Font Size

Screen

Profile

Layout

Direction

Menu Style

Cpanel

Travel Story

ซ่อมเวบ

E-mail Print PDF


ช่วงสองสามวันนี้ จะขออนุญาตปรับเปลี่ยนหน้าตาบลอกอีกรอบนะคะ หวังว่าคงไม่เวียนหัวกันไปซะก่อน เปลี่ยนคราวนี้ คงไม่แก้ไขอีกนาน ยังไงก็รอกันหน่อยนะคะ แก้ไขอาร์ตแล้ว ก็จะทยอยเขียนเรื่องเที่ยวอัพใส่ลิงค์ต่างๆ ให้ครบ บางหัวข้อก็คลิกอ่านได้แล้ว บางหัวข้อก็ยังไม่มีเนื้อให้อ่าน ก็จะทยอยๆ กัน นิดนึงค่ะ คือ ต่อไปถ้าจะอ่านบลอก ก็จะไม่ได้ขึ้นหน้าแรกทั้งหมด ต้องคลิกอ่านหน้าต่อไปน้า 

ตอนนี้ช่วงนี้ก็เรื่อยๆ ค่ะ เก็บกวาดบ้านไป พร้อมกับเขียนบลอก

ท่านที่เข้ามาอ่านบ่อยๆ ก็อยากรู้จักบ้างว่า มาจากไหน อยู่ที่ไหน อ่านแล้วเป็นไงบ้าง ชอบหรือเปล่า ตอนนี้มีใส่คอมเม้นต์ได้แล้วนะคะ ด้านล่าง ถ้าว่างๆ ก็ช่วยฝากรอยคำเนาะ

ส่วนเวบหน้าตาใหม่นี้ ชอบไม่ชอบอย่างไร เปรียบเทียบกับอันเก่า ก็อยากทราบความเห็นนะคะ จะได้เอาไว้ไขว้เขว้ อิอิ 

สุดท้ายนี้ก็อยากจะบอกว่า สำหรับนักเขียนแล้ว

"รักคนอ่าน" เสมอค่ะ 

 

Last Updated on Thursday, 12 August 2010 23:13

รูปแบบศิลปะและสถาปัตยกรรมของเมืองปราก

E-mail Print PDF
 
 
ภาพทั้งหมด โดย netnapa.net 


จุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมโกธิค


ในช่วงศตวรรษที่ 13 แผ่นดินเชกได้รับเอาความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมของยุโรปตะวันตกที่มีลักษณะของศิลปะแบบโกธิคเป็นหลักเข้ามากหลายประการ ทั้งผู้ปกครองนครและเหล่าบรรดาขุนนางทั้งหลายต่างก็เห็นดีเห็นงามในการที่จะเริ่มสร้างปราสาทจากหิน (ยกตัวอย่างเช่น Bezděz, Zvíkov, Český Krumlov, Landštejn) 

นอกจากนั้นก็ยังมีสิ่งก่อสร้างทางศาสนาอีกหลายแห่ง ซึ่งแสดงออกถึงความเลื่อมใสในศาสนาอย่างลึกซึ้ง ส่วนใหญ่แล้วมาจากการจัดการของ Franciscans และ Poor Clares ซึ่งเป็นลูกสาวของ Přemysl I Otakar ผู้ปกครองของอาณาจักรโบฮีเมีย (สิ้นพระชนม์ในปี 1282) และพระองค์ก็ยังเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มนักสู้ดาวแดง (The Red Star) ที่ร่วมรบในสงครามคูเสดอีกด้วย 
 
นอกจากนั้นยังมีบุคคลที่มีส่วนอย่างยิ่งในการจุดประการวัฒนธรรมโกธิคให้เป็นรากฐานสำคัญของกรุงปรากก็คือขุนนางนาม Zdislava (ตายในปี 1252) เขาเป็นทั้งผู้นำการประท้วงและหมอยาที่ช่วยเหลือคนจน และยังเป็นผู้ก่อตั้งอารามโดมินิกัน (the Dominican monasteries) ในเมือง Turnov และ Jabloň อีกด้วย
 
 
 
 
ย่านเมืองเก่า 
อนุสาวรีย์ แยน ฮุส อยู่ตรงกลาง 
 

มีเมืองอยู่ไม่กี่เมืองในโลกใบนี้ที่ยึดเอารูปแบบสถาปัตยกรรมอันหรูหรามาใช้ตกแต่งบ้านเมืองอย่างกรุงปราก  โดยเฉพาะย่านที่โด่งดังในเรื่องของความสวยงามอย่างย่านจัตุรัสเมืองเก่า ซึ่งนับว่าเป็นศูนย์กลางของศิลปะสมัยใหม่ (Art Nouveau) 
 
 
 
 
Old Town Hal มีนาฬิกาโบราณที่มีชื่อเสียง 
นักท่องเที่ยวต้องมาถ่ายภาพด้วย
 
 

อย่างเช่นรูปปั้นของ Jan Hus ซึ่งทำขึ้นในศตวรรษที่ 20 นี้เอง หากต้องการชื่นชมรูปแบบงานสถาปัตย์ของศตวรรษที่ 18 ก็ต้องขึ้นไปบนยอดหลังคาของอาคารศาลากลางเมืองเก่า (the Old Town Hall) จากนั้นก็มองลงมาเบื้องล่าง ก็จะเห็นหมู่หลังคาบ้านเรือนโบราณสไตล์โกธิคมากมาย นอกจากนั้นก็ยังมีงานสถาปัตยกรรมแบบโรมันที่สร้างสรรค์เอาไว้ภายในสถานีรถไฟใต้ดินให้ได้ยลกันอีกเช่นกัน
 
 
 
 
 
ภาพจากทาวเวอร์ ศาลาว่าการเมืองเก่า
มองลงมาเห็นย่านเมืองเก่า 
 
 
ยังมีสถานที่อีกหลายแห่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับย่านจัตุรัสเก่าแห่งนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความหลงใหลในงานสถาปัตยกรรมที่เปี่ยมไปด้วยแนวคิดทางศิลปะเท่านั้น หากยังเป็นงานสถาปัตยกรรมที่แฝงประวัติศาสตร์อันลึกซึ้งเอาไว้ด้วย อย่างที่จะสามารถเห็นได้ใน the Gothic Powder Tower ซึ่งตั้งอยู่ถัดจาก the Art Nouveau of Municipal Hall 

 
 
 
มูนิซิเปิ้ล เฮ้าส์
และหอดินปืน หรือ Power Tower เป็นสไตล์กอธิค
ว่ากันว่า เดินลอด แล้วอธิษฐาน จะสมหวัง
ไม่รู้ต้องกลั้นหายใจด้วยหรือเปล่า
 
 
บางครั้งภาพประวัติศาสตร์ก็ปรากฏให้เห็นผสมผสานกันไปกับรูปแบบทางศิลปะ อย่างเช่นในย่านเมืองเก่าเป็นต้น บ่อยครั้งคุณจะสามารถเห็นรูปแบบทางศิลปะอันหลากหลายแสดงออกมาบนพื้นที่ของอาคารหลังเดียว ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ มหาวิหาร St Vitus’ Cathedral นั่นเอง โดยวิหารดังกล่าวจะเป็นการรวบรวมเอารูปแบบทางศิลปะที่งดงามที่สุดมารวมกันเอาไว้ 
 
 
 
 
ด้านหน้า St Vitus’ Cathedral
 
 
ใหญ่จนเก็บภาพไม่หมด 
 
 
 
 
ด้านหลังมหาวิหารนักบุญวิตุส
(เช็ก ออกเสียง ว่า วิตุส ค่ะ)
ตั้งอยู่ในปราสาทกรุงปราก จะเห็นความแหลม เป็นกอธิคชัดเจน 
 
 
ส่วนใหญ่แล้ว กรุงปรากมักนิยมรูปแบบงานศิลปะแบบโกธิคและบาร็อคเป็นหลัก ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ปรากฏให้เห็นว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่เห็นได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว โดยรูปแบบหลักของงานศิลปะสมัยใหม่ที่กรุงปรากนิยมนี้เรียกว่า Art Nouveau และ Cubism  ซึ่งทั้งสองรูปแบบนี้เรียกได้ว่าสร้างให้กรุงปรากเป็นกรุงปรากที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในสายตาชาวโลกปัจจุบันนี้ ส่วนย่อยของรูปแบบอาจจะเน้นไปที่ธรรมชาติเป็นหลัก
 

ศิลปะสมัยใหม่ (Art Nouveau)


ศิลปะสมัยใหม่มีพื้นฐานมาจากรูปแบบและการออกแบบในช่วงเวลาปัจจุบัน มันเป็นสิ่งที่แตกยอดมาจากศิลปะแบบนีโอ-บาร็อค และ นีโอ-โกธิค ซึ่งเป็นรูปแบบที่ขยายตัวไปอย่างรวดเร็วในทวีปยุโรปในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 
 
ในตอนนั้นอุตสาหกรรมเหล็กและกระจกกำลังเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกรุงปรากทื่ถือว่าเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักรออสโตร-ฮังกาเรี่ยน (Austro-Hungarian empire) และเป็นที่นิยม ดังนั้นจึงมีการนำเอาวัสดุดังกล่าวมาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะกันมากขึ้น ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า ศิลปะสมัยใหม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมีเอกลักษณ์
 

ผลงานศิลปะแบบสมัยใหม่ชิ้นแรกๆ ของกรุงปรากสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีให้กับอาณาจักรโบฮีเมี่ยนในปี 1891 ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากหอไอเฟล (Eiffel Tower) ในกรุงปารีส 

สถาปนิกนาม Bedřich Munzberger ในสร้าง the Průmyslový palace (Industrial Palace) ซึ่งเป็นผลงานที่ทำด้วยเหล็กและกระจกที่มีขนาดมหึมา ปัจจุบันตั้งอยู่ในย่าน Výsttaviště ในอำเภอ Holešovice 
 
 
 
 
 
หอไอเฟลจำลอง ที่เปตริน 
 
 
นอกจากนั้นก็ยังมีหอไอเฟลจำลองที่ตั้งอยู่ที่ the Petřin Hill ซึ่งเปิดในเข้าชมได้หลังจากที่ปิดไปอยู่พักใหญ่ๆ และยังมี Havanský Pavillion ที่ตกแต่งเอาไว้อย่างสวยงามบนยอดเขา Letná Hill (ไม่ไกลจาก the metronome  ซึ่งเป็นที่ตั้งของรูปปั้นศีรษะสตาลิน (Stalin’s head) มากนัก ปัจจุบันจะมีร้านอาหารเปิดในบริการในยามกลางวัน และดิสโก้เธคสำหรับกลางคืนมากมาย) ผลงานชิ้นดังกล่าวนี้ก็สร้างขึ้นเพื่อการฉลองในวาระเดียวกัน

หลังจากที่ได้ก่อสร้างสิ่งต่างๆ เหล่านี้ในช่วงแรกๆ แล้ว ศิลปะสมัยใหม่ในเมืองนี้ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวมากขึ้น ถึงแม้ว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวภายในกรุงปรากจะดูไม่ค่อยประสบผลเท่าใดนัก แต่กับผลงานของศิลปินชาวสเปนนาม Antonio Gaudi ก็ได้ทำให้เกิดชิ้นงานศิลปะในแนวนี้ที่สวยงามมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ภาพวาด, งานปั้น, สถาปัตยกรรม, ภาพถ่าย และ งานศิลปะประยุกต์ (เซรามิก, จีเวลรี่, เฟอร์นิเจอร์, แฟชั่น, งานพิมพ์ และ การพัฒนาที่รวดเร็วในวงการศิลปะของงานโปสเตอร์) 

ศิลปะสมัยใหม่ได้อาศัยเครื่องมือจากการปฏิวัติวงการอุตสาหกรรมเหล็ก และ แก้ว โดยเป็นการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งไม่มีชีวิต (งานศิลปะ) ให้เข้ากับมนุษย์ เพื่อให้เกิดเป็นความสวยงามที่จรรโลงโลก จรรโลงใจ
 
 
 
ศิลปะของร้านอาหารในมูนิซิเปิ้ลเฮ้าส์
 
 
คุณสามารถมองหาตัวอย่างงานศิลปะสมัยใหม่ ทั้งงานวาดและสถาปัตยกรรมได้ที่ the Obecní dům (Municipal House) ที่ตั้งอยู่ ณ the Square of the Republic 
ในขณะที่ the Umělecko průmyslové museum v Praze (Museum of Applied or Decorative Art) ที่ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 17 listopadu 2 จะจัดแสดงผลงานศิลปะสมัยใหม่ในรูปแบบของศิลปะประยุกต์ทั้งหมด 

ส่วนสถานที่ที่ดีที่สุดที่จะชมผลงานศิลปะสมัยใหม่ในรูปของงานปั้นก็สามารถชมได้ที่ the Bilék villa ซึ่งตั้งอยู่แค่ตรงด้านนอกของพื้นที่ของปราสาทบนถนน Mieckiewiczova 1 ซึ่งที่นี่ได้บรรจุผลงานคอลเลคชั่นที่สวยงาม (รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์บางชิ้น) ที่เป็นผลงานของศิลปินนาม František Bílek ที่นับว่าเป็นศิลปินที่ชำนาญทางด้านงานปั้น, งานกราฟฟิค และ ดีไซเนอร์ ชื่อดัง 
 
 
 
รูปพระเยซูตรึงกางเขน ในมหาวิหารนักบุญ วิตุส
 
นอกจากนั้นยังมีผลงานที่โด่งดังที่สุดที่แขวนเอาไว้ภายในวิหารเซนต์วีตัส นั่นก็คือ งานปั้นรูปพระเยซูถูกตรึงกางเขน
 
 
 
สถานีรถไฟ 
  

อาคารหลังอื่นๆ ในกรุงปรากที่ไม่ควรพลาดที่จะแวะเวียนไปชมงานศิลปะก็คือ สถานีรถไฟสถานีหลัก, โรงแรม Evropa Hatel  และหมู่อาคารอีกจำนวนหนึ่งใน Národni นอกจากนั้นก็ยังมีตามทางเลียบเขื่อน และหากว่าคุณได้ออกไปนอกเมือง คุณก็ไม่ควรที่จะพลาดการแวะชมที่ House Helenka ที่บ้านเลขที่ 1078 Na Václavce ในอำเภอ Smichov ของกรุงปราก
 
 

 

บางทีตัวแทนศิลปินที่สามารถบ่งบอกได้ถึงงานศิลปะสมัยใหม่ (Art-Nouveau) ได้ดีที่สุดก็คือ Alfons Mucha ผู้ซึ่งประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติจากผลงานภาพโปสเตอร์ของดาราสาว Sarah Bernhardt 

นอกจากนั้นก็มีภาพโปสเตอร์โฆษณาโรงละคร, โฆษณาบุหรี่ หรือแม้แต่โฆษณาน้ำมันทาผิวเด็ก ก็ยังมี แต่ผลงานที่เขาต้องรับผิดชอบส่วนใหญ่จะเป็นงานกระจกสี (โดยเฉพาะงานตกแต่งภายใน Obecní dům) 
 
 
 
ผลงานของมูคา ทำกระจกในมหาวิหารนักบุญ วิตุส 


Mucha ได้รับแรงบันดาลใจส่วนใหญ่มาจากความเปลี่ยนแปลงต่างๆ หลังจากการปฏิวัติวงการอุตสาหกรรม อย่างควันไฟที่ลอยขึ้นมาจากปล่องควันของโรงงาน เป็นต้น 
 
 
 
ผลงานของมูคา อลังการมาก มีพิพิธภัณฑ์แสดงผลงานของเขาในปราก 
 
 
นอกจากนั้นเขาก็ยังมีพื้นฐานมาจากนิทานพื้นบ้านเก่าแก่ที่มีเรื่องของหงส์, นกยูง, ดอกลิลลี่, ดอกป็อปปี้, ดอกทิวลิป และ นกฟีนิกซ์ 
 
ผลงานหลายชิ้นของเขาสะท้อนให้เห็นถึงความอัปลักษณ์ของการเจริญเพียงแค่วัตถุ เขาจึงพยายามที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่จรรโลงใจให้ติดตรึงเอาไว้ในกรุงปรากให้ได้มากที่สุด (รวมทั้งงานสถาปัตยกรรมด้วย)


คิวบิสซึ่ม (Cubism)


สำหรับใครต่อใครหลายคน ศิลปะแบบคิวบิสซึ่มน่าหมายถึงงานวาดของ Pablo Picasso เป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว สามารถอธิบายได้ง่ายกว่านั้น คิวบิสซึ่มก็ไม่ต่างจากอาร์ต-นูโว คือ สามารถนำไปสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานปั้น, เซรามิค, งานแก้ว, สถาปัตยกรรม และ เฟอร์นิเจอร์ 

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีการแพร่ขยายรูปแบบของศิลปะเช่นนี้จากปารีสสู่ปรากอย่างรวดเร็ว และก็ส่งผลกระทบต่อความเคลื่อนไหวทางศิลปะในทันทีเช่นกัน

ต้นปี 1992 มีการเปิดงานนิทรรศการ Czech Cubism 1909-1925 ขึ้นตรงบริเวณทางเข้าปราสาทกรุงปราก (ไม่ใช่ตรงประตูใหญ่ แต่เป็นตรงสวนหลวงที่ U Prašného mostu 55 ใกล้ๆ กับจุดที่รถรางสาย 22 สิ้นสุด) 
 
 
 
ในงานดังกล่าวมีจัดการแสดงผลงานศิลปะรูปแบบคิวบิสซึ่มต่างๆ มีวีดิทัศน์แนะนำอาคารต่างๆ ในกรุงปรากที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบคิวบิสซึ่ม หนังสือคู่มือแนะนำศิลปะคิวบิสซึ่มภาษาเชกขายในราคา 300 คราวน์ ซึ่งถูกกว่าภาษาเยอรมันที่ขายในราคา 1,000 คราวน์ 
 
นอกจากนั้น ในหอศิลป์แห่งชาติเองก็มีการแสดงผลงานให้ดูตลอดเวลา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลงานของศิลปินอย่าง Otto Gutfreund, Bohumil Kubišta, Antonio Procházka และ Joseph Gočár ส่วนอาคารสไตล์คิวบิสซึ่มที่โด่งดังที่สุดก็คือ the House of the Black Madonna และอีกสองสามอาคารในย่านเมืองใหม่ 
 
คุณสามารถแวะไปเยี่ยมชมตัวอย่างของคิวบิสซึ่มที่ดีที่สุดได้ที่ the Baba Villia colony ใน Dejvice ซึ่งเป็นหมู่บ้าน 33 หลังที่สร้างและออกแบบโดย Pavel Janák   
 
พื้นที่แห่งนี้ไม่มีเส้นทางสายรถไฟใต้ดินหรือรถรางผ่าน ซึ่งคุณสามารถจับรถเมล์สาย 125 จาก Revolučni  หรือสาย 131 จากสถานีรถไฟใต้ดิน Hradčanská ก็ได้  หากสิ่งต่างๆ ยังคงไม่แปรเปลี่ยน ทัศนียภาพของหมู่บ้านเรือนของผู้คนแห่งนี้มีความสวยงามยิ่งนัก มันเป็นความท้าทายเล็กๆ ในการออกแบบและก่อสร้าง อีกทั้งยังเป็นการสร้างความแตกต่างที่สวยงามให้ได้เห็น
 
ประสบการณ์เมื่อได้รับชมสิ่งก่อสร้างรูปแบบคิวบิสซึ่ม  จะทำให้คุณสังเกตเห็นได้ถึงภูมิประเทศและอาคารคิวบิสซึ่มที่ตัดกันอย่างแปลกตา อย่างหมู่บ้านเรือนที่ the Baba Villa เมื่อมองจากด้านล่างขึ้นไป มันแลดูเหมือน “กล่องเรียงกันบนยอดเขา” แต่สำหรับการเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าวนี้ ขอแนะนำว่าเดินไปจากโรงแรม the Hotel International จะดีที่สุด


ศิลปะและดนตรี 

 
หนึ่งในความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญทางศิลปะสมัยใหม่ก็คือ รูปแบบงานศิลป์แบบคิวบิสซึ่ม (Cubism) ที่หลีกหนีรูปแบบโบฮีเมียนอันเป็นรากฐานเดิมไป  ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ไม่เพียงแต่เข้าไปถึงงานภาพวาดเท่านั้น หากยังรวมไปถึงงานสถาปัตยกรรม  และศิลปะการตกแต่งอีกด้วย 
 
คิวบิสซึ่มถือเป็นแรงบันดาลใจในงานวาดภาพมากมาย ถึงแม้ว่าภายหลังศิลปินจะพยายามสร้างสรรค์รูปแบบของตัวเองขึ้นมาก็ตาม ยกตัวอย่างศิลปินก็อย่างเช่น Václav Špalá, Josef Čapek หรือ Jan Zrzavý ที่ก้าวข้ามผ่านระดับของรูปแบบคิวบิสซึ่มไปแล้ว 
 
ส่วนความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่มีผลต่อรูปแบบในการวาดภาพก็คือแนว surrealism ดังจะเห็นได้จากผลงานของศิลปินอย่าง Jindřich Štyrský, Josef Šíma หรือ Toyen (Maria Čerminová) เป็นต้น 
 
งานปั้นรูปอนุสาวรีย์ก็มีการพัฒนามาจากรูปแบบดั้งเดิมโบราณตามแบบวัฒนธรรมเชก  แต่สิ่งทีสำคัญสำหรับงานปั้นของเชกก็คือได้รับแนวทางอันเป็นมรดกมาจากศิลปินผู้ยิ่งใหญ่อย่าง Auguste Rodin  ส่วนงานสถาปัตยกรรมในยุโรปส่วนใหญ่นั้นกลับได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะของเชก ซึ่งเชื่อมโยงกับผลงานของศิลปินอย่าง Adolf Loos ซึ่งเป็นศิลปินที่นิยมสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบ Le Corbusier และ the Bauhaus Circle 
 
ดังนั้น อาคารและสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นมาใหม่ในยุคนี้จะเน้นหนักไปที่ความผสานกันอย่างลงตัวของรูปแบบทางวิญญาณและประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก สถาปนิกชื่อดังในยุคดังกล่าวก็ได้แก่ Josef Gočár, Pavel Janák, Karel Honzík, Josef Havlíček และ F. L. Gahur เป็นต้น ซึ่งแต่ละคนนั้นก็จะมีพรสวรรค์อันเป็นจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป 


กิจกรรมและประเทศเช็คในปัจจุบัน


ในช่วงเริ่มต้นทศวรรษปี 1920s ที่เชกเพิ่งจะก่อตั้งเป็นประเทศใหม่ได้ไม่นาน วัฒนธรรมต่างๆ ก็เริ่มงอกเงยเช่นกัน โดยทั้งหมดเริ่มต้นที่วัฒนธรรมและระบบการศึกษาที่มีคุณภาพสูง ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศ โรงเรียนต่างๆ ได้เปิดโอกาสให้กับชาวสโลวักและรูเธเนียน (Rethunian) ได้รับการศึกษาด้วยเช่นกัน 
 
วงการวิทยาศาสตร์ของเชกได้รับการพัฒนาจนก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับสูงสุด โดยเฉพาะนับตั้งแต่ที่นักวิทยาศาสตร์ชาวเชกนาม Jaroslav Heyrovský ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1959 ที่สามารถผลิตเครื่อง Polarograph เครื่องแรกของโลกได้ในปี 1925 นอกจากนั้นก็ยังมีนวัตกรรมต่างๆ อีกมากมายที่ชาวเชกได้สร้างสรรค์ให้กับโลก ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ หรือ วิทยุ ส่วนที่โด่งดังที่สุดก็คือการนำเอาระบบการศึกษามาประยุกต์ใช้กับวงการบันเทิง
 
สำหรับประชาชนชาวเชกแล้ว พวกเขามีวัฒนธรรมดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์สืบทอดเฉพาะตัว ทั้งในส่วนของรูปแบบการดำรงชีวิตและสิ่งจรรโลงใจอย่างศิลปะแขนงต่างๆ ซึ่งศิลปินทั้งหลายมักจะเน้นหนักไปที่ความเป็นชาตินิยมเป็นหลัก อย่างเช่น บรรยายถึงภูมิประเทศที่สวยงาม, ดินแดนมาตุภูมิ และ ประวัติศาสตร์ต่างๆ 
 
นอกจากนั้น บ่อยครั้งก็ยังเชื่อมโยงไปถึงเรื่องของความขัดแย้งกับพวกนาซี  แต่วัฒนธรรมของเยอรมันเองก็ยังได้รับอิทธิพลไปจากเชกอยู่ไม่น้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เชกก็ยังนับว่ามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในส่วนของการแสดงและวงการดนตรีคลาสสิค  
 
โลกภายนอกต่างก็ให้ความสนใจกับการที่วัฒนธรรมเชกสามารถดำรงคงอยู่ได้ท่ามกลางวิกฤตการณ์ต่างๆ มาโดยตลอด  โรงละครทั่วทุกมุมโลกต่างก็มีการแสดงละครอันเป็นผลงานของศิลปินเชกอย่าง Vaclav Havel แทบทั้งสิ้น  รวมทั้งผลงานอันเป็นที่ยอมรับของศิลปินอย่าง Milan Kundera, Bohumil Hrabal, Ivan Klima และ Ludvik Vaculik ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างก็ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ มาแล้วหลายภาษาทั่วโลก 
 
ในปี 1984 Jaroslav Seifert ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม นอกจากนั้นก็ยังมีผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง Milos Forman ที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง อีกทั้งศิลปินเพลงอย่าง Jiri Menzel และ Vera Chytilova ที่มอบบทเพลงอันไพเราะให้กับคนทั้งโลกได้ฟังถึงบ้าน แต่วัฒนธรรมเหล่านี้กลับไม่ค่อยมีผู้นึกถึงเท่ากับเหตุบ้านการเมืองของเชกที่ปั่นป่วนวุ่นวายอยู่บ่อยครั้ง

เชกโกสโลวาเกียกับโลกปัจจุบัน 

 
ประเทศออสเตรียยกเลิกวีซ่าผ่านแดนชาวเชกทุกคนในช่วงการปฏิวัติ the Velvet Revolution ในปี 1990 ประเทศอื่นๆ ก็พากันทำตามบ้าง โดยเฉพาะประเทศต่างๆ ในแถบยุโรป ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าการล่มสลายของคอมมิวนิสต์นั้น ชาวเชกได้รับการต้อนรับจากประเทศสมาชิกยุโรปทางตะวันตกเป็นอย่างดี  แต่หลังจากทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ความสงบ ผู้ส่งออกยุโรปหลายรายต่างก็หันมาสนใจตลาดการค้าของเชกกันมากขึ้น  แต่ผู้ผลิตภายในท้องถิ่นเองกลับประสบปัญหาเรื่องการส่งออกอย่างหนัก เนื่องจากถูกตั้งกำแพงการค้าอย่างชัดเจนจากชาติอื่นๆ แต่ท้ายที่สุดทุกอย่างก็เริ่มคล่องตัวมากขึ้น เนื่องจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต (USSR)

การก่อตั้งสาธารณรัฐเชก (Czech Republic)

 
แทนที่จะโกรธเกรี้ยว ฝ่ายบริหารฝ่ายต่างๆ ของประเทศ (โดยเฉพาะฝ่ายการเงิน) กลับสงบนิ่งกับบรรยากาศของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น วันที่ 1 มกราคม ประเทศใหม่ก็เกิดขึ้นในแผนที่ยุโรป นั่นก็คือ ประเทศสาธารณรัฐเชก ซึ่งมีพื้นที่รวมทั้งหมด 78,864 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรทั้งหมดราว ๆ 10,302,000 คน 
 
ประธานาธิบดีคนสุดท้ายของเชกโกสโลวาเกียนาม Vaclav Havel ก็ยังคงได้รับความไว้วางใจจากการได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐเชกเมื่อวันที่ 26 มกราคม ปี 1993 ซึ่งเขาเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ผลักดันให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ เขาจึงกลายเป็นผู้นำประเทศอย่างแท้จริง อีกทั้งยังนั่งเก้าอี้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐอีกหนึ่งตำแหน่งด้วย

วัฒนธรรมเชกยุคใหม่ 

 
ในส่วนของวัฒนธรรมต่างๆ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามระบบและเงื่อนไขใหม่  ซึ่งก็ไม่มีสิ่งใดตกหายไประหว่างทาง คนรุ่นใหม่ของเชกยังคงปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้ดี และสานต่อวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ต่อไปในทุกๆ วงการ ไม่ว่าจะเป็นวงการภาพยนตร์, ดนตรี, ศิลปะ และ งานทางสังคมต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เชกเองก็ทำได้ดี ถึงขนาดได้รับการเลือกให้ศูนย์กลางทางภูมิปัญญาของยุโรปกลางและตะวันตกในศตวรรษที่ 20

การเปลี่ยนแปลงทางสังคม 

 
สังคมเชกยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางราคาขนานใหญ่ที่เกิดจากการปฏิวัติ the November Revolution ได้อย่างสงบ รัฐบาลให้ความสำคัญและตื่นตัวมากกับการจัดระเบียบประชากร โดยเฉพาะรัฐบาลฝ่ายขวาที่มีความสุขกับการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 19 พฤศจิกายน ปี 1994 โดยเสียงส่วนใหญ่ลงคะแนนให้กับ ODS และ KDU-ČSL 
 
ในขณะที่พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยเชก (ČSSD) ยังคงไม่ได้รับการตอบรับสักเท่าใด อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนบางกลุ่มที่ประกอบด้วยนักธุรกิจ, ผู้จัดการ และ พนักงานทั่วไป ก็ยังนับว่ามีผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลง หากแต่เป็นการแพร่ขยายไปในวงสังคมของชนชั้นกลางด้วยกันเองเป็นหลัก 
 
ความกระตือรือร้นในขั้นแรกหลังเหตุการณ์ปฏิวัติในเดือนพฤศจิกายนนั้นกลับจางหายไปในอากาศโดยไม่มีผู้ใดใส่ใจมากนัก ซึ่งหากมองกันอย่างมีสติแล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญก็คือ การเพิ่มความรู้ในระดับโลกเข้าไปให้กับประชาชนมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นไปอย่างเงียบๆ เสียมากกว่า

นับตั้งแต่การปฏิวัติในปี 1989 (the Velvet Revolution) กรุงปรากก็ดูมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทุกๆ สัปดาห์จะมีการเปิดถนนในวงดนตรีแจ๊สและร็อคหน้าใหม่มาแสดงให้ได้ชมอยู่เป็นประจำ มีนิทรรศการใหม่ๆ เกี่ยวกับศิลปะที่เคยต้องห้ามในอดีตมาเปิดการแสดงอยู่บ่อยๆ มีกลุ่มนักแสดงละครเวทีที่กำลังพยายามเปิดการแสดงเพื่อหาทุนมาต่อชีวิตภายใต้ระบบทุนนิยมอยู่เป็นเนือง 
 
ไม่ว่าคุณจะสนใจในวัฒนธรรมส่วนใดก็ตามแต่ เมืองๆ นี้มีให้คุณได้ทำตามนั้นหรือมากกว่านั้นอย่างแน่นอน  ในขณะที่ชีวิตยามราตรีกลับมีอิสรเสรีมากขึ้นกว่าเมื่อครั้งก่อนการปฏิวัติชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ เสียงเพลงจังหวะดิสโก้ดังออกมาตามสายลมอย่างต่อเนื่อง กงล้อคาสิโนยังคงหมุนไปตลอดค่ำคืนอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหมดแรง ในส่วนลึกของความเป็นโรมันโบราณในกรุงปราก ยังคงมีคลับที่อบอวลไปด้วยควันบุหรี่และผู้คนที่กำลังถกกันถึงนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่อย่างโทเคียน (Tolkian) หลบซ่อนตัวอยู่ตามซอกถนนสายต่างๆ  
 
 
ภายในโรงละครกรุงปราก 

ไม่ว่าวัฒนธรรม, ชีวิตยามราตรี และ ความหรรษา กรุงปรากมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลายสมกับที่เป็นเมืองหลวงของยุโรป ไม่ว่าจะเป็น ละครอุปรากรชุดใหญ่, บัลเลต์, ดนตรีคลาสสิค และ โรงละครสำหรับการแสดง, ดนตรีโฟล์คพื้นบ้าน, แจ๊ส หรือ การแสดงทางวัฒนธรรมโบราณที่เรียกกันว่าละครใบ้ และ “laterna magica” (Magic Lantren theatre - โรงละครผ่านกระจก) ซึ่งเป็นการแสดงที่มีคุณภาพสูงและมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด
 
ผลกระทบจากการปฏิวัติทำให้วัฒนธรรมต่างๆ ในกรุงปรากเกิดการผสมผสานกัน หรือเรียกได้ว่ามีการแสดงออกในสิ่งที่เคยเป็นสิ่งต้องห้ามกันมากขึ้น อย่างเช่น ดนตรีร็อค เป็นต้น มีอิสระในการพัฒนาการแสดงออกมากขึ้น นอกจากนั้น ศิลปะยังกลายเป็นสิ่งที่ทำเงินให้กับตัวศิลปินได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายเท่าตัว โดยเฉพาะนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา
 
รายชื่อต่อไปนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงช่วงวัฒนธรรมอันหลากหลายนับตั้งแต่บทร้องโอเปร่าของโมซาร์ต (Mozart) เรื่อยไปจนถึงบทกวีของอัลเลน กินสเบิร์ก (Allen Ginsberg) หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษอย่าง The Prague Post ชี้ให้เห็นว่ากรุงปรากมีความหลากหลายและความทันสมัยให้ผู้มาเยี่ยมเยียนได้เลือกรับเลือกเสพกันอย่างมากมาย


โรงละคร, ละครเล็ก และ หุ่นกระบอก 

 
Nová Scéna ถูกออกแบบอย่างมีข้อขัดแย้ง มันตั้งอยู่ถัดจาก the National Theatre บน Národni ซึ่งเปิดทำการแสดงละครสมัยใหม่ (โทร. 20 62 60) ที่แห่งนี้จะมีการแสดงละครเพลงแนวตลก และ หุ่นกระบอกเชิด นอกจากนั้นยังมีคาเฟ่ที่สุดแสนจะอบอุ่นและเหมาะแก่การหาเครื่องดื่ม มีการแสดงมายากลบ้างในบางเวลา ซึ่งเรียกความประทับใจจากผู้ชมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะสาวสวยและกลของเธอ 
 
โรงละครอีกแห่งหนึ่งก็คือ The All Colours Theatre ตั้งอยู่บนถนน Celetnáá 17 (ใกล้ๆ กับจัตุรัสเมืองเก่า) มีการแสดงในรูปแบบของยุคทศวรรษปี 1990s เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีสุดยอดการแสดงเปิดให้ชมที่ Klub Obchodu ณ ใจกลาง Josefov (ตั้งอยู่บ้านเลขที่ Pařížská 4) 
 
แต่ถ้าหากว่าละครชุด Odysseus อันเป็นสุดยอดยังคงเปิดการแสดงอยู่ที่ the Palace of Culture จงอย่าพลาดที่จะแวะไปชม เพราะมันเป็นการแสดงที่สุดยอดด้วยเทคนิคของ Magic Lantern ที่น่าอัศจรรย์อย่างที่สุด
 
มีการแสดงหุ่นเชิดที่ the Braník Theatre ที่ Branická 63, Praha 4 (โทร. 46 05 07) และที่โรงละครของศิลปินหุ่นกระบอกนาม Boris Hybner ที่ Narodní třída 25 โถงทางเข้า, บาร์ และ โรงละคร ตั้งอยู่ด้านนอก เช่นเดียวกับที่ Beau Geste ที่เปิดการแสดงแบบสด ซึ่งก็ยังมีการแสดงจากตัวตลกที่แสดงแบบโปกฮา ซึ่งก็อีกเช่นกัน พลาดไม่ได้
 
มีโรงละครหุ่นกระบอกที่เปิดการแสดงอย่างถาวรมากกว่าสิบห้าแห่งทั่วเชกโกสโลวาเกีย ยกตัวอย่างเช่นสถานที่สองแห่งในกรุงปรากก็คือ Spejbl and Hurvinek ตั้งอยู่ที่ Řimská 45, Praha 2 (โทร. 25 16 66) และที่ Říše loutek (Puppet Kingdom – อาณาจักรหุ่นกระบอก) ตั้งอยู่ที่ Žatecká 1, Praha 1 (โทร. 232 34 29) สุดท้ายก็ยังมีที่ Albatros ที่ Na Perštýně 1
 
ยังมีสถานที่อีกสองสามแห่งที่มีกิจกรรมอันหลากหลาย (แจ๊ซ, อ่านบทกวีร่วมกัน, โอเปร่า, นิทรรศการต่างๆ และอื่นๆ อีกมากมาย) ให้คุณได้สัมผัส สถานที่ดังกล่าว (ที่แนะนำ) ก็ได้แก่ Malostranská Beseda ตรงหัวมุมจัตุรัส Lesser Quarter Square ซึ่งมีห้องมากมายหลายห้องสำหรับกิจกรรมอันหลากหลาย อีกแห่งหนึ่งก็คือ the smaller Viola ที่ Národní 7

ภาพยนตร์ (Film)

 
จัตุรัส Wenceslas Square เป็นสถานที่รวบรวมภาพยนตร์ระดับบ็อกซ์ออฟฟิศของอเมริกันเอาไว้มากมาย ซึ่งผู้คนที่แวะเวียนมายังกรุงปรากสามารถหาชมได้อย่างไม่ยากเย็น 
 
 
 
 
ปัจจุบันเป็นย่านชอปปิ้งของนักท่องเที่ยว
 
 
เรื่องโชคร้ายก็คือ สตูดิโอในกรุงปรากแห่งหนึ่งชื่อ Barrandov studios (ปัจจุบันปิดตัวไปแล้ว) ได้ผลิตผลงานภาพยนตร์ออกมามากมายหลายเรื่องตลอดช่วงทศวรรษปี 1960s ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ the Czech New Wave 
 
บริษัทนี้เป็นบริษัทที่ทำให้  Miloš Forman กลายเป็นผู้กำกับที่โด่งดังระดับโลก นอกจากนั้นผลงานการ์ตูนของเชกก็ยังเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก แต่ที่โชคร้ายก็คือ เป็นการยากมากที่จะหาผลงานเหล่านี้ชมในเชก


แหล่งประวัติศาสตร์กรุงปราก

 

 

ด้านหน้าปราสาทกรุงปราก 

อาคารด้านหน้า ปราสาทกรุงปราก อดีตเป็นที่ทำการของคริสตจักร

ส่วนอาคารที่เห็นไกลๆ ด้านซ้ายมือ คือพระราชวังสไตล์บาร็อคแท้ที่มีคุณค่ามาก

สร้างโดยสถาปนิกชาวอิตาลีชื่อดัง 

จากหน้าปราสาทกรุงปราก มองไปด้านที่เป็นเขาเปตริน

จะมองเห็นหอไอเฟลจำลอง โดดเด่นเป็นสง่า 

อีกมุม ที่เห็นร้านอาหารยามค่ำคืนอันโรแมนติก 


ก่อนอื่นต้องขอย้อนประวัติศาสตร์สมัยบรรพกาลให้ฟังก่อนว่า ดินแดนที่เป็นแผ่นดินของปรากนั้นเป็นผืนดินที่มีสภาพความอุดมสมบูรณ์สูงมาก เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้านสำหรับผู้คนในครั้งนั้น (ราวๆ 3,000 – 5,000 ปีก่อนคริสตกาล) 
 
ซึ่งตำนานโบราณก็มีเรื่องราวที่เชื่อมโยงกันกับการตั้งรกรากของชนชาวสลาฟ (Slavonic) นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 เป็นต้นมา 
 
ท่ามกลางตำนานเหล่านี้ก็ได้นำให้เราเข้าไปเกี่ยวโยงกับปราสาทที่สำคัญสามหลัง ได้แก่ Děvín ซึ่งพังทลายในกาลต่อมาไม่นาน แต่ก็นับว่าเป็นต้นแบบที่สำคัญให้กับปราสาทอีกสองแห่งของกรุงปราก นั่นก็คือ Prague Castle และ Výsehrad 
 
 
 
 
 
 ปราสาทกรุงปราก
และ แม่น้ำวัตตาวา
 
 
วิเชรอะหรัด ปราสาทประจำเมือง ก่อนปราสาทกรุงปราก 
 
 
ชาวสลาฟโบราณได้เดินทางผ่านเข้ามาในดินแดนดังกล่าวนี้ด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจในความเป็นเจ้าของแผ่นดินอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งต่อมาเรียกกันว่าเป็น Devil’s Column และต่อมาพวกเขาก็ได้ปลูกสิ่งก่อสร้างขึ้นมาแห่งหนึ่งเพื่อใช้เป็นที่ส่องดูดวงอาทิตย์ในวันที่อยู่ไกลจากโลกมากที่สุด (วันที่ 21 มิถุนายน และ 22 ธันวาคม)
 
จากรายงานที่เชื่อถือได้ชี้ให้เห็นว่า ปราสาทกรุงปราก (Prague Castle) นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นที่ประทับ (บัลลังก์) ของเจ้าชายแห่งชนเผ่าเชก  หลายพระองค์แห่งราชวงศ์ Přemyslids 

ในเวลาต่อมาราวๆ ช่วงกลางศตวรรษที่ 9 ชาวคริสเตียนก็เริ่มเคลื่อนไหวเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ พวกเขานำทั้งศาสนาและการศึกษาเข้ามาเผยแพร่ รวมทั้งวัฒนธรรมและธรรมเนียมต่างๆ อีกด้วย ในการตั้งรกรากช่วงแรกนั้น เริ่มด้วยการบูรณะอาคารปราสาทและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ขึ้นเป็นอันดับแรก แต่กระนั้นก็หาได้เป็นไปด้วยความศรัทธาต่อสิ่งเหล่านั้นจริงๆ ไม่
 
 
 
Romanesque Basilica of St. Vitus 
 
แผ่นดินที่ตั้งของกรุงปรากมีปราสาทมากมายหลายแห่งตั้งอยู่ ซึ่งเป็นทั้งที่พักอาศัยและศาสนสถาน มีโบสถ์ที่เก่าแก่มากมาย อย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ Romanesque Basilica of St. Vitus ที่ตั้งอยู่ในบริเวณของปราสาทกรุงปราก 
 
 
Church of St. George 
 
นอกจากนั้นก็ยังมี  the Romanesque Church of St. George ที่ตั้งอยู่ตรงที่เดียวกันกับปราสาทกรุงปรากเช่นกัน  ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีนั้นสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ของพิธีกรรมทางศาสนาในปี 925 และนับตั้งแต่ปี 970 เป็นต้นมา ก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นที่ประทับของเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย จนกระทั่งได้รับการบูรณะตกแต่งเสียใหม่ทั้งหมดในช่วงศตวรรษที่ 14 ถึงศตวรรษที่ 16
 
มีหลักฐานบ่งชี้ชัดเจนว่าในศตวรรษที่ 9 นั้น ผังเมืองทั้งหมดของกรุงปรากถูกจัดให้ตั้งอยู่ขนาบไปตามสองข้างฝั่งกำแพงของปราสาททั้งสองแห่ง  ซึ่งเรื่องนี้มีอยู่ในบันทึกของพ่อค้าชาวอาหรับคนหนึ่งที่ชื่อ Abraham ibn Jacob ว่า ในปี 965 เขาได้เห็นบ้านเรือนที่นี่ปลูกสร้างด้วนหินและดินเหนียวที่แข็งแรงทนทานที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีสิ่งใดชี้ชัดได้ว่า สถานที่หรือหมู่อาคารบ้านเรือนที่พ่อค้าอาหรับคนนั้นได้บันทึกเอาไว้นั้นยังคงอยู่หรือไม่
 
ปราสาททั้งสองหลังในกรุงปรากได้รับการบูรณะใหม่ในศตวรรษที่ 11 และ 12 ส่วนหอคอยเซนต์มาร์ติน (the Rotunda of St. Martin)  ก็พังทลายลงในช่วงกลางศตวรรษที่ 11 เช่นกัน ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการบูรณะสิ่งก่อสร้างต่างๆ กันใหม่พอดี 
 
 
ด้านหน้าอาณาจักร Strahov ปััจุจุบัน เป็นสำนักสงฆ์
ในอดีตเป็นราชวงศ์ของคณะสงฆ์ ที่พยายามแย่งชิงบัลลังก์จากกรุงปราก 
 
 
ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น มีการต่อเติมส่วนต่างๆ ให้กับปราสาทกรุงปรากอีกหลายส่วน โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 12 โดยราชวงศ์ Strahov ซึ่งสุดท้ายแล้วสิ่งก่อสร้างต่างๆ ก็จะเป็นไปในรูปแบบ Romanesque ทั้งหมด 
 
ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์วรรณกรรมแห่งชาติ (the Museum of National Literature)  ซึ่งถือเป็นส่วนแสดงที่เก่าแก่ที่สุด ก็ได้จัดเก็บและแสดงเอกสารโบราณสำคัญเกี่ยวกับการต่อเติมสิ่งก่อสร้างให้กับปราสาท Výsehrad เอาไว้ให้ผู้คนได้ชม
 
 
บ้านเก่าแก่ในเมืองเก่า 
 
กิจกรรมการก่อสร้างต่างๆ ของปราสาททั้งสองหลังนี้ ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนที่ตั้งขนาบอยู่ทั้งสองข้างแทบทั้งสิ้น จากการศึกษาของนักโบราณคดีที่ทำวิจัยในพื้นที่ปัจจุบันของ Staré Město (Old Town – เมืองเก่า) ซึ่งกว่าหนึ่งในสี่ของบ้านที่ยังคงหลงเหลือให้เห็นอยู่พบว่า เป็นบ้านทรงโรมันอยู่ 70 หลัง และวังเก่าจากปี 1140 ถึง 1240 ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้างจำนวนหนึ่ง
 
ทุกวันนี้ ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุที่เกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าวในกรุงปราก สิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่จึงกลายเป็นอพาร์ทเมนท์อยู่อาศัยสำหรับผู้คนเสียเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งเป็นสถานที่ต่างๆ ที่ใช้สำหรับการจัดงานแสดงต่อสาธารณชนอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น บนถนน Husova Ulice ซึ่งเป็นที่ตั้งของ the Central Bohemian Gallery  เป็นต้น การก่อร่างของกรุงปรากในขณะนั้นไม่ได้เป็นไปอย่างมีระบบระเบียบและต่อเนื่องสักเท่าใด แต่กลับเป็นไปตามจุดประสงค์หลักของที่เชื่อมโยงกันเสียมากกว่า 
 
ปัจจุบันก็จะเห็นว่ามีโบสถ์เล็กๆ ผุดขึ้นมาให้เห็นตามพื้นที่ว่างเปล่าเล็กอยู่ทั่วไป ซึ่งเป็นสาธารณสถานที่เห็นได้ชัดก็คือ the Rotunda of Holy Rood ที่ตั้งอยู่บนถนน Národní Třída  นอกจากนั้นก็ยังมีสิ่งก่อสร้างที่เป็นหลักฐานสำคัญของอาคารแบบโรมันก็คือ the Baroque Church of St. Margaret  ที่ตั้งอยู่บน the Břevnov quarter of Prague เป็นต้น  แต่ปัจจุบันนี้  บริเวณที่กล่าวมานี้เริ่มกลายเป็นย่านชานเมืองไปเสียแล้ว เนื่องจากตัวเมืองจริงๆ กลับสร้างห่างไกลออกไปเรื่อยๆ นั่นเอง
 
รูปแบบโรมัน (The Romanesque style)  ภายในอาคารเหล่านี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นและยิ่งใหญ่อย่างเรียบง่าย  มีการก่อหินขึ้นมาอย่างเรียบเนียนโดยไม่มีปูนปลาสเตอร์เชื่อมระหว่างกลาง  มีเพียงการตกแต่งภายในเท่านั้นที่ยังคงใช้ปูนปลาสเตอร์เป็นส่วนประกอบอยู่บ้าง  แต่ส่วนใหญ่จะใช้รูปวาดเป็นของตกแต่งสำคัญ  ภายในตัวอาคารจะถูกแบ่งซอยออกเป็นห้องเล็กๆ ย่อยๆ แต่ก็จำกัดความแตกต่างกันด้วยรูปแบบการตกแต่ง เช่นเดียวกับประตูและหน้าต่างที่มีขนาดเล็กด้วยเหตุผลเดียวกัน
 
จะเห็นได้จากจุดนี้ว่า กรุงปรากเจริญเติบโตขึ้นมาด้วยรูปแบบและจุดประสงค์ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ปัจจุบันนี้  ย่านเมืองเก่าถือได้ว่าเป็นอนุสรณ์สถานของประเทศมานานแล้ว  นับตั้งแต่ปี 1232 เป็นต้นมา แต่อย่างไรก็ตาม มันกลับให้ความรู้สึกร่วมสมัยกับผู้คนในย่านดังกล่าวนี้อย่างกลมกลืนและแนบเนียนที่สุด 
 
ปัจจุบัน เราได้พบกับการเข้ามาของวัฒนธรรมใหม่ๆ และ ยุคต่างๆ ของประวัติศาสตร์ ประเทศที่อยู่ติดกับเทือกเขา Alps แห่งนี้ ดินแดนของชนชาติเชกซึ่งเป็นชนชาติที่ปลดปล่อยตัวเองออกจากผู้ปกครองทั้งหลายในอดีต แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังคงยึดติดกับวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมดั้งเดิมอยู่อย่างมีเอกลักษณ์ 
 
ในขณะเดียวกับ แนวคิดหรือหลักการดำรงชีวิตต่างๆ ของผู้คนก็มาจากคำสั่งสอนของศาสนาเป็นหลัก โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่โบสถ์และวิหารต่างๆ ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดึงดูดความน่าสนใจจากได้มากที่สุด อิทธิพลของศาสนาสามารถก่อให้เกิดกิจกรรมต่างๆ ได้มากมาย เป็นตัวผลักดันให้กรุงปรากสร้างสิ่งก่อสร้างที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่นที่ Malá Strana (Little Quarter) ที่สร้างขึ้นในปี 1257 และ Hradčany
 
สิ่งก่อสร้างเริ่มที่จะสูญเสียรูปแบบของความเป็น Romanesque และ ลักษณะที่แข็งและหนักไปทีละน้อย แต่พวกเขากลับเริ่มสร้างรูปแบบของสิ่งก่อสร้างแนวตั้งเพื่อต้านแรงโน้มถ่วงกันมากขึ้น หน้าต่างของพวกเขาจะมีลักษณะแคบและสูงขึ้นไป ในขณะที่หลังคาก็จะมุงแบบชันสูง ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ได้รับอิทธิพลมาจากรูปแบบศิลปะใหม่อย่างโกธิค (Gothic style) ซึ่งมีอิทธิพลออกไปอย่างกว้างขวางต่อสถาปัตยกรรมในช่วงสามศตวรรษต่อมา
 
หนึ่งในสิ่งก่อสร้างทรงโกธิคแห่งแรกๆ ในกรุงปรากก็คือ the Convent of the Blessed Agnes   ซึ่งเริ่มก่อสร้างในปี 1234 ก่อนที่จะได้รับการบูรณะครั้งใหญ่อีกครั้งจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ 
 
บางครั้งคุณอาจจะได้ชมผลงานศิลปะของเชกในสมัยศตวรรษที่ 19 ที่รวบรวมเอาไว้ในสถานที่แห่งนี้ ราวๆ ปี 1270 ก็มีการสร้างอนุสาวรีย์สไตล์โกธิคโบราณขึ้นมาในกรุงปราก โดยตั้งชื่อให้ว่า Staronová (Old-New) Synagogue  รวมทั้งสุสานยิวโบราณอันงดงาม  อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความดูแลของ the State Jewish Museum โดยสุสานดังกล่าวนี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 15 มีป้ายหลุมศพนับพันที่ไม่มีหลุมให้ไปปัก ซึ่งก็เป็นเพราะไม่มีที่ว่างเพียงพอ
 
 
 
 
ด้านใน Old Town Hall 
 
 
ศิลปะด้านใน ของ Old Towm Hall อีกมุมหนึ่ง แสดงประวัติศาสตร์ของเมือง
 
 
ภาพเขียนด้านใน Old Town Hall
แสดงการประชุมปรึกษาเพื่อบริหารกรุงปราก
 
 
ด้านล่างของ Old Town Hall เป็นห้องใต้ดิน 
 
 
 
วิวจากทาวเวอร์ของ Old Town Hall  
 
 
ความสมบูรณ์แบบของ the present Old Town Hall ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับประชากรเป็นอย่างมาก ได้รับการพัฒนาขึ้นในบริเวณจัตุรัสเมืองเก่า (Staroměstské Náměstí – Old Town Square) นับตั้งแต่ยุคการปกครองของ John of Luxembourg เป็นต้นมา  แรกเริ่มก็ใช้เป็นสถานที่ทำงานของตัวแทนผู้ปกครองท้องถิ่น ซึ่งย้อนกลับไปในสมัยโรมันเมื่อนานมาแล้ว ต่อมาก็ได้รับการบูรณะอีกครั้งจนกระทั่งสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติในปี 1410 
 
ในช่วงเวลาภายใต้การปกครองของพระเจ้า Charles IV กรุงปรากได้เป็นสักขีพยานในกิจกรรมของการก่อสร้างต่างๆ มากมายอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากต้องการสร้างให้กรุงปรากกลายเป็นศูนย์กลางของยุโรปกลางและตะวันออก รวมทั้งการบูรณะสิ่งก่อสร้างเดิมอีกหลายแห่ง 
 
ในปี 1348 ได้มีสถาปนาเมืองลำดับที่สี่ขึ้นในกรุงปราก เรียกว่า Nové Město (New Town - เมืองใหม่) โดยกินพื้นที่ที่เหลือทั้งหมด รวมไปถึงย่านต่างๆ ที่ตัดกันเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส อีกทั้งยังมีการเชื่อมโยงสิ่งก่อสร้างให้เข้ากันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย 
 
ยกตัวอย่างเช่น the Emmaus Monastery   ที่อยู่ติดกับ the Vltava embankment หลักการปกครองที่เรียกกันว่า The Benedictine Order ที่ริเริ่มโดยราชวงศ์ของพระเจ้า Charles IV ได้มีการใช้ภาษาสลาฟโบราณในการสื่อสารเป็นหลัก รวมทั้งในวงการวรรณกรรมก็เช่นกัน ต่อมาตั้งชื่อภาษาดังกล่าวนี้ว่า Na Slovanech 
 
ในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ราชวงศ์ดังกล่าวได้รับความสูญเสียอย่างรุนแรงจากการทิ้งระเบิดปูพรม แต่ก็ยังมีสิ่งก่อสร้างเกิดขึ้นในยุคของพระเจ้า Charles IV นั่นก็คือ the Church of our Lady “Na Slupi”   ซึ่งการตกแต่งภายในนั้นเรียบง่ายแต่น่าสนใจ เนื่องจากมีเสาหินตั้งเป็นเสาหลักค้ำเอาไว้เพียงแท่งเดียวเท่านั้น
 
 
the  Carolinum 
 
เนื่องจากความต้องการที่จะป้องกันอาการ ‘สมองไหล’ ทางการศึกษาของประชาชนชาวเชก  พระเจ้า Charles IV จึงได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นใน Staré Město ในปีเดียว   กันนั้นเอง หลังจากปี 1383 ระหว่างการปกครองของพระเจ้า Václav IV มหาวิทยาลัยได้เปลี่ยนไปเป็น the  Carolinum จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้   ซึ่งมีผลมาจากการปรับปรุงการก่อสร้างหลายครั้งหลายครา รวมทั้งการปลูกสร้างบ้านเรือนขึ้นมากมายในแถบนั้น

 
ขอย้อนกลับไปยังสมัยของพระเจ้า Charles IV อีกครั้ง ณ ปราสาทกรุงปรากที่ถูกทิ้งร้างเอาไว้อย่างโดดเดี่ยวในสมัยของพระบิดาของพระองค์ (John of Luxembourg) ซึ่งต่อมาพระเจ้า Charles IV ได้สั่งการให้ก่อสร้างบูรณะขึ้นมาใหม่เพื่อใช้เป็นพระราชวัง 
 
และสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ จุดประสงค์ในการสร้าง the Cathedral of St. Vitus ซึ่งการก่อสร้างตกแต่งเกิดขึ้นตลอดเวลาจนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 20 วิหารแห่งนี้นับได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่โดดเด่นที่สุดในวัฒนธรรมของ Czechoslovak 
 
ส่วนที่มีความเป็นโกธิคแบบดั้งเดิมก็คือส่วนของสุสานของราชวงศ์   และการตกแต่ง รูปปั้นเซนต์จอร์จ (a statue of St. George) ที่มีมาตั้งแต่ปี 1373 (รูป 77) ก็ยังคงตั้งอยู่ด้านหน้าของวิหารอยู่จนทุกวันนี้
 
 

 
สิ่งก่อสร้างอีกแห่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงการปกครองของพระเจ้า Charles IV ก็คือสะพาน Charles Bridge สถาปัตยกรรมแห่งนี้ได้รับการตั้งชื่อตามผู้ริเริ่ม  
 
 
สะพานชาร์ล 
 
 
สะพานชาร์ล มีหอคอยสไตล์กอธิค ที่ต้นและปลายสะพาน
 
นอกจากนั้นก็ยังมีสะพานที่สร้างด้วยศิลปะแบบโรมันอีกแห่งหนึ่งชื่อ Judith’s Bridge ซึ่งอยู่ถัดลงไปจาก Malá Strana Bridge ทางทิศใต้  โดยสะพานดังกล่าวนี้จะมีหอคอยตั้งอยู่ด้วย อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่เก่าที่สุดของกรุงปราก (สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12) 
 
ตัวสะพานเองสร้างแล้วเสร็จในศตวรรษที่ 15 โดยใช้หินทรายเป็นวัสดุหลัก ความยาว 500 เมตร กว้าง 10 เมตร และมีเสา 17 แท่ง ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำ Vltava
 
 
Kampa Island 
 
สะพานดังกล่าวยังเชื่อมไปสู่เกาะ Kampa Island  และยังแยกไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่เรียกว่า Čertovka  ในช่วงเวลาที่มีการสร้างสะพานดังกล่าวนี้ เกาะ Kampa ยังคงอุดมไปด้วยความเขียวชอุ่ม บ้านหลังแรกถูกสร้างขึ้นบนเกาะแห่งนี้ในอีกหนึ่งร้อยปีต่อมา กังหันลมไม้สองหลังก็ถูกสร้างตามขึ้นมาใน Čertovka (Devil’s Stream – สายน้ำปิศาจ) ซึ่งสัมพันธ์กับบ้านหลายหลังที่สร้างขึ้นตรงบริเวณริมฝั่งแม่น้ำที่เรียกกันว่าเป็น “the Prague Venice” 
 
 
the Prague Venice
 
 
Devil’s Stream – สายน้ำปิศาจ 
 

ภายใต้การปกครองของพระเจ้า Charles IV นั้น การก่อสร้างเกิดขึ้นเกือบจะทุกหย่อมหญ้า ณ สวน Petřín Gardens ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของวิสัยทัศน์ที่พระองค์มีต่อความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ เรียกกันว่า Hunger Wall   ซึ่งชื่อของสถานที่แห่งนี้ตั้งขึ้นจากการที่ผู้คนในช่วงที่มีการก่อสร้างนั้นต่างก็ต้องประสบกับความหิวโหยกันถ้วนหน้า
 
 
 
 
 
 
Petřín Gardens
 
 
 
Hunger Wall 
 
 
ตัวอย่างที่ยกมาให้เห็นนั้น ในสมัยพระเจ้า Charles IV แสดงให้เห็นถึงความบรรลุแจ้งถึงการปกครองอย่างมีวิสัยทัศน์ อย่างไรก็ตาม กระบวนการทางประวัติศาสตร์หลายประการต่างก็ทิ้งร่องรอยต่างๆ เอาไว้ในกรุงปรากมากมาย  แม้แต่การเคลื่อนไหวของกลุ่ม the Hussite ก็ตาม กิจกรรมต่างๆ ก็เกิดขึ้นอย่างทุลักทุเล แต่สุดท้ายก็สามารถสร้างสิ่งก่อสร้างขึ้นมาได้ นั่นก็คือ the Bethlehem Chapel  ซึ่งได้รับการบูรณะอีกครั้งในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง 
 
ภายหลังจากสิ้นสุดสงครามที่เรียกว่า the Battle of the White Mountain โบสถ์หลังนี้ซึ่งสร้างขึ้นในปี 1391 ก่อนที่จะได้รับก่อสร้างใหม่เกือบทั้งหมดอีกครั้งในปี 1402 เมื่อสถานที่ดังกล่าวถูกใช้ให้เป็นที่แสดงธรรมเทศนาของ John Huss ท้ายที่สุด บางส่วนกลับถูกทำลาย คงเหลือไว้แต่ซาก จนกระทั่งในช่วงที่มีการบูรณะใหม่นั้น จึงได้มีการคงไว้ซึ่งรูปแบบในการตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นลวดลายสลักเสลา หรือ งานวาดต่างๆ ก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างแถบจะถูกสร้างขึ้นมาให้เหมือนเดิมทุกประการ

ในสมัยการปกครองของ Vladislav Jagellon ช่วงปลายศตวรรษที่ 15 นั้น กิจกรรมการก่อสร้างต่างๆ ในกรุงปรากถูกพิจารณาเป็นอย่างดีและมีวัตถุประสงค์ทุกครั้ง ยกตัวอย่างเช่น the Šitkovská Tower of the New Town water-works  ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่คอยควบคุมดูแลระบบน้ำให้กับน้ำพุทุกแห่งใน Nové Město (ย่านเมืองใหม่) ทั้งหมด 
 
ส่วนปราสาทกรุงปรากนั้นก็ยังคงเป็นพระราชวังสำหรับเชื้อพระวงศ์อยู่เช่นเดิม  นอกจากนั้นก็ยังมีสถานที่ที่สามารถเห็นหน้าต่างทรงโกธิคแท้ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พัฒนามาจากศิลปะแบบ Italian Renaissance นั่นก็คือสถานที่ที่เรียกว่า Vladislav Hall  ซึ่งในขณะนั้นถือว่าเป็นศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในกรุงปราก โดยมีความยาวกว่า 60 เมตร และความสูงกว่า 13 เมตร ส่วนความกว้างนั้นมีขนาด 16 เมตร
 
 
 
 
 
Vladislav Hall สไตล์ Italian Renaissance
อยู่ในปราสาทกรุงปราก ส่วนของพระราชวังเก่า 
 

อย่างไรก็ตาม  เมื่อเกิดความขัดแย้งต่างๆ ขึ้น รูปแบบต่างๆ ทางศาสนาก็ต้องเปลี่ยนไป แต่กระนั้นก็ต้องขอบคุณหลักการสำหรับยุคใหม่จากศาสนาที่เกิดขึ้นมา รูปแบบของการใช้ชีวิตเองก็เริ่มเปลี่ยนไป ซึ่งค่อนข้างใกล้เคียงกับกรอบของชาวโรมันในสมัยก่อน 
 
ต่อมา การฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) ได้เข้ามาปรับเปลี่ยนสิ่งก่อสร้างให้เข้ากับการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วไปมากขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับแนวคิดแบบโกธิคอย่างสิ้นเชิง  สิ่งก่อสร้างแบบเรอเนส์ซองส์จะเน้นที่ความสวยงามทั้งทางสายตาเมื่อได้พบเห็น  และทางใจในความอิ่มเอมจากการดื่มด่ำ รวมทั้งประโยชน์ใช้สอยอีกด้วย  บ้านที่สร้างจากหินอ่อนจะมีการตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ ด้านหน้าอาคารก็จะมีการนำเอารูปปั้นรูปต่างๆ มาประดับวางเอาไว้ 
 
สำหรับกรุงปรากนั้น ศิลปะแบบเรอเนส์ซองส์ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนทางตอนใต้ โดยเฉพาะกับรูปแบบอันเคารพต่อดวงอาทิตย์ของอิตาลีที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อสิ่งก่อสร้างสิ่งแรกที่เป็นศิลปะเรอเนส์ซองส์แท้ นั่นก็คือ พระราชวังฤดูร้อน (the Royal Summer Palace) 
 
 
พระราชวังฤดูร้อน (the Royal Summer Palace) 
 
 
กล่าวได้ว่าเป็นรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุดกับคำถามที่มีต่อเทือกเขา Alps ทางตอนเหนือ และเหมาะกับสภาพภูมิอากาศของประเทศ อย่างไรก็ตาม รูปแบบทางสถาปัตยกรรมก็ยังมีความหลากหลายอย่างมีเอกลักษณ์เมื่อรูปแบบนั้นๆ ได้เข้ามาสู่แผ่นดินเชกก็จะมีการปรับเปลี่ยนกันไป 
 
ยิ่งไปกว่านั้น กรุงปรากยังได้นำเอาศิลปะแบบเรอเนส์ซองส์มาใช้กับอาคารบ้านเรือนต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะกับการประดับรูปปั้นเอาไว้ด้านหน้าอาคาร ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือที่ U Dvou Zlatých Medvědů (At the Two Golden Bear – ณ ตรงที่มีหมีทองคำสองตัว), บ้านหลังที่เรียกว่า U Minuty (At the Minutes – ณ นาทีนั้น), รูปแบบดั้งเดิมของศาลากลางประจำเมืองในย่านเมืองเก่า และ บ้านสไตล์โกธิคบนถนน Husova Ulice  เป็นต้น 
 
 
บ้านหลัง U Minuty (At the Minutes) 

พระราชวังหินอ่อนหลายหลังถูกสร้างขึ้นภายในบริเวณปราสาทกรุงปราก  the Schwarzenberk Palace  ซึ่งภายในอาคารหลังนี้ใช้เป็นที่จัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กองทัพและการทหาร นอกจากนั้นก็ยังมี the Martinic Palace  ที่ปัจจุบันใช้เป็นสำนักงานของผู้อำนวยการกรมการออกแบบประจำกรุงปราก 
 
 
the Schwarzenberk Palace
 
 
สิ่งก่อสร้างอื่นๆ นั้นก็จะเป็นจำพวกบ้านหลังเล็กๆ ธรรมดาๆ ทั่วไป แต่ก็ยังมีกลิ่นอายของศิลปะเรอเนส์ซองส์แฝงอยู่ในทุกๆ ส่วน ซึ่งตัวอย่างที่จะเห็นได้ง่ายๆ และชัดเจนตั้งอยู่ในย่าน Nový Svét (New World) 
 
 
 
 
บ้านหลังเล็ก แสนเสน่ห์ใน New World
ได้ชื่อว่าเป็นบ้านหลังเล็กที่สุดในกรุงปราก 
 
 
ส่วนอาคารที่มีลักษณะคล้ายคลึงหรือใกล้เคียงกันก็มีให้เห็นในบริเวณปราสาทกรุงปรากมากมายหลายแห่ง แม้แต่กำแพงทรงโกธิคที่ขนาบไปตามปราสาทก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งก่อสร้างตามรูปแบบดังกล่าว ซึ่งต่อมาตรอกเล็กๆ ดังกล่าวก็ถูกตั้งชื่อใหม่ว่า Zlatá Ulička (Golden Lane – ตรอกสีทอง) 
 
 
 
 
Golden Lane – ตรอกทองคำ
 
 
โดยตรอกแห่งนี้แต่เริ่มเดิมทีได้มีการปลูกบ้านเรือนหลังเล็กๆ เอาไว้ให้เป็นที่อยู่อาศัยของเหล่านักเคมี (นักเล่นแร่) ที่ถูกว่าจ้างให้เข้ามาทำงานให้กับพระเจ้า Rudolf II ระหว่างช่วงที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ในปี 1576 ถึง 1611 
 
ในอดีตครั้งหนึ่ง กรุงปรากถือว่าเป็นเมืองอันดับหนึ่งของยุโรป หรือเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดในยุโรปในยุคนั้น เนื่องจากมีภูมิปัญญาวิทยาศาสตร์และวิทยาการที่เจริญก้าวหน้าในระดับสากลอันเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง 
 
ภายใต้วิสัยทัศน์ของพระเจ้า Rudolf II ส่วนผู้ทรงวุฒิที่โด่งดังก็มีอย่างเช่น นักดาราศาสตร์นาม Tycho de Brahe ซึ่งสุสานของท่านผู้นี้ตั้งอยู่ภายในบริเวณโบสถ์ Týn Church  นอกจากนั้นก็ยังมีผลงานศิลปะจำนวนมากมายมหาศาลที่พระเจ้า Rudolf II ได้ทรงเก็บรวบรวมเอาไว้จนกลายเป็นคอลเลคชั่นที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจัดแสดงเอาไว้ภายในปราสาทกรุงปรากแห่งนี้ 
 
 
 
 
อาคารที่มียอดแหลม สองยอด นั้นคือ Týn Church 
 
 
แรกเริ่มเดิมทีนั้น มีการกล่าวหาว่าศิลปะแบบเรอเนส์ซองส์นั้นมีรูปแบบที่ออกจะดูหมิ่นศาสนาอยู่บ้างเล็กน้อย โบสถ์บางแห่งที่มีลักษณะเช่นนั้นก็ยังมีให้เห็น อาทิ the Church of the Holy Saviour บริเวณจัตุรัส Křižovnické Náměstí 
 
และถึงแม้ว่าจะมีการตามรอยสิ่งก่อสร้างศิลปะเรอเนส์ซองส์ แต่แล้วก็จะพบว่ามีการปรับและกลายไปเป็นรูปแบบศิลปะร็อคโค่  แต่ตรงบริเวณพรมแดนกรุงปรากที่เรียกว่า the Libeň quarter ศิลปะเรอเนส์ซองส์มีอิทธิพลน้อยมากในบริเวณดังกล่าวนี้ ทั้งภายในและภายนอก
 
ผลลัพธ์สุดท้ายของการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงของโรงเรียนดัดสันดานแบบศาสนาคริสต์ในแผ่นดินเชกนั้นเกิดจากการกำจัดโดยสงคราม the Battle of the White Mountain และ ทางฝ่ายของโบสถ์คริสต์ทั้งหลาย ผู้นำของกลุ่มดังกล่าวก็คือ the Jesuits ซึ่งนับว่าเป็นการเปิดหน้าใหม่ทั้งในการใช้ชีวิตและทางด้านของสถาปัตยกรรม 
 
ตอนนี้พวกเรารู้จักศิลปะบาร็อคกันดีแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบที่ใช้ยึดถือเป็นพื้นฐานที่ส่งผลไปถึงรูปแบบของหน้าต่าง, ประตู, กรอบบัวและพื้น, หน้ามุขปูนปั้น และ ประตูที่มีรูปสลักขนาดใหญ่ รวมทั้งภาพวาดขนาดใหญ่ที่นำมาตกแต่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพที่เข้ามาในกรุงปรากนับตั้งแต่ยุคกลาง 
 
ส่วนกิจกรรมการก่อสร้างนั้นได้มีขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สถาปัตยกรรมศิลปะบาร็อคแห่งแรกเกิดขึ้น ซึ่งสถาปัตยกรรมดังกล่าวที่เห็นได้ชัดก็คือ the Wallenstein Palace ซึ่งเป็นที่ตั้งของบัลลังก์ประทับของ the seat of Albrecht of Wallenatein
 
 
 
 
 the Wallenstein Palace 
 
 
 
ด้านในของ Wallenstein Palace  

สถาปัตยกรรมแบบบาร็อคมีความโดดเด่นเมื่อตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่อาคารอื่นๆ ทั่วไปภายในเมือง แต่ก็นับว่ากลมกลืนกันได้อย่างสวยงามและลงตัว จากเหตุผลดังกล่าวนี้จะเห็นได้จากตัวอย่างที่สวนสาธารณะต่างๆ ที่เราได้พบเห็น หรืออย่างพระที่นั่งฤดูร้อนแห่งใหม่ที่เพิ่งสร้างขึ้น
 
ในกรุงปรากก็เช่นกัน รูป 108 แสดงให้เห็นปราสาท Troja Château ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นสถานที่สำหรับสวนของแผนกสวนสัตว์ 
 
 
 
 
 Troja Château 
 
 
 
ด้านในอันสุดยอดของ Troja Château  
 
ในหลายๆ กรณีจะเห็นได้ว่า สิ่งก่อสร้างที่มีมาตั้งแต่ยุคกลางทั้งหลายนั้น ต่อมาก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นแบบบาร็อคแทบทั้งสิ้น อย่างเช่น พระราชวังคู่ และ โบสถ์คอนแวนต์เซนต์ฟรานซิสและเซนต์แอ็กเนส (the Convent of St. Francis and the Blessed Agnes) เป็นต้น 
 
ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ Staré Město ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับการบูรณะต่อเติมให้เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาร็อคจนแล้วเสร็จในปี 1689 เช่นเดียวกับโบสถ์เซนต์เจมส์ (St. Jame’s Church) ด้วยเช่นกันที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นมาใหม่ในรูปแบบดังกล่าว จนกระทั่งทุกวันนี้ใช้เป็นสถานที่สำหรับการแสดงดนตรีทั้งหลาย
บันทึกอันทรงค่าในย่าน Malá Strana (Little Square) ก็คือโบสถ์ St. Thomas’s Church  ที่มีสถาปัตยกรรมการตกแต่งที่แบบโบราณและเป็นเอกลักษณ์ 
 
นอกจากที่แห่งนี้แล้วก็ยังมี the ancient Strahov Monastery ที่ตั้งอยู่ใน the Hradcany quarter of Prague ซึ่งเป็นห้องสมุดสไตล์บาร็อค 
 
 
 
 
 
 
ด้านบนของภาพ อาคารสีขาว ที่มียอดแหลมสองยอด คือ
Strahov Monastery  
 
 
 
ห้องสมุดสวยงามของ Strahov Monastery 
 
 
ในช่วงราวๆ ปี 1700 รูปแบบศิลปะสไตล์บาร็อคถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันโดดเด่นประจำแผ่นดินเชก ศิลปินต่างชาติมากหน้าหลายตาที่มีความเชี่ยวชาญในศิลปะบาร็อคต่างก็พากันเดินหน้าเข้ามาแสดงฝีไม้ลายมือกันอย่างคับคั่ง ดังนั้นผลงานการสร้างสรรค์ทั้งหลายในเชกจึงแตกต่างและไม่เหมือนที่ไหนๆ ในโลก ลักษณะอันโดดเด่นดังกล่าวที่เห็นได้ชัดก็คือความโค้งมน  ตัวอย่างเช่น โบสถ์ St. Margaret’s Church ที่ตั้งอยู่บริเวณ the Břevnov quarter ในกรุงปราก, วิหาร St. Nicholas’s Cathedral  
 
ในย่านจัตุรัสเมืองเก่า และอีกแห่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ วิหาร St. Nicholas’s Cathedral  อีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อเดียวกัน แต่ตั้งอยู่ในบริเวณ the Malá Strana ที่สร้างขึ้นระหว่างปี 1709 ถึงปี 1752 ซึ่งนับได้ว่าเป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมแบบบาร็อคที่ดีที่สุดในเชก
 
 
 
 
 
 
St. Nicholas’s Cathedral ที่เมืองเก่า
เป็นโบสถ์ขนาดไม่ใหญ่ ในบรรยากาศยามค่ำคืน ช่วงคริสมาสต์
 
 
 
 
 
 
ด้านในอันแสนสวยงามของ St. Nicholas’s Cathedral ที่มาลาสตราน่า 
 
 
 
โถงตรงกลาง ของ St. Nicholas’s Cathedral ที่มาลาสตราน่า  
 
นับตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ถือได้ว่าเป็นช่วงของการก่อสร้างแนวป้อมปราการ  โดยมีการวางรูปแบบเอาไว้ให้เป็นป้อมปราการสไตล์บาร็อค  ซึ่งป้อมทั้งหมดจะเชื่อมต่อถึงกัน  แต่โชคร้ายที่สุดท้ายแล้วสิ่งก่อสร้างเหล่านี้กลับถูกทำลายลงอย่างย่อยยับเสียเป็นส่วนใหญ่ ยากที่จะบูรณะให้กลับมาเป็นดังเดิม 
 
แต่พวกเขาก็หันไปสร้างสิ่งก่อสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมดแทน โดยอาศัยรูปแบบศิลปะบาร็อคเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์หรือรูปปั้นต่างๆ ก็ตาม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ สะพาน Gothic Charles Bridge และบ้านเรือนหลายหลังที่ใช้ศิลปะบาร็อคและโรโคโค่เป็นหลัก ซึ่งยังคงพบเห็นได้จนกระทั่งทุกวันนี้บนถนนชื่อ Nerudova Ulice 
 
 
 
ถนน Nerudova  
 
แต่สิ่งก่อสร้างทั้งหลายที่แม้จะสร้างขึ้นมาใหม่ก็ตาม ก็ยังคงให้กลิ่นอายของยุคกลางอยู่ไม่น้อย อย่างเช่น Morzin Palace  เป็นต้น 
 
นอกจากนั้นก็ยังมีบ้านพักหลังที่ใช้ชื่อว่า U Dvou Sluncu (At the Two Suns – รูป 109) ซึ่งมีนักเขียนคนดังของเชกนาม Jan Neruda เป็นเจ้าของ 
 
 
 
 
 
บ้าน At the Two Suns ของนักเขียนชื่อดัง
 
 
Château Steps 
 
 
ปัจจุบันบ้านหลังดังกล่าวนี้เรียกกันว่า U Tří Housliček (At the Three Fiddles) ซึ่งมีขั้นบันไดที่สำคัญตั้งอยู่ถัดกันไปเรียกว่า Zamecke Schody (Château Steps) ที่รูปลักษณ์ต่างๆ ไม่เคยแปรเปลี่ยนไปเลยนับจากวันที่สร้าง ทั้งๆ ที่มันเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ในยุคแรกเริ่มที่สุดแห่งหนึ่งก็ตาม 
 
สุดท้าย เราสามารถชื่นชมฤดูกาลต่างๆ อันสวยงามที่ให้ภาพที่แตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงเวลาได้จากหลังคาบ้านเรือนสีแดงที่อยู่ติดกันอย่างงดงามจากบ้านสไตล์บาร็อคในกรุงปราก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณนี้ที่เรียกว่า Malá Strana
 
 
 
 
ย่าน Malá Strana 
 
 
จตุรัสมาลาสตราน่า (Malá Strana) ยามค่ำคืน หิมะปราย 
 
 
 อีกมุมหนึ่งของมาลาสตราน่า ที่เหมือนอดีต ไม่เปลี่ยน
 

ในโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า รวมทั้งระบบทุนนิยมเสรี ล้วนแล้วแต่ทำให้ระบบการปกครองในระบอบเจ้าขุนมูลนายเป็นอันล่มสลายลงไปในที่สุด  จนก่อให้เกิดหลักปรัชญาและความเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา 
 
นอกจากนั้นก็ยังมีความเป็นยุคแห่งแสงสว่าง, ความพยายามในการรวมตัวเพื่อก่อตั้งองค์กรต่างๆ เพื่อจุดประสงค์ต่างๆ นานา และองค์กรเพื่อการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งมากมาย 
 
กรุงปรากเองก็เช่นกัน หลังจากที่ครั้งหนึ่งเคยประสบกับอุทกภัยอย่างรุนแรงจนบ้านเรือนเสียหายย่อยยับ พวกเขาก็ได้พยายามที่จะรื้อฟื้นสิ่งต่างๆ ด้วยกระบวนการทางความคิดที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็รวมไปถึงวงการสถาปัตยกรรมด้วยเช่นกัน 
 
ในปี 1784 หัวเมืองอิสระทั้งสี่แห่งของกรุงปรากได้หันหน้ามารวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวกับเมืองหลวงเพื่อการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง ในช่วงแรกรูปแบบของงานศิลป์ทั้งหมดได้หันกลับไปหารูปแบบโบราณที่เรียกกันว่า Classicism 
 
โดยจะเห็นได้จากปราสาทหลายแห่งในกรุงปราก  และด้วยหลักการดังกล่าวนี้เองจึงได้มีการก่อสร้างโบสถ์และวิหารขึ้นมาอีกมากมายหลายแห่ง  แม้กระทั่งตลาดก็ยังมีการออกแบบให้เข้ากันกับสถาปัตยกรรมอื่นๆ อีกด้วยเช่นกัน 

ในปี 1834 บทเพลงชื่อ Kde Domov Můj (Where is My Home) ซึ่งกลายมาเป็นเพลงชาติในกาลปัจจุบันก็เริ่มบรรเลงให้ได้ยินเป็นครั้งแรก ณ โรงละคร J.K. Tyl’s  play Fidlovačka 
 
ในยุคนั้น มีสิ่งก่อสร้างเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่มีจุดประสงค์ในการก่อสร้างเชื่อมโยงกับการบริหารของส่วนกลาง  ต่อมากรุงเวียนนาก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในกิจการชั้นนำต่างๆ ของกรุงปรากทีละน้อย โดยเฉพาะกับอิทธิพลของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างที่จะเห็นได้ในบริเวณ Kinský Villa  ซึ่งทำการก่อสร้างขึ้นระหว่างปี 1827 ถึง 1831 ใกล้ๆ กันกับ the foot of the Petřín Gardens (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ the Ethnographical Department of the National Museum) และบ้านหลังที่เรียกกันว่า U Hybernu (At the Hibernians) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของโบสถ์ชุมชนเล็กๆ 
 
สิ่งที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ส่งผลมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็คือ Bertramka  ซึ่งเป็นโรงนาสไตล์บาร็อคที่สร้างขึ้นมาใหม่จากของเดิมด้วยรูปแบบสุดคลาสสิคเพื่อเป็นเกียรติให้กับการเดินทางมาพำนักอาศัยของดับเบิลยู. เอ. โมซาร์ตในกรุงปรากระหว่างปี 1707 ถึงปี 1791 
 
ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่า ศิลปะแบบคลาสสิคนั้นจะมีให้เห็นอยู่ทั่วไปในกรุงปราก โดยเฉพาะตามหมู่อาคารที่พักอาศัยต่างๆ หลายแห่ง ซึ่งหมู่อาคารดังกล่าวนี้ก็มีให้เห็นในบริเวณที่เรียกกันว่า Platýz  ที่ตั้งอยู่บนถนนที่ชื่อ Národní Třída หรืออีกแห่งหนึ่งก็คือ บ้านในแถบจัตุรัสที่ชื่อ Malostranské Námesti ซึ่งได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ด้วยรูปแบบสไตล์คลาสสิค 
 
นอกจากนั้นก็ยังมีสะพานที่ก่อสร้างขึ้นมาอย่างวิจิตรในอำเภอ Karlin   ซึ่งถูกสร้างเอาไว้เป็นเส้นทางสำหรับรถไฟ ซึ่งผู้ที่เป็นหัวหลักในการคุมงานก่อสร้างสะพานแห่งนี้ก็คือ  A. Negrelli คนเดียวกันกับผู้ดูแลโครงการขุดคลองซูเอซ (Suez Canal) นั่นเอง 
 
เทคนิคในการก่อสร้างนั้นก็ยังถูกนำมาปรับใช้กับการก่อสร้างในแถบลุ่มแม่น้ำ the River Vltava อีกด้วยเช่นกัน  ซึ่งในครั้งนั้นถือได้ว่าเป็นเทคนิคการก่อสร้างที่ทันสมัยมากที่สุดในโลก การก่อสร้างในวันนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากแม่น้ำสายดังกล่าวยังไม่มีเขื่อนควบคุมกระแสน้ำที่มีมากมายหลายสิบกระแส และแน่นอนว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายให้กับบริเวณชายฝั่งและบนบกได้อย่างแน่นอน
 
ในช่วงเวลาประมาณกลางศตวรรษที่ 19 ซึ่งกรุงปรากได้รับอิทธิพลอย่างมากจากโรมาเนียนที่เริ่มจากการส่งผลโดยตรงมายังรูปแบบของสถาปัตยกรรมเป็นหลักก่อนในตอนแรก ซึ่งรูปแบบที่มีอิทธิพลในช่วงแรกนั้นก็มาจากองค์ประกอบต่างๆ ของความเป็นยุคกลาง ก่อนที่จะมาเริ่มปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้นในเวลาต่อมา อาทิเช่น รูปแบบโกธิค เป็นต้น 
 
 
 
ด้านซ้ายของภาพคือบริเวณ Smetana Embankment
ปัจจุบัน เป็นพิพิธภัณฑ์นักประพันธ์สเมตทาน่า 
 
ยกตัวอย่างก็คือ ในช่วงเวลาที่อยู่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิ Franz ที่ยังคงหลงเหลือมรดกเอาไว้ให้เห็นได้ในบริเวณ Smetana Embankment, เขาวงกต (the maze) แห่ง Petřín Hill  และปราสาทหลังเล็กๆ ในสวน Stromovka Park  ซึ่งใช้เป็นบัลลังก์ปกครองของรัฐบาลเชกมาจนถึงปี 1918 ต่อมาในช่วงสิ้นศตวรรษที่ 19 ก็ได้มีการสร้าง the Spanish Synagogue  ขึ้นในบริเวณ Staré Mésto ด้วยศิลปะแบบ Moorish-Renaissance
 
 
 
 
The maze แห่ง Petřín Hill  
 
 
ความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นในกรุงปรากนั้น ก่อให้เกิดสิ่งก่อสร้างที่เป็นตึกรามบ้านช่องขึ้นเป็นจำนวนมากในแถบชนบท แสดงให้เห็นภาพของย่าน Vinohrady ในมุมมองจากเบื้องสูง
 
อย่างไรก็ตาม รูปแบบของศิลปะนีโอ-เรอเนส์ซองส์ ก็ยังส่งผลกระทบโดยตรงอย่างใหญ่หลวงกับภาพกว้างในแนวนอน ตึกหลายแห่งในกรุงปรากที่มีรูปแบบอันดั้งเดิมมากที่สุดก็อาทิเช่น Czech Technical University ที่ตั้งอยู่ ณ จัตุรัส Karlovo Náměstí  และบ้านในแบบที่คล้ายคลึงกันในย่าน Smíchov quarter  ซึ่งทั้งสองแห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นมรดกจากศิลปะแบบเชก เรอเนส์ซองส์ ขนานแท้ 
 
 
 
บ้าน U Rottů 

สุดท้ายยังมีบ้านอีกหลังหนึ่งที่เรียกกันว่า U Rottů (At the Rotts) ที่ตั้งอยู่ ณ จัตุรัสที่เรียกกันว่า Malé Náměstí ซึ่งเป็นอาคารที่ภาพวาดตรงบริเวณหน้าจั่วเป็นฝีมือของศิลปินชื่อดังชาวเชกนาม Mikoláš Aleš  บริเวณดังกล่าวนี้เป็นย่านที่ผู้คนชาวเชกพากันเดินทางมาซื้อหาสินค้าจำพวกเหล็กมานานกว่าร้อยปีแล้ว 
 
สิ่งก่อสร้างที่มีรูปแบบนีโอ-เรอเนส์ซองส์เช่นนี้ยังมีให้เห็นที่ the National Theatre, the National Museum และ Slavín ที่ Vyšehrad อาคารเหล่านี้ก่อสร้างขึ้นครั้งแรกในช่วงที่ประเทศกำลังขยายความยิ่งใหญ่ทางด้านศิลปวัฒนธรรม ซึ่งในตอนนั้นนับได้ว่าเป็นการรวบรวมสุดยอดศิลปินนามกระเดื่องมากมายหลายคนให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างต่างๆ รวมถึงการตกแต่งทั้งหมดให้กับโรงละครแห่งชาติ 
 
 
 
National Theatre
 
 
 
National Museum 
 
 
 
แต่ภายหลังจากการเปิดตัวอาคารครั้งแรกในปี 1881 กลับเกิดเหตุเพลิงไหม้อย่างรุนแรงขึ้น ต่อมาจึงต้องใช้เวลาอีกสองปีในการบูรณะขึ้นใหม่ และเปิดใช้งานอีกครั้งในปี 1883 ส่วนการก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์แห่งชาตินั้นแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 1890 ภาพมุมสูงที่แสดงให้เห็นถึงบริเวณ Václavské Náměstí อีกทั้งยังมีการสร้างบ่อน้ำพุเอาไว้ตรงบริเวณด้านหน้าอาคารอีกด้วย 
 
นอกจากนั้นก็ยังมีสิ่งก่อสร้างอีกแห่งหนึ่งที่โดดเด่นไม่เหมือนที่ไหนก็คือ สุสาน Slavín Cementery ที่ตั้งอยู่ ณ Vyšehrad (รูป 29) หลายปีต่อมาได้มีการก่อสร้างโรงละครชื่อ Smetana Theatre ในปี 1948
 
 
 
สุสาน Slavín Cementery 
 
เทคนิคเล็กๆ ในการก่อสร้างที่ยังคงเป็นที่กล่าวขานกันจนถึงทุกวันนี้ก็อย่างเช่น ตะเกียงแก๊ส (รูป 30) ในศตวรรษที่ 19 ที่ทำให้บรรยากาศของสถาปัตยกรรมดังกล่าวกลายเป็นบรรยากาศในยุคกลางได้อย่างมีมนต์เสน่ห์
 
 
 
 
ตะเกียงแก๊ส ในปราก
 
 
ต้องออกเดินยามค่ำคืน 
 
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 กรุงปรากได้เริ่มแพร่ขยายรูปแบบอันโดดเด่นต่างๆ ในทุกๆ ด้านที่ได้รับการบันทึกเป็นหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ไปสู่พื้นที่ชนบทมากขึ้น
 
ช่วงสิ้นสุดของศตวรรษที่ 19 มีการใช้เทคนิคต่างๆ ที่มีการบันทึกเอาไว้ในอดีตมาใช้กันมากขึ้น ทั้งกับสิ่งก่อสร้างต่างๆ และวัฒนธรรมในการดำเนินชีวิตรูปแบบต่างๆ ที่ทันสมัย ช่วงระหว่างที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วนั้น รูปแบบการตกแต่งค่อนข้างจะอาศัยศิลปะสมัยใหม่ (Art Nouveau style) เป็นหลัก ซึ่งสามารถเห็นได้จากสิ่งก่อสร้างต่างๆ หลายแห่ง รวมทั้งการใช้เครื่องประดับตกแต่งที่หรูหราอย่างมากด้วยเช่นกัน 
 
เมื่อครั้งที่มีการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีในปี 1881 ของหอคอยสังเกตการณ์แห่ง Petřín ในกรุงปราก The Havana Pavillion  ซึ่งต่อมาถูกสร้างขึ้นในบริเวณสวน Letna Gardens ก็ได้รับการตกแต่งด้วยศิลปะสมัยใหม่เช่นเดียวกันกับอาคารอีกหลายๆ แห่ง ยกตัวอย่างเช่น the Svatopluk Čech Bridge, สิ่งก่อสร้างที่สำคัญสำหรับใช้เป็นสถานีหลัก และ the Manicipal House  เป็นต้น 

นอกจากนั้นก็ยังมีครั้งหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการตกแต่งยกใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นกับอาคารต่างๆ ในย่าน Staré Město บริเวณถนน Pařížská Ulice  ซึ่งใช้ศิลปะสมัยในการตกแต่งเป็นหลัก ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม เนื่องจากว่ายังมีบางพวกที่ออกจะมีอคติกับสิ่งเหล่านี้อยู่บ้าง 
 
 
 
 
ถนน  Pařížská Ulice ปัจจุบัน กลายเป็นถนนชอปปิ้งหรูหรา
ใกล้เมืองเก่า 
 
 
บรรยากาศตอนกลางวันของถนนสายชอปปิ้งที่หรูที่สุดของเมือง 
 
 
อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่มีการบูรณะอนุสรณ์สถานแห่งใดก็ตาม ก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางของศิลปะสมัยใหม่อยู่เสมอ เนื่องจากบางครั้งการบูรณะก็คือการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของสถานที่ไปเลย 
 
เช่น the Manicipal House ที่ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นพระที่นั่งของ King Václav IV ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นพระที่นั่งของ Jiří of Poděbrady ในเวลาต่อมา นอกจากนั้นก็ยังมีการก่อสร้าง the Botanical Garden  ขึ้นมาในบริเวณพื้นที่เดียวกัน นั้นก็คือบนถนนสายที่ชื่อว่า Na Slupi ซึ่งสิ่งก่อสร้างทั้งหมดนี้ก็นับว่าอยู่ในช่วงยุครุ่งเรืองของศิลปะสมัยใหม่นั่นเอง
 
 
 
Manicipal House
ปัจจุบัน เป็นโรงละคร และแสดงคอนเสิร์ต โอเปร่า
 
 
ด้านล่าง Manicipal House เป็นร้านอาหาร 
 
 
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็อย่างเช่นที่ the villa of the sculptor Fransitšek Bílek  อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 รูปแบบของงานสถาปัตยกรรมกลับเริ่มที่จะเป็นไปในทางเรียบง่ายมากขึ้น มีความบริสุทธิ์มากขึ้น รวมทั้งรูปทรงที่เกิดขึ้นใหม่อย่างที่เรียกกันว่า cubism ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวนี้พบได้ชัดเจนในรูปแบบของงานศิลปะที่เป็นภาพวาดและงานปั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงปราก เรียกได้ว่า Czech Land นั้นเป็นดินแดนแห่งศิลปะคิวบิสซึ่มและบาร็อคอย่างแท้จริง 
 

 

Black Mother of God ปัจจุบันเป็น พิพิธภัณฑ์คิวบิสซึ่ม ในปราก 
รูปปั้น Black Mother of God อยู่ตรงหัวมุมอาคาร ด้านขวามือของท่าน
 
 
ลองดูตัวอย่างสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ได้จาก U Černé Matky Boží (At the Black Mother of God) ที่ตั้งอยู่บนถนนชื่อ Celetna Ulice นอกจากนั้นก็ยังมีอาคารในลักษณะที่คล้ายคลึงกันได้ในบริเวณต่ำลงไปจากแถบ Vyšehrad ถึงแม้ว่าอาคารบ้านเรือนในกรุงปรากและบริเวณชานเมืองใกล้เคียงจะมีลักษณะที่คล้ายกัน แต่รูปแบบของสถาปัตยกรรมในยุคหลังมานี้ก็นับว่ามีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของอาคารหรือบ้านเรือนแต่ละหลังของตัวเองอย่างเห็นได้ชัด

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากปี 1918 เมืองกรุงปรากได้กลายมาเป็นเมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐเชคโกสโลวาเกีย สิ่งก่อสร้างและรูปแบบต่างๆ มักจะเชื่อมโยงมาจากรูปแบบเก่าแก่ทั้งหลาย ตั้งแต่ย่านในตัวเมืองถึงชานเมือง และหลังจากที่อิทธิพลของรูปแบบคิวบิสซึ่มเริ่มส่งผลต่อรูปแบบของการตกแต่งทั้งหลายนั้น สถาปัตยกรรมต่างก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามวัตถุประสงค์และโครงสร้างต่างๆ 
 
อาคารสิ่งก่อสร้างที่เกิดขึ้นใหม่ๆ เริ่มแสดงให้เห็นถึงความร่วมสมัยมากขึ้น ความเรียบง่ายเริ่มส่งผลมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น the Barrandov Film Studios, หรือที่ the present House of Musical Instruments เป็นต้น 
 
ความโดดเด่นของศิลปินชาวเชกได้แสดงให้เห็นในหมู่บ้านเรือนที่เรียกกันว่า สังคมศิลปะ (Umělecká Beseda – Art Society) ที่ตั้งอยู่บนรอยต่อของ the Smichov border of Malá Strana  ซึ่งมีอาคารหลายหลังที่แสดงให้เห็นถึงรูปแบบของงานสถาปัตยกรรมกรุงปรากอย่างเห็นได้ชัด 
 
ตัวอย่างของสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ก็ได้แก่ the National Technical Museum ที่ตั้งอยู่ ณ the Letná quarter และ the National Monument  ที่ตั้งอยู่ ณ Žižko ซึ่งเป็นสถานที่เมื่อปี 1420 นั้น กองทัพ Hussites สามารถเอาชนะกองทัพของศัตรูได้เป็นผลสำเร็จ 
 
อนุสาวรีย์แห่งนี้ก่อสร้างขึ้นระหว่างปี 1929 ถึงปี 1932 ซึ่งใช้โครงสร้างที่ทำให้สิ่งก่อสร้างแห่งนี้กลายเป็นแลนด์มาร์ก (landmark) ของกรุงปรากไปโดยปริยาย  อาคารที่น่าสนใจแห่งอื่นๆ ก็รวมทั้ง St. Wenceslas’s Church ที่ตั้งอยู่ ณ จัตุรัสที่ปัจจุบันเรียกว่า Náměstí Svatopluka Čecha ที่ Vršovice  ซึ่งปัจจุบันนี้นับได้ว่าเป็นโบสถ์ที่ใหม่ที่สุดในกรุงปราก 
 
นอกจากนั้นก็ยังมีสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาระหว่างสงครามโลกทั้งสองครั้งก็มีให้เห็น ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ the Halešovice harbour  ซึ่งเป็นความจริงที่ว่า สิ่งก่อสร้างนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในช่วงเวลาดังกล่าว 
 
 
 
 
สวนสัตว์ ปราก 
 
 
 
เน้นธรรมชาติ 
 
 
และสิ่งก่อสร้างแห่งสุดท้ายที่จะยกตัวอย่างก็คือ Prague’s zoological garden  ที่เปิดให้บริการในปี 1931 ทั้งๆ ที่ก็เป็นเรื่องแปลกที่ว่าเหตุใดผู้คนจึงได้ชมสัตว์ชนิดต่างๆ ในตัวเมือง แทนที่จะเป็นในแถบชานเมือง


จากการโจมตีและทำลายล้างของสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากปีค.ศ.1948 กรุงปรากจึงได้เริ่มก่อสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ขึ้นมาใหม่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ซึ่งก็ทำให้รูปแบบทั้งหลายของสิ่งก่อสร้างนั้นกลับคืนไปสู่รูปแบบที่อ้างอิงถึงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา โดยจะเห็นได้ชัดเจนจากอาคารที่เรียกว่า the Planetarium ในสวน Stromovka Park 
 
เหล่าสถาปนิกทั้งหลายต่างก็หันกลับไปหาขนบธรรมเนียมการออกแบบของสมัยก่อนสงครามโลก ตัวอย่างของสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ก็คือ the Czechoslovak restaurant ที่สร้างขึ้นจากเมื่อครั้งที่กรุงปรากได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน EXPO 58 international exhibition  ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในสวน Letná Gardens และอีกแห่งหนึ่งก็คืออาคารสนามกีฬาซึ่งเป็นสระว่ายน้ำที่ Podoni 
โครงสร้างทางสาธารณูปโภคของกรุงปรากโบราณนั้นเริ่มเกิดขึ้นให้เห็นโดยรอบของหมู่อาคารบ้านเรือน แสดงให้เห็นถึงตัวอย่างของ the Novodvorská housing estate  แสดงให้เห็น the Pankrác I housing estate ซึ่งต่อมาก็รวมไปถึงการพัฒนาทางด้านการคมนาคมหรือถนนหนทางสายต่างๆ ด้วยเช่นกัน 
 
จนกระทั่งการก่อสร้างถนนสายต่างๆ เดินทางมาถึงจุดอิ่มตัว การคมนาคมสายใหม่จึงเกิดขึ้น นั่นก็คือ การก่อสร้างเส้นทางรถไฟใต้ดินสายแรกของกรุงปราก นั่นเอง ซึ่งเป็นเส้นทางที่ก่อสร้างลอดใต้แม่น้ำ Vltava ไปจนถึงการมุดผ่านหุบเขาต่างๆ อีกทั้งรถไฟยังวิ่งผ่านไปบนสะพาน Klement Gottwald Bridge 
 
เมื่อความก้าวหน้าก้าวเข้ามาสู่กรุงปราก ก็ทำให้พวกเขาสามารถเชื่อมโยงกับโลกภายนอกได้ด้วยการก่อตั้งสายการบินแห่งชาติขึ้น โดยมีการสร้างสนามบินขึ้นที่ Ruzyně 
 
 
 
ปัจจุบัน อาคารที่ดังที่สุดของเช็ก คือ Dancing House
เป็นอาคารรูปหญิงชายเต้นรำกัน ตัดกับอาคารทรงคลาสสิค
ริมแม่น้ำวัตตาวา 
  

ถึงแม้ว่าสิ่งก่อสร้างในกรุงปรากปัจจุบันนี้จะมีรูปร่างหน้าตาแตกต่างออกไปจากอดีตเป็นอย่างมากก็ตาม แต่คุณค่าต่างๆ ที่ศิลปินในยุคก่อนได้ทิ้งเอาไว้เป็นมรดกก็ยังแสดงให้เห็นถึงกลิ่นอายอันคลาสสิคของอดีตอย่างมีเอกลักษณ์ ผลจากกิจกรรมการก่อสร้างสมัยใหม่ที่อยู่เบื้องหลังของสถาปัตยกรรมทั้งหลายนั้นจะเห็นได้ว่าเป็นความร่วมสมัยอย่างมาก 
 
อย่างไรก็ตาม กฎเกณฑ์ต่างๆ ก็ไม่ได้ระบุเอาไว้เป็นเอกสารลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างสิ่งก่อสร้างดังกล่าวก็คือ the Park Hotel, Motokov, ห้างสรรพสินค้า Kotva, Koolspol  และอีกหลายต่อหลายแห่ง       
 
 
 
เขตเมืองปราก เป็นเขตเมืองเก่า ไม่มีตึกสมัยใหม่เลย 
 
 
 
ตัวเมืองปราก มองจากหน้าปราสาทกรุงปราก
ที่เห็นเป็นยอดโดมขนาดใหญ่ คือ โบสถ์นักบุญนิโคลัส ที่มาลาสตราน่า 
 
 
 
ในวันที่หมอกลงหนา
คนมักถามฉันว่า ปรากหน้าหนาว หนาวมากไหม
ตอบว่า หนาวมาก
สวยมาก
และโรแมนติกมาก
 
 
หาเก้าอี้สักตัว แล้วนั่งลง
ไว้ความทรงจำ ไว้ตรงนี้ค่ะ 
 
 
 
 
 
text translated / pics by Netnapa Janeckova เนตรนภา แก้วแสงธรรม ยาเนซโกวา ผู้เขียน "ปรากในรอยหนาว" และ "13 ปราสาทเล็กโรแมนติกในสาธารณรัฐเช็ก" @ 2010 copyright by SUN MOON TREE 
 
 
 
2010-08-07 รออัพเดทภาพ และข้อมูลเพิ่มเติม 
 
Last Updated on Wednesday, 25 August 2010 22:02

More Articles...

Page 6 of 61

เที่ยวยุโรปกับคนไทยในยุโรป

เที่ยวยุโรปอย่างคุ้มค่ากับคุณสไมล์ลี่คุณลี่จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป แบบกันเองค่ะ แบกเป้สนุก และประหยัด
 
เที่ยวฮอลแลนด์ กับคุณเจี๊ยบคุณเจี๊ยบ นักเขียนตะลอนทัวร์อิตาลี่ จะพาคุณเที่ยวเนเธอร์แลนด์แบบเพื่อนอันอบอุ่น
 
เที่ยวออสเตรียแบบโฮมสเตย์ กับคุณแอ้มทริปคุณแอ้ม จะพาคุณเที่ยวหลายประเทศในยุโรป อยากเล่นสกี และพักโฮมสเตย์กับคนไทย ลองดูที่่นี่่ค่ะ
 
>> สนใจแลกลิงค์ ติดต่อ rinแอดnetnapa.net ค่ะ 
You are here: