Font Size

Screen

Profile

Layout

Direction

Menu Style

Cpanel

Photo Story

ฮันนีมูน (๕)

E-mail Print PDF
User Rating: / 3
PoorBest 

 

คราวก่อน เราไปฮันนีมูนนครวัดมา

คราวนี้เราไปดูส่วนอื่นๆ ของเสียมเรียบกัน

เสียมเรียบ แปลว่า .... เมืองที่สยามเสียไป

นี่เพื่อนเขมรบอกนะ 

ก่อนออกไปเที่ยวต่อ รองท้องด้วยแซนวิชที่เสิร์ฟในห้องพักก่อนนะ ... 

 

 ผลไม้ก็มี

 

เข้าห้องน้ำห้องท่าให้เรียบร้อยก่อนไป 

 

ลาก่อนที่นอนแสนสบาย ...  

 

จากนั้น ตามมาได้เร้ยย... 

 

หลังจากเที่ยวนครวัดแล้ว มาเร็กก็ขอนอนพักที่โรงแรม เพราะเริ่มติดไข้ เลยเป็นฉันที่เที่ยวรอบๆ เมืองด้วยตนเอง โดยรถสามล้อเครื่อง ซึ่งสนุก โลคอล แต่ไม่ถูกนะ จ่ายเป็นดอลลาร์ ก็ต่อรองได้นิดหน่อย ฉันเลือกเที่ยวคนเดียวตอนกลางวัน คิดว่าคงปลอดภัย ถ้ามีอะไร ก็เน้นกระโดดสามล้อไว้ก่อน ซึ่งไปลองมาแล้ว ก็ปลอดภัยดีนะ ไม่มีอะไรน่ากลัว

ทำให้รู้สึกว่า คนกัมพูชานี่ ก็รับแขกดีเหมือนกัน แตกต่างจากคนไทย ตรงที่เขาดูถ่อมตัว ขี้อาย นี่คงเป็นเสน่ห์ของคนไทย สมัยก่อน ที่ทำให้ฝรั่งติดใจมาเที่ยวล่ะมั๊ง

ส่วนวิธีการเที่ยวเสียมเรียบของฉัน ก็ง่ายมาก ได้อะไร ก็ไปอย่างนั้น นั่นคือ ถึงเป็นนักเขียนเรื่องท่องเที่ยว แต่ฉันก็ไม่ได้ใช้ไกด์บุคให้เสียเวลา ฉันใช้ไกด์ท้องถิ่นนี่แหละ

ออกคำสั่งให้สามล้อ "พาไปไหนก็ได้" .... "ที่เป็น วัด พิพิธภัณฑ์ และตลาด" ....

และแล้ว สิ่งที่ฉันพบก็เป็นดังนี้ค่ะ...

 


 

ออกเดินทางอย่างนี้

ไปในเส้นทางของชาวบ้าน ไม่ใช่นักท่องเที่ยวแบบนี้ 

 

เห็นกำแพงวัด ก็ชอบแล้ว

ฉันไม่เน้นเที่ยววัดดัง บอกเขาไปวัดชาวบ้านนี่แหละ

 

รถเข็นแบบบ้านเรา 

น่ากินหรือเปล่า ? 

ดูเป็นเอกลักษณ์แบบเขมรดี

 

ก็ดูไปเรื่อยๆ ศิลปะของวัดเขมร เขาต่างจากวัดไทยยังไง

นี่คือเทพพนม

 

ผุๆ กร่อนๆ ดูแล้วชอบ ตามประสาคนชอบของเก่า

 

อนุสรณ์สถานแห่งหนึ่ง ที่สามล้อพาฉันมา ไม่รู้ว่ามีความสำคัญอย่างไร

ชื่ออะไร แต่ถ้าเขาพามา แสดงว่าคงสำคัญสำหรับคนท้องถิ่น ไม่มีนักท่องเที่ยว

ฉันลองๆ ดูแล้ว เป็นอนุสรณ์สำหรับคนตายเพื่อบ้านเมือง ประมาณเนี้ย

 

ศิลปะค่อนข้างน่ากลัว

ทางเข้า

 


ต่อมาไปวัดชาวบ้าน

 

  

ในอุโบสถก็ชาวบ้านแบบนี้

 

สีสัน คัลเลอร์เนเบตอง ดีนะ

 

อีกด้านหนึ่ง

ก็คล้ายวัดไทยนะ แต่มันไม่เหมือนซะทีเดียว

ไอ้อะไรที่คล้าย แต่ไม่ใช่นี่ เป็นอะไรที่น่ามองดี 

 

เขามีพิธีงานวัดแบบชาวบ้าน ฉันก็ถือโอกาสไหว้พระแบบเขาเลย ทำบุญแบบชาวบ้านเลย

 

 

เป็นวัดที่ติดกับโรงเรียน เลยได้เห็นนักเรียน น่ารักดี เล่นกับเด็กเหมือนนางงามจักยานเลยฉัน

นี่ไงเล่า :) แอคชั่น! 

 

โฉมหน้าสารถี ดูไว้ใจได้... 

 

ไปต่อไป...

เข้าเขตชาวบ้าน ดูแล้วเป็นบ้านกระต๊อบๆ น่าดูมากเลย

อันนี้ล่ะที่ฉันชอบเที่ยว

 

เขาพาฉันไปดูอะไรเนี่ย

 

อ้อ วัดอีกแห่ง

 

ที่มีพระปรางค์โบราณ

 

น่าเสียดายที่ไม่รู้ความสำคัญ

 

ตลาด

ตลาดชาวบ้านจริงๆ ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่เขาพาฉันมา 

โรงเรียนพิเศษ

จบที่พิพิธภัณฑ์ของเสียมเรียบที่ใหม่และใหญ่ที่สุด

ผ่านหน้าปุ๊บ ฉันเห็นปั๊บ สัญชาตญาณบอกให้จอดๆๆๆ ทันที

พอลงไปดู ก็เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ไม่ควรพลาดจริงๆ

 

ที่นี่ออกแบบโดยคนไทยนะ

ด้านในมีวิธีคิดเยอะ ตรงกลางเป็นสระน้ำ

เรียกว่าขาดไม่ได้ในสถาปัตยกรรมแบบเขมร ที่ต้องมีสระน้ำในปราสาท

ทางเข้า 

ทางเดิน 

นี่แหละ  เศียรพระเจ้าชัยวรมันที่เจ็ด ที่ทรงคุณค่าที่สุดของเสียมเรียบ

ถ้าฉันคาดไม่ผิด (ห้ามอ้างอิง เพราะไม่แน่ใจค่ะ)

แต่จำได้ เพราะเคยเห็นที่ปารีส และในหนังสือ

กษัตริย์องค์นี้แหละที่สร้างนครวัดให้ยิ่งใหญ่ และสั่งทำรูปปั้นตัวเองให้หน้าเหมือนพระพุทธเจ้าไว้ที่นครวัดด้วย

ตามความเชื่อที่ว่า กษัตริย์ดั่งเทพสมมติ ซึ่งเป็นต้นธารของระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั่นเอง 

 

.......

ตกเย็น หลังจากไปเที่ยวคนเดียว แน่นอนว่าฉันต้องคิดถึงคู่ฮันนีมูนขึ้นมา ไม่มากก็น้อย เลยพยายามใช้เสน่ห์แพรวพราวที่มีอยู่น้อยนิด ออดอ้อนให้คุณชายออกไปนั่งสามล้อเที่ยวยามเย็นด้วยกัน เพราะนี่เป็นอะไรที่ในฝันของฉันเลยนะ

เย็นๆ ลมดีๆ แล้วมีสามล้อถีบ :)

คุณชายหลงกล แล้วเราก็ไปเที่ยวยามค่ำคืนแสนสุขจัง สามล้อใจดี บอกว่าจะแอบพาเข้านครวัดยามค่ำคืน ส่วนที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยไปดู ดีเล้ย ฉันไม่ลังเล

แต่แล้วก็ได้ดูเมืองเก่าในสภาพโพล้เพล้ น่ากลัว ตืิ่นเต้น จริงๆ 

 

เริ่มแรก ยังไม่มืดเท่าไหร่ แค่เริ่มค่ำอย่างนี้
มันเป็นส่วนที่เก่าทลายอย่างนี้ คนเลยไม่ค่อยมาดู 

 

แต่แล้ว ก็มืิดลงเรื่อยๆ
ถ่ายรูปต้องใช้แฟลช ไม่งั้นไม่เห็น
ดูสิ ซ้ายมือ เพิ่งเห็นเดี๋ยวนี้เองนะ ว่ามีสัตว์ด้วย
ดูไปเรื่อยๆ อะไรเป็นอะไร ไม่รู้
มาเร็กถ่ายรูปให้ ตอนฉันทำท่าชักไม่ได้การณ์
ฮันนีมูนช้าน
แต่ดูไปเรื่อยๆ ก็สวยดีนะ
ลึกลับ สมกับเป็นนครวัด
ตกเย็น ก็ดินเนอร์กันที่โรงแรม
วันต่อมา มาเร็กพาไปชอปปิ้งร้านขายของที่ระลึกที่คุณชายคุ้นเคย
แล้วเราก็นั่งเครื่องกลับไปพนมเปญอีกรอบ
เพราะคุณชายมีมีตติ้ง แล้วขึ้นเครื่องกลับไทยจากพนมเปญ
จากโรงแรม ตกแต่งด้วยผ้าลายขาวม้าแบบเขมร ชอบจัง
บรรยากาศสนามบินที่พนมเปญ 
.......
ทั้งหมดนี้คือฮันนีมูนของเรา จำนวนห้าวัน สี่คืน
เราพยายามทำให้ดีที่สุด แต่แบบสบายๆ
นี่แหละเป็นเราเลย 
ฮันนีมูน บางครั้งก็อาจไม่ได้หมายถึงคืนวันอันหวานชื่นน่าจดจำ
มันอาจเป็นช่วงเวลาหนึ่ง ที่คนสองคนออกเดินทางจากบ้าน
ไปที่ใดที่หนึ่งด้วยกัน หลังจากแต่งงาน
ไปเพื่อเรียนรู้ ไปเพื่อร่วมแชร์จุดหมายที่ต้องการ
...... 
เป็นเหมือนการจำลองชีวิตคู่
ที่ต้องมีการแชร์จุดหมาย และร่วมทางไปด้วยกันตลอด
บางช่วงหวานชื่น มีกันและกัน
บางช่วงโดดเดี่ยวบ้าง แต่ก็ยังมีกันและกัน
.......
และฮันนีมูน อาจต้องการบอกเราว่า ...
หากเราสามารถเลือกจุดหมายของการฮันนีมูนได้ด้วยคนสองคน
ชีวิตรักก็เหมือนกัน เราเลือกที่จะทำ และเป็นได้
แม้ว่าเส้นทางจะยาวไกลกว่า
วิธีการก็คงไม่ต่างกันนัก
.......
และสำหรับฉัน
ฮันนีมูนไม่ได้มีแค่ครั้งเดียว
เรามีฮันนีมูนได้ทุกๆ วัน
...... 
ขอบคุณค่ะที่เดินทางไปด้วยกัน 
Last Updated on Saturday, 11 July 2009 20:59

ฮันนีมูน (๔)

E-mail Print PDF
User Rating: / 2
PoorBest 

สนามบินเสียมเรียบเล็กมาก

ขนกระเป๋าแบบแมนนวล :) 

มากัมพูชา หลังจากพนมเปญ​ แน่นอนว่าเราไม่พลาดจุดหมายที่สิ่งมหัศจรรย์ของโลก อย่างนครวัด หรืออังกอร์​วัด งานนี้เราพักที่โรงแรมในเครือราฟเฟิล เช่นกัน ตกแต่งด้วยสไตล์เหมือนที่พนมเปญ ท่าทางน่าจะเป็นโรงแรมที่หรูที่สุดแห่งหนึ่งที่เมืองเสียมเรียบอยู่เหมือนกัน

 

ด้านหน้าโรงแรมค่ะ 

 

วิวจากห้องพักของเรา เป็นสระว่ายน้ำ

 

ห้องอาหารส่วนที่ติดกับสวน

เลือกก๋วยเตี๋ยวอีกแล้วเรา คล้ายไทย แต่ไม่ใช่ซะทีเดียว แต่ก็อร่อยนะ

โถงทางเดิน มีบรรเลงดนตรีสด สุนทรีย์ดี บรรยากาศโรงแรมเหมือนสปา ตกแต่งเหมือน East Meet West

 

แน่นอนว่าการเที่ยวเสียมเรียบ ไฮไลท์อยู่ที่นครวัด เมื่อไปถึงที่นั่น ฉันรู้สึกคุ้นเคยและอบอุ่นอยากบอกไม่ถูก เหมือนเคยอยู่ หรือเคยมาแล้ว จริงๆ นะ เป็นความรู้สึกแบบว่า เหมือนมาเยือนที่เก่าที่คุ้น ไม่รู้สึกแปลกหูแปลกตาเลย มันแปลกจริงๆ

ส่วนนครวัด เอาง่ายๆ ให้เห็นภาพ บรรยากาศก็คล้ายๆ กับเราไปเที่ยวเขตป่าสงวน เพราะอังกอร์วัดมีบริเวณอาณาเขตกว้าง ตั้งอยู่ในเขตธรรมชาติ ทางเข้าเหมือนเราไปอุทยานป่าต่างๆ บ้านเรา จากนั้นก็จะมีเขตต่างๆ ที่เป็นปราสาทหิน ฉันกับมาเร็กเน้นเที่ยวแบบสบายๆ เราไม่ได้ไปดูอะไรมาก ก็ไปตามชิลล์ ชิลล์

มาเร็กเป็นคนชอบหิน การได้อยู่ในเมืองหิน ทำให้เธอชอบ ส่วนฉันชอบอาร์ตในหิน การสกัด และหลักฮินดู​รวมพุทธ ทำให้ฉันสนใจ พอดีเพิ่งเรียนศิลปะขอม กับพุทธแบบเขมรไป ซึ่งมีรากมาจากความเชื่อว่า กษัตริย์คือนักบุญ​หรือเทพสมมติมาพอดี มาเห็นหลักฐานรองรับ รู้สึกทึ่งจัง

เดินทางด้วยรถนี่ จ่ายเป็นดอลลาร์​ ลมดี

ประตูทางเข้าค่ะ ค่าเข้าแพงมาก จ่ายเป็นดอลลาร์​ จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่

แต่พอวันรุ่งขึ้น อยากมาอีก ยังไม่ยอมเลย งก เพราะค่าดูแพง บอกมาเร็กว่าจะกลับมาดูใหม่อีกครั้ง คราวหน้า ให้ทั่ว

มาเร็กหัวเราะแล้วบอกว่า ใช่ ค่าดูแพง เลยจะเก็บไว้ จ่ายตั๋วเครื่องบิน กับโรงแรม มาดูใหม่ จะได้ถูกกว่า ใช่ไหม

T_T 

ทางเข้าก็จะมีเด็กๆ มารุมขายของ ออดอ้อน ออดอ้วน

พอไม่ซื้อ เธอก็ถามมาเร็กตรงๆ ว่า เพราะเธอไม่สวยพอใช่ไหม

โห... แร๊งงค์

 

ทางเข้าไปเรื่อยๆ

หน้าปราสาท ที่จอดรถ 

 

รูปสัตว์ถูกทุบทำลายใบหน้า ฉันสันนิษฐานว่ามาจากความเชื่อของมุสลิมยุคหนึ่งที่ไม่นิยมรูปเคารพ

การทุบหน้า หรือจมูก หมายถึงการฆ่าให้ตาย 

เศียรที่หายไป ในยุคของฝรั่งเศส เข้ามาค้นพบนครวัดก่อน แล้วลักลอบขนไปซะเยอะ

ปัจจุบันนี้ถ้าจะดูเศียรต่างๆ ของเขมร ไปดูได้ที่พิพิธภัณฑ์ในปารีส ชื่อ กิลเม่ต์ ชื่อนักสะสมนั่นเอง

มีเยอะมาก แม้แต่เศียรที่ล้ำค่าที่สุดของเขมร คือ เศียร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งอยู่ในภาคอวตารระหว่างคิงกับก๊อด

มีอยู่สองเศียรเท่านั้น อันหนึ่งอยู่เขมร อันหนึ่งอยู่ที่ปารีส ที่พิพิธภัณฑ์นี้นั่นเอง

หน้าอกหน้าใจของนางอัปสร เชื่อว่าลูบแล้วอธิษฐานขอพร

สังเกตว่า ถูกลูบมาหลายยุค จนเลี่ยมเลย

ใบหน้าของนางอัปสร ที่ว่ากันว่ามีมากมาย และแต่ละหน้า ไม่ซ้ำกันเลย

ไม่เหมือนภาพเขียนไทย ในจิตรกรรมในอุโบสถ ที่จะเป็นหน้าหุ่น คือไม่แสดงสีหน้าอารมณ์

สะท้อนให้เห็นการบรรจง และงานศิลป์ขั้นสูงของนครวัด

แต่ละปราสาท แบ่งสัดส่วนเป็นห้องหับต่างๆ

จะว่าสลับซับซ้อนก็ไม่

มันคลับคลายคลับคลา เสมือนกันไปหมด จนแยกไม่ออก

เป็นเสน่ห์แบบหนึ่ง

แต่ละจุด ยังคงเหลือรูปเคารพบูชา ให้สักการะจริงๆ อยู่

แต่ไม่มีรูปไหนที่สมบูรณ์เลย น่าเสียดาย


แต่งตัว รอให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายภาพ แลกกับสินน้ำใจ

คู่ฮันนีมูนของฉันค่ะ

ยามใกล้ตะวันจะตกดิน บรรยากาศจะสลัว และงดงาม บอกไม่ถูก

เนื่องจากมีช่องหน้าต่างมากมาย หลายระดับ ที่เล่นละล้อกับแสงอาทิตย์

อย่างจงใจ และมีศิลปะ

การสังเกตการทอดเขาในปราสาทนครวัด จึงเป็นเรื่องที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งค่ะ

ชมหินกันไปเรื่อยๆ ถ้ามีความรู้ คงจะดูความหมายได้เยอะมาก

แต่ฉันไปคราวนี้แบบชิลล์ๆ ไปฮันนีมูน

เลยไม่ได้เคร่งครัดข้อมูลเหมือนที่ผ่านๆ มา

ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็แค่ดูไปเรื่อย ตีความ และคิดไปเอง

เอาไว้วันหลัง ไปใหม่ ค่อยดูให้เป็นกว่านี้

ทางเข้าปราสาท

ขอจบไปด้วยภาพนี้นะคะ

....

ฮันนีมูนในนครวัด

ทำให้เราเรียนรู้นิยามรักของก้อนหิน

หิน ไม่ว่าจะอย่างไร มันก็เป็นหิน

เนื้อแท้มันก็ยังเป็นหิน

ไม่ว่าจะผ่านการเวลาแค่ไหน

ถูกแดด ความชื้น หรืออะไร

แม้โลกจะแตกดับ

สิ่งที่สุดท้ายที่เหลืออยู่ ก็คือ หิน

....

ความรักก็เหมือนกัน

ถ้าเป็นรักแท้

ไม่ต้องกลัวการเปลี่ยนแปลง

รักแท้ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

....

รักแท้ ก็เหมือนหิน

คงทน หนักแน่น ดั่งหินผา

....

ขอบคุณที่อ่าน และติดตามค่ะ :) 

 ตอนหน้า เราจะไปเที่ยวส่วนอื่นๆ ของเสียมเรียบค่ะ

Last Updated on Friday, 10 July 2009 14:02

Page 1 of 6

  • «
  •  Start 
  •  Prev 
  •  1 
  •  2 
  •  3 
  •  4 
  •  5 
  •  6 
  •  Next 
  •  End 
  • »

เที่ยวยุโรปกับคนไทยในยุโรป

เที่ยวยุโรปอย่างคุ้มค่ากับคุณสไมล์ลี่คุณลี่จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป แบบกันเองค่ะ แบกเป้สนุก และประหยัด
 
เที่ยวฮอลแลนด์ กับคุณเจี๊ยบคุณเจี๊ยบ นักเขียนตะลอนทัวร์อิตาลี่ จะพาคุณเที่ยวเนเธอร์แลนด์แบบเพื่อนอันอบอุ่น
 
เที่ยวออสเตรียแบบโฮมสเตย์ กับคุณแอ้มทริปคุณแอ้ม จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป อยากเล่นสกี และพักโฮมสเตย์กับคนไทย ลองดูที่่นี่่ค่ะ
 
>> สนใจแลกลิงค์ ติดต่อ rinแอดnetnapa.net ค่ะ 
You are here: