~For My Reader~ 

บทนำ
เริ่มต้นเดินทาง ยากเสมอ
เขียนหนังสือ ยากที่ย่อหน้าแรก

ประโยคเริ่มต้นง่ายๆ ของหนังสือท่องเที่ยวก็คือ "ชีวิตคือการเดินทาง" (คล้ายๆ กับเมื่อจะพูดเรื่องบ้านก็เริ่มต้นด้วยบ้านคือวิมานของเรา), อะไรมันจะง่ายอย่างนั้น ใช่ ชีวิตคือการเดินทาง แต่การเขียนหนังสือก็น่าจะมีมากกว่าหนึ่งหนทาง...แต่ไม่ว่าจะยังไง ก็ถือได้ว่าฉันขึ้นต้นย่อหน้าแรกของหนังสือได้เรียบร้อยแล้ว
อะไรก็ตาม การเริ่มต้นนี่ล่ะยากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเดินทางก้าวแรก เขียนหนังสือย่อหน้าแรก มีแฟนคนแรก เข้าโรงเรียนครั้งแรก หรือแม้แต่โกหกครั้งแรก เมื่อเริ่มต้นเขียนหนังสือย่อหน้าแรกได้แล้ว ฉันก็จะขอจบย่อหน้าที่สองด้วยการบอกว่า สาเหตุที่ฉันต้องเขียนหนังสือเดินทางเล่มนี้ก็เพราะว่าการเดินทางไม่ใช่ชีวิต,ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต, หากมันคือส่วนหนึ่งของชีวิต ซึ่งไม่ว่าจะเป็นส่วนสำคัญมากหรือสำคัญน้อย แต่มันก็มีเรื่องเล่าในแบบของมัน จากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดจบ มีองค์ประกอบครบให้เราอ้างอิงถึง เป็นต้นว่า วิธีการไป การจัดกระเป๋า การเลือกเพื่อนร่วมทาง หัวข้อที่จะคุยระหว่างเบื่อๆ วิวข้างนอกสวยแค่ไหน ซื้ออะไรไปฝากเพื่อน จะกินอย่างไร เข้าเมืองตาหลิ่วอย่างไร และเรื่องอะไรที่เรารับไม่ได้ระหว่างเดินทาง
เราอาจเดินทางไปในรอยทางเดียวกันบนรองเท้าคนละคู่ สายตาคนละแบบ และคนละช่วงเวลา แต่ทว่า ความรู้สึกและความทรงจำเราอาจเหมือนกันก็ได้ นั่นไม่ใช่ปัญหา มาฟังฉันเล่าเถอะ ฉันจะเล่าในแบบของฉัน และเธอฟังในแบบของเธอ
คุณอาจไม่อยากอ่านเล่มนี้ด้วยข้ออ้างได้มากมาย เช่นว่า คงไม่มีโอกาสเดินทางไปในเส้นทางสายเดียวกัน หรือว่าไม่รู้จักคนเล่าดีพอ ก็จริงนะ แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องไปที่เดียวกับฉัน เราไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน แต่สาเหตุที่คุณควรจะอ่าน ก็เหมือนกับที่มีผู้ชายคนหนึ่ง คุกเข่าขอร้องให้คุณแต่งงานด้วย ทั้งที่มันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต ควรจะคิดให้นานๆ แต่หากไม่จำเป็นจริงๆ ณ วินาทีตรงหน้านั้น (พร้อมประกายของเพชร) คุณก็คงจะไม่ปฏิเสธเขาใช่ไหม
การที่ฉันขอให้คุณอ่านเรื่องนี้ก็เหมือนกัน .. โดยไม่จำเป็นต้องคุกเข่า แต่ฉันเขียนทั้งหมดด้วยหัวใจ จากทุกรอยเท้าที่ย่ำไปในยุโรป เวลาทุกนาที สมบัติพัสถาน และการคิดถึงบ้านเมื่อจากมาไกลๆ ทั้งหมดนี้เป็นเดิมพันวางไว้ตรงหน้า เพื่อให้คุณหันมามอง
รู้ไหม เรื่องอกหักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งในโลก คือ การที่นักเขียนอกหักจากคนอ่าน คือการที่คนอ่านหักอกคนเขียน
รู้ไหมว่า การยื่นมือรับแหวน อาจจะไม่ต่างจากการหยิบหนังสือเล่มหนึ่ง
สัญญาหน้าร้านหนังสือที่ชั้นวางแผง ว่าถ้าฉันเขียน คุณจะอ่าน (ในวันที่คุณบ่นว่าหาหนังสือทีี่อยากอ่านไม่เจอ) คุณเคยสั่งการณ์ในสายลมให้ใครสักคนออกไปจากบ้าน แล้วกลับมาพร้อมกับเรื่องสนุกๆ ที่วางไว้บนชั้นหนังสือในร้านหนังสือใกล้บ้าน แล้วคุณบอกว่าถ้ามีใครทำแบบนั้น คุณเอามันกลับบ้านไปด้วย
... คือคุณใช่ไหมล่ะ!?
รู้ไหม เมื่อหมั้นหมายกับใคร
เราควรจะแต่งงานกับคนๆ นั้น.
บทที่ สอง
หนังสือ คือ แหวนหมั้น
และฉันอยากแต่งงานกับคุณ

อาจมีคนบอกรักด้วยหนังสือ
แต่มีใครขอแต่งงานด้วยหนังสือ?
เริ่มต้นย่อหน้าแรกของบทแรกว่ายากแล้ว การเริ่มต้นย่อหน้าแรกของบทที่สอง ก็ใช่ว่าจะง่าย การเริ่มต้นทุกสเต็ปไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นนำให้เราเข้ารกหรือเข้าพง แบบที่ฉันกำลังทำนี่แหละ
ก่อนที่จะพงให้มากกว่านี้ เรามาเข้าเรื่องกันก่อน (เป็นการเชื่อมประเด็นที่เชยเสียจริง) เรื่องที่ว่าก็คือว่า ระหว่างการเขียนหนังสือ การเดินทาง และความรัก คุณรู้ไหม มีอะไรที่เหมือนกัน
"อ่อนหวานเหมือนความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก" นั่นคือสิ่งที่ทั้งสามอย่างเหมือนกัน การเขียนหนังสือคือความอ่อนหวานแบบความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก เพราะเมื่อความคิดเลื่อนไหล และพรั่งพรูออกมาเป็นตัวอักษร มันสวยงามเหมือนประกายความคิด เหมือนประกายของฝนดาวตกที่เป็นโมเมนต์แห่งความสุขที่น่าจดจำ
การเดินทาง อ่อนหวานเหมือนความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก เพราะ ณ จุดที่รอยเท้ากับหัวใจเราบรรจบกัน เราไม่เคยลืมภาพความทรงจำนั้นได้เลย
ความรักอ่อนหวานเหมือนความทรงจำในวันที่ฝนดาวตก เพราะเมื่อใดที่ความรักหล่นจากหัวใจ เรารับรู้ได้ว่าโลกทั้งโลกสั่นกระเทือน วูบไหว และอ่อนหวานทั้งยามเจ็บและยามสุขจากความรัก
ทำไมเมื่อเดินทาง เราจึงต้องทั้งมีความรัก และต้องเขียนหนังสือ?
ฉันอยากให้คุณย้อนไปอ่านชื่อเรื่องของบทนี้ค่ะ
หนังสือไม่ยืนยง
เส้นทางไม่ยาวนาน
ความรักอาจเปลี่ยนแปลง
ไม่มีอะไรถาวร
เมื่อทุกอย่างเป็นอนิจจัง
เราควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่ยั่งยืนให้ได้
ใช้ความเปลี่ยนแปลงให้เป็นประโยชน์
อยู่กับโมงยามนั้นก่อนจะสิ้นสูญ
รู้จักการซึมซาบ และดื่มด่ำให้เป็น
ก่อนจะดับหายไปตามกาลเวลา
บทที่สาม
บทคัดย่อ

ฉันอยู่ยุโรปมาแล้วห้าปี ฉันแต่งงานที่นี่ ประเทศที่ไปบ่อยคือ เช็ค ออสเตรีย เยอรมัน ฝรั่งเศส และบางเมืองในเบลเยี่ยมกับอิตาลี ฉันจะเล่าเรื่องพวกนี้ให้คุณฟังในแแบบเห็นภาพ ซึ่งหมายความว่า มีภาพเยอะๆ เต็มหน้า และมีคำบรรยายใต้ภาพ หมดยุคของการเล่าด้วยตัวหนังสือแล้วใช่ไหม เมื่อภาพหนึ่งภาพให้ความหมายมากกกว่าคำล้านคำ และเราเพราะมีกล้องดิจิตอล
พูดถึงประเทศเช็ค มันเป็นประเทศที่สวยงาม พูดถึงประเทศออสเตรีย มันเป็นประเทศที่สวยงาม พูดถึงประเทศเยอรมัน มันเป็นประเทศที่สวยงาม พูดถึงฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยี่ยม มันเป็นประเทศที่สวยงาม ใช่ อะไรๆ มันก็สวยงามทั้งนั้นแหละ แต่สวยงามแบบไหนล่ะ นี่แหละคือปัญหา
หน้าที่ของบทคัดย่อ คือ การสรุปที่มาของปัญหา และให้คำตอบแบบสั้น คำตอบนั้นก็คือว่า เช็คสวยเพราะเป็นเมืองเก่าทั้งเมือง คลาสสิคแบบโรแมนติก แต่มีอารมณ์แบบซึ้งเศร้า, ออสเตรียสวยแบบธรรมชาติ ภูเขาตระหง่านตา และเมืองเก่าที่ซ่อนอยู่ในความเป็นเมืองใหญ่ที่เจริญ ท้าทายให้ค้นหาการผสมผสานอย่างลงตัวนั้น, เยอรมัน ก็คล้ายๆ กับออสเตรียนั่นแหละ จะแยกถูกได้ต้องอ่านในรายละเอียด และส่วนฮังการี ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม จะยังไม่กล่าวในเล่มนี้
สิบห้าเมืองในสามประเทศ เยอรมัน เช็ค และออสเตรีย เป็นเมืองไฮไลต์ของทั้งสามประเทศที่จะเล่า และนี่ล่ะคือปัญหา
ปัญหาเกิดขึ้นแก่บทคัดย่อ เพราะอ่านแล้วต้องอยากไปแน่ๆ และต้องการแสวงหาวิธีการไปให้ได้ ซึ่งในบทสรุปสุดท้าย ฉันก็ได้ทำการวิจัย และพรรรณาหาคำตอบให้แล้วค่ะ
มากมายเรื่องเล่าที่เจอ
ร้อยเมืองในโลกที่ผ่าน
อาจมีบางอย่างที่ข้ามไปไม่ได้เล่า
ทั้งที่บางเรื่องก็อยากเล่า
ทั้งที่บางเรื่องที่ควรเล่า ก็กลับลืม
ไม่มีอะไรประมาณได้แน่นอน
เรื่องเล่าของเรา ณ เวลาต่างๆ
เหตุการณ์เดียวกัน ให้เล่ากี่ครั้งก็ไม่ซ้ำแบบ
ดังนั้น เราจึงควรอยู่กับปัจจุบัน
และทำหน้าที่ตรงหน้าก็พอ
ฟังเท่าที่ได้ยิน
เขียนเท่าที่จินตนาการออก
ปัจจุบันเท่่านั้นเรามีอยู่

ภาพพระอาจารย์ ว. วชิรเมธี ณ กรุงปราก ฉันถ่าย
หลังจากท่านสอนฉันว่า เขียนหนังสือไม่ต้องบิวด์
ไม่มีบิวล์อารมณ์ เขียนเลยทันที ณ อารมณ์นั้นๆ
เสร็จแล้วเสร็จเลย อย่าลังเล
(347163)


















คุณลี่จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป แบบกันเองค่ะ แบกเป้สนุก และประหยัด
คุณเจี๊ยบ นักเขียนตะลอนทัวร์อิตาลี่ จะพาคุณเที่ยวเนเธอร์แลนด์แบบเพื่อนอันอบอุ่น