้น ตามหลักเกณฑ์ทางโหราศาสตร์ ท่านมีดาวพฤหัสบดีเป็นดาวประจำตัว ตามหลักเทวะกำเนิดเทพพระพฤหัสบดี สร้างจากฤๅษี 19 ตน ประกอบกับดวงชะตาของคุณในปี 2552 นี้ เรื่องสุขภาพมีปัญหา เจ็บไข้ได้ป่วย รวมถึงบุตรหลานที่ดื้อซุกซน เลี้ยงยาก ตลอดจนท่านที่ต้องการมีบุตรผมแนะนำให้ไปไหว้ฤาษี ที่ผมไปกราบสักการะเป็นประจำอยู่ที่เทวาลัยสี่แยกตลาดห้วยขวาง ของมงคลเสริมดวงชะตาตลอดปี 2552 รูปหล่อลอยองค์ปู่ฤๅษี อาจจะเป็นภาพก็ได้ หาเอาไว้บูชาติดตัวตลอดปี 2552 นี้

 

จาก ผู้จัดการออนไลน์ 

Page 2 of 4

เที่ยวยุโรปกับคนไทยในยุโรป

เที่ยวยุโรปอย่างคุ้มค่ากับคุณสไมล์ลี่คุณลี่จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป แบบกันเองค่ะ แบกเป้สนุก และประหยัด
 
เที่ยวฮอลแลนด์ กับคุณเจี๊ยบคุณเจี๊ยบ นักเขียนตะลอนทัวร์อิตาลี่ จะพาคุณเที่ยวเนเธอร์แลนด์แบบเพื่อนอันอบอุ่น
 
เที่ยวออสเตรียแบบโฮมสเตย์ กับคุณแอ้มทริปคุณแอ้ม จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป อยากเล่นสกี และพักโฮมสเตย์กับคนไทย ลองดูที่่นี่่ค่ะ
 
>> สนใจแลกลิงค์ ติดต่อ rinแอดnetnapa.net ค่ะ 
You are here: